You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ในศาลเจ้าเทพขุนเขา เฉินสือก้าวเท้าไปข้างหน้า ชั่วพริบตาก็ก้าวผ่านระยะทางหนึ่งจั้งห้าฟุต ร่างกายปะทะกับอากาศ ถึงกับเกิดเสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้ประตูและหน้าต่างศาลเจ้าสั่นสะเทือน!

เขาชกหมัดออกไป ลมจากหมัดพัดกรรโชก พุ่งออกไปไกลกว่าหนึ่งจั้ง ราวกับพายุสายฟ้าบนพื้นราบ

เฉินสือโคจรเลือดลม ชกออกไปอีกหมัด ลมหมัดหนักหน่วงยิ่งขึ้น เสียงที่เกิดจากหมัดถึงกับกลายเป็นเสียงฟ้าร้องทุ้มต่ำดังกึกก้อง เวลาหมัดเคลื่อนที่ เสียงฟ้าร้องก็ดังครืนๆ น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

เขาขยับฝีเท้า ก้าวเดินตามกลุ่มดาวเหนือทั้งเจ็ดดวง ไปมาอย่างรวดเร็วดุจภูตผี เดินไปบนพื้น กำแพง และเสาในศาลเจ้า เตะต่อยออกไป เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว!

ระยะห่างหนึ่งจั้งห้าหกฟุต แค่คิดร่างก็ไปถึง ร่างไปถึงหมัดก็ไปถึง!

ผ่านไปครู่หนึ่ง เฉินสือก็ร่อนลงพื้นอย่างแผ่วเบา เลือดลมที่พลุ่งพล่านก็สงบลงในพริบตา เสื้อผ้าที่ปลิวไสวก็กลับมาเรียบตึงดังเดิม

เขามีท่าทีสงบนิ่ง สัมผัสได้เพียงปราณแท้ในร่างกายที่กำลังพลุ่งพล่าน ไม่ยอมสงบลงเสียที

ปราณแท้ไหลเวียน หนาแน่นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ก่อตัวเป็นศาลเจ้าเทพอยู่ด้านหลังศีรษะของเขาโดยอัตโนมัติ ศาลเจ้าเทพเปล่งประกายเจิดจ้า สว่างไสวสะดุดตายิ่งนัก

ปราณแท้ในร่างกายของเขากลับไม่ยอมสลายไป ศาลเจ้าเทพก็ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนกำลังลง

ผ่านไปพักใหญ่ ปราณแท้ของเขาก็เริ่มสูญสลาย แสงจากศาลเจ้าเทพก็ค่อยๆ หม่นหมองลง แต่ศาลเจ้าเทพก็ยังคงไม่แตกสลาย

“ฝึกฝนกายาธรรมสำเร็จ แต่ก็ยังไม่สามารถรักษาสภาพศาลเจ้าเทพไว้ได้อย่างสมบูรณ์… ศาลเจ้าเทพหายไป ปราณแท้ก็หายไป ร่างกายที่เป็นดั่งครรภ์เทพ ก็ทำได้แค่ชะลอการสูญสลายของปราณแท้เท่านั้น หากต้องการรักษาปราณแท้เอาไว้ ก็ยังคงต้องพึ่งพาครรภ์เทพที่แท้จริงอยู่ดี”

แม้เฉินสือจะรู้สึกเสียดาย แต่ก็พอใจแล้ว เขาคำนับศาลเจ้าเทพที่ว่างเปล่าในศาลเจ้า แล้วเดินออกไป

เขาปิดประตูเตรียมตัวออกจากป่า

เขาไม่ได้นั่งรถม้า

เมื่อวานซืนก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร คนขับรถม้าที่เคยเชื่อฟังเขามาตลอด พอเห็นเขาเข้าก็ทำหน้าเหมือนเห็นผี รีบขับรถหนีไป หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในเวลาอันรวดเร็ว

