ตอนที่ 175 ถล่มก่งโจว
แปลโดย เนสยังยายเฒ่าซา เซียวหวางซุน และชายฉกรรจ์หนวดเครารุงรังทั้งสามคนแหงนหน้าขึ้นมอง ก็เห็นว่าท้องฟ้าที่เมื่อครู่นี้ยังสดใสสว่างจ้า ทันใดนั้นก็กลายเป็นสีดำมืดมิด ขมุกขมัวจนมองไม่เห็นอะไรเลย
ในเมืองเหลือเพียงเงาร่างของขุนนางใหญ่เมืองก่งโจว ผู้ฝึกตนอิสระ และวิญญาณจำแลงของผู้ฝึกตน หรือไม่ก็แสงศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกมาจากศาลเทพ ทารกเทพ ปราณทองคำ และวิญญาณแรกเกิด ยังมีแสงสว่างที่เกิดจากวิชาอาคมสายต่างๆ สาดส่องให้เห็นท้องฟ้าที่มืดมิดเป็นระยะๆ
หางตาของยายเฒ่าซากระตุกอย่างรุนแรง พึมพำว่า “พวกเจ้าสัมผัสได้ไหม ว่ามีพลังประหลาดกำลังรุกรานจิตใจพวกเจ้า บิดเบือนการมองเห็นของพวกเจ้าอยู่?”
“ไม่นี่”
ชายฉกรรจ์หนวดเครารุงรังเพิ่งจะพูดจบ ทันใดนั้นก็มองไปที่เซียวหวางซุน แล้วเกิดความรู้สึกอยากจะล่าเหยื่อขึ้นมาตงิดๆ
ความรู้สึกแบบนี้ เขาเก็บกดมันมานานแล้ว นับตั้งแต่ฝึกฝนจนสำเร็จ เขาก็ไม่ได้กินเลือดเนื้อสดๆ อีกเลย แต่ตอนนี้ความรู้สึกนั้นกลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
“ท่านยาย ข้าเกิดสัญชาตญาณสัตว์ป่าขึ้นมาแล้ว!” ชายฉกรรจ์หนวดเครารุงรังร้องตะโกนด้วยความตกใจ
ยายเฒ่าซารีบหันขวับวิ่งตรงไปยังแม่น้ำหมินเจียง พูดอย่างรวดเร็วว่า “เสี่ยวสือตายแล้ว วิญญาณของเขาตกนรกไปแล้ว! มีบางอย่างหลุดออกมาจากร่างเนื้อของเขา ความเป็นมารกำลังก่อกวนจิตใจคนอื่น! เฮยโกว! รีบไปหาเฮยโกวเร็ว!”
เซียวหวางซุนรีบวิ่งตามนางไปอย่างกระชั้นชิด ในใจรู้สึกสงสัย “หาเฮยโกว? หมายถึงหาคนมารับแพะรับบาป (แบกกระทะดำ – แสลงจีน แปลว่ารับบาป) หรือเปล่า?”
แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า ยายเฒ่าคงหมายถึงหมาดำตัวใหญ่ที่มักจะยิ้มแป้นอยู่เสมอที่บ้านของเฉินสือ
เขาเคยไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านของเฉินสือช่วงหนึ่ง มักจะเห็นหมาดำตัวใหญ่ตัวนี้ทำตัวลับๆ ล่อๆ ทั้งที่ดูแปลกประหลาดมาก แต่กลับทำให้คนรู้สึกว่ามันปกติธรรมดาซะอย่างนั้น
“ไปหาเฮยโกวทำไม?”
เขาวิ่งตามยายเฒ่าซาและชายฉกรรจ์หนวดเครารุงรังไป ในใจยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย
พวกเขามาถึงบริเวณแม่น้ำหมินเจียง ชายฉกรรจ์หนวดเครารุงรังมองเห็นหัวหน้าหออวี้แห่งหอหงซานอยู่ไกลๆ ทันใดนั้นดวงตาก็แดงก่ำราวกับเลือด นัยน์ตากลายเป็นสีแดงฉาน เผยร่างจริงของจิ้งจอกสวรรค์ออกมา ส่งเสียงร้องครางพุ่งเข้าใส่อวี้เทียนเฉิง ร้องตะโกนว่า “กระต่าย! ข้าจะกินกระต่าย!”
