You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เฉินสือเก็บภาพเหตุการณ์นี้ไว้ในสายตา รู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมาก “ถ้าฉันทำแบบนี้ได้บ้าง คราวหน้าตอนลงไปนอนในโลงศพ คงเท่ไม่เบาเลย”

ปู่บังคับเข็มทิศให้รถไม้แล่นออกไป

“ปู่ครับ คุณชายเซียวคนนั้น ก็ต้องมาพักฟื้นที่ดินแดนเลี้ยงศพเหมือนกันเหรอครับ?” เฉินสือแหงนหน้าขึ้นถาม

ปู่จ้องเข็มทิศเขม็ง “มาถึงหมู่บ้านนี้แล้ว ห้ามถามไถ่เรื่องของคนอื่น”

เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินสือก็เลิกถาม แต่ก็ยังอดหันกลับไปมองหมู่บ้านลึกลับกลางหุบเขาแห่งนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้

หมู่บ้านแห่งนี้สร้างขึ้นโดยปู่กับกลุ่มคนลึกลับ ทุกคนที่มาที่นี่ต่างก็ไม่ถามถึงที่มา ไม่ถามถึงอดีต ทุกคนต่างรักษากฎกติกาแปลกๆ นี้อย่างพร้อมเพรียงกัน

“ทำตัวเหมือนพวกแก๊งโจรเลยแฮะ”

เฉินสือกะพริบตาปริบๆ คิดในใจ “เมื่อก่อนปู่คงทำเรื่องแย่ๆ มาไม่น้อยแน่ เผลอๆ อาจจะเป็นพวกทำชั่วมานับไม่ถ้วนด้วยซ้ำ แต่ถึงปู่จะทำชั่วมามากแค่ไหน ปู่ก็ยังเป็นปู่ของฉันอยู่ดี”

สองปู่หลานเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านหวงพัว ไม่นานก็ได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากในห้องของเฉินสือ “พุทราเคลือบน้ำตาลของฉันล่ะ? ขนมโมจิฉันล่ะ? แล้วก็ตุ๊กตาน้ำตาลปั้นของฉันด้วย! ใครขโมยไป? ไอ้หน้าไหนมันบังอาจมาขโมยของรักของหวงฉันไป?”

ปู่กำลังนั่งวาดรูปยันต์อยู่ ก็เห็นเฉินสือเดินหน้าดำคร่ำเครียดออกมาจากในห้อง แผ่รังสีอำมหิต

“ต้องเป็นพวกเด็กในหมู่บ้านแอบเข้ามาขโมยพุทราเคลือบน้ำตาล ขนมโมจิ แล้วก็ตุ๊กตาน้ำตาลปั้นของฉันไปตอนที่ฉันไม่อยู่แน่ๆ! ฉันอุตส่าห์เก็บไว้กินเองแท้ๆ แต่กลับโดนพวกมันขโมยไปกินซะได้! ต้องจับพวกมันมาลงโทษให้หมด!”

เฉินสือเดินโกรธเป็นฟืนเป็นไฟออกไปข้างนอก หน้าตาดุดัน “ต้องทรมานให้เข็ด!”

ปู่ร้องเรียกเขาไว้ แล้วบอกว่า “ไม่มีใครขโมยหรอก ฉันเอาไปทิ้งเองแหละ แกหลับไปตั้งเจ็ดวัน ของมันเสียหมดแล้ว”

สีหน้าของเฉินสือเปลี่ยนเป็นเศร้าสลดลงทันที แต่ก็รีบดึงสติกลับมา อ้อนวอนว่า “ปู่ครับ ของอร่อยๆ ที่ปู่ซื้อมาคราวก่อน ผมยังไม่ทันได้กินเลย กะจะเก็บไว้กินวันละนิด จะได้กินได้นานๆ ปู่ไปซื้อมาให้ผมอีกได้ไหมครับ…”

“ไม่มีเงิน”

ปู่หยุดวาดยันต์ เงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง “ตอนแกไปปราบสิ่งชั่วร้ายที่หมู่บ้านหวงหยาง ไม่ใช่ว่าได้เงินมาสี่ตำลึงเหรอ? เอาเงินมาให้ปู่สิ เดี๋ยวปู่จะเก็บไว้เป็นค่าสินสอดขอเมีย… อืม เป็นค่าแต่งเมียให้แก แล้วก็จะซื้อของอร่อยๆ ให้แกกินด้วย”

