ตอนที่ 19 สัตว์ประหลาดยันต์
แปลโดย เนสยังเฉินสือย่อเข่าลง กระโดดพรวดเดียวก็ขึ้นไปเกาะอยู่บนคานบ้าน แล้วค่อยๆ ไต่ไปตามคานไม้นั้น
มือข้างหนึ่งของเขาประคองชาดผสมเลือดหมาดำที่ฝนเตรียมไว้ อีกข้างก็ถือพู่กัน ค่อยๆ วาดลวดลายทับลงบนยันต์ขนาดยักษ์ทั้งห้าแผ่นนั้นอย่างระมัดระวัง
คานบ้านไม่ได้กว้างนัก เขาต้องระมัดระวังให้มาก หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ก็อาจจะพลัดตกลงไปได้
ยันต์ทั้งห้าแผ่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของผู้ฝึกตนที่เชี่ยวชาญด้านวิชาอาคม เปลี่ยนยันต์ให้กลายเป็นสิ่งชั่วร้าย แล้วตามกลิ่นฉี่ของเด็กผู้ชายบริสุทธิ์ไปจับตัวเด็กมา
พอจับตัวมาได้ ก็เอามาจับห้อยหัวไว้ที่นี่
หากบุ่มบ่ามเข้าไปช่วยคน ก็คงต้องไปกระตุ้นอานุภาพของยันต์เหล่านี้เข้าแน่ๆ เผลอๆ อาจจะช่วยคนไม่ได้ แถมยังทำให้คนที่รอดชีวิตต้องตายไปด้วยซ้ำ ดังนั้นเป้าหมายของเฉินสือก็คือ ต้องทำลายยันต์ทั้งห้าแผ่นนี้ก่อน แล้วค่อยลงมือช่วยคน
ทว่าหากใช้แค่พละกำลังทำลายยันต์ดื้อๆ ก็ยังคงเป็นการกระตุ้นอานุภาพของยันต์อยู่ดี เขาจึงต้องใช้ชาดที่ฝนเตรียมไว้ มาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของยันต์พวกนี้ เพื่อไม่ให้อานุภาพของยันต์แผลงฤทธิ์ออกมาได้
ไม่นาน เขาก็ละเลงสีทับดวงตาของยันต์ทั้งสี่แผ่นจนเละเทะ แล้วก็ละเลงสีทับหัวของพวกมันจนเละเป็นโจ๊ก
ที่สำคัญที่สุดก็คือปาก ปากของหัวผีปีศาจเหล่านี้เชื่อมต่อกับโซ่เหล็ก หากเผลอไปกระตุ้นยันต์เข้า โซ่เหล็กก็จะถูกดึงให้ตึง เกรงว่าลิ้นของเด็กพวกนี้ คงถูกกระชากหลุดออกมาจากคอหอยตรงนั้นเลยแน่ๆ!
เฉินสือใช้ชาดป้ายปิดทับปากของยันต์ทั้งสี่แผ่นเอาไว้ เท่านี้ต่อให้ยันต์ยังมีอานุภาพหลงเหลืออยู่ ก็ไม่สามารถดึงโซ่เหล็กกลับไปได้แล้ว
ทว่าชาดในที่ฝนหมึกก็หมดเกลี้ยงเสียแล้ว จึงไม่สามารถนำไปละเลงทับยันต์แผ่นที่ห้าได้
ยันต์แผ่นที่ห้าไม่ได้มัดตัวเด็กเอาไว้ เฉินสือคิดว่าคงไม่มีความจำเป็นต้องไปละเลงทับ จึงรีบเดินไปหาเด็กชายร่างผอมโซที่กำลังหายใจรวยรินคนนั้นทันที
แต่ในตอนนั้นเอง หัวผีปีศาจบนยันต์แผ่นที่ห้าก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น โซ่เหล็กในปากของผีปีศาจขยับเลื่อนไปหนึ่งข้อ เสียงดังแกรก
มือของเฉินสือแตะโดนแขนของหลิวฟู่กุ้ยแล้ว พอเห็นดังนั้นก็กลั้นหายใจ ยืนนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อน
ดวงตาของหัวผีปีศาจบนยันต์แผ่นที่ห้าค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น ลูกตาที่วาดด้วยชาดกลอกกลิ้งไปมา ชำเลืองมองเฉินสือ ใบหน้าของผีปีศาจคล้ายกับกำลังแสยะยิ้ม เพียงแต่ดูบิดเบี้ยวแปลกๆ
แกรก แกรก
โซ่เหล็กเริ่มถูกดึงรั้งขึ้นไปทีละข้อ ปลายโซ่ที่ห้อยลงมา ค่อยๆ ชูชันขึ้นราวกับหัวงู
เฉินสือใจหายวาบ ถูกจับได้จนได้!