อวี้เทียนเฉิงกำลังปกป้องเหนียงเหนียงหงซาน แม่เฒ่าหมินเจียง และคนอื่นๆ ให้ถอยทัพ เมื่อเห็นเขาพุ่งเข้ามา ก็ใส่เกียร์หมาวิ่งหนีสุดชีวิต กระโดดแผล็วๆ ราวกับบินได้
ชายฉกรรจ์หนวดเครารุงรังวิ่งไล่ตามมาติดๆ ไม่ยอมลดละ
เซียวหวางซุนตกใจสุดขีด “สัญชาตญาณสัตว์ป่าของเขาถูกกระตุ้นด้วยความเป็นมาร!”
เสียงของยายเฒ่าซาดังมาจากข้างหน้า “ไม่ต้องไปสนใจเขา! รีบหาเฮยโกวให้เจอก่อน!”
ตอนนี้ทั้งหลี่เทียนชิงและเฮยโกวไม่ได้อยู่บนหัวของแม่เฒ่าหมินเจียงแล้ว ไม่รู้ว่าหายไปไหน
เซียวหวางซุนรีบวิ่งตามไป ถามว่า “ท่านยาย ทำไมไม่ใช้วิชาจำพวกตามรอยวิญญาณหาตัวเฮยโกวล่ะ?”
“วิชาตามรอยวิญญาณของข้า ล็อกเป้าหมาตัวนี้ไม่ได้”
ยายเฒ่าซามองซ้ายมองขวาอย่างร้อนรน พลางกล่าวว่า “สายเลือดของมันแปลกประหลาด ไม่ใช่หมาธรรมดา พลังบางอย่างในสายเลือดของมันตื่นขึ้นมาแล้ว ทำให้มันป้องกันวิชาอาคมของข้าได้! นังหนู เฮยโกวอยู่ที่ไหน?”
เหนียงเหนียงหงซานได้ยินดังนั้น ก็ชี้ไปที่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ
ยายเฒ่าซารีบกระโดดข้ามแม่น้ำตามไปทันที
บนผิวน้ำของแม่น้ำหมินเจียง แพะเขียวยังคงสู้ตายกับขุนนางใหญ่เมืองก่งโจวทั้งสิบสามคน ทุกคนต่างก็ได้รับอิทธิพลจากความเป็นมารโดยไม่รู้ตัว จึงลงมือกันอย่างไม่เกรงกลัวตายอีกต่อไป
แพะเขียวเผยร่างจริงออกมา เขาแพะสองข้างบนหัวเดี๋ยวก็มาอยู่ในมือ เดี๋ยวก็พุ่งออกไป ตอนอยู่ในมือก็กลายเป็นดาบโค้งยาวกว่าสิบจ้างสองเล่ม ฟาดฟันอย่างดุดัน ไร้เทียมทาน ตอนที่พุ่งออกไปก็ราวกับบูมเมอแรง โฉบไปโฉบมา ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง ไร้ผู้ต่อต้าน!
แต่ถึงแม้พลังยุทธ์ของเขาจะสูงส่ง ร่างกายจะแข็งแกร่งแค่ไหน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับขุนนางใหญ่เมืองก่งโจวถึงสิบสามคน ก็ชักจะรับมือไม่ไหวเหมือนกัน
สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับขุนนางเหล่านี้ก็คือธงหมื่นวิญญาณทั้งสี่ผืน เมื่อธงหมื่นวิญญาณสะบัด แม้แต่เขาก็ยังถูกซัดจนกระเด็น!
ยายเฒ่าซากระโดดลงมาที่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำหมินเจียง เหลือบตามองอย่างรวดเร็ว ก็พบว่าแพะเขียวไม่ได้เป็นอะไรมากนัก ในระยะเวลาสั้นๆ คงไม่ถูกขุนนางใหญ่เมืองก่งโจวทั้งสิบสามคนรุมตีจนตาย คิดในใจว่า “ต้องรีบหาเฮยโกวให้เจอก่อน!”
นางเป่าลมหายใจออกไปเฮือกหนึ่ง ทันใดนั้นเหยียนจิ่วหลิงก็รู้สึกร้อนรุ่มที่หัวใจ ราวกับมีไฟแผดเผา ที่หัวใจของเขากลับปรากฏดอกบัวไฟดอกหนึ่ง ลุกไหม้อย่างโชติช่วง!
ด้วยลมหายใจเฮือกนี้ของยายเฒ่าซา ไฟก็ยิ่งลุกโหมแรงขึ้น ราวกับจะแผดเผาหัวใจของเขาให้กลายเป็นเถ้าถ่าน!
