You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็กระโดดขึ้นทันที พุ่งตัวไปยังโลกที่แสงแดดสาดส่องลงมานั้น

“ตุ้บ!”

เขาทะลุผ่านแสงแดดและภาพฉายของอีกโลกหนึ่งไปชนเข้ากับหลังคาวิหาร

เฉินสือร่วงลงมาถึงพื้น ลูบหัวตัวเองเบาๆ แล้วเงยหน้ามองขึ้นไปด้านบน

แสงแดดส่องมาจากอีกโลกหนึ่ง ราวกับว่าหากตามแสงแดดนั้นไป ก็จะสามารถเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่งได้

เขากระโดดขึ้นไปอีกครั้ง ยื่นมือออกไปสัมผัสแสงแดดเบาๆ ทว่าแสงแดดและอีกโลกหนึ่งนั้นกลับเป็นดั่งภาพลวงตา มองเห็นได้แต่ไม่อาจสัมผัส

“ดูเหมือนว่ามิติเวลาในศาลเจ้าจะไม่ใช่อีกมิติเวลาหนึ่ง แต่ในศาลเจ้ามีพลังลึกลับบางอย่าง ที่ทำให้ฉันมองเห็นอีกโลกหนึ่ง ทำให้แสงแดดและแสงจันทร์ของโลกนั้นสามารถสาดส่องเข้ามาได้”

ตั้งแต่เขาเริ่มเปลี่ยนถ่ายเลือดแท้ เขาก็กินจุขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารบำรุงที่ปู่ทำ หรือกับข้าวของยายชา เขาก็กินจนหมดเกลี้ยง แต่ผ่านไปไม่นานก็กลับมาหิวอีก

เขาหิวเร็วเกินไป เพียงสองวันก็น้ำหนักลดไปถึงห้าหกกิโลกรัม

เดิมทีเขาก็หนักแค่สามสิบกิโลกรัม พอผอมลงไปห้าหกกิโลกรัม ก็ยิ่งดูผอมแห้งแรงน้อยลงไปอีก

เฉินสือรู้ดีว่าตัวเองมาถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว

ก้าวแรกของการฝึกฝนกายาทิพย์ ก็คือการเปลี่ยนถ่ายเลือดแท้

มนุษย์ในวัยทารก เลือดที่ไหลเวียนในกายคือเลือดแท้ เลือดมีความบริสุทธิ์ ไม่จำเป็นต้องฝึกฝน ทารกไม่ต้องหายใจทางปากและจมูก แต่จะหายใจผ่านสายสะดือที่เชื่อมต่อกับแม่ เรียกว่า การหายใจทางครรภ์ ลมปราณที่จำเป็นต่อการหายใจจะถูกส่งผ่านเลือดของแม่เข้าสู่ร่างกายของทารก ลมปราณที่ผ่านการกรองจากแม่แล้วย่อมปราศจากสิ่งเจือปน

นี่คือปราณแท้แต่กำเนิด

แต่หลังจากเกิดมา การหายใจทางปากและจมูกเพื่อสูดดมอากาศที่ขุ่นมัวของโลกโลกีย์ ถือเป็นปราณหลังกำเนิด นับตั้งแต่นั้นร่างกายก็ค่อยๆ หนักอึ้งและขุ่นมัว ปราณแท้แต่กำเนิดในร่างกายก็ยิ่งลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เมื่อถึงวัยชรา ปราณแท้แต่กำเนิดหมดลง ก็จะสิ้นอายุขัย

ผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกฝนวิชามาร เมื่อแก่ตัวลงมักจะทำการเปลี่ยนถ่ายเลือด โดยการฉีดเลือดของคนหนุ่มสาวเข้าไปในร่างกายของตนเอง เพื่อให้ตัวเองกลับมาหนุ่มสาวอีกครั้ง ซึ่งก็คือการใช้ปราณแต่กำเนิดในเลือดของคนหนุ่มสาวมาเติมเต็มปราณแต่กำเนิดของตนนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น บางคนถึงขั้นนำ ‘จื่อเหอเชอ’ หรือก็คือการควักรกรถกุมารของหญิงตั้งครรภ์ นำเลือดของทารกที่ยังไม่เกิดมาสกัดเป็นพลังงานเสริมเข้าสู่ร่างกายตนเพื่อชะลอความแก่ชรา