เฉินสือระแวดระวังตัวขึ้นมาทันที “ตอนผมไปปราบสิ่งชั่วร้ายที่หมู่บ้านหวงหยาง ผมไม่ได้เก็บเงินมาสักหน่อย”

ปู่ก้มหน้าลงวาดรูปยันต์ต่อ พลางพูดว่า “ตอนฉันซักเสื้อผ้าให้แก ฉันล้วงกระเป๋าเสื้อแกดู เจอเงินตั้งสี่ตำลึง ในเมื่อไม่ใช่เงินของแก งั้นก็ต้องเป็นเงินของฉันแหละ”

“ตุ้บ”

เฉินสือหน้าซีดเผือด เข่าอ่อนทรุดลงคุกเข่ากับพื้น สิ้นหวังไปหมด ใบหน้าแทบจะมีคำว่า “หมดอาลัยตายอยาก” เขียนแปะไว้เลยทีเดียว

ผ่านไปครู่หนึ่ง ปู่ก็ดูเหมือนจะทนเห็นสภาพเขาไม่ได้ จึงวางพู่กันจุ่มชาดลง แล้วโยนเศษเงินก้อนเล็กๆ ให้เขา พลางพูดว่า “ให้แกตำลึงนึง รีบลุกขึ้นมาซะ”

เฉินสือคว้าเศษเงินที่ได้คืนมาไว้แน่น ร้องไห้ด้วยความดีใจ รีบลุกขึ้นยืน “ขอบคุณครับปู่! ขอบคุณครับปู่!”

เฮยโกวที่นอนอยู่ตรงมุมกำแพง กรอกตาบน คิดในใจ “เจ้านายตัวน้อยไม่ลองคิดดูหน่อยล่ะ ว่าเงินนั่นน่ะเอาชีวิตเข้าแลกมาเลยนะ เดิมทีเงินสี่ตำลึงนั่นมันก็เป็นของแกอยู่แล้ว ตอนนี้ปู่ให้คืนมาแค่ตำลึงเดียว แกยังจะไปกราบไหว้ขอบคุณเขาอีก โดนตาเฒ่าปั่นหัวซะแล้วสิ”

“จิ๊วๆ จิ๊วๆ!”

เฉินสือเอามือไพล่หลังข้างหนึ่ง อีกข้างถือเนื้อสัตว์วิเศษชิ้นหนึ่ง ร้องเรียกหมา เฮยโกวลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน แล้วเดินต้วมเตี้ยมเข้าไปหาเขา

เฉินสือเผยไต๋ให้เห็นมีดพกที่ซ่อนไว้ด้านหลัง แสยะยิ้มชั่วร้าย แล้วคว้าตัวเฮยโกวไว้

เฮยโกวคาบเนื้อไว้ในปาก ทำหน้าเหมือนยอมรับชะตากรรม

เฉินสือเอาเลือดหมาดำไปนิดหน่อย แล้วก็แอบเข้าไปในห้อง ไม่รู้ว่าไปง่วนทำอะไรอยู่ข้างใน

เฮยโกวไม่ได้สนใจเลยสักนิด จนกระทั่งเฉินสือหยิบยันต์ปึกหนาออกมา แล้วเอาเชือกฟางมัดไว้ที่ขาทั้งสี่ของมัน

เฮยโกวตกใจสุดขีด กำลังจะอ้าปากงับยันต์ทิ้ง แต่ก็เห็นเฉินสือมัดยันต์สองแผ่นไว้ที่ขาของตัวเองเหมือนกัน

บนยันต์นั้นมีอักษรลมเขียนอยู่ ดูคล้ายกับสายลมที่กำลังพัดวน ภายในสายลมมีคำว่า “ขี่เมฆ” เขียนอยู่ ตรงกลางเป็นอักษรดาวเหนือ ใต้ดาวเหนือคือเทพหกติงหกเจี่ย ส่วนด้านล่างสุดคือการผสมผสานระหว่างอักษรลมกับอักษรดาวเหนือ

นี่คือโครงสร้างของยันต์ม้าเกราะ

ตอนที่เฉินสือเผชิญหน้ากับเถี่ยปี่เวิงในทางแคบ เขาอาศัยความเร็วของตัวเองจนสามารถฆ่าเถี่ยปี่เวิงได้สำเร็จ แต่เขาก็อิจฉายันต์ม้าเกราะที่เถี่ยปี่เวิงกับจ้าวหมิงใช้เดินทางเป็นอย่างมาก ดังนั้นพอร่างกายหายดีแล้ว เขาก็เลยกะจะลองใช้วิธียันต์ม้าเกราะดูบ้าง