เฉินสือชอบรถม้าคันนี้ของเซียวหวังซุนมาก นั่งรถคันนี้ออกไปข้างนอกไม่กี่วัน รู้สึกว่าเท่สุดๆ ไปเลย เขายังอุตส่าห์ตามหาตั้งนาน แต่ก็ไม่เจอรถม้าคันนี้อยู่นอกคฤหาสน์จิ้งหูเลย ทำให้เขารู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก

หลังจากที่เขาจากไป พลังวิเศษในศาลเจ้าก็แผ่ซ่าน ค่อยๆ มารวมตัวกันที่ศาลเจ้าเทพ ปรากฏเป็นรูปร่างของเทพมารลางๆ

ดูเหมือนว่ารูปลักษณ์ของเทพเจ้ากำลังจะก่อตัวขึ้น จู่ๆ พลังวิเศษก็ไร้ซึ่งสิ่งผูกมัด พังทลายลงมา กระจัดกระจายไปทั่วศาลเจ้าอีกครั้ง

ในศาลเจ้าเทพมีเสียงถอนหายใจยาวๆ ดังขึ้น

“ยังไม่ได้อีกงั้นหรือ?”

เฉินสือเดินจากไปไกลแล้ว ไม่ได้ยินเสียงถอนหายใจนี้

นอกหมู่บ้านหวงพัว ใต้ต้นหลิวเก่าแก่ เฉินสือจุดธูปไหว้แม่บุญธรรมศิลาจารึกเหมือนเช่นเคย

แม้แม่บุญธรรมศิลาจารึกจะยังไม่มีการตอบสนองใดๆ แต่บนศิลาจารึกก็มีแสงสีเขียวไหลเวียนอยู่ คงอยู่นานกว่าเดิม ราวกับแฝงความลี้ลับบางอย่างเอาไว้

เฉินสือพยายามใช้การจุดธูปติดต่อกับแม่บุญธรรม ทว่าเมื่อจิตสำนึกของเขาสัมผัสกับศิลาจารึก นอกเหนือจากความรู้สึกถึงความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว ก็ไม่มีอะไรอื่นอีก

“บางทีแม่บุญธรรม ก็คงเป็นแค่ก้อนหินธรรมดาๆ ก้อนหนึ่งล่ะมั้ง”

เฉินสือไม่ได้เก็บมาใส่ใจ จุดธูปให้ผีบัณฑิตหนึ่งดอก แล้วยืนรออย่างเงียบๆ ให้ผีบัณฑิตสูบกลิ่นธูปจนหมด

“ผีบัณฑิตเป็นผู้มีพระคุณของฉัน ไม่สิ ผีมีพระคุณต่างหาก!”

เฉินสือรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก “ฉันโชคร้ายถูกคนควักครรภ์เทพไป กลายเป็นคนพิการ… แต่ฉันก็โชคดีมากเหมือนกัน ที่ได้มาเจอผีบัณฑิต ทำให้ฉันได้มาขอคำชี้แนะจากเขา ไม่อย่างนั้นด่านสอบข้อเขียนระดับอำเภอ ฉันก็คงสอบไม่ผ่านแน่ ในการสอบระดับอำเภอช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ ฉันจะต้องทำผลงานให้โดดเด่นในการสอบข้อเขียนให้ได้!”

ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ที่ตีนเขาหวงพัวก็มีคนแก่กับเด็กเดินลงมา ชายชราอายุแปดสิบกว่าแล้ว ร่างกายผอมแห้ง เวลาเดินหลังค่อม แต่แววตากลับสว่างสดใส ส่วนเด็กหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีขาวกางเกงสีฟ้าคราม ที่มวยผมผูกริบบิ้นสีฟ้า เอวคาดเข็มขัดผ้าไหมสีแดง ห้อยป้ายหยกรูปดอกบัวสีขาว สวมรองเท้าเฉินเฉียว ดูเรียบร้อยเป็นอย่างมาก เด็กหนุ่มหน้าตาอายุสิบเอ็ดสิบสองปี เดินตามชายชรา แววตาสว่างสดใส แม้เสื้อผ้าของทั้งสองจะเรียบง่าย แต่เนื้อผ้ากลับดีมาก มองปราดเดียวก็รู้ว่าแม้จะไม่ใช่เศรษฐี แต่ก็เป็นคนมีระดับ

