ตอนที่ 26 ใช้ร่างเป็นเหยื่อล่อ
แปลโดย เนสยังเฉินสือลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกความจริงไปว่า “หมู่บ้านของพวกเราเพิ่งจะมีภูเขาร้างโผล่ขึ้นมาลูกหนึ่ง บนเขามีศาลเจ้า ข้าไปฝึกฝนที่นั่นแล้วก้าวหน้าเร็วมาก แต่ศาลเจ้านั่นถูกก้อนหินจากนอกแผ่นฟ้าหล่นมาทับจนพังไปแล้ว ข้าจึงตั้งใจจะหาสถานที่แห่งใหม่”
“ไปฝึกฝนในศาลเจ้าโบราณงั้นรึ?”
ยายชาประหลาดใจ มองเขาอย่างลึกซึ้ง แล้วเอ่ยเตือนว่า “เจ้าสิบ เจ้าไม่มีครรภ์เทพแล้ว การที่ไม่มีครรภ์เทพหมายความว่าอย่างไร เจ้ารู้หรือไม่?”
เฉินสือยิ้มแย้มเต็มหน้า “ข้ารู้ ยายชา ข้าอยากจะหาสถานที่แบบนั้น เพื่อให้ข้าฝึกฝนได้เร็วขึ้น ข้าจะได้กลับไปสอบระดับอำเภอใหม่ กลับไปสร้างครรภ์เทพใหม่ ข้าจะไปสอบจวี่เหริน…”
ยายชาพูดแทรกขึ้นมา “เจ้าไม่มีวันสร้างครรภ์เทพขึ้นมาใหม่ได้อีกแล้ว!”
ยายชามีสีหน้าจริงจัง พูดขัดเขาอีกครั้ง “ครรภ์เทพคือสิ่งที่เทพเจ้าที่แท้จริงจากนอกแผ่นฟ้าประทานให้ ไม่ใช่สิ่งที่ฝึกฝนขึ้นมาได้! การประทานพรจากเทพเจ้าที่แท้จริง คนเราเกิดมามีโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต ไม่มีทางมีครั้งที่สอง! เจ้าสิบ เลิกฝันกลางวันได้แล้ว!”
ใบหน้าของเฉินสือซีดเผือด ร่างกายโอนเอนคล้ายจะยืนไม่อยู่ เขาพยายามโต้แย้ง “ข้า ข้าสอบติดจวี่เหรินได้ ก็จะได้งานดีๆ ทำ ปู่จะได้ไม่ต้องออกไปทำงานตอนอายุขนาดนี้ ข้า…”
“เจ้าไม่มีวันสร้างครรภ์เทพขึ้นมาใหม่ได้อีกแล้ว!”
ยายชาส่ายหน้า เอ่ยอย่างเย็นชา “ไม่มีทางเป็นไปได้ เลิกคิดเพ้อเจ้อเถอะ เจ้าสิบ ชาตินี้เป็นแค่คนธรรมดาก็ดีอยู่แล้ว กลับบ้านไปเถอะ”
เฉินสือผิดหวังเป็นอย่างมาก ก้มหน้าเดินออกไป
ยายชาส่ายหน้า “เด็กโง่ ยังคิดว่าตัวเองจะสร้างครรภ์เทพกลับมาได้อีก…”
นางถอนหายใจ เฉินสือในอดีตเคยสร้างความตื่นตะลึงให้ผู้คน น่าเสียดายที่เฉินสือคนนั้นถูกคนช่วงชิงครรภ์เทพไป
เฉินสือในตอนนี้ เป็นเพียงคนไร้ค่าที่ไม่สามารถฝึกฝนได้อีกต่อไปแล้ว
ผ่านไปพักใหญ่ ยายชาเดินออกจากบ้านมา ก็ต้องชะงักไป
นางเห็นเฉินสือนั่งอยู่บนบันไดหินหน้าบ้าน ไม่ได้กลับบ้านไป
“เจ้าสิบ ทำไมเจ้าถึงยังไม่กลับไปอีกล่ะ?” ยายชาถาม
“ยายชา ข้าอยากจะโตไวๆ ไม่อยากให้ปู่ต้องมาคอยเป็นห่วงข้า”
เฉินสือก้มหน้า มองดูพื้น “ไม่อยากให้ปู่อายุป่านนี้แล้วยังต้องออกไปทำงานงกๆ ไม่อยากให้ปู่ต้องกลายเป็นแบบนี้เพราะข้า ข้าแค่อยากจะมีความสามารถ จะได้ดูแลปู่ได้ดีๆ ข้าไม่อยากให้ปู่อายุป่านนี้แล้วยังต้องมาเหนื่อยยาก ข้าอยากให้ปู่ได้อยู่อย่างสุขสบาย…”
ยายชาได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ เอ่ยว่า “เจ้าอยากรู้ว่าสถานที่แบบนั้นอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ต้องช่วยยายทำเรื่องนึงก่อน”
เฉินสือมีท่าทีสดใสขึ้นมาทันที รีบเช็ดน้ำตา แล้วหัวเราะ “ยายชาบอกมาได้เลย!”