เหยียนจิ่วหลิงกำลังจะลงมือสังหารแพะเขียว ทันใดนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจอย่างรุนแรง นึกขึ้นได้ว่าตอนที่ยายแก่คนนั้นดึงพวกเขาเข้าสู่ปรโลก ตอนที่พวกเขาอยู่ในสภาพโครงกระดูก ยายแก่นั่นได้ปลูกดอกบัวไฟดอกหนึ่งไว้ที่ขั้วหัวใจของเขา
หลังจากนั้นยมทูตก็ซัดพวกเขากลับมาสู่โลกมนุษย์ ร่างเนื้อฟื้นคืนสภาพเดิม ดอกบัวไฟก็ไม่เคยแสดงอาการผิดปกติใดๆ เลย
เขาคิดว่าดอกบัวไฟน่าจะหายไปแล้ว ไม่คิดว่าจะมากำเริบเอาตอนนี้
“วิชาอาคมแค่กระบวนท่าเดียวคิดจะฆ่าข้าได้งั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!”
วิญญาณจำแลงของเขากลับเข้าร่าง วิญญาณจำแลงสอดมือเข้าไปในร่างกาย ปกป้องหัวใจไว้ ต้านทานเปลวไฟกรรมของดอกบัวแดง
แต่การแผดเผาของดอกบัวไฟเมื่อครู่นี้ ก็ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ดี
เหยียนจิ่วหลิงรู้สึกว่าเพียงแค่โคจรพลังเลือดลมเพียงเล็กน้อย หัวใจก็จะระเบิดออกทันที จึงกัดฟันกรอด ถอยออกจากสนามรบ ขึ้นมาบนฝั่ง รวบรวมพลังยุทธ์ทั้งหมดที่มีเพื่อสะกดดอกบัวไฟเอาไว้
“หัวใจของเจ้าน่าสนใจดีนะ”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น เหยียนจิ่วหลิงหันขวับไปมอง ก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย “เจ้าซิ่วไช่เด็กที่ไม่รู้จักรักตัวกลัวตายคนนี้อีกแล้วงั้นหรือ!”
คนที่เดินมาหาเขาคือ “เฉินสือ” ในสายตาของเหยียนจิ่วหลิง หมอนี่มันตัวก่อเรื่องชัดๆ ถ้าไม่ใช่เพราะคนผู้นี้ ความขัดแย้งระหว่างหอหงซานและสมาคมเทียนเหล่าคงไม่บานปลายขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะคนผู้นี้ เหนียงเหนียงหงซานกับแม่เฒ่าหมินเจียงคงตายไปตั้งนานแล้ว!
เจ้าซิ่วไช่คนนี้ยังกล้าเดินมาหาเขาอย่างหน้าตาเฉย สงสัยจะเรียนหนังสือมาน้อย ไม่รู้ว่าคำว่าตายเขียนยังไงล่ะมั้ง?
เขาเพิ่งจะคิดจบ ทันใดนั้น “เฉินสือ” ก็มาอยู่ข้างกายเขาแล้ว ในมือบีบหัวใจดวงหนึ่งเอาไว้ ด้านล่างของหัวใจดวงนั้นคือดอกบัวไฟดอกหนึ่ง
เหยียนจิ่วหลิงยืนอึ้ง ก้มลงมองที่หน้าอกของตัวเอง
ที่หน้าอกของเขามีรูโหว่ขนาดใหญ่ เลือดกำลังไหลหยด แต่หัวใจกลับหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
“เฉินสือ” หัวเราะร่า “ไฟกรรมบัวแดง วิชาอาคมที่ไม่เลวเลย ไม่คิดว่าในโลกมนุษย์จะมีคนที่มีความรู้แจ้งแทงตลอดเรื่องวิญญาณได้ลึกซึ้งขนาดนี้”
“เอาหัวใจข้าคืนมา!”
เหยียนจิ่วหลิงร้องตะโกนลั่น เอื้อมมือไปคว้าหัวใจในมือของเขา
“เฉินสือ” ยิ้มอย่างมีเลศนัย ทันใดนั้นหัวใจในมือก็ถูกแผดเผาเป็นเถ้าถ่านในดอกบัวไฟ แต่ยังคงรักษารูปทรงของหัวใจเอาไว้ได้
“คืนให้”
เขายัดหัวใจที่ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านกลับเข้าไปในทรวงอกของเหยียนจิ่วหลิง
เหยียนจิ่วหลิงกระอักเลือดคำโต รู้ดีว่าชีวิตของตนเองจบสิ้นลงแล้ว จึงสะบัดธงหมื่นวิญญาณอย่างแรง ทันใดนั้นวิญญาณหมื่นดวงก็พรั่งพรูออกมา กลายเป็นหัวกะโหลกเลือด มืดฟ้ามัวดิน บดบังท้องฟ้าจนมิด พุ่งทะยานเข้าใส่ “เฉินสือ”!