จู่ๆ หัวผีปีศาจบนยันต์แผ่นที่ห้าก็อ้าปากพูด เสียงดังกึกก้อง “เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงมาทำลายวิชาอาคมของข้า?”
เสียงนี้ดังกังวานมาก ดังจนหูแทบหนวก สั่นสะเทือนบ้านร้างหลังนี้จนฝุ่นผงร่วงกราวลงมา!
นี่ไม่ใช่เสียงของผีปีศาจบนยันต์ แต่เป็นเสียงของเจ้าของยันต์ ที่ยืมดวงตาของผีปีศาจมามองดูเฉินสือ แล้วยืมปากของมันมาพูดคุยกับเขานั่นเอง!
เฉินสือลอบตกใจ ฝีมือระดับนี้ เหนือล้ำกว่านักพรตวาดยันต์ทั่วไปมากนัก!
“ทำไมต้องทำลายวิชาของเจ้าน่ะเหรอ? แล้ววิชาชั่วร้ายอะไรที่เจ้าใช้เด็กในหมู่บ้านมาหลอมล่ะ? สี่ชีวิตในสายตาของเจ้ามันคืออะไรกัน?”
เฉินสือพูดไปพลาง คว้าตะขอเบ็ดที่เกี่ยวเปลือกตาของหลิวฟู่กุ้ยไปพลาง ยังไม่ทันได้ปลดตะขอออก เขาก็กระชากอย่างแรง หวังจะดึงโซ่เส้นเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับตะขอให้ขาดสะบั้น
หลายสิบวันที่ผ่านมา เขาฝึกฝนวิชาปราณแท้สามแสงจนมีพละกำลังมหาศาล ยกมือขยับเท้าก็สามารถทุบทำลายป้ายหินให้แหลกละเอียดได้ ทว่าโซ่เส้นเล็กๆ นี้กลับแข็งแรงทนทานมาก เฉินสือออกแรงกระชากเต็มเหนี่ยว แต่มันก็ยังไม่ยอมขาด
เขาออกแรงกระชากอีกครั้ง ในที่สุดโซ่เส้นนั้นถึงได้ขาดกระจุย!
เขาคว้าตะขอเบ็ดอีกอันที่มีโซ่เส้นเล็กๆ เชื่อมอยู่ ออกแรงสุดตัว กระชากจนโซ่เส้นนั้นขาดสะบั้น
จากนั้นก็เป็นตะขอเบ็ดและโซ่เส้นเล็กๆ ที่เกี่ยวจมูกและปาก!
“ชีวิตคนบ้านนอก ถือเป็นชีวิตคนด้วยรึ?”
หัวผีปีศาจแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ “เจ้าเองก็เป็นนักพรตวาดยันต์เหมือนกัน หรือว่าเจ้าไม่เคยใช้ชีวิตคนอื่นมาหลอมเป็นของวิเศษเลยรึ? ข้าก็แค่อยากจะหลอมตะเกียงต่ออายุสักดวงนึง ต้องการแค่ดูดกลืนพลังชีวิตของเด็กผู้ชายบริสุทธิ์ห้าคนมาหลอมเป็นน้ำมันตะเกียงก็เท่านั้น เจ้าบุกรุกเข้ามาในเขตอาคมของข้า ทำลายแผนการของข้า เจ้าช่างไม่ไว้หน้ากันเลยสินะ?”