เฉินสือละสายตากลับมา หยิบตำราหลุนอวี่ออกมา ขอคำชี้แนะจากผีบัณฑิตว่า “ขงจื่อกล่าวว่า: ข้ายังไม่เคยพบผู้ที่เข้มแข็ง (กัง) เลย มีผู้ทูลตอบว่า: เซินเฉิงไง ขงจื่อกล่าวว่า: เฉิงยังมีความปรารถนาอยู่ จะเข้มแข็งได้อย่างไร ประโยคนี้แปลว่าอะไรครับ?”

“ท่อนนี้ต้องทำความเข้าใจอารมณ์ของอาจารย์ (ขงจื่อ) อาจารย์ไร้เทียมทานในใต้หล้าแล้ว ก็เลยรำพึงว่า ข้าไม่เคยเห็นคนที่โดนหมัดข้าต่อยแล้วไม่พังเลย” ผีบัณฑิตเอ่ย “คนข้างๆ ก็เลยบอกว่า เซินเฉิงเก่งมาก ฝึกวิชากายวัชระไร้พ่ายจนสำเร็จ อาจารย์ก็บอกว่า เซินเฉิงไม่ได้เรื่องหรอก ข้าเคยต่อยมาแล้ว ไม่เห็นจะแข็งตรงไหนเลย เจ้าสิบ ถ้าเจ้าเข้าใจอารมณ์ตอนที่อาจารย์พูดประโยคนี้ได้ เจ้าก็ไร้เทียมทานแล้วล่ะ”

เฉินสือทำท่าครุ่นคิด

ในตอนนั้นเอง ที่ตีนเขาหวงพัวก็มีเสียงเด็กหนุ่มคนนั้นดังขึ้น “ปู่ครับ หยุดก่อน! อาเจ็ดหลี่เค่อฝ่าของผมน่าจะตายที่นี่แหละ”

เฉินสือหลุดจากภวังค์การทำความเข้าใจอารมณ์อาจารย์ ชะโงกหน้ามองลงไป ก็เห็นชายชรากับเด็กหนุ่มชะงักฝีเท้า กำลังสังเกตภูมิประเทศและทิวทัศน์รอบๆ เขาหวงพัวอยู่

“หลี่เค่อฝ่า? เหมือนจะเป็นนายอำเภอของอำเภอสุ่ยหนิว พ่อของหลี่เซียวติ่งนี่นา เขาตายได้ยังไง?” เฉินสือประหลาดใจ

เมื่อครู่นี้เด็กหนุ่มบอกว่าหลี่เค่อฝ่าตายอยู่แถวๆ เขาหวงพัว ทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่น หมู่บ้านหวงพัวได้ชื่อมาจากเขาลูกนี้ นั่นก็หมายความว่า หลี่เค่อฝ่าตายอยู่แถวๆ หมู่บ้านหวงพัวน่ะสิ!

“เด็กหนุ่มคนนี้เรียกหลี่เค่อฝ่าว่าอาเจ็ด งั้นพวกเขาก็คือคนตระกูลหลี่น่ะสิ!” เฉินสือลอบระแวดระวังอยู่ในใจ

ที่ตีนเขาหวงพัว ชายชราผู้นั้นถามด้วยความสงสัย “เทียนชิง หลานรู้ได้ยังไงว่าอาเจ็ดตายที่นี่? ปู่ไม่เห็นวิญญาณของเขาเลย”