ยายชาหัวเราะ “เมื่อหลายปีก่อน ยายเคยทำของชิ้นนึงตกลงไปในแม่น้ำวั่งชวน ของวิเศษชิ้นนี้เป็นของรักของหวงของยาย หลายปีมานี้ยายกินไม่ได้นอนไม่หลับ เอาแต่คิดถึงมันตลอด ถ้าเจ้าช่วยงมมันขึ้นมาจากแม่น้ำวั่งชวนให้ยายได้ ยายก็จะบอกว่าศาลเจ้าแห่งนั้นอยู่ที่ไหน”
เฉินสือมีท่าทีลังเล
ยายชาแค่นหัวเราะ “เจ้ากลัวงั้นรึ? ถ้ากลัวก็กลับไปซะ เป็นคนธรรมดาอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวไปเถอะ!”
เฉินสือกัดฟันกรอด เงยหน้าขึ้นพูดว่า “ข้าตกลง!”
เขายืดคอขึ้น เผยให้เห็นจุดที่เปราะบางที่สุดบนลำคอ เอ่ยว่า “ยายชา ยายฆ่าข้าเถอะ ข้าจะไปเอาของในแม่น้ำวั่งชวนมาให้ยาย! ยายลงมือเร็วๆ หน่อยนะ ข้าค่อนข้างกลัวเจ็บ”
ยายชาทั้งฉุนทั้งขำ ในใจแอบรู้สึกซาบซึ้ง
“ฉันก็นึกว่าเขาจะกลัว ที่แท้ที่เขาลังเล ก็เพราะคิดว่าตัวเองต้องตายก่อนถึงจะไปแม่น้ำวั่งชวนได้ ระหว่างความเป็นกับความตายมีความหวาดกลัวอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ การที่เขายอมตายเพื่อจะกลับไปสร้างครรภ์เทพ จิตใจที่แน่วแน่เช่นนี้ หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ไม่แน่ว่าในอนาคต เขาอาจจะประสบความสำเร็จจริงๆ ก็ได้”
ยายชาคิดถึงตรงนี้ ก็หัวเราะ “จะไปแม่น้ำวั่งชวนทำไมต้องไปตายด้วยเล่า? หากตายแล้วถึงจะไปแม่น้ำวั่งชวนได้ เช่นนั้นก็เสียชื่อเสียงของยายหมดน่ะสิ? วางใจเถอะ เจ้าไม่ต้องตายหรอก”
เฉินสือทั้งตกใจและดีใจ
เมื่อครู่นี้เขายังต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองอย่างหนัก กว่าจะตัดสินใจยอมตายเพื่อไปแม่น้ำวั่งชวนได้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะสามารถเข้าไปในแม่น้ำวั่งชวนได้ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่!
ยายชาเดินเข้าไปในบ้าน หยิบโซ่เหล็กเส้นหนึ่งน้ำหนักประมาณสามสิบกว่าจินออกมา มัดตัวเฉินสือเอาไว้
ช่วงนี้ร่างกายของเฉินสือแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ พละกำลังก็เพิ่มขึ้น จึงไม่รู้สึกว่าหนักแต่อย่างใด
“การจะไปแม่น้ำวั่งชวนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม่น้ำสายนี้คือแม่น้ำแห่งวิญญาณในยมโลก หลังจากที่คนเราตายไป ยมทูตก็จะมาที่โลกมนุษย์ จับวิญญาณที่ยังอาลัยอาวรณ์โลกมนุษย์ไป นั่งเรือข้ามแม่น้ำวั่งชวนเพื่อเข้าสู่ยมโลก”
ยายชาไปหยิบเชือกป่านมัดใหญ่มาอีกมัด ความยาวหลายสิบจ้าง เหนียวและทนทานมาก ปลายเชือกป่านอีกด้านผูกติดกับตะขอขนาดใหญ่ หัวตะขอแหลมคม ดูคล้ายกับตะขอตกปลา แต่คงหนักสิบกว่าจิน
เฉินสือเคยตกปลา เคยเห็นตะขอตกปลามาแล้วทั้งเล็กและใหญ่ แต่ไม่เคยเห็นตะขอตกปลาที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน คิดในใจ “ตะขอใหญ่ขนาดนี้ ยายชาจะเอาไปตกปลาตัวใหญ่แค่ไหนกัน? แถมตะขอใหญ่ขนาดนี้ เหยื่อตกปลาก็คงต้องชิ้นใหญ่มากแน่ๆ?”