การที่เฉินสือหิวเร็ว ก็ถือเป็นการบำรุงอย่างหนึ่ง เป็นการดูดซับสารอาหารชั้นเลิศจากอาหาร เพื่อเติมเต็มปราณแต่กำเนิด และหล่อหลอมเป็นเลือดแท้

ทว่าอาหารธรรมดาทั่วไปนั้นเป็นเพียงธัญพืช พลังงานที่แฝงอยู่นั้นน้อยนิดจนน่าสงสาร กลับเป็นอาหารบำรุงของปู่ต่างหากที่อัดแน่นไปด้วยสรรพคุณทางยามากมาย เหมาะแก่การดูดซับ

เพียงแต่เฉินสือฝึกฝนเร็วเกินไป ทำให้สารอาหารตามไม่ทัน ร่างกายจึงเริ่มเผาผลาญกล้ามเนื้อและอวัยวะภายในของตนเองเพื่อนำมาหล่อหลอมเลือด

หากไม่สามารถหาอาหารมาเติมเต็มได้มากพอ กลับจะ ‘หิวตาย’ เสียก่อน!

ยิ่งฝึกฝนเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งหิวตายเร็วเท่านั้น!

เฉินสือไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องชะลอความเร็วในการฝึกฝนลง เพราะเวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันของเขา หมดไปกับการกินและการหาอาหาร

เป็ดบ้านย่าอวี้จู ถูกเขารีดไถจนแทบจะออกไข่ไม่ได้แล้ว แตงโมในไร่ของยายทวดอู่จู๋ก็ถูกกินจนเหลือไม่กี่ลูก ปลาในแม่น้ำอวี้ไต้ช่วงนี้ก็หายไปกว่าครึ่ง ซ้ำร้ายเขายังมักจะกะเวลาอาหารแล้ววิ่งตรงดิ่งไปที่หมู่บ้านกั่งจื่อ ตอนนี้พอยายชาเห็นเขาวิ่งมาก็ถึงกับกุมขมับ

เฉินสือถึงขั้นคิดจะเอาตัวเองเป็นเหยื่อล่อ ไปตกปลาเป่าฮุ่ยตัวใหญ่ๆ มาลองลิ้มรสดูสักตัว

เขาหิวเหลือเกิน

วันนี้เฉินสือมาที่ศาลเจ้าเทพขุนเขา ฝึกฝนไปได้ไม่นานก็รู้สึกหิวมาก พอรั้งอยู่ต่ออีกหน่อย ความรู้สึกหิวก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

เขาหิวจนใจสั่น รีบพุ่งออกจากศาลเจ้า ตั้งใจจะไปหาของป่าหรือผลไม้ป่ามารองท้อง แต่ภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาที่เพิ่งงอกขึ้นมาใหม่ บนภูเขานอกจากต้นไม้ใหญ่ในศาลเจ้าแล้ว ก็ไม่มีพืชพรรณอื่นใดเลย แม้แต่สัตว์ป่าก็ยังไม่อยากเข้าใกล้ภูเขาลูกนี้

เฉินสือทำได้เพียงเดินลงมาตามทางเดินบนเขา พอเดินมาถึงตรงที่มีตุ๊กตาเด็กอ้วนท้วนในป่า เขาก็หิวจนตาลายไปหมด ฝืนเดินต่อไปได้อีกสองสามก้าว โลกก็หมุนเคว้ง ล้มตึงลงกับพื้นเสียงดังตุ้บ

ในความสะลึมสะลือ เขามองเห็นท้องฟ้าสีครามและก้อนเมฆสีขาว รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนอนหงายอยู่ แต่ใบไม้และดอกหญ้าที่เคลื่อนผ่านไปกลับบอกให้รู้ว่าเขากำลังเคลื่อนที่

เขาหิวเกินไปจริงๆ จึงสลบไปอีกครั้ง

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เฉินสือก็สะลึมสะลือลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง คล้ายกับเห็นใบหน้างดงามของหญิงสาวแห่งลำธารบนเขา แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าเหี่ยวย่นของยายจวง

“ฟื้นแล้วๆ!”