เฉินสือกระตุ้นปราณแท้ที่ใกล้จะสลายไปให้ทำงาน เพื่อปลุกพลังยันต์ม้าเกราะที่ขาทั้งสี่ของเฮยโกว พร้อมกับปลุกพลังยันต์ม้าเกราะที่ขาของตัวเองด้วย

“เฮยโกว ของดีก็ต้องแบ่งกันใช้สิ”

เฉินสือก้าวเท้าออกไป พลางหัวเราะร่วน “ยันต์พวกนี้ใช้เลือดแกวาดเลยนะ แน่นอนว่าต้องมีส่วนของแกด้วย!”

พอก้าวเท้าออกไป เขาก็รู้สึกได้ถึงสายลมพัดโชยมาใต้ฝ่าเท้า ฝีเท้าของเขาราวกับลื่นไถลไปข้างหน้า ก้าวเดียวก็ไปได้ไกลถึงหนึ่งจ้างหกหรือเจ็ดฟุตอย่างง่ายดาย!

และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือ ยังไม่ทันที่เท้าของเขาจะแตะพื้น ก็มีสายลมพัดขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้า พยุงร่างของเขาให้ลอยขึ้น เมื่อลอยห่างจากพื้นสามสี่นิ้ว ร่างของเขาก็ถูกดีดให้ลอยไปข้างหน้า ซึ่งช่วยประหยัดแรงไปได้มาก!

เฉินสือทั้งตกใจและดีใจ อาศัยจังหวะนั้นก้าวเท้าที่สองออกไป

ก้าวที่สองนี้ก้าวได้ไกลกว่าเดิม เกือบจะถึงสองจ้างเลยทีเดียว!

ใต้ฝ่าเท้าของเขาที่กำลังเหยียบย่ำอยู่บนสายลม ราวกับกำลังเดินอยู่บนพื้นน้ำแข็ง ลื่นไถลไปข้างหน้าอย่างไร้แรงต้าน และที่สำคัญ พื้นน้ำแข็งนี้กลับให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มราวกับปุยนุ่น

บวกกับระยะก้าวเดิมของเขา ก้าวเดียวก็เทียบเท่ากับก้าวปกติของเขาถึงหกเจ็ดก้าวเลยทีเดียว!

ปกติแล้วเฮยโกวจะเป็นหมาที่นิ่งขรึม แต่พอเห็นเฉินสือเหยียบย่ำอยู่บนสายลม ลื่นไถลไปมาด้วยความเร็วสูง มันก็อดที่จะรู้สึกสนุกไปด้วยไม่ได้ จึงรีบก้าวขาทั้งสี่พุ่งทะยานไปข้างหน้าโดยไม่รอช้า

“ฟิ้ว——”

มีแสงสีดำพุ่งทะยานไปข้างหน้า สายลมพัดกระโชกแรง พัดเอาหน้าต่างบ้านเรือนสองข้างทางในหมู่บ้านหวงพัวเปิดปิดดังปึงปัง

มีเสียงดัง “ตึ้บ” แว่วมาจากที่ไกลๆ เฉินสือเห็นเฮยโกวพุ่งชนกำแพงดินฝั่งตรงข้ามถนนที่อยู่ห่างออกไปร้อยกว่าก้าว ราวกับลูกปืนใหญ่

เฉินสือตกใจสุดขีด รีบวิ่งเข้าไปดู ก็เห็นหมาดำพยายามดึงหัวออกจากกำแพง หัวของมันพุ่งชนกำแพงดินจนทะลุเป็นรูขนาดเท่าหัวหมาเลยทีเดียว

กำแพงนั้นเป็นของบ้านตาเฒ่าโจว

พอตาเฒ่าโจวเห็นว่าเป็นหมาบ้านตระกูลเฉินที่ชนกำแพงบ้านตัวเองพัง ก็ได้แต่เก็บความโกรธไว้ในใจ ไม่กล้าโวยวาย

เฮยโกวดึงหัวออกมาได้ ก็สะบัดหัวแรงๆ ราวกับป๋องแป๋ง

เฉินสือกำลังเป็นห่วงว่ามันจะบาดเจ็บหรือเปล่า จู่ๆ ก็เห็นหมาดำทำท่าตื่นเต้น ขาทั้งสี่เหยียบย่ำสายลม พุ่งทะยานไปพร้อมกับเสียงลมพัดโหยหวน

“โฮ่งโฮ่งโฮ่ง!”