ชายชราผู้นั้นปรายตามองมาทางเฉินสือ เฉินสือรู้สึกราวกับมีแสงไฟสาดส่องลงมาบนตัว รอจนชายชราผู้นั้นละสายตาไป ความรู้สึกร้อนผ่าวนี้ถึงได้หายไป

“ชายชราคนนี้แข็งแกร่งมาก!” เขาเพิ่งจะคิดแบบนั้น ก็เห็นสายตาของชายชราไปหยุดอยู่ที่ผีบัณฑิตที่ผูกคอตายอยู่บนต้นไม้ ใจหายวาบ “เขาไม่ได้ใช้ยันต์เบิกเนตร แต่กลับมองเห็นผีบัณฑิตได้! ใช่แล้ว เขาฝึกวิชาเบิกเนตรจนสามารถมองเห็นวิญญาณได้นั่นเอง!”

เด็กหนุ่มหลี่เทียนชิงชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำไกลๆ เอ่ยว่า “ยอดไม้ทางทิศเหนือของต้นไม้ต้นนั้นแหว่งไปมุมหนึ่ง เป็นร่องรอยการถูกตัดด้วยกงล้อหยกหกหยินของตระกูลหลี่เรา ในมณฑลซินเซียง มีแต่อาเจ็ดที่ใช้กงล้อหยกหกหยินเป็น”

ชายชรารู้สึกประหลาดใจกับหนึ่งคนหนึ่งผีบนเขาเป็นอย่างมาก พอได้ยินดังนั้นก็ละสายตากลับมา มองไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น แล้วเอ่ยชมว่า “เทียนชิง คราวนี้พกหลานมาด้วยไม่ผิดหวังจริงๆ ทักษะการสังเกตของหลานช่างน่าทึ่งมาก! ถ้างั้นก็หมายความว่า อาเจ็ดเจอกับศัตรูแถวๆ นี้ ใช้กงล้อหยกหกหยินของตระกูลหลี่เราสู้ แต่สู้ไม่ไหว ก็เลยตายอย่างอนาถ”

เขาพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา เอ่ยว่า “หลี่เค่อฝ่าพายอดฝีมือตระกูลหลี่ในอำเภอสุ่ยหนิวมาในครั้งนี้ กลับต้องมาตายเรียบในชนบท อิทธิพลของตระกูลหลี่ในอำเภอสุ่ยหนิวถูกถอนรากถอนโคน ฝีมือแบบนี้ เกรงว่าน่าจะเป็นฝีมือของตระกูลใหญ่อีกตระกูลแน่! อาศัยโอกาสนี้ กลืนกินอำเภอสุ่ยหนิวซะ!”

เด็กหนุ่มหลี่เทียนชิงสังเกตดูเขาหวงพัว จู่ๆ ก็ร้องเอ๊ะเบาๆ รีบเดินเข้าไปใกล้ หยิบดินขึ้นมาหยิบมือหนึ่งบี้ดูอย่างละเอียด แล้วก็เอาไปแตะลิ้นชิมดู เอ่ยว่า “ดินขาวเหมือง!”

ชายชราเบิกตากว้าง ลองชิมดูบ้าง ถุยๆ ออกมาอย่างหงุดหงิด “ไม่เห็นจะอร่อยเลย!”

หลี่เทียนชิงครุ่นคิด “ปู่ครับ ดินขาวเหมืองเอาไว้ทำเครื่องเคลือบและเครื่องปั้นดินเผา ไม่ได้เอาไว้กิน ที่นี่มีเนินดินใหญ่ขนาดนี้…”

สายตาของเขากวาดมองเนินดิน แล้วก็มองไปที่ต้นไม้โบราณกลางหมู่บ้านหวงพัว ดวงตาเป็นประกาย ยิ้มพลางกล่าวว่า “แถวนี้ ต้องมีโรงเผาเครื่องเคลือบแน่! สุสานกษัตริย์ที่แท้จริง ก็น่าจะอยู่แถวนี้ด้วย!”