ยันต์แผ่นที่ห้าเริ่มบิดเบี้ยว ลวดลายที่ประกอบขึ้นเป็นยันต์เริ่มขยับเขยื้อน ราวกับงูสีแดงสดหลายสิบตัวที่เลื้อยพันกันจนกลายเป็นใบหน้าของผีปีศาจ
“ฟิ้ว—”
โซ่เหล็กที่ห้อยลงมาจากปากของยันต์แผ่นที่ห้า พลิ้วไหวราวกับงูเหลือมยักษ์ พุ่งเข้ามัดตัวเฉินสือ!
เฉินสือมือข้างหนึ่งคว้าตะขอที่เกี่ยวลิ้นของฟู่กุ้ยเอาไว้ เตรียมจะปลดตะขอออก ส่วนมืออีกข้างก็คว้าหมับเข้าที่โซ่เหล็กเส้นนั้น
เขาต้องปลดตะขอเบ็ดทั้งหมดบนใบหน้าของฟู่กุ้ยออกให้หมดก่อน โดยเฉพาะตะขออันใหญ่ที่เกี่ยวลิ้นอยู่ ไม่อย่างนั้นถ้าบุ่มบ่ามไปปลดโซ่เหล็กที่มัดมือมัดเท้าของฟู่กุ้ยออก ตะขอเบ็ดพวกนี้ก็คงจะฉีกหนังหน้าของฟู่กุ้ยหลุดลอกออกมาทั้งยวง แล้วก็คงจะกระชากลิ้นหลุดออกมาจากคอหอยเลยล่ะ!
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่การช่วยคนแล้ว แต่เป็นการฆ่าคนต่างหาก!
จังหวะที่เขาปลดตะขอออก โซ่เหล็กเส้นนั้นก็ถูกเขาคว้าเอาไว้ได้เช่นกัน ทว่าโซ่เหล็กกลับราวกับงูเหลือมยักษ์ มันตวัดรัดพันรอบแขนของเขา หมุนติ้วๆ อย่างรวดเร็ว พันแน่นขึ้นเรื่อยๆ รัดแน่นขึ้นทุกที!
เฉินสือกระตุ้นเลือดลม ชั่วพริบตาเดียวเลือดลมก็สูบฉีดไปทั่วท่อนแขน ทำให้แขนข้างนั้นขยายใหญ่และหนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เขากดเท้าลงกับพื้น ออกแรงส่งให้ตัวเองลอยตัวขึ้นไปในอากาศ เอื้อมมือไปคว้าโซ่เหล็กอีกเส้นที่มัดมือมัดเท้าของฟู่กุ้ยเอาไว้
เขารีบเอาโซ่เหล็กมาพันไว้รอบขาซ้ายของตัวเองอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองร่วงหล่นลงไป
เหนือหัวของเขา ลวดลายบนยันต์แผ่นที่ห้าได้ก่อตัวเป็นรูปร่างที่แท้จริงแล้ว กลายเป็นหัวผีปีศาจสีแดงก่ำ ขนาดใหญ่กว่าหนึ่งจ้าง อ้าปากกว้างราวกับอ่างเลือดพุ่งเข้ามากัดเขา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเตะจมูก!
ปากผีปีศาจขนาดยักษ์ที่ชาวบ้านเห็น ก็คงเกิดจากยันต์แบบนี้นี่แหละ
ลิ้นยาวเหยียดที่ห้อยต่องแต่งลงมา ก็คือโซ่เหล็กในปากของพวกมันนั่นเอง!
เฉินสือออกแรงที่มือ พยายามจะเหวี่ยงหัวผีปีศาจที่พุ่งเข้ามานั้นให้กระเด็นไป แต่ก็เหวี่ยงไม่ไป หัวผีปีศาจนี้แข็งแกร่งมาก มีพละกำลังมากกว่าเขาเสียอีก แถมยังลอยตัวอยู่กลางอากาศได้ด้วย ไม่ใช่สิ่งที่กำลังคนจะต่อกรได้เลย!