มีเสียงหมาเห่าดังมาจากที่ไกลๆ และเสียงนั้นก็ห่างออกไปอย่างรวดเร็ว

เฉินสือรีบวิ่งตามไป ก็เห็นหมาดำกำลังวิ่งเล่นอย่างเริงร่าอยู่ท่ามกลางสายลม รวดเร็วดุจสายลมและสายฟ้าฟาด แถมยังมีถึงสี่ขา ความเร็วของมันจึงเร็วกว่าเฉินสือเสียอีก!

“ฟิ้ว!”

มีเสียงแหวกอากาศแหลมปรี๊ดดังขึ้นข้างกายเฉินสือ เป็นเฮยโกวที่วิ่งพุ่งผ่านไป เฉินสือยังไม่ทันได้มองให้ชัด ก็ได้ยินเสียง “ฟิ้ว” อีกครั้ง เฮยโกวพุ่งเข้าไปในหมู่บ้าน วิ่งวนรอบหมู่บ้านหวงพัวเป็นวงกลมรอบแล้วรอบเล่า ทำเอาไก่บินหมาโดดแตกตื่นกันไปหมด

วินาทีต่อมา หมาดำก็พุ่งออกจากหมู่บ้านหวงพัว วิ่งเข้าไปในป่าเขา ไม่นานเหล่านกในป่าก็บินหนีแตกตื่นไปทั่วสารทิศ ต้นไม้แต่ละต้นก็ถูกลมพัดจนโอนเอนไปมา

เฉินสือกลัวว่ามันจะได้รับอันตราย จึงรีบวิ่งตามไป แต่ก็ตามเฮยโกวไม่ทันสักที

“สี่ขา ยังไงก็วิ่งเร็วกว่าสองขาแหละน่า!”

เฉินสือเพิ่งจะคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็มีลมพัดปะทะหน้า พอพายุลมสงบลง ก็เห็นเฮยโกวมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว มันแลบลิ้นหอบแฮ่กๆ จ้องมองเขาอย่างตื่นเต้น หางแกว่งไปมาอย่างบ้าคลั่ง

เฉินสือยังไม่ทันได้เข้าใจความหมายของมัน จู่ๆ เฮยโกวก็พุ่งหายไปอีกครั้ง พร้อมกับเสียง “ฟิ้ว” จากนั้นพายุลมก็พัดกระหน่ำเข้ามา เฮยโกวมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเฉินสืออีกครั้ง ในปากคาบมีดพกที่ใช้กรีดเอาเลือดหมาดำไว้ จากนั้นก็พุ่งหายไปอีกพร้อมกับเสียง “ฟิ้ว” พอปรากฏตัวอีกครั้ง ในปากก็คาบที่ฝนหมึกมาด้วย

เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ เฮยโกวก็วิ่งไปวิ่งมาหลายรอบ จนสามารถคาบอุปกรณ์วาดรูปยันต์ของเฉินสือมาให้จนครบทุกชิ้น

เฉินสือเข้าใจความหมายของมันทันที จึงพูดอย่างลำบากใจ “เฮยโกว แกเพิ่งโดนเจาะเลือดไปนะ แถมตอนเช้าปู่วาดรูปยันต์ ก็เอาเลือดแกไปอีก เจาะเลือดเยอะๆ ในวันเดียว ร่างกายแกจะรับไม่ไหวนะ…”

“โฮ่งโฮ่ง!”

เฮยโกวเห่าอย่างตื่นเต้น กระโดดโลดเต้นอยู่รอบตัวเขา พยายามเร่งให้เฉินสือวาดรูปยันต์ม้าเกราะเพิ่มอีก พลังของยันต์ม้าเกราะที่ขาของมันเริ่มลดลงไปกว่าครึ่งแล้ว ทำให้ประสิทธิภาพไม่ดีเหมือนตอนแรก

เฉินสือจำใจต้องยอมตามใจมัน กรีดเอาเลือดหมาดำมาผสมกับชาด แล้ววาดรูปยันต์ม้าเกราะเพิ่มอีกหลายแผ่น