เสียงของยายจวงดังขึ้น เฉินสือรู้สึกว่าความหิวบรรเทาลงบ้าง สายตาก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ถึงได้รู้ว่าตัวเองนอนอยู่ในโพรงไม้ของยายจวง ในโพรงมีเห็ดที่เปล่งแสงเรืองรองจางๆ

หญิงสาวแห่งลำธารบนเขานั่งอยู่อย่างเงียบสงบด้านข้าง ยังมีตุ๊กตาเด็กอ้วนท้วนที่ดูแข็งแรงเหล่านั้น กำลังล้อมรอบเตียง เบิกตาดำขลับกลมโตมองดูเขาด้วยความเป็นห่วง

ยายจวงกำลังจับตุ๊กตาเด็กอ้วนคนหนึ่งไว้ ดึงเส้นผมของมัน แล้วเด็ดผลไม้สีแดงสดขนาดเท่านิ้วมือลงมาจากหัวของมันหลายผล ทำเอาตุ๊กตาเด็กคนนั้นอ้าปากร้องไห้จ้าด้วยความเจ็บปวด

เฉินสือกลอกตาไปมา ก็เห็นว่าผลไม้สีแดงบนหัวของตุ๊กตาเด็กอ้วนคนอื่นๆ ดูบางตาลงไปมาก น่าจะถูกเด็ดไปหมดแล้ว

ยายจวงหัวเราะร่า “เจ้าหิวจนเป็นลมไป พวกกั่วกั่วเป็นคนแบกเจ้ามาที่นี่ ซีหนี่ว์ช่วยต้มโจ๊กเนื้อปลาให้เจ้าชามหนึ่ง แต่เจ้าหิวเร็วเกินไป โจ๊กเอาไม่อยู่ ยายเลยใช้ผลหญ้าโสมช่วยชีวิตเจ้าไว้”

เฉินสือยันตัวลุกขึ้น รู้สึกว่าความหิวหายเป็นปลิดทิ้ง รีบกล่าวขอบคุณพวกเขายกใหญ่

หญิงสาวแห่งลำธารบนเขาหน้าแดงระเรื่อ หัวเราะเบาๆ แล้วเดินพลิ้วกายจากไป

ตุ๊กตาเด็กอ้วนพากันเดินมาตรงหน้าเฉินสือ บางตัวก็กระโดดขึ้นมาบนเข่าของเขา ทำหน้าตาขึงขัง ส่งเสียงอ้อแอ้สั่งเสียเขายกใหญ่ น่าจะหมายความว่าให้เขากินข้าวให้ตรงเวลา จากนั้นก็พากันจากไป

เฉินสือมองส่งพวกเขาเดินจากไป กล่าวขอบคุณยายจวงอีกครั้ง กำลังจะเดินออกไปข้างนอก จู่ๆ ขาก็ทรุด เกือบจะล้มคะมำ

ยายจวงฉีกยิ้มกว้าง “ฤทธิ์ยาของผลหญ้าโสมที่เจ้ากินเข้าไป เพิ่งจะลงไปถึงกระเพาะและลำไส้ ยังไม่ทันได้ซึมซาบไปทั่วร่างกาย จึงยังไม่มีแรง เจ้าพักสักหน่อยเถอะค่อยไป”