ตอนนี้เฉินสือลอยอยู่กลางอากาศ อาศัยแค่โซ่เหล็กเส้นเดียวในการประคองตัว ไม่มีทางสู้หัวผีปีศาจนั้นได้เลย
ขณะที่หัวผีปีศาจสีแดงก่ำกำลังจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งคำ เฉินสือก็กระแทกเท้าลงอย่างแรง หลังคาสะเทือนเลื่อนลั่นดังสนั่น แผ่นไม้ที่ใช้คล้องโซ่เหล็กส่งเสียงดังเป๊าะแป๊ะ
พละกำลังของเขาแม้จะสู้สัตว์ประหลาดยันต์ตัวนี้ไม่ได้ แต่มันก็มหาศาลมากพอแล้ว การออกแรงเตะเพียงครั้งเดียวนี้ ก็ทำเอาหลังคารับน้ำหนักไม่ไหว พังครืนลงมาทันที!
แผ่นไม้ที่วาดด้วยยันต์ร่วงหล่นลงมาพร้อมกับกระเบื้องและฟางข้าวบนหลังคา หล่นลงมาทับใส่หัวโตๆ ของสัตว์ประหลาดยันต์ตัวนั้น!
โซ่เหล็กที่พันอยู่รอบขาของเฉินสือหลุดออกทันที ร่างของเขาพลิ้วไหวราวกับปลาแหวกว่ายในน้ำ โอบกอดฟู่กุ้ยเอาไว้ แล้วร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง
เขาเพิ่งจะเท้าแตะพื้น ก็เห็นว่าคานบ้านก็รับน้ำหนักไม่ไหวเช่นกัน คานไม้หนักเป็นพันๆ จินหักสะบั้น ทับลงมาจนบ้านพังครืนลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
เฉินสือไม่มีเวลามามัวแกะโซ่เหล็กที่มัดมือมัดเท้าของฟู่กุ้ย เขารีบอุ้มฟู่กุ้ยพุ่งตัวออกไปข้างนอก พอเขาวิ่งพุ่งออกจากห้องโถง ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังมาจากด้านหลัง ห้องโถงและห้องปีกทั้งสองข้างพังทลายลงมาพร้อมกัน กำแพงแต่ละด้านและคานบ้าน ฝังกลบห้องทั้งสามห้องจนมิด!
บ้านพังทลายลงมา ทำให้เกิดคลื่นอากาศพัดกระโชกแรง จนเฉินสือและเฮยโกวซวนเซ ฝุ่นควันคลุ้งกระจาย ทำเอาเฮยโกวสำลักฝุ่นไอคอกแคก
เฉินสือกลั้นหายใจ รีบแกะโซ่เหล็กที่มัดมือมัดเท้าของฟู่กุ้ยออกอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันจะได้ลุกขึ้นยืน ก็เห็นคานบ้านที่พังถล่มลงมา จู่ๆ ก็ตั้งตรงขึ้นมาเสียงดังพรึ่บ คานไม้หนักเป็นพันๆ จิน กลับดูเบาหวิวราวกับกิ่งไม้แห้งๆ ไร้น้ำหนัก ทำเอาเฉินสือและเฮยโกวยืนอึ้งตาค้างไปเลย
“ไอ้นักพรตวาดยันต์บ้านนอก เจ้าทำให้ข้าโกรธแล้วนะ!”
เสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวของสัตว์ประหลาดยันต์ดังมาจากใต้ซากปรักหักพัง หินก้อนเล็กก้อนน้อยปลิวว่อน ฝุ่นควันตลบอบอวล หัวผีปีศาจนั่นกลับไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย มันผุดขึ้นมาจากใต้ซากบ้านที่พังทลาย ดันดิน หิน และคานบ้านกระเด็นออกไป ลอยตัวอยู่กลางอากาศ จ้องมองเฉินสือเขม็งจากเบื้องบน
ปากของมันเชื่อมต่อกับโซ่เหล็ก ปลายอีกด้านของโซ่เหล็กก็คือหม้อสัมฤทธิ์ขนาดเท่าฝ่ามือใบนั้น ในหม้อก็คือน้ำมันตะเกียงต่ออายุที่เขาใช้ชีวิตของเด็กทั้งสี่คนมาหลอมรวมกันนั่นเอง!