ชายชราลูบผมหงอกขาวของตัวเอง ไม่เข้าใจว่าหลานชายได้ข้อสรุปนี้มายังไง

บนเขาหวงพัว เฉินสือก็สงสัยใคร่รู้เป็นอย่างมากเช่นกัน

หลี่เทียนชิงกล่าวว่า “สุสานใหญ่แบบนี้ ต้องใช้เครื่องเคลือบและเครื่องปั้นดินเผาเยอะมาก ถ้าเผามาจากที่อื่นแล้วขนมา อย่างแรกคือจะเป็นที่จับตามอง อย่างที่สองคือระหว่างทางอาจจะแตกหักเสียหายได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องสร้างโรงเผาเครื่องเคลือบแถวๆ นี้ ดินที่ใช้ก็คือดินขาวเหมืองแบบนี้แหละ รอจนเผาเสร็จ คนงานที่ทำเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ ก็ต้องถูกประหารชีวิตให้หมด เพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหล หมู่บ้านนี้ บังเอิญสร้างทับที่เก็บดินขาวเหมืองในสมัยนั้นพอดี ต้นไม้ในหมู่บ้านก็ดูเก่าแก่พอตัว น่าจะเป็นคนที่ปลูกไว้ในสมัยนั้นนั่นแหละ ดังนั้น สุสานกษัตริย์ที่แท้จริงต้องอยู่ไม่ไกลจากที่นี่แน่!”

เฉินสือรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ลอบคิดในใจ “เด็กหนุ่มคนนี้อายุพอๆ กับฉันเลย หัวไวเหมือนฉันไม่มีผิด”

ชายชรารู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า “ถ้าหาสุสานกษัตริย์ที่แท้จริงเจอ ต่อให้หาฆาตกรที่ฆ่าหลี่เค่อฝ่าไม่เจอ พวกเราปู่หลานกลับไปถึงฉวนโจว ก็ถือว่ามีความดีความชอบใหญ่หลวงแล้ว!”

หลี่เทียนชิงส่ายหน้า “ความดีความชอบใหญ่หลวงสองอย่างต่างหาก”

ชายชราไม่เข้าใจ

หลี่เทียนชิงเอ่ยว่า “คดีของอาเจ็ดก็สืบได้ง่ายมาก ปู่ดูต้นหลิวคอเอียงต้นนั้นสิ ต้นหลิวเก่าแก่แบบนี้เหมาะกับการผูกคอตายที่สุด มักจะมีพวกบัณฑิตที่ชีวิตไม่สมหวังมาเลือกผูกคอตายที่ต้นไม้แบบนี้ ต้นไม้ต้นนี้เก่าแก่ขนาดนี้ บนต้นไม้ต้องมีบัณฑิตผูกคอตายอยู่คนหนึ่งหรือหลายคนแน่ พวกเขาคงเห็นฉากที่อาเจ็ดตาย รู้ว่าใครเป็นฆาตกร แค่ถามพวกเขา ก็ไขคดีได้แล้ว”

ชายชราอ้าปากค้าง พึมพำว่า “บนต้นหลิวต้นนั้น มีบัณฑิตผูกคอตายอยู่จริงๆ ด้วย… เทียนชิง หลานเก่งชะมัดเลย!”

หลี่เทียนชิงมีท่าทีเขินอาย เอ่ยว่า “เรื่องกล้วยๆ น่ะครับ…”

“ปู่ไปถามก่อนนะ!”

ชายชรายกเท้ากำลังจะเดินขึ้นเขา จู่ๆ มิติรอบตัวก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เขาหวงพัวเล็กๆ ลูกนี้ในสายตาของเขากลับกลายเป็นเขาสูงชัน ราวกับท้องฟ้าสีเหลืองทองปกคลุมอยู่เหนือหัว!