ยายชาแบกตะขอตกปลากับเชือกป่าน เดินมุ่งหน้าออกไปนอกหมู่บ้าน เฉินสือรีบเดินตามไป
ยายแก่คนนี้ถึงแม้จะอายุมากแล้ว แต่ฝีเท้ากลับเบาหวิว เฉินสือต้องใช้ความเร็วเต็มที่ถึงจะเดินตามทัน
ทั้งสองคนเดินมาสิบกว่าลี้ ก็มาถึงปากแม่น้ำอวี้ไต้ แม่น้ำอวี้ไต้ไหลไปรวมกับแม่น้ำเต๋อเจียงที่นี่ กระแสน้ำในแม่น้ำเต๋อเจียงไหลเชี่ยวกราก หากล่องไปตามแม่น้ำสายใหญ่นี้ เพียงสองร้อยลี้ก็จะถึงปากแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเล
“แม่น้ำทุกสายบนโลกใบนี้ ล้วนเชื่อมต่อกับแม่น้ำวั่งชวน ดังนั้นจึงสามารถอาศัยแม่น้ำเหล่านี้เพื่อเข้าไปในแม่น้ำวั่งชวนได้”
ยายชาเลือกต้นไม้ใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำต้นหนึ่ง นำเชือกไปผูกไว้กับต้นไม้ เอ่ยว่า “การจะให้วิญญาณเข้าไปในแม่น้ำวั่งชวนนั้นง่ายนิดเดียว แต่การจะให้คนเป็นเข้าไปในแม่น้ำวั่งชวน จำเป็นต้องใช้ลูกเล่นนิดหน่อย”
นางคว้าตะขอตกปลาขึ้นมา ดวงตาที่ฝ้าฟางเปล่งประกายความเจ้าเล่ห์ หัวเราะ “ในแม่น้ำสายนี้มีปลาขนาดใหญ่อยู่ชนิดหนึ่ง สามารถแหวกว่ายไปมาระหว่างโลกมนุษย์กับยมโลกได้ เรียกว่า ปลากุ่น ปลากุ่นชอบกินคน เมื่อปลากุ่นกินคนเข้าไป มันก็จะกลืนตะขอตกปลาเข้าไปด้วย พอตะขอตกปลาเกี่ยวปากมันจนเจ็บ มันก็จะหนีลงไปในยมโลก เข้าสู่แม่น้ำวั่งชวน”
เฉินสือใจหายวาบ “ยายชา ตะขอนี้จะเกี่ยวเข้าไปทางปากข้า แล้วทะลุออกทางคางใช่ไหม?”
เขารู้ตัวแล้วว่าตัวเองนั่นแหละคือเหยื่อตกปลา
ยายชาส่ายหน้า
ใบหน้าของเฉินสือซีดเผือด “ทะลุออกมาจากท้องงั้นรึ?”
ยายชาเดินมาข้างหลังเขา เอาตะขอตกปลาขนาดใหญ่ที่ดูเกินจริงนั้นร้อยผ่านช่องว่างของโซ่เหล็ก หัวเราะ “เจ้าคิดว่ายายจะเอาเจ้าเกี่ยวเป็นไส้เดือนรึ? ถ้ายายทำแบบนั้น ปู่เจ้าคงมาเอาเรื่องยายแน่?”
เฉินสือค่อยรู้สึกวางใจลงบ้าง เอ่ยถามว่า “ของที่ยายชาทำตกลงไปในแม่น้ำวั่งชวนคืออะไรเหรอ?”

0 Comments