You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เฉินสือหน้าแดงก่ำ พูดตะกุกตะกัก กำลังจะตอบ ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนก็กระแอมไอขึ้นมา เอ่ยเตือนว่า “ก่อนจะตอบ ดูสถานที่ให้ดีๆ ด้วย ที่นี่คือเมืองอู๋วั่ง ระวังจะโดนดึงลิ้นเอาล่ะ”

เฉินสือใจหายวาบ ปรายตามองหญิงสาวชุดแดงผู้นี้อย่างระแวดระวัง จัดให้นางอยู่ในหมวดหมู่อันตรายทันที

“ถ้าเมื่อกี้ฉันสงวนท่าที ตอบว่าไม่อยาก ลิ้นต้องขาดกระจุยแน่ๆ ที่นี่ห้ามปากไม่ตรงกับใจเด็ดขาด!” เขาคิดในใจ

ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนเอ่ยว่า “จินหงอิง เหตุใดต้องไปหาเรื่องกับคนรุ่นหลังด้วยเล่า?”

หญิงสาวชุดแดงตวัดสายตาค้อนเขา แขนทั้งสองข้างเท้าลงบนโต๊ะน้ำชา หน้าอกก็กดทับลงบนโต๊ะด้วย ยิ้มพลางกล่าวว่า “เซียวหวังซุน ท่านกล้าปล้นของจากค่ายเสินจีของข้า ช่างขวัญกล้านักนะ เอาของมาคืน ข้าจะยอมปล่อยผ่านไป ไม่เอาความ”

เฉินสือกะพริบตาปริบๆ ค่ายเสินจีงั้นเหรอ?

เขาเคยได้ยินชื่อค่ายเสินจีมาก่อน หมู่บ้านเหยียนต้างเคยมีซิ่วไฉคนหนึ่งสอบติดจวี่เหริน มีพรสวรรค์สูงมาก ได้ยินว่าภายหลังได้เข้าร่วมค่ายเสินจี กลายเป็นทหารในค่ายเสินจี

ตอนที่คนผู้นี้กลับมาที่หมู่บ้าน แม่สื่อมาสู่ขอจนหัวกระไดบ้านแทบไม่แห้ง

ได้ยินมาว่าค่ายเสินจีทำงานรับใช้ฮ่องเต้ เบี้ยหวัดสูง ตำแหน่งสูง การได้เป็นทหารในค่ายเสินจี ต้องอาศัยบุญพาวาสนาส่งจากบรรพบุรุษถึงจะทำได้

ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนทำเป็นมองไม่เห็นความงามของหญิงสาวชุดแดง เอ่ยเรียบๆ ว่า “ปล้นก็คือปล้น ทำไม ข้ายังต้องเอาไปคืนพวกเจ้าอีกงั้นรึ?”

จินหงอิงเอานิ้วจุ่มน้ำชา วาดเป็นวงกลมบนโต๊ะ ยิ้มบางๆ พลางกล่าวว่า “การนัดเจรจาในครั้งนี้ ก็เพื่อปรึกษาหารือกันว่าท่านจะคืนของให้ได้อย่างไรไม่ใช่หรือ? ไม่อย่างนั้นจะนัดเจรจากันทำไม? เซียวหวังซุน ข้าให้ทางเลือกท่านสองทาง ทางเลือกแรก ท่านยอมคืนของให้แต่โดยดี ค่ายเสินจีจะไม่เอาความ ทางเลือกที่สอง พวกเราค่ายเสินจีจะฆ่าท่านทิ้งซะ แล้วค่อยไปล้วงศพท่านเอาของคืนมา”

นางเงยหน้าขึ้นยิ้ม “อาการบาดเจ็บของท่านในครั้งก่อน น่าจะยังไม่หายดีกระมัง ครั้งนี้คงไม่ใช่แค่บาดเจ็บง่ายๆ แบบนั้นแน่ อาจจะถึงขั้นส่งท่านผู้เฒ่าเดินทางไปปรโลกเลยก็ได้นะ!”

“ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนบาดเจ็บเหรอ?”

เฉินสือรู้สึกตะหงิดใจ นึกถึงตอนที่ตัวเองบังเอิญเจอผู้อาวุโสเซียวหวังซุนเป็นครั้งแรก

ตอนนั้นผู้อาวุโสเซียวหวังซุนก็เหมือนกับเขา เข้าไปรักษาตัวในโลงศพในคฤหาสน์บนเขาเหมือนกัน

แต่ว่า ที่นั่นมันเป็นดินแดนที่รวบรวมพลังหยินสำหรับเลี้ยงศพไม่ใช่เหรอ?

ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนไม่ใช่ศพ ทำไมถึงต้องไปรักษาตัวที่นั่นล่ะ?

เรื่องที่ทำให้เขาสงสัยยิ่งกว่าก็คือ “ฉันก็ไม่ใช่ศพสักหน่อย ทำไมปู่ถึงเอาฉันไปรักษาตัวที่นั่นด้วยล่ะ?”

ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนมีสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยว่า “อาการบาดเจ็บของข้าหายดีแล้ว”

จินหงอิงใจหายวาบ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หน้าอกกระเพื่อมไหว ยิ้มพลางกล่าวว่า “งั้นก็หมายความว่าตกลงกันไม่ได้แล้วสินะ?”

ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนพยักหน้าเบาๆ

จินหงอิงมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า “ได้ยินมาว่าเซียวหวังซุนเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่งล้ำเลิศ สง่างามไม่ธรรมดา ผู้น้อยเกิดช้าไปหน่อย เลยไม่เคยได้เห็นเป็นขวัญตา แต่คืนนี้ ไม่แน่อาจจะได้เห็นเป็นบุญตาก็ได้ หากคืนนี้ท่านรอดชีวิตไปได้ เรื่องที่ท่านปล้นของวิเศษของค่ายเสินจีไป ข้าก็จะไม่เอาความเช่นกัน”

นางลุกขึ้นยืน ปรายตามองเฉินสือแวบหนึ่ง แล้วยิ้ม “น้องชาย อย่าตามเขาไปเลยนะ เดี๋ยวจะตายเอาเปล่าๆ”

พูดจบ นางก็เดินบิดสะโพกส่ายไปส่ายมาจากไป

เฉินสือถอนสายตากลับมา ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนเอ่ยถามว่า “สวยไหม?”

เฉินสือกำลังจะตอบ ก็รีบหุบปากฉับ คิดในใจว่า “ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนก็อันตรายเหมือนกัน เกือบจะทำให้ฉันโดนดึงลิ้นซะแล้ว!”

ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนจิบชา มองส่งจินหงอิงเดินออกจากเมืองอู๋วั่งไป ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นยืนเอ่ยว่า “เจ้ารออยู่ที่นี่ ข้าไปประเดี๋ยวเดียวก็มา หากข้าไม่กลับมา ก่อนรุ่งสางเจ้าจงรีบออกจากเมืองอู๋วั่งไปซะ อย่าได้รั้งอยู่ต่อเด็ดขาด”

เฉินสือรีบถามว่า “แล้วถ้าไม่ได้ออกจากเมืองอู๋วั่งไปล่ะครับ?”

“เจ้าก็จะหายสาบสูญไปพร้อมกับเมืองอู๋วั่งแห่งนี้”

ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนเดินลงบันไดไป เสียงลอยตามลมมา “เมื่อก่อนคนที่หายสาบสูญไปพร้อมกับเมืองอู๋วั่ง ไม่เคยมีใครได้กลับมาปรากฏตัวอีกเลย พวกเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ไม่มีใครล่วงรู้ได้”

เฉินสือหนาวสะท้านขึ้นมา

ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนไม่ได้นั่งรถม้า แต่เดินเท้าออกจากเมืองไป ไม่นานก็กลืนหายไปในความมืดมิดยามราตรี

เฉินสือดื่มชา กินผลไม้แช่อิ่มและเนื้อแผ่นอบแห้ง นั่งรออย่างเงียบๆ

ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็กะพริบตาปริบๆ หลุดหัวเราะออกมา

“หัวเราะอะไร?” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างๆ

“ฉันหัวเราะที่คืนนี้ตัวเองเจอแต่เรื่องประหลาดๆ ฉันไปฆ่าคนล้างแค้นบนถนน ขากลับบ้านจู่ๆ อาการก็กำเริบ โดนสิ่งชั่วร้ายไล่ล่า แล้วก็บังเอิญเจอผู้อาวุโสเซียวหวังซุน”

เฉินสือยิ้ม “แล้วจากนั้นก็หลงเข้ามาในเมืองประหลาดๆ นี่ มาเจอคนของค่ายเสินจีเข้าอีก ตอนนี้ ฉันกำลังดื่มชา กินผลไม้แช่อิ่มอยู่ในเมืองผี รอดูผู้อาวุโสเซียวหวังซุนต่อสู้กับค่ายเสินจีกลับมา เรื่องพวกนี้มันช่างหลุดโลกเกินไปแล้ว! บ้าบอจนฉันต้องหัวเราะออกมาเลยล่ะ…”

เขาพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าผู้อาวุโสเซียวหวังซุนไม่อยู่ แล้วใครกำลังคุยกับตัวเองอยู่ล่ะ?

