ตอนที่ 118 ยันต์ดอกท้อพาดวงความรัก
แปลโดย เนสยังสาวใช้ติงติงลังเลเล็กน้อย รู้สึกไม่ค่อยแน่ใจ อย่างไรเสียพวกเขาก็เพิ่งรู้จักกัน แถมเพิ่งคุยกันแค่สองประโยค จะให้ไปพักบ้านคนอื่นได้ยังไง?
เฉินสือเห็นนางลังเล จึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า: “ติงติงคิดว่าฉันเหมือนคนไม่ดีหรือไง?”
ติงติงส่ายหน้า: “ไม่เหมือนหรอก”
เฉินสือเอ่ยว่า: “ในเมื่อฉันไม่เหมือนคนไม่ดี แล้วพี่สาวจะกลัวอะไร? ฉันได้รับความเคารพจากคนในหมู่บ้านมากเลยนะ เป็นคนใจบุญที่มีชื่อเสียงด้วยซ้ำ พี่ติงติง หมาบ้านฉันทำกับข้าวเป็นนะ แถมฝีมือยังอร่อยด้วย คืนนี้ก็ให้มันทำกับข้าวให้กินสักสองสามอย่างสิ”
ติงติงเบิกตากว้าง จ้องมองเฮยโกวด้วยความตกใจ พูดติดอ่างว่า: “มันทำกับข้าวเป็นด้วยหรือ?”
“ทั้งหั่นผัก ก่อไฟ ผัดกับข้าว ทำได้หมดเลยล่ะ ไม่ว่าจะทอด ผัด ต้ม ทอด ทำได้หมดทุกอย่างเลย”
เฉินสือเอ่ย “ไปพักที่บ้านฉันสิ แล้วพี่ก็จะได้เห็นเอง หรือว่า… คืนนี้พี่จะเฝ้าอยู