เฮยโกววิ่งพล่านไปทั่ว ไม่นานก็วิ่งหายลับไปจากสายตาของเขา ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็มีเสียงลมพัดหวิวๆ ดังมาจากที่ไกลๆ และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ พายุลมพัดกระหน่ำเข้ามา หมาดำที่กำลังวิ่งอย่างเริงร่าก็พุ่งทะยานผ่านไป

มันวิ่งบ้าคลั่งอยู่แบบนี้ไม่รู้ตั้งนานเท่าไหร่ ในที่สุดก็หมดแรง ถึงจะเหนื่อยหอบแต่ก็ดูสดชื่นมีชีวิตชีวา

เฉินสือเก็บยันต์ม้าเกราะที่เหลือไว้ จู่ๆ ก็เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมา

ผ่านไปไม่นาน เขาก็มาถึงหมู่บ้านหวงหยาง เพื่อมาเยี่ยมหลิวฟู่กุ้ย เพื่อนคนเป็นๆ เพียงคนเดียวของเขา

หลิวฟู่กุ้ยอาการดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ไม่รู้เป็นเพราะอะไร หลิวฟู่กุ้ยถึงได้แสดงท่าทีนอบน้อมและเกรงกลัวเขา ไม่ได้มีความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

เฉินสือรู้สึกผิดหวัง จึงเดินจากมาอย่างหงอยๆ

“ฟู่กุ้ยกลัวฉัน เขาไม่ใช่เพื่อนฉันอีกต่อไปแล้ว เขายังทำท่าจะคุกเข่าโขกศีรษะให้ฉันด้วยซ้ำ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ไปซะแล้ว”

หมู่บ้านกั่งจื่อ

ยายชาเป็นแม่หมอที่มีชื่อเสียงในละแวกนี้ ชาวบ้านในระยะสิบลี้แปดลี้ต่างก็รู้จักเธอดี แม่บุญธรรมสามารถปกป้องคุ้มครองชาวบ้านได้ แต่ยายชากลับสามารถเรียกวิญญาณคนตายได้

หากใครคิดถึงคนตาย ก็สามารถมาหายายชา ขอให้ยายชาช่วยเรียกวิญญาณคนตายจากยมโลกขึ้นมาพบได้

หรือบางบ้านที่คนแก่ตายกะทันหัน ยังไม่ทันได้บอกว่าซ่อนเงินไว้ที่ไหน ครอบครัวก็จะมาขอให้ยายชาช่วยเรียกวิญญาณคนแก่มาถาม

แล้วก็ยังมีพวกที่มาล้างแค้น ฆ่าเขาตายไปแล้วยังไม่หนำใจ ก็มาขอให้ยายชาเรียกวิญญาณศัตรูมาให้เฆี่ยนตี จับกดน้ำ หรือเผาไฟ เพื่อระบายความแค้น

วันนี้ ยายชากำลังเรียกวิญญาณให้หญิงคนหนึ่ง หญิงคนนั้นสามีตายไปแล้ว ก็เลยให้เรียกวิญญาณสามีมา เพื่อจะถามเรื่องแต่งงานใหม่ จะขายสมบัติทั้งหมด แล้วพาลูกไปแต่งงานใหม่ที่หมู่บ้านอื่น และจะปรึกษากับสามีเรื่องเปลี่ยนนามสกุลลูกด้วย

แน่นอนว่า แค่ถามเฉยๆ แหละ ถึงสามีจะคัดค้านก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีแสงสว่างสาดส่องเข้ามาในห้องมืดมิด ทำให้วิญญาณของสามีตกใจกลัวจนร้องลั่น

ยายชาหันไปมอง ก็เห็นหัวเล็กๆ โผล่มาจากรอยแยกของประตู ซึ่งก็คือเฉินสือนั่นเอง

เฉินสือเห็นยายชา ก็ฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวจั๊วะ

หัวใจของยายชาหล่นวูบ รีบไล่หญิงที่อยากจะแต่งงานใหม่กลับไป แล้วเอ่ยถาม “เจ้าสิบ ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะ? ปู่แกล่ะ?”