สีหน้าของชายชราเปลี่ยนไปทันที รีบถอยหลังกลับ

รอจนเขาถอยห่างออกมาจากเนินเขานี้ ทุกอย่างถึงกลับมาเป็นปกติ

หลี่เทียนชิงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ชายชรารวบรวมสมาธิ มองไปที่เนินเขาลูกนี้ รู้สึกเพียงว่าเนินเขาเล็กๆ ลูกนี้กลับราวกับยอดฝีมือผู้ยากจะหยั่งถึง ทำให้เขาไม่กล้าก้าวเท้าเข้าไป

“ดินแดนชนบท มักจะมีเรื่องแปลกประหลาด มาชนบท ต้องไหว้เจ้าที่เจ้าทางก่อน ถึงจะปลอดภัย!”

ชายชราหันหน้าไป ไม่พยายามจะเดินขึ้นเขาอีก เอ่ยว่า “เทียนชิง ถึงหลานจะฉลาดหลักแหลม แต่บางเรื่องความฉลาดก็ใช้ไม่ได้ผล ต้องอาศัยประสบการณ์ พวกเราไปไหว้แม่บุญธรรมของที่นี่ก่อน แล้วค่อยเข้าไปสืบข่าวในหมู่บ้าน!”

ทั้งสองเดินมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านหวงพัว

เฉินสือเบิกตากว้าง มองส่งพวกเขากำลังเดินไปยังหมู่บ้านหวงพัว รู้สึกสงสัยในใจเป็นอย่างยิ่ง “ทำไมชายชราคนนี้ตอนขึ้นเขาถึงทำท่าเหมือนถูกขู่จนขวัญหนีดีฝ่อล่ะ? บนเขาลูกนี้ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวสักหน่อย”

“เทียนชิง หลานอ่านหนังสือมาเยอะ รู้ไหมว่ากษัตริย์ที่แท้จริงองค์นี้คือใคร?”

เบื้องหน้ามีเสียงของสองปู่หลานดังขึ้น หลี่เทียนชิงตอบว่า “ตำนานเล่าว่ากษัตริย์ที่แท้จริงคืออ๋องแห่งทวีปซีหนิวซินโจวที่ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ราชวงศ์หมิง ดูแลจัดการเรื่องราวต่างๆ ในทวีปซีหนิวซินโจว ทั้งห้าสิบมณฑลในทวีปซีหนิวซินโจว แผนที่ภูผาสายน้ำทั้งห้าสิบแผ่น ว่ากันว่าล้วนตกอยู่ในกำมือของกษัตริย์ที่แท้จริงทั้งสิ้น ต่อมาก็ถูกกษัตริย์ที่แท้จริงนำไปฝังในสุสานด้วย”

“มิน่าล่ะ พวกมันถึงได้สนใจสุสานกษัตริย์ที่แท้จริงกันนัก”

ชายชราผู้นั้นหัวเราะร่วน “เอาแต่พูดว่าราชวงศ์หมิง ราชวงศ์หมิง ตอนนี้ใครจะไปรู้ว่าฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงแซ่อะไร ใครจะไปรู้ว่าตอนนี้เป็นฮ่องเต้รัชศกไหน? แต่สมบัติของกษัตริย์ที่แท้จริงต่างหาก ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมาย”

“ผมรู้ครับ ฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงแซ่จู ตอนนี้เป็นรัชศกเจียจิ้งปีที่ 6642!”

“มีแต่หลานนั่นแหละที่รู้ คนอื่นเขาไม่รู้กันหรอก”

สองปู่หลานเดินห่างออกไปเรื่อยๆ เฉินสือรีบลุกขึ้น เก็บตำราของตัวเอง ยิ้มพลางกล่าวว่า “ผีบัณฑิต นายก็แซ่จูเหมือนฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงเลยนี่! นายคงไม่ใช่ราชวงศ์หรอกนะ?”

ผีบัณฑิตพูดตะกุกตะกัก “ข้าเป็นแค่ผีผูกคอตาย จะเป็นราชวงศ์ไปได้ยังไง…”

“ฉันก็คิดว่านายไม่ใช่เหมือนกัน!”