เขารีบหันขวับไปมอง ก็เห็นว่าเสี่ยวเอ้อสี่แขนเมื่อครู่นี้หายตัวไปแล้ว แต่กลับมีตัวประหลาดหัวคางคกโผล่มาแทนที่ หัวของมันใหญ่กว่าคนปกติถึงสี่ห้าเท่า มีลวดลายสีเขียวสีขาวสลับกัน ปากกว้างเบ้อเริ่ม คาบกล้องยาสูบเอาไว้ที่มุมปาก ในกล้องยาสูบเสียบธูปเอาไว้สามดอก อ้วนและสั้น กำลังพ่นควันปุ๋ยๆ

ขาทั้งสองข้างของมันเล็กเรียวบางมาก รองรับร่างกายอันอ้วนทุ้ยเอาไว้ ในมือหิ้วกาน้ำชาใบใหญ่โตมโหฬาร

มันน่าจะเป็นพนักงานชงชาของโรงน้ำชาแห่งนี้ เข้ามาเติมน้ำชาให้เฉินสือ

“มองอะไร?” เสียงนั้นถามอีก

เฉินสือถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า คนที่พูดไม่ได้ใช่พนักงานชงชาหัวคางคกตัวนี้ แต่เป็นกาน้ำชาใบใหญ่ที่มันหิ้วอยู่ต่างหาก

ฝากาน้ำชาเปิดอ้าๆ หุบๆ กำลังเอ่ยถามเขาอยู่ ใต้ฝากาน้ำชายังมีดวงตางอกออกมาสองดวงอีกด้วย

“อย่าพูดอะไรนะ”

พนักงานชงชาหัวคางคกกระซิบเตือนเฉินสือเสียงเบา “มันชอบตั้งคำถาม เจ้าอย่าตอบมันนะ วันนี้ไอ้เจ้านี่มันทำให้ลูกค้าหลายคนโดนดึงลิ้นไปแล้ว”

เฉินสือตื่นตัว รีบปิดปากเงียบ ไม่พูดอะไรสักคำ

กาน้ำชาใบใหญ่ถามเขาไปสองสามประโยค เห็นเขาไม่ตอบ ก็หมดความสนใจในตัวเขาไป

พนักงานชงชาหัวคางคกเติมน้ำชาให้เฉินสือเสร็จ ก็หิ้วกาน้ำชาใบใหญ่ไปที่โต๊ะอื่น

กาน้ำชาใบใหญ่เอ่ยถามลูกค้าโต๊ะนั้นว่า “มีเรื่องกลุ้มใจหรือ?”

“ไม่มี… อ๊าก——”

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น เฉินสือเห็นลูกค้าโต๊ะนั้นถูกพลังประหลาดดึงลิ้นจนหลุดกระเด็นออกไป เอามือปิดปากร้องอู้อี้พูดอะไรไม่ออก

“เมื่อกี้เจ้าแอบมองหน้าอกของนังผู้หญิงชุดแดงนั่นใช่ไหม?” กาน้ำชาใบใหญ่หันไปถามลูกค้าอีกโต๊ะหนึ่ง

“ข้าไม่ได้… อ๊าก——”

เลือดสายหนึ่งพุ่งกระฉูดขึ้นไปในอากาศ ลิ้นอีกลิ้นหนึ่งก็หลุดกระเด็นออกไป

เฉินสือหนาวสะท้านขึ้นมา จัดให้กาน้ำชาใบใหญ่อยู่ในหมวดหมู่อันตรายด้วยเช่นกัน

“ใช่แล้ว เมืองอู๋วั่งแห่งนี้ ก็น่าจะเป็นดินแดนแห่งภูตผีปีศาจด้วยเช่นกัน!”