เฉินสือจำต้องนั่งลง

พูดไปก็แปลก เขาไม่ได้กินผลหญ้าโสมไปเยอะ แต่กลับรู้สึกอิ่มท้อง ผลหญ้าโสมในท้องเริ่มย่อยสลาย กลายเป็นคลื่นความร้อนระลอกแล้วระลอกเล่าแผ่ซ่านไปทั่วร่าง รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก

“ผลหญ้าโสมที่ยายให้ผมกินคืออะไรเหรอครับ?” เฉินสือถาม

ยายจวงดูเหมือนจะไม่ค่อยได้คุยกับใคร จึงไม่สันทัดในการสนทนา พอเฉินสือเอ่ยปากถาม ถึงได้ตอบว่า “ก็คือผลไม้ของพวกกั่วกั่วนั่นแหละ”

เฉินสือยิ่งสงสัย “แล้วพวกกั่วกั่วคืออะไรครับ?”

ยายจวงตอบ “ก็คือโสมในป่าเขานี่แหละ อายุตั้งหลายพันปีแล้ว ผลหญ้าโสมก็คือผลที่พวกมันออกผลมา กินเม็ดเดียวก็ช่วยชีวิตคนได้ เจ้าหิวมากเกินไป ยายเลยให้เจ้ากินเยอะหน่อย”

เฉินสือตกใจแทบแย่ ตุ๊กตาเด็กอ้วนพวกนั้นอายุตั้งหลายพันปีแล้วงั้นเหรอ?

ดูไม่ออกเลยสักนิด

“ยายจวงครับ ยายรู้จักศาลเจ้าเทพขุนเขาไหมครับ?” เฉินสือคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถาม

“รู้จักสิ ก็ที่ที่เจ้าไปมาหลายวันนี้นั่นแหละ เมื่อไม่นานมานี้มันโผล่ขึ้นมาจากใต้ดินพร้อมกับภูเขาลูกนั้น โตขึ้นมาสูงขนาดนี้ได้ในชั่วข้ามคืน โตเร็วกว่ายายตั้งเยอะแน่ะ”

พูดถึงตรงนี้ ยายจวงก็เผยสีหน้าอิจฉา

นางโตค่อนข้างช้านี่นา

เฉินสือมีสีหน้ากระปรี้กระเปร่าขึ้นมา หัวเราะพลางพูดว่า “การที่ศาลเจ้าเทพขุนเขาโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน ก็แสดงว่าแต่ก่อนมันก็เคยอยู่ที่นี่ เพียงแต่ต่อมาจมลงไปใต้ดิน งั้นยายเคยเห็นศาลเจ้าเทพขุนเขาในตอนนั้นไหมครับ?”

ยายจวงพยายามนึกทบทวนอย่างละเอียด แล้วส่ายหน้า “ไม่เคยเห็นเลย ตั้งแต่ยายจำความได้ ตรงนั้นก็เป็นที่ราบมาตลอด ภูเขานั่นเพิ่งจะมีเมื่อไม่นานมานี้เอง”

เฉินสือสะดุ้งตกใจ

ยายจวงเป็นต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา เกรงว่าน่าจะมีอายุหลายพันปีแล้ว

ทว่า ยายจวงเป็นเพียงกิ่งก้านใหม่ที่งอกออกมาจากข้างตอไม้หลังจากที่ลำต้นเดิมตายไปแล้วเท่านั้น!

ลำต้นเดิมของนางย่อมต้องเก่าแก่ยิ่งกว่า!

นี่ไม่ได้หมายความว่า เรื่องที่ศาลเจ้าเทพขุนเขาจมลงไปใต้ดิน เกิดขึ้นก่อนที่ยายจวงจะถือกำเนิดขึ้นหรอกหรือ?

นั่นมันจะเก่าแก่ขนาดไหนกัน?

“ลำต้นเดิมของยายน่าจะถูกทำลายไปเมื่อหกพันปีก่อน”

ยายจวงครุ่นคิด “ยายน่าจะงอกลำต้นขึ้นมาใหม่เมื่อหกพันปีก่อนนี่แหละ”

เฉินสือรีบซักไซ้ต่อ “แล้วยายมีความทรงจำก่อนที่ลำต้นเดิมจะถูกทำลายไหมครับ?”