ยายชารู้สึกกระวนกระวายใจ พอต้องเผชิญหน้ากับเฉินสือตามลำพัง เธอก็เกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมานิดๆ

เฉินสือถือตะกร้าใบหนึ่งมาด้วย ในตะกร้ามีไข่เป็ดสีเขียวสดใสอยู่หลายฟอง ใต้ไข่เป็ดเป็นผลไม้นานาชนิด เขาหัวเราะร่วน “ปู่ผมอยู่บ้านครับ ผมเอาของป่าจากหมู่บ้านมาฝากยายครับ”

ยายชารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก รีบรับตะกร้ามา พลางเอ่ยว่า “ปู่แกปลูกของพวกนี้ด้วยเหรอ? ลำบากเขาแย่เลยนะ”

“ไม่ใช่ของปู่ปลูกหรือเลี้ยงเองหรอกครับ เป็นของที่เพื่อนบ้านใจดีเขาให้มาต่างหาก”

เฉินสือปากหวานมาก หยิบลูกพลัมมาถูๆ จนสะอาด แล้วยื่นส่งให้ยายชา พลางยิ้มบอกว่า “ยายลองชิมดูสิครับ หวานอมเปรี้ยว อร่อยมากเลย!”

ความหวาดกลัวในใจของยายชาลดน้อยลงไปมาก เธอหัวเราะ “เฉินอิ๋นตวงเป็นตาแก่ทึ่มๆ ที่พูดจาหวานๆ ไม่เป็น ทำไมถึงมีหลานชายที่พูดจาไพเราะแบบแกได้นะ? หวานจริงๆ!”

เธอกัดลูกพลัมไปคำหนึ่ง ก็รู้สึกว่าไม่มีรสเปรี้ยวเลยแม้แต่น้อย แน่นอนว่าลูกพลัมมันก็มีความเปรี้ยวอยู่บ้าง แต่ในใจเธอมันหวานชื่นไปหมดแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงหวาดกลัวเฉินสืออยู่ดี จึงรีบเร่งให้เขากลับบ้านไปซะ จะได้ไม่มืดค่ำระหว่างทาง

เฉินสือหัวเราะ “ยายไม่ต้องห่วงครับ ที่ขาผมผูกยันต์ม้าเกราะไว้ วิ่งเร็วปรื๋อเลยล่ะ แป๊บเดียวก็ถึงบ้านแล้ว ยายครับ ในโอ่งยายไม่มีน้ำแล้ว เดี๋ยวผมไปตักน้ำให้ระครับ” พูดจบ เขาก็หิ้วถังน้ำ เดินตรงไปที่บ่อน้ำในหมู่บ้านทันที

แป๊บเดียว เฉินสือก็ตักน้ำมาเติมจนเต็มโอ่งให้ยายชา แล้วก็ช่วยเธอกวาดลานบ้าน ล้างหม้อล้างชาม ซักผ้า ตากผ้า ทำตัวขยันขันแข็งสุดๆ

ยายชารีบร้องห้ามเขา “ทำดีหวังผล ต้องมีเรื่องปิดบังแน่ๆ พูดมาเถอะ แกมาหาฉันทำไม?”

เฉินสือเช็ดมือที่เปียกน้ำกับก้น ยิ้มกว้างจนตาหยี ทำหน้าตาออดอ้อน “ปู่บอกว่า ยายชารักและเอ็นดูผมที่สุด ตอนเด็กๆ ยายก็เคยอุ้มผม ตอนผมเจ็บหนัก ยายก็พยายามหาทางเรียกวิญญาณผมกลับมา คราวนี้ยายก็เป็นคนช่วยชีวิตผมไว้ ผมก็เลยต้องมาทำดีตอบแทนยายไงล่ะครับ”

ยายชาแค่นหัวเราะ “เฉินอิ๋นตวงจ่ายเงินให้ฉันแล้ว ฉันถึงช่วยแก มันเป็นการซื้อขายที่ยุติธรรม แกไม่ต้องมาทำดีตอบแทนฉันหรอก ฉันเป็นคนทำอะไรไม่เคยเห็นแก่หน้าใคร สนใจแต่เรื่องธุรกิจเท่านั้น พูดมาเถอะ ตกลงแกมีเรื่องอะไรกันแน่?”

เฉินสือเห็นดังนั้น ก็ยอมบอกจุดประสงค์ที่แท้จริง “ยายครับ แถวๆ ภูเขาเฉียนหยางบ้านเรา มีศาลเจ้าร้างบนภูเขาบ้างไหมครับ? แบบที่จู่ๆ ก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ ถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่มีใครไปกราบไหว้บูชาน่ะครับ ยิ่งเก่าเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเลย!”

ยายชาหวั่นไหวในใจเล็กน้อย เอ่ยถามว่า “แกตามหาสถานที่แบบนั้นไปทำไม?”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note