“เฉินสือ” นัยน์ตาเปล่งประกาย ทันใดนั้นก็อ้าปากกว้าง ปากก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาล คางจรดพื้นดิน แก้มข้างหนึ่งดันติดกับบ้านเรือนริมถนนจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด แก้มอีกข้างดันไปถึงผิวน้ำ
ริมฝีปากบนของเขายืดขึ้นไปสูงกว่าสิบจ้าง อ้าปากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทันใดนั้นหัวกะโหลกเลือดนับหมื่นหัวของธงหมื่นวิญญาณก็ถูกเขาสูดเข้าไปในปากในรวดเดียว กินง่ายกว่ากินลูกอมซะอีก!
“กร๊วบ!”
“เฉินสือ” หุบปากลง ศีรษะหดกลับสู่ขนาดปกติ
เหยียนจิ่วหลิงยืนค้ำธงหมื่นวิญญาณเอาไว้ พลังของธงหมื่นวิญญาณสูญสิ้นไปจนหมด ภายในไม่มีวิญญาณอาฆาตที่แข็งแกร่งเหลืออยู่เลยแม้แต่ดวงเดียว ทั้งหมดถูกเด็กหนุ่มตรงหน้ากินจนหมดเกลี้ยง!
สมบัติล้ำค่าที่คอยปกป้องเมืองก่งโจว กลับกลายเป็นแค่แผ่นผ้าเปล่าๆ แผ่นหนึ่งไปเสียอย่างนั้น!
ภาพตรงหน้ามืดดับ ร่างเนื้อแหลกสลาย พลังชีวิตในวิญญาณจำแลงเริ่มแตกซ่าน ในขณะเดียวกันก็ถูกพลังมหาศาลบางอย่างดึงดูดให้ร่วงหล่นลงสู่ปรโลก
ในปรโลก ยมทูตที่เพิ่งจะส่งพวกเขากลับโลกมนุษย์เมื่อครู่นี้ กำลังถือตะเกียงทองเหลือง แสงตะเกียงสาดส่องลงมา เตรียมจะมารับดวงวิญญาณของเขา
ขณะนั้นเอง ทันใดนั้นลิ้นยาวเฟื้อยก็ตวัดเข้ามาในปรโลก ดังฟวับ พันธนาการวิญญาณจำแลงของเหยียนจิ่วหลิงเอาไว้!
เหยียนจิ่วหลิงตื่นตระหนกสุดขีด ร้องตะโกนว่า “ช่วยข้าด้วย!”
“ฟวับ!”
ลิ้นยาวเส้นนั้นดึงวิญญาณจำแลงของเขากลับไปที่โลกมนุษย์ เมื่อยมทูตเห็นดังนั้น ก็โกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟ “บังอาจทำลายกฎเกณฑ์ระหว่างโลกมนุษย์และปรโลก ช่างกล้าหาญชาญชัยนัก!”
เขาสาดแสงตะเกียงลงไป ส่องให้เห็นภาพในโลกมนุษย์อย่างชัดเจน ก็เห็น “เฉินสือ” อ้าปากกว้างราวกับอ่างเลือด กลืนกินวิญญาณจำแลงของเหยียนจิ่วหลิงลงไปในคำเดียว!
แสงตะเกียงสาดส่องลงมา หมายจะช่วยชีวิตเหยียนจิ่วหลิง ทว่า “เฉินสือ” กลับก้าวเท้าไปข้างหน้า ชะโงกหน้าออกไป ดวงตาทั้งสองข้างสาดแสงแห่งมาร สบประสานกับแสงตะเกียงของเขา บนแม่น้ำวั่งชวนก็เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง เรือลำเล็กถูกแรงกระแทกจนถอยหลังไปไกลกว่าสิบลี้
เสื้อผ้าของยมทูตปลิวไสว เส้นผมยาวสยาย เผยให้เห็นใบหน้าประหลาดล้ำที่ดูคล้ายกับใบหน้าของม้า
“มารเทพ!”