เมื่อครู่นี้ตอนที่บ้านพังถล่มลงมา มันไม่มีเวลามามัวสนใจจะจับเฉินสือกิน รีบพุ่งไปคว้าหม้อใบนั้นเอาไว้ ในที่สุดก็สามารถแย่งหม้อใบนี้มาได้ ทำให้น้ำมันตะเกียงในหม้อไม่ถูกทำลายไป
แต่ถึงแม้มันจะแย่งน้ำมันตะเกียงกลับมาได้ แต่ก็เป็นการเปิดโอกาสให้เฉินสือสามารถช่วยเหลือฟู่กุ้ยเอาไว้ได้ ทำให้แผนการหลอมน้ำมันตะเกียงของมันต้องพังทลายลง
แม้จะรักษาน้ำมันตะเกียงเอาไว้ได้ แต่คุณภาพของน้ำมันตะเกียงกลับลดลงไปมาก ประสิทธิภาพของตะเกียงต่ออายุก็ลดลงไปมากเช่นกัน
อีกด้านหนึ่งของสัตว์ประหลาดยันต์ ถูกควบคุมโดยเจ้าของของมัน ซึ่งก็คือนักพรตวาดยันต์ลึกลับที่หลอมตะเกียงต่ออายุนั่นเอง เขาโกรธจัดจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ กำลังจะกระตุ้นให้สัตว์ประหลาดยันต์พุ่งเข้าไปจับเฉินสือกินเพื่อระบายความโกรธ แต่จู่ๆ ก็เหลือบไปเห็นยันต์สีแดงสดบนต้นหวย จึงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วแค่นหัวเราะเย็นเยียบ “ไอ้นักพรตวาดยันต์กระจอก ความแค้นครั้งนี้ถือว่าเราผูกพันกันแล้ว เจ้าหนีไม่รอดหรอก! ข้าจะต้องจับตัวเจ้ามาหลอมเป็นน้ำมันตะเกียงให้จงได้!”
สัตว์ประหลาดยันต์ถูกนักพรตวาดยันต์ลึกลับควบคุมให้บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กำลังจะพาน้ำมันตะเกียงหนีไป จู่ๆ เฉินสือที่อยู่ในลานบ้านก็ถลกกางเกงลง ควักเจ้านกน้อยออกมา แล้วยืนฉี่รดซากบ้านที่พังถล่มลงมา
นักพรตวาดยันต์ลึกลับมองลงมาจากเบื้องบน เห็นฉากนี้เข้าก็ชะงักไป “หรือว่าไอ้เด็กนี่จะตกใจจนฉี่ราด?”
เขาเพิ่งจะคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ สัตว์ประหลาดยันต์ก็หลุดพ้นจากการควบคุมของเขา พุ่งทะยานลงมาข้างล่าง ตรงเข้าหาเฉินสือ!
นักพรตวาดยันต์ลึกลับงุนงงไปชั่วขณะ ก่อนจะตระหนักได้ทันที
“สัตว์ประหลาดยันต์ของข้า พอได้กลิ่นฉี่ของเด็กผู้ชายบริสุทธิ์ก็จะลงมือโจมตี แล้วจับตัวเด็กคนนั้นมา ไอ้นักพรตวาดยันต์บ้านนอกนี่มันเป็นเด็กบริสุทธิ์ มันตั้งใจใช้กลิ่นฉี่ของตัวเองหลอกล่อให้สัตว์ประหลาดยันต์พุ่งเข้าไปหา!”