ยายจวงเพิ่งจะเคยเจอคำถามแบบนี้เป็นครั้งแรก นางพยายามนึกย้อน จู่ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไป เผยให้เห็นถึงความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ น้ำเสียงแหบพร่า “ไฟ! อัสนีบาตมากมาย! ตัดร่างของยายจนขาดสะบั้น! มันลามมาถึงแล้ว!”

ร่างกายของนางสั่นเทา หดตัวห่อไหล่อยู่ตรงมุมห้อง ดูไร้ที่พึ่งราวกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ

เฉินสือรีบเข้าไปปลอบประโลม

“เหตุการณ์เมื่อหกพันปีก่อนคงร้ายแรงมาก ถึงได้ทำให้ยายจวงหวาดกลัวได้ขนาดนี้ เรื่องนี้จะเกี่ยวกับการที่ศาลเจ้าเทพขุนเขาจมลงไปใต้ดินหรือเปล่านะ?”

เฉินสือครุ่นคิด แต่ไม่นานก็ปัดเรื่องนี้ทิ้งไปจากหัว “ฉันก็แค่เด็กอายุสิบเอ็ดขวบ จะไปสนใจเรื่องของผู้ใหญ่พวกนี้ทำไมกัน?”

ฤทธิ์ยาของผลหญ้าโสมรุนแรงมากจริงๆ สมกับที่เป็นยาวิเศษที่สามารถชุบชีวิตคนตายและสร้างเนื้อเยื่อใหม่ได้ แต่หลังจากที่เฉินสือกินผลหญ้าโสมพวกนี้เข้าไป ผ่านไปครึ่งวันก็กลับมาหิวอีกแล้ว

“ผลหญ้าโสมมีฤทธิ์ยาแรงกว่ายาของปู่นิดหน่อย แต่ก็มีขีดจำกัด” เฉินสือคิดในใจ

สองวันต่อมา ตระกูลเฉินก็ถูกเขากินจนหมดตัว หมู่บ้านหวงพัวก็ถูกเขากินจนหมดตัวเช่นกัน

แม้แต่ยายชาแห่งหมู่บ้านกั่งจื่อ ก็ยังถูกเฉินสือกินจนไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ

ช่วงนี้สายตาที่ยายชามองเฉินสือ ไม่ใช่สายตาที่มองลูกชายสุดที่รักอีกต่อไป แต่เป็นสายตาที่มองลูกหนี้ตัวแสบต่างหาก

“ถ้าขืนไปกินฟรีอยู่ฟรีแบบนี้ต่อไป ชาวบ้านในหมู่บ้านคงต้องอดตายไปพร้อมกับฉันแน่ๆ”

เฉินสือทบทวนตัวเอง จะมัวแต่นั่งกินนอนกินไม่ได้ ต้องปล่อยให้พืชผลโตสักหน่อยถึงจะเก็บเกี่ยวรอบต่อไปได้ เขาจึงตัดสินใจเข้าป่าไปล่าสัตว์

งูดำเสวียนซานขดตัวอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งของเทือกเขาเฉียนหยาง มองทอดสายตาออกไปไกล เพิ่งจะมีฝนตกลงมาหมาดๆ ตอนนี้เมฆหมอกในหุบเขาจางหายไปแล้ว ถือเป็นอากาศที่แจ่มใสยิ่งนัก

มันพ่นลมหายใจออกมาเป็นเมฆ แล้วก็ถูกลมพัดจนสลายไป

จู่ๆ ในหุบเขาก็เกิดแผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่น สัตว์ร้ายขนาดยักษ์ตัวเท่าภูเขาลูกย่อมๆ พุ่งพรวดออกมาจากป่า