ยมทูตหน้าม้าตื่นตระหนกและสงสัย
“ในโลกมนุษย์มีมารเทพหลบหนีอยู่! รู้อย่างนี้ น่าจะไม่ไล่ไอ้พวกนั้นกลับไปโลกมนุษย์ก็ดีหรอก! การทำตามกฎ กลับกลายเป็นการทำลายกฎเสียเอง!”
“เฉินสือ” กลืนวิญญาณจำแลงของเหยียนจิ่วหลิงลงไป สัญชาตญาณความดุร้ายกำเริบหนัก อ้าปากกว้าง สูดลมหายใจเข้าอย่างแรง ธงหมื่นวิญญาณในมือพวกเฟยเทียนเจิ้งถึงกับทรงตัวไม่อยู่ หัวกะโหลกเลือดแต่ละหัวพุ่งกระเด็นออกมาจากธง ส่งเสียงหวีดหวิว ร่วงหล่นลงไปในปากของเขา!
บนผิวน้ำ ขุนนางใหญ่ทั้งสิบสองคนและแพะเขียวต่างก็ยืนไม่อยู่เช่นกัน รู้สึกเพียงว่าวิญญาณจำแลงถูกพลังอันลี้ลับและน่าสะพรึงกลัวดึงดูดเอาไว้ ลากพวกเขาให้เข้าไปใกล้ฝั่ง!
“ฟิ้ว——”
ธงหมื่นวิญญาณสามผืนถูกดูดวิญญาณอาฆาตไปจนหมดเกลี้ยงในเวลาเพียงชั่วอึดใจ ผืนธงที่เดิมทีเต็มไปด้วยกลิ่นอายมาร ตอนนี้กลับดูสะอาดสะอ้านสดใสอย่างบอกไม่ถูก!
ที่ทำการเมืองก่งโจวใช้เวลาปลุกเสกมาไม่รู้กี่ปี กว่าจะได้ธงหมื่นวิญญาณเหล่านี้มา กลับถูกทำลายจนหมดสิ้น อานุภาพสูญสลายไปในพริบตา!
ทุกคนมีสีหน้าตื่นตระหนก พยายามอย่างสุดกำลังที่จะสะกดวิญญาณจำแลงที่กำลังดิ้นพล่านอยู่ในร่างกาย แพะเขียวที่ตอนแรกตั้งใจจะสู้ตายกับพวกเขาก็ไม่สนเรื่องสู้ตายอีกต่อไป พยายามอย่างเอาเป็นเอาตายที่จะล็อกวิญญาณจำแลงไว้ในร่างเนื้อ ก้าวเท้าเดินอย่างยากลำบาก ต้านทานแรงดึงดูด เดินไปในทิศทางตรงกันข้าม
พลังยุทธ์ของเขาสูงส่งกว่าพวกเฟยเทียนเจิ้ง เซี่ยชูหลี่ และคนอื่นๆ มาก ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถต่อกรกับขุนนางใหญ่เมืองก่งโจวเหล่านี้ได้นานขนาดนี้ แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าทุกย่างก้าวที่เดินไปนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ราวกับกำลังแบกภูเขาไท่ซานเดินอยู่ก็ไม่ปาน!
ทันใดนั้น กู้ผิงอัน ทูตดูแลกิจการม้าและชาที่มีพลังยุทธ์อ่อนด้อยที่สุด ก็ไม่สามารถทรงตัวได้อีกต่อไป ร่างกายลอยละลิ่ว พุ่งเข้าหา “เฉินสือ” อย่างควบคุมไม่ได้!
เขาตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อบินมาถึงตรงหน้า “เฉินสือ” ก็กัดฟันร่ายวิชาอาคม ดึงดูดสายฟ้าให้ผ่าเปรี้ยงลงมาใส่ “เฉินสือ”!
“เฉินสือ” รับวิชาอาคมไปหลายกระบวนท่า แต่ก็ไม่สะทกสะท้าน หัวเราะร่า “ข้าไม่กินเลือดเนื้อหรอกนะ”
เขาดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เสื้อผ้าของกู้ผิงอันก็ขาดวิ่น เลือดเนื้อหลุดลอกออก เหลือเพียงโครงกระดูกและวิญญาณจำแลง
“เฉินสือ” โบกมือเบาๆ โครงกระดูกก็ปลิวหายไป เหลือเพียงวิญญาณจำแลง เขาจึงอ้าปากกว้าง ตวัดลิ้นยาวออกมา
บนแม่น้ำวั่งชวน แสงตะเกียงของยมทูตก็สาดส่องลงมาอีกครั้ง พุ่งเป้าไปที่ “เฉินสือ” เพื่อแย่งชิงวิญญาณจำแลงของกู้ผิงอัน
ครั้งนี้เล่นเอา “เฉินสือ” ตั้งตัวไม่ทัน แสงตะเกียงนั้นแย่งวิญญาณจำแลงของกู้ผิงอันไปได้สำเร็จ ดึงวิญญาณไปสู่ปรโลก!