เขาเพิ่งจะคิดได้เช่นนี้ ก็สายเกินกว่าจะเปลี่ยนโครงสร้างของสัตว์ประหลาดยันต์แล้ว สัตว์ประหลาดยันต์พุ่งมาถึงตรงหน้าเฉินสือแล้ว
ในขณะเดียวกัน บนต้นหวยเก่าแก่ ยันต์ขุนเขาทั้งห้าสะกดวิญญาณที่เฉินสือทิ้งไว้ก็ทำงานขึ้น แสงสว่างเจิดจ้า ก่อตัวเป็นรูปภูเขาห้าลูกที่เปล่งประกาย กดทับลงบนร่างของสัตว์ประหลาดยันต์ จนมันถูกกดทับร่วงหล่นลงกระแทกพื้นดังสนั่น ขยับเขยื้อนไม่ได้!
หม้อใบเล็กในปากของสัตว์ประหลาดยันต์กลิ้งตกลงมาทันที น้ำมันตะเกียงในหม้อหกเรี่ยราดเต็มพื้น
เฉินสือสะบัดเจ้านกน้อยสองสามที แล้วดึงกางเกงขึ้น เดินเข้าไปใกล้ ยกเท้าขึ้นกระทืบลงไปอย่างแรงจนหม้อสัมฤทธิ์ใบนั้นแบนแต๊ดแต๋ จากนั้นก็ย่อตัวลง จ้องตากับสัตว์ประหลาดยันต์ขนาดใหญ่กว่าหนึ่งจ้างนั้น
นักพรตวาดยันต์ลึกลับโกรธเกรี้ยวจนสุดจะทน ทว่ากลับถูกขุนเขาทั้งห้ากดทับเอาไว้จนขยับตัวไม่ได้
“ความแค้นระหว่างเรา ผูกพันกันแล้วจริงๆ ด้วย อย่าให้ฉันเจอแกนะ”
เฉินสือจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสัตว์ประหลาดยันต์ ราวกับต้องการมองทะลุผ่านสัตว์ประหลาดยันต์ไปให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนักพรตวาดยันต์ผู้นั้น
“ถ้าเจอแกเมื่อไหร่ ฉันจะตีแกให้ตายคามือเลยคอยดู!”
เฉินสือลุกขึ้น ยกเท้ากระทืบลงบนหัวโตๆ ของสัตว์ประหลาดยันต์
ได้ยินเพียงเสียงดังโพละ สัตว์ประหลาดยันต์ก็ระเบิดออก กลายเป็นเลือดสีแดงฉานและชาด ร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังซ่า ซึมลึกลงไปในดิน
ที่เท้าของเฉินสือก็ถูกสาดกระเซ็นใส่เล็กน้อย
แม้จะกำจัดสัตว์ประหลาดยันต์นี้ได้ และช่วยเหลือหลิวฟู่กุ้ยออกมาได้สำเร็จ ปิดคดีกินเด็กฉี่รดที่นอนลงได้ แต่ในใจของเขากลับยังคงมีความคับแค้นใจที่ไม่มีที่ระบาย
นักพรตวาดยันต์ลึกลับคนนี้แข็งแกร่งมากจริงๆ แข็งแกร่งกว่าพวกองครักษ์เสื้อแพรที่เขาเคยเจอมาตั้งเยอะ เดิมทีเขาไม่ควรไปมีเรื่องกับยอดฝีมือระดับนี้ แต่เขาก็แค่อยากจะลากตัวนักพรตวาดยันต์ลึกลับคนนี้ออกมา แล้วซ้อมให้หนัก จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง!