เฉินสือสะพายตะกร้าหนังสือ เดินลงจากเขาหวงพัวอย่างอารมณ์ดี มุ่งหน้ากลับหมู่บ้านหวงพัว

ในหมู่บ้านมีแขกมาเยือน ดูท่าทางน่าสนใจดีแฮะ

เขามาถึงหน้าหมู่บ้าน ก็เห็นสองปู่หลานคู่นั้นมาถึงนอกหมู่บ้านหวงพัวแล้วเช่นกัน ชายชราผู้นั้นชูธูปขึ้นหนึ่งดอก ยืนอยู่นอกหมู่บ้าน เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “ผู้สัญจรผ่านทาง บังเอิญมาถึงหมู่บ้านของท่าน ขอเพียงแม่บุญธรรมโปรดประทานที่พักพิงให้สักคืน จักเป็นพระคุณยิ่ง วันหน้าจะนำธูปเทียนและของเซ่นไหว้มาถวาย เพื่อขอบคุณแม่บุญธรรมที่คุ้มครอง”

ที่ชายชราคนนี้เรียกต้นไม้โบราณว่าแม่บุญธรรมด้วย ก็เพราะประเพณีการไหว้แม่บุญธรรมของชาวบ้านมีมานานมากแล้ว ในยุคที่สิ่งชั่วร้ายเพิ่งจะเริ่มปรากฏตัว ผู้คนค้นพบว่าสรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ หากกราบไหว้นานๆ เข้า ก็จะก่อเกิดจิตวิญญาณ มีพลังอำนาจอันแข็งแกร่ง คนธรรมดาดูไม่ออกว่าจิตวิญญาณนั้นเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ดังนั้นจึงเรียกว่า แม่บุญธรรม

ชายชรามาเยือนชนบท ย่อมต้องเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม

กิ่งก้านของต้นไม้โบราณในหมู่บ้านหวงพัวพัดพลิ้วไปมาเบาๆ รับธูปของเขาไว้

สองปู่หลานถึงได้เดินเข้าหมู่บ้าน หลี่เทียนชิงเดินตามชายชราไปทุกฝีก้าว ในตอนนั้นเอง ข้างกายเขาก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น พอหันไปมอง ก็เห็นเด็กหนุ่มที่อายุพอๆ กับตัวเอง รูปร่างแข็งแรงกว่าตัวเองเล็กน้อย กำลังส่งยิ้มให้ตัวเองอยู่

“ฉันชื่อเฉินสือ ชื่อเล่นเจ้าสิบ คนในหมู่บ้านเรียกฉันว่าเจ้าเด็กซื่อสัตย์!” เด็กหนุ่มคนนั้นหัวเราะ “นายชื่ออะไรเหรอ?”

หลี่เทียนชิงมีท่าทีขี้อายนิดหน่อย น้ำเสียงแผ่วเบา “ฉันแซ่หลี่ ชื่อเทียนชิง…”

“พวกนายไม่มีที่พัก คืนนี้ไปพักบ้านฉันไหมล่ะ!” เฉินสือไม่รอให้เขาพูดจบ ก็เอ่ยปากชวนทันที

หลี่เทียนชิงไม่เคยเจอคนกระตือรือร้นขนาดนี้มาก่อน จึงหันไปมองชายชรา ชายชรายิ้มพลางกล่าวว่า “คนชนบทซื่อสัตย์จริงใจ พวกเราก็ต้องการที่พักเหมือนกัน งั้นก็รบกวนบ้านเขาสักคืนก็แล้วกัน”

เฉินสือดีใจมาก รีบพาพวกเขามุ่งหน้าไปที่บ้านตัวเองทันที ร้องตะโกนมาแต่ไกลว่า “ปู่ครับ หม้อดำ ที่บ้านมีแขกมา!”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note