“เฉินสือ” หน้าตาถมึงทึง ร้องตะโกนว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะข้าอุตส่าห์หนีออกมาจากปรโลกได้อย่างยากลำบาก ข้าจะทำให้เจ้าตายแบบไม่มีที่ฝังเลยคอยดู!”
ความดุร้ายของเขากำเริบหนัก กระโดดตีลังกาพลิกตัวไปอยู่ข้างหลังผู้ตรวจการเฟยเทียนเจิ้ง มือที่แหลมคมราวกับกรงเล็บ แทงทะลุกะโหลกศีรษะของเฟยเทียนเจิ้ง เสียงดังฉึก ดึงวิญญาณจำแลงของเขาออกมาจากเนื้อหนัง แล้วยัดเข้าปาก!
เฟยเทียนเจิ้งเบิกตากว้าง สองมือทำท่าจะโจมตี แต่ร่างกายกลับแข็งทื่ออยู่กับที่
หัวใจของเขายังคงเต้นอยู่ ลมหายใจก็ยังมี แต่คนตายไปแล้ว เหลือเพียงแค่เปลือกหอยกลวงๆ
“เฉินสือ” ก้าวเท้าออกไป ร่างกายหมุนคว้างอยู่บนผิวน้ำ เสียงดังฉึก มือแทงทะลุหัวใจของเซี่ยชูหลี่ กระชากวิญญาณจำแลงพร้อมกับหัวใจออกมาจากร่าง!
ผู้ตรวจการจาง แม่ทัพรักษาเมืองหยางกุ่ย และคนอื่นๆ พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะร่ายวิชาอาคม ปลุกเสกของวิเศษ หมายจะต่อสู้ดิ้นรน แต่แต่ละคนก็ทรงตัวไม่อยู่ ไม่ถูกดึงเข้าไปใกล้ “เฉินสือ” แล้วโดนจัดการในดาบเดียว ถูกกินวิญญาณจำแลง ก็ถูกเฉินสือเข้าประชิดตัว แล้วกินวิญญาณจำแลง!
พริบตาเดียว เงาร่างของ “เฉินสือ” บนผิวน้ำก็วูบวาบไปมา ราวกับภูตผีปีศาจ ตามมาด้วยร่างไร้วิญญาณของขุนนางใหญ่ทั้งสิบสองคนที่ร่วงหล่นลงน้ำทีละคนๆ!
ขันทีเฝ้าเมืองเฉินเสวียฝู่พยายามหลบหนี แต่ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมอันโหดร้าย ถูกเฉินสือคว้าตัวไว้ได้ และถูกกลืนกินวิญญาณจำแลงไปในที่สุด
ผิวน้ำกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
สายตาหลายคู่จับจ้องไปที่ “เฉินสือ” ที่ยืนอยู่กลางแม่น้ำ เหนียงเหนียงหงซานและแม่เฒ่าหมินเจียงยืนอยู่บนหัวมังกรของปลาคาร์ฟสีดำ มองดูภาพเหตุการณ์นี้ด้วยความหวาดกลัว
“ของดีจริงๆ ของดีจริงๆ!”
เสียงปรบมือดังมาจากริมฝั่ง ตามมาด้วยเสียงใสแจ๋วของเด็กชาย ดังขึ้นชื่นชม “ปรมาจารย์ห้าทะเลสาบนี่ไม่ใช่คนเลวเลยจริงๆ มิน่าล่ะถึงได้ยืนหยัดเป็นใหญ่ในหมู่ผู้ฝึกตนอิสระมานานหลายปี ไม่มีใครกล้าตอแย เขาเอาของสุดยอดแบบนี้ไปซ่อนไว้ในตัวหลานชายตัวเองซะด้วย”
บัณฑิตคนหนึ่งแบกกล่องหนังสือมา ในกล่องมีเด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่ บัณฑิตเดินเข้ามาหา เด็กชายก็ปรบมือรัวๆ กล่าวชมเชยไม่ขาดปาก ยิ้มพลางกล่าวว่า “มารที่โตเต็มที่ตนหนึ่ง ปรมาจารย์ห้าทะเลสาบไปเอามันมาจากไหน? แล้วเอาไปใส่ในร่างของเซียนปลดเปลื้องสังขารได้ยังไง?”