“พวกคุณเข้ามาเถอะ”
เฉินสือสะกดข่มความโกรธเอาไว้ กวักมือเรียกชาวบ้านที่ยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าลานบ้าน แล้วเอ่ยว่า “ผมกำจัดสิ่งชั่วร้ายไปแล้ว ฟู่กุ้ยก็ช่วยออกมาได้แล้วครับ”
พอชาวบ้านได้ยินดังนั้น ก็ยังคงไม่กล้าเดินเข้ามา
ซานวั่งใจกล้าที่สุด ก้าวเท้าเดินเข้ามา คนอื่นๆ ถึงได้กล้าเดินตามเขาเข้ามาในบ้านร้างตระกูลเตี๋ยน
พ่อแม่ของฟู่กุ้ยรีบพุ่งเข้ามา กอดฟู่กุ้ยเอาไว้ พลางร้องเรียกชื่อฟู่กุ้ยไม่หยุด
ฟู่กุ้ยค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย เอ่ยเสียงเบา “พ่อ แม่” จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง
“เขาสูญเสียพลังชีวิตไปเยอะ ปล่อยให้เขานอนพักสักงีบเถอะ ช่วงนี้อย่าเพิ่งบำรุงอะไร ให้กินแค่น้ำข้าวไปก่อน”
เฉินสือสั่งความสองสามประโยค แล้วให้พ่อแม่ฟู่กุ้ยพาตัวกลับไปที่บ้าน
ชาวบ้านคนอื่นๆ ช่วยกันเก็บกวาดซากบ้านที่พังทลาย ค้นหาเด็กอีกสามคนออกมา น่าเสียดายที่เด็กทั้งสามคนเสียชีวิตไปนานแล้ว ไม่อาจช่วยชีวิตกลับมาได้
เสียงร้องไห้เบาๆ ดังแว่วมา ก่อนจะกลายเป็นเสียงร่ำไห้แทบขาดใจ
เฉินสือฟังแล้วรู้สึกปวดใจ พาเฮยโกวเดินออกจากบ้านร้าง แล้วหันกลับไปบอกซานวั่ง “พวกคุณหาคนเอาโลงศพทั้งแปดของตระกูลเตี๋ยนไปฝังด้วยนะ”
ซานวั่งตกใจวูบ รีบตอบว่า “พวกเขาไปล่วงเกินแม่บุญธรรมเข้า ก็เลยถูกแม่บุญธรรมลงโทษจนตาย ใครจะกล้าเอาไปฝังล่ะขอรับ?”
เฉินสือหน้าตึง แค่นหัวเราะเย็นชา “ไม่ฝังเหรอ? ทั้งแปดคนในครอบครัวตายไปแล้วไม่ได้ฝังศพให้สงบ ขืนปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ ความแค้นก็จะยิ่งฝังลึก จนกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายเข้าสักวัน! ถึงตอนนั้น คนทั้งหมู่บ้านก็จะถูกพวกเขากินจนหมดเกลี้ยง! พวกคุณก็ตัดสินใจเอาเองแล้วกัน!”
พอชาวบ้านได้ยินดังนั้น ก็ตกใจกลัว รีบไปเตรียมการ
ตอนแรกพวกเขาเห็นเฉินสือยังเด็กนัก ก็คิดว่าคงไม่มีน้ำยาอะไร แต่พอเห็นเฉินสือสามารถจัดการ “สิ่งชั่วร้าย” ตัวเบ้อเริ่มเทิ่มได้ ถึงได้ยอมเชื่อฟัง
บรรดาผู้อาวุโสในหมู่บ้านสั่งให้คนยกโต๊ะเก้าอี้มาให้เฉินสือนั่งพักผ่อน พร้อมกับนำผลไม้มาให้ทาน เห็นเฉินสือยังเด็ก จึงเรียกเด็กสาวสองคนมานวดไหล่ทุบขาให้เฉินสือด้วย
“ซานวั่ง คุณมานี่หน่อย!”
เฉินสือเรียกซานวั่งมา แล้วเอ่ยถาม “หมู่บ้านคุณช่วงนี้มีคนแปลกหน้าเข้ามาบ้างไหม?”
“คนแปลกหน้าเหรอขอรับ?”
ซานวั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “มีขอรับ ได้ยินว่ามาจากเมืองหลวงของมณฑล เป็นนักพรตวาดยันต์ที่อายุมากแล้ว เขาบอกว่าคุณหนูรองตระกูลจ้าวในเมืองหลวงหายตัวไป ก็เลยมาตามหาข่าวคราว พอตกเย็นก็เลยขอค้างคืนที่หมู่บ้านเราคืนนึง แล้วพอเช้าก็จากไป นักพรตวาดยันต์คนนั้นใจดีมากเลยนะขอรับ ยังวาดยันต์ให้พวกเราตั้งหลายแผ่น”

0 Comments