นั่นคือ เฟิงซี

หมูป่าที่มีอายุเกินห้าสิบปี น้ำหนักถึงแปดร้อยชั่ง จะเรียกว่า ‘ซี’ ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์วิเศษแล้ว

ตัวซีหัวโต ตัวเล็ก แต่มีพละกำลังมหาศาล แม้แต่วัวกระทิงก็ยังถูกมันพุ่งชนจนกระเด็นได้

ส่วน ‘เฟิงซี’ คือหมูป่าที่อายุเกินร้อยปี หัวของมันใหญ่กินพื้นที่ถึงสองในสามของลำตัว ขนแผงคอแหลมคมดั่งหนามเหล็กกล้า เขี้ยวคู่ยาวราวกับงาช้าง สามารถพังทลายภูเขาและหินผาได้ พละกำลังมหาศาลไร้ขีดจำกัด

เฟิงซีที่พุ่งออกมาจากป่าตัวนี้ยังไม่ถือว่าใหญ่มากนัก ความสูงระดับไหล่ประมาณเก้าฟุต สูงกว่าผู้ใหญ่ถึงสองฟุตกว่า เขี้ยวของมันยาวกว่าสองฟุต ขนาดเท่าท่อนแขน การจะงัดก้อนหินหนักหลายพันชั่ง หรือพุ่งชนต้นไม้ใหญ่ให้โค่นล้ม ก็เป็นเรื่องง่ายดายสำหรับมัน

ทว่าเบื้องหน้าเฟิงซีตัวนี้กลับมีร่างเล็กๆ ร่างหนึ่ง สองมือจับเขี้ยวทั้งสองข้างของมันไว้ และกำลังประลองกำลังกับเฟิงซีตัวนี้อยู่!

ร่างนั้นก็คือเฉินสือ เขาผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทว่ากลับมีพละกำลังมหาศาลผิดมนุษย์มนา เพียงแต่รูปร่างของเขาเมื่อเทียบกับเฟิงซีแล้วช่างเล็กจ้อยเสียเหลือเกิน

หนึ่งคนหนึ่งหมูประลองกำลังกัน เฉินสือถูกเฟิงซีดันทะลุป่าออกมา ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีแรง แต่เป็นเพราะเขามีแค่สองขา พื้นดินไม่สามารถรองรับแรงที่ส่งผ่านมาจากขาทั้งสองข้างของเขาได้ จึงถูกดันจนไถลไปกับพื้น

“ถ้าพูดถึงพละกำลัง แกสู้ฉันไม่ได้หรอก!”

เฉินสือตวาดลั่น สองแขนออกแรง บิดเขี้ยวอันใหญ่โตทั้งสองข้างของเฟิงซี ใช้แรงจากเอว เสียงดังโครมคราม เขาทุ่มเจ้าสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ตัวนี้ลงกับพื้นอย่างจัง!

เฟิงซีตัวนั้นพยายามจะพลิกตัวลุกขึ้น เฉินสือระเบิดพลัง กดหัวหมูเอาไว้ ชกเปรี้ยงเข้าที่กะโหลกของมันสองสามหมัดจนกะโหลกแตก!

เฟิงซีกระตุกสองสามที ก่อนจะแน่นิ่งไป

เฉินสือแบกเฟิงซีตัวใหญ่เท่าภูเขาเนื้อขึ้นพาดบ่า ก้าวเท้ายาวๆ เดินตัวปลิวตรงดิ่งไปยังลำธารบนเขาใกล้ๆ ราวกับกลัวว่าถ้าเดินช้าไปก้าวเดียว ตัวเองจะต้องหิวตายอย่างนั้นแหละ

งูยักษ์เสวียนซานเฝ้ามองอยู่แต่ไกล มองดูเฉินสือสาละวนอยู่ริมลำธาร

มันไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย

ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้อยู่รอด ในอดีตมันก็เคยมีช่วงเวลาที่กินเลือดกินเนื้อ และเคยล่าสัตว์วิเศษตัวอื่นเป็นอาหารเหมือนกัน