“เฉินสือ” หันกลับมา เผชิญหน้ากับเขา แลบลิ้นเลียริมฝีปาก ยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าเปี๊ยก เจ้าลองเข้ามาดูสิ เดี๋ยวก็รู้เองแหละ?”
“เจ้าเปี๊ยก?”
เด็กชายคนนั้นหัวเราะคิกคัก เสียงแหลมปรี๊ด “ขนาดปรมาจารย์ห้าทะเลสาบยังไม่กล้าเรียกข้าว่าเจ้าเปี๊ยกเทียนหยางเลย เจ้ากล้าดีหยามเรียกข้าว่าเจ้าเปี๊ยกเชียวรึ!”
ทันใดนั้นเขาก็กระโดดออกจากกล่องหนังสือ พุ่งตัวเข้าหา “เฉินสือ” ราวกับลำแสง!
พลังยุทธ์ของเขากล้าแข็งยิ่งนัก ฝึกฝนจนถึงขั้นวิญญาณจำแลงคืนสู่ความว่างเปล่า (หวนซวี) แล้ว ขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นมหายาน!
ระดับมหายานนี้ ในโลกนี้มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะก้าวไปถึงได้
แต่การที่สามารถฝึกฝนจนถึงขั้นวิญญาณจำแลงคืนสู่ความว่างเปล่าได้ ก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว
วิญญาณจำแลงคืนสู่ความว่างเปล่า หมายถึงวิญญาณจำแลงแปรเปลี่ยนเป็นดินแดนแห่งความว่างเปล่า จิตใจและวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่ง ลืมเลือนกายหยาบ เข้าฌานนานถึงเก้าปี
หลี่เต้าฉุน นักพรตผู้ทรงศีลในยุคราชวงศ์ซ่งใต้ กล่าวไว้ว่า “เก้าปีเข้าฌานครั้งหนึ่ง” ซึ่งหมายถึงการเข้าฌานเก้าปี เพื่อฝึกฝนจนสำเร็จวิญญาณจำแลงคืนสู่ความว่างเปล่า บรรลุถึงดินแดนแห่งความว่างเปล่า
ในยุคต้นราชวงศ์ต้าหมิง จางซานเฟิง นักพรตผู้ทรงศีล กล่าวไว้ว่า “ร้อยปีทะลวงความว่างเปล่า หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับไท่ซวี”
หลังจากที่ฝึกฝนดินแดนแห่งความว่างเปล่าจนสำเร็จ ทะลวงผ่านความว่างเปล่าไปได้ ก็จะเข้าสู่ระดับมหายาน
หากไม่สามารถสำเร็จดินแดนแห่งความว่างเปล่าได้ภายในเก้าปี หรือไม่สามารถทะลวงความว่างเปล่าได้ ก็ยังมีโอกาสอีกร้อยปี ใช้เวลาร้อยปีในการทะลวงความว่างเปล่า ถึงจะมีวาสนาได้เข้าสู่ระดับมหายาน
แต่ผู้ฝึกตนในขั้นคืนสู่ความว่างเปล่าส่วนใหญ่ มักจะติดแหง็กอยู่ในระดับนี้ คนที่ฝึกฝนมาจนถึงระดับนี้ได้ อย่างน้อยก็ต้องอายุห้าหกสิบปีแล้ว หากไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้ภายในเก้าปี มักจะอยู่ได้ไม่ถึงร้อยปี ก็จะต้องตายไปตามอายุขัยตามธรรมชาติ
ทว่าทารกเทียนหยางผู้นี้กลับเป็นตัวแปรสำคัญ เขายังเป็นแค่เด็กชาย แต่กลับฝึกฝนจนถึงขั้นวิญญาณจำแลงคืนสู่ความว่างเปล่าแล้ว ต่อให้เก้าปีทะลวงไม่ผ่าน จะอยู่ต่ออีกร้อยปีก็คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา
ทั้งสองคนเพิ่งจะปะทะกัน สีหน้าของทารกเทียนหยางก็เปลี่ยนไปทันที กระเด็นถอยหลังไป ชนทะลุบ้านเรือนไปหลายหลัง ทะลุถนนไปหลายสาย เสียงดังโครมคราม ไปกระแทกเข้ากับกำแพงเมืองก่งโจว ร่างฝังแน่นเข้าไปในกำแพงอิฐหนาทึบ!