จู่ๆ เฉินสือก็ตระหนักขึ้นมาได้ ดินแดนแห่งภูตผีปีศาจมีหลายรูปแบบ มีทั้งโรงเผาเครื่องเคลือบที่สามารถเปลี่ยนคนให้กลายเป็นเครื่องเคลือบได้ มีทั้งดินแดนที่เปลี่ยนสัตว์พิทักษ์สุสานให้กลายเป็นเทพมารได้ มีทั้งดินแดนที่เวลาสับสนวุ่นวาย และก็มีเมืองอู๋วั่งที่ห้ามพูดโกหกแบบนี้ด้วยเช่นกัน

ขอเพียงพูดโกหก ก็จะเกิดภัยพิบัติโดยไม่คาดฝัน ต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกดึงลิ้น ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า เมืองอู๋วั่ง (ไร้ลวง)

“อู๋วั่ง ก็คือ ความสัตย์จริง! ที่เรียกว่าเมืองอู๋วั่ง ก็คือเมืองแห่งความสัตย์จริง ไม่ยอมให้มีการโกหกหลอกลวงใดๆ ทั้งสิ้น”

พอเฉินสือคิดตก ก็รู้สึกดีใจขึ้นมา ความหวาดกลัวที่มีต่อเมืองอู๋วั่งก็มลายหายไปจนหมดสิ้น

เขาเป็นคนที่อาศัยอยู่ชายป่าชายเขา ย่อมรู้ซึ้งถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดี

ไม่ว่าจะเป็นดินแดนแห่งภูตผีปีศาจ หรือสิ่งชั่วร้าย ขอเพียงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

จู่ๆ บนท้องฟ้านอกเมืองก็เกิดฟ้าแลบฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว เฉินสือรีบมองไป ก็เห็นแสงอัสนีบาตสายแล้วสายเล่าพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ลากเป็นเส้นโค้งสีแดงพุ่งผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว ฟาดฟันลงบนยอดเขาลูกหนึ่งภายใต้แสงจันทร์!

ลูกไฟระเบิดตูมตาม สาดส่องยอดเขาลูกนั้นจนสว่างโร่ราวกับตอนกลางวัน!

เฉินสือรีบลุกขึ้นยืน มองออกไปที่ยอดเขานอกเมือง ก็เห็นสายอัสนีบาตฟาดฟันลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นรูปพัด พุ่งทะยานจากพื้นดินขึ้นสู่กลางอากาศ แล้วฟาดลงบนยอดเขาลูกนั้น เพียงชั่วพริบตาเดียว ก็มีอัสนีบาตนับร้อยสายฟาดลงบนยอดเขา

อาศัยแสงอัสนีบาต เฉินสือยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็เห็นว่าบนยอดเขานั้นราวกับมีเงาร่างของคนยืนหยัดอยู่ เงาร่างนั้นดูเล็กจ้อยมาก ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขาลูกนั้น

มีแสงเย็นวาบเล็กจิ๋วราวกับเส้นผมเส้นหนึ่งกำลังหมุนวนรอบตัวเขาอย่างรวดเร็ว ความเร็วรวดเร็วยิ่งนัก!

แม้จะอยู่ห่างไกลขนาดนี้ แต่ความเร็วของมันก็ยังรวดเร็วจนตาเปล่าแทบจะมองไม่ทัน!

“นั่นมันอะไรกัน?”

เฉินสืออึ้งไป มองไม่เห็นแสงนั้นชัดๆ เลยสักนิด

แสงเย็นวาบนั้นเล็กจิ๋วราวกับเส้นผม แต่กลับสามารถพุ่งเข้าหาอัสนีบาตได้ในชั่วพริบตา แทงทะลุอัสนีบาตก่อนที่อัสนีบาตจะฟาดลงบนยอดเขาได้เสมอ

พออัสนีบาตถูกแทงทะลุ ก็จะระเบิดออก ลูกไฟและกระแสไฟฟ้าปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ ผ่านไปครู่หนึ่งก็จะมีเสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวตามมา

แสงอัสนีเหล่านั้น ไม่ได้ฟาดโดนภูเขาลูกนั้นเลยแม้แต่น้อย!

ภาพอัสนีบาตฟาดภูเขาที่เขาเห็นเมื่อครู่นี้ เป็นเพียงภาพลวงตาทางสายตาเท่านั้น

เฉินสือดูจนอกสั่นขวัญแขวน ก็เห็นแสงอัสนีบาตหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ แสงเย็นวาบนั้นก็เริ่มจะต้านทานไม่ไหว ค่อยๆ มีอัสนีบาตฟาดลงบนยอดเขา แล้วระเบิดออกดังสนั่นหวั่นไหว

เมื่อใดที่เป็นเช่นนั้น พื้นดินก็จะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น!

อัสนีบาตสามารถทะลวงผ่านการป้องกันของแสงเย็นวาบ ฟาดลงบนยอดเขาได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานยอดเขาลูกนั้นก็ราวกับถูกเผาจนแดงเถือก สว่างไสวเจิดจ้ายิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ในเมืองอู๋วั่ง ไม่ว่าจะเป็นคนหรือภูตผีปีศาจ ล้วนเบิกตากว้างมองดูด้วยความตื่นตระหนกตกใจ

หากอัสนีบาตเหล่านั้นฟาดลงมาที่เมืองอู๋วั่ง เกรงว่าเพียงชั่วพริบตาดินแดนแห่งภูตผีปีศาจแห่งนี้ก็จะกลายเป็นทะเลเพลิง ทุกคนจะต้องแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านอย่างแน่นอน!

ผู้คนในเมืองต่างพากันชะเง้อคอยาวมองดู บางคนถึงกับเอามือประคองหัว ถอดหัวออกจากคอ แล้วชูขึ้นสูงๆ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดๆ

เฉินสือยังบังเอิญเห็นคนคนหนึ่งในฝูงชน จู่ๆ คอก็ยืดออกมายาวเหยียด เล็กเรียวราวกับไม้ไผ่ ดันหัวให้สูงขึ้นไปถึงหนึ่งหรือสองจั้ง เพื่อชมดูเหตุการณ์อย่างใจจดใจจ่อ

“อยากเอากรรไกรไปตัดคอเขาสักฉับไหมล่ะ?” กาน้ำชาใบใหญ่หันไปถามคนอื่นๆ อีก

“ไม่อยาก…”

“ปุ๊!”

เฉินสือตื่นตัวขึ้นมาทันที ปิดปากเงียบกริบ ตั้งใจเด็ดขาดว่าไม่ว่าใครจะถามอะไร ก็จะไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว

การฟาดฟันของอัสนีบาตดำเนินต่อเนื่องไปกว่าหนึ่งชั่วยาม ยอดเขาลูกนั้นก็ลดระดับความสูงลงอย่างเห็นได้ชัดภายใต้การโจมตีของอัสนีบาต น่าจะเป็นเพราะหินผาถูกระเบิดจนกระจุยกระจายและหลอมละลายไปนั่นเอง!

จู่ๆ ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมาเสียงดังลั่น “ฟ้าจะสางแล้ว รีบหนีเร็ว—— ขืนชักช้าจะไม่ทันการเอานะ!”

ชั่วพริบตาฝูงชนในเมืองก็แตกตื่นวุ่นวาย พากันกรูออกไปนอกเมือง

เฉินสือก็รีบวิ่งลงไปข้างล่าง ก็เห็นว่าในเมืองเต็มไปด้วยผู้คนเบียดเสียดกัน ผีเบียดคน ปีศาจเบียดคน วุ่นวายไปหมด

“นายท่าน รถม้าของท่านเตรียมพร้อมแล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อสี่แขนโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ เข้ามาเตือนเฉินสือ

เฉินสือเดินตามเขาไปที่ลานด้านหลัง รถม้าของผู้อาวุโสเซียวหวังซุนก็ยังอยู่ที่นั่นจริงๆ ครั้งนี้ไม่มีผู้อาวุโสเซียวหวังซุนอยู่ด้วย คนขับรถม้ากับม้าพันธุ์ดีทั้งสี่ตัวก็ไม่ได้กลายเป็นหินแต่อย่างใด

เฉินสือขึ้นรถม้า คนขับรถม้าก็สะบัดแส้เบาๆ ม้าทั้งสี่ตัวก็รีบลากรถม้าพุ่งทะยานออกไปนอกเมืองทันที!

ม้าทั้งสี่ตัวนี้ยิ่งวิ่งยิ่งเร็ว ข้างหน้ามีทั้งคน ผี ปีศาจมากมายก่ายกอง ดูท่าทางจะเหยียบและชนคนตายไปไม่น้อย จู่ๆ ใต้ฝ่าเท้าของม้าทั้งสี่ตัวก็มีเมฆหมอกก่อตัวขึ้น เหยียบย่างไปบนเมฆหมอก ลากรถม้าคันนี้เหาะข้ามหัวคน ผี ปีศาจ พุ่งตรงดิ่งไปยังประตูเมือง

เฉินสือประหลาดใจยิ่งนัก ก็เห็นม้าลากรถม้าพุ่งทะลุประตูเมือง วิ่งฉิวผ่านไป แล้วก็กลับมาวิ่งบนพื้นดินนอกเมืองดังกุบกับ เสียงฝีเท้าม้าดังกังวาน ลากรถม้าแล่นเข้าไปในความมืดมิดก่อนรุ่งสาง

“รถม้ามุ่งหน้าไปทางภูเขาลูกนั้น!”

เฉินสือใจหายวาบ เห็นเพียงคนขับรถม้ากำลังตวัดแส้ รถม้าก็แล่นเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในอากาศเริ่มมีกลิ่นดินปืนคละคลุ้ง

เฉินสือรู้สึกสงสัย ก็เห็นรถม้าแล่นต่อไปอีกสองลี้ ริมถนนก็มีศพหลายศพนอนเกลื่อนกลาด พร้อมกับสิ่งประดิษฐ์โลหะขนาดมหึมา

นั่นคือปืนใหญ่กระบอกหนึ่ง ลำกล้องปืนยาวกว่าหนึ่งจั้ง น้ำหนักสองสามพันชั่ง

“ปืนใหญ่หงอี๋ของค่ายเสินจีในตำนาน!” เฉินสือเบิกตากว้าง

เขาเคยได้ยินคนในหมู่บ้านเหยียนต้างพูดถึงอาวุธปืนชนิดนี้ ว่ากันว่ามีอานุภาพดุดันไร้เทียมทาน สามารถปล่อยพลังอัสนีสวรรค์ออกมาได้ เสียงปืนใหญ่ดังกึกก้อง ราวกับทัณฑ์สวรรค์จุติลงมา!

เพียงแต่ว่า ลำกล้องปืนใหญ่อันหนาเตอะของปืนใหญ่หงอี๋กลับถูกตัดขาด รอยตัดนั้นเรียบเนียนคมกริบ แม้แต่ลวดลายยันต์ที่สลักไว้ภายในลำกล้องปืน ก็ถูกตัดขาดไปด้วย!

เฉินสือเหลือบมองแวบเดียว ลำกล้องปืนมีสีแดง น่าจะใช้เลือดหมาดำผสมชาดทาเคลือบเอาไว้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าค่ายเสินจีใช้วิธีไหน ถึงสามารถสลักยันต์ไว้ภายในลำกล้องปืนได้

ข้างๆ ปืนใหญ่หงอี๋ยังมีรถเข็นที่บรรทุกลูกปืนใหญ่อยู่อีกคัน ลูกปืนใหญ่แต่ละลูกใหญ่กว่าหัวเด็กเสียอีก หล่อขึ้นจากเหล็กดำ บนพื้นผิวสลักลวดลายยันต์ ใช้ชาดและเลือดหมาดำวาดทับ เพื่อเพิ่มอานุภาพให้รุนแรงยิ่งขึ้น

“ยันต์มหาห้าอัสนี!”

เฉินสือเหลือบมองอย่างลวกๆ ก็จำยันต์บนลูกปืนใหญ่เหล่านั้นได้ทันที ในใจก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมา

ยันต์มหาห้าอัสนีเป็นยันต์ประเภทสายฟ้าที่ร้ายกาจมาก เมื่อนำมาใช้ร่วมกับดินปืนดำ อานุภาพก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว!

เขาตระหนักขึ้นมาได้ทันที อัสนีบาตที่พวกเขามองเห็นเมื่อคืนนี้ ไม่ใช่วิชาคาถาของค่ายเสินจี แต่เป็นการใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มภูเขาต่างหาก!

ภาพเหตุการณ์นั้น น่าจะเกิดจากปืนใหญ่หงอี๋หลายสิบหรืออาจจะถึงร้อยกระบอกระดมยิงพร้อมกัน ภายใต้การเสริมพลังของยันต์มหาห้าอัสนี ระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่ผู้อาวุโสเซียวหวังซุน!

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note