มันกำลังจับตามองเฉินสืออยู่

ริมลำธาร เฉินสือนำร่างของสัตว์วิเศษเฟิงซีมาล้างทำความสะอาดและชำแหละอย่างประณีต แบ่งออกเป็นซี่โครงอ่อน ซี่โครงใหญ่ เซี่ยงจี๊ เครื่องใน กระดูกอ่อน หู เนื้อหัว ขาหน้า ขาหลัง เป็นต้น

เขาตัดต้นไม้ใหญ่มาอีกสองสามต้น ท่อนไหนเหมาะจะย่างก็ก่อไฟย่าง ท่อนไหนเหมาะจะตุ๋นก็ใส่ลงไปในหม้อใบใหญ่ของตัวเองเพื่อต้ม

—— เขาแบกหม้อต้มยาของบ้านตระกูลเฉินมาด้วยต่างหาก

เนื้อติดมันของเฟิงซี ถูกเขานำไปย่างบนไม้สนจนน้ำมันสีเหลืองทองหยดติ๋งๆ เขาโรยเกลือเม็ดหยาบๆ ทาลงบนซี่โครงอ่อนที่กำลังย่างไฟ

“เจ้านี่กินเก่งกว่าข้าในสมัยก่อนเสียอีก” งูยักษ์เสวียนซานคิดในใจ

มันเฝ้ามองเฉินสือต่อไป ก็เห็นเฉินสือกำลังทาน้ำมันลงบนซี่โครงอ่อนย่าง ซี่โครงย่างชิ้นแรกที่ใหญ่เท่าโต๊ะสุกแล้ว

แม้เฟิงซีจะเป็นสัตว์วิเศษ แต่ก็มีกลิ่นสาบแรง เนื้อหยาบ เคี้ยวยาก

โชคดีที่ช่วงนี้เฉินสือหล่อหลอมร่างกาย ฟันฟางก็เลยแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ กินได้ไม่มีปัญหา

โดยเฉพาะตรงที่ย่างจนกรอบเกรียม กลับไม่มีกลิ่นสาบเลย พอกัดลงไปคำหนึ่งก็ดังกร้วมๆ ไขมันที่ถูกย่างจนกรอบนอกนุ่มในระเบิดออกในปาก หล่อเลี้ยงต่อมรับรสทั้งแปดพันต่อมบนลิ้น ทุกต่อมรับรสหลั่งน้ำลายออกมาในพริบตา เรียกได้ว่าเป็นการกินอย่างเอร็ดอร่อยเลยทีเดียว

ในเลือดและเนื้อมีพลังวิเศษแฝงอยู่ เมื่อตกถึงท้อง พลังวิเศษก็ปะทุขึ้นมา กลายเป็นสารอาหารหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในของเฉินสือ ความหิวโหยลดลงไปมากในทันที

งูยักษ์เสวียนซานเห็นดังนั้น สามพันปีที่กินลมกินน้ำค้างมาตลอด ตอนนี้กลับรู้สึกหิวขึ้นมานิดๆ แล้วสิ

ผ่านไปครู่หนึ่ง งูยักษ์เสวียนซานก็เห็นเฉินสือชูขาหลังของเฟิงซี เดินตรงมาหามัน

ขาหลังท่อนนี้ถูกย่างจนกรอบนอกนุ่มใน เฉินสือกลัวว่ามันจะใหญ่เกินไป ย่างให้สุกและเข้าเนื้อได้ยาก จึงใช้มีดบั้งขาหลังเป็นรอยลึกหลายรอย ใช้เกลือหยาบถู และยัดใบไม้หอมหลายชนิดเข้าไปข้างใน หมักจนได้ที่

งูยักษ์เสวียนซานสูดดมกลิ่นหอมที่โชยมาจากขาหลังของเฟิงซี สามพันปีที่กินลมกินน้ำค้างมาตลอด กลับทำให้มันรู้สึกน้ำลายสอขึ้นมาได้

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note