มุมปากของเขามีเลือดซึมออกมา ในดวงตาเผยให้เห็นความหวาดกลัว ลืมตาขึ้นมามอง ก็เห็นเงาร่างของ “เฉินสือ” พร่ามัวไปชั่วขณะ เมื่อชัดเจนอีกครั้งก็มาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
“เจ้าหนูน้อย เจ้ามีชีวิตมาสามชาติแล้วสิ!”
“เฉินสือ” เอื้อมมือมาคว้าตัวเขา ยิ้มพลางกล่าวว่า “ให้ข้าดูหน่อยสิว่าสามชาตินี้เจ้าเคยเกิดเป็นอะไรมาบ้าง!”
เมื่อฝ่ามือของเขาคว้าลงมา ทารกเทียนหยางก็รู้สึกว่าพลังชีวิตและจิตวิญญาณของตัวเองสูญเสียการควบคุม “เฉินสือ” กำลังย้อนรอยวิญญาณของเขา เพื่อดูอดีตชาติทั้งสามของเขา!
“ฟวับ!”
ความทรงจำสามชาติของเขา ฉายวาบขึ้นมากลางอากาศราวกับโคมไฟหมุน
ทารกเทียนหยางหน้าซีดเผือด เขามีเคล็ดวิชาลับ เวียนว่ายตายเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าจะฝึกฝนมาจนถึงระดับนี้ได้ เดิมทีคิดว่าจะไม่มีใครล่วงรู้ที่มาที่ไปของตัวเองได้ นึกไม่ถึงว่าจะมาความแตกเอาตอนนี้!
ขณะนั้นเอง ทันใดนั้นก็มีเสียงพิณดังขึ้น นักดนตรีชุดเขียวยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ เสื้อผ้าสีเขียวพลิ้วไหว ดีดพิณลงมาจากเบื้องบน เสียงพิณแปรเปลี่ยนเป็นเทพธิดาที่ล่องลอยลงมาจากฟากฟ้า โอบล้อม “เฉินสือ” เอาไว้!
“วิชาอาคมยังฝึกไม่ถึงไหน ยังจะมาเล่นพิณอีกรึ?”
“เฉินสือ” ซัดฝ่ามือออกไป นักดนตรีชุดเขียวกลิ้งล้มลุกคลุกคลาน ปลิวขึ้นไปบนอากาศ!
ทารกเทียนหยางร้องตะโกนลั่น “ผู้ฝึกตนอิสระในเมืองทุกคนฟังทางนี้ มารเทพตนนี้ร้ายกาจนัก หากต่างคนต่างสู้ ก็มีแต่จะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ! ร่วมมือกันจัดการมันซะ!”
เขาเพิ่งจะพูดจบ บนท้องฟ้าก็มีเงาร่างหลายสายวูบวาบ ปรากฏขึ้นรอบๆ ตัว “เฉินสือ”
บนถนน ยังคงมีผู้ฝึกตนอิสระเดินออกมาอย่างต่อเนื่อง
“สิบปีที่พรากจากกันราวกับความฝัน วันนี้ได้มารวมตัวกันสับสังหารมารร้ายกลางถนนอีกครั้ง!”
บัณฑิตชุดม่วงคนหนึ่งหัวเราะร่า ร้องตะโกนเสียงดัง “ข้าน้อยเต้าเชียนชิว หลังจากจากลากันเมื่อสิบปีก่อน วันนี้ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ไม่นึกว่าจะต้องร่วมมือกันสังหารมาร!”
เขาเพิ่งจะพูดจบ “เฉินสือ” ก็มาปรากฏตัวตรงหน้าเขา ตบหน้าเขาไปฉาดใหญ่ เต้าเชียนชิวหลบไม่ทัน โดนตบไปเต็มๆ คอหมุนบิดเบี้ยว ร่างหมุนควงเป็นลูกข่าง ปลิวละลิ่วไปกระแทกพื้นไกลออกไปหลายลี้!
“จะฆ่าข้าก็ฆ่าไปสิ จะมาท่องกลอนทำซากอะไร?”
“เฉินสือ” ถุยน้ำลาย “โคตรจะไร้สาระ!”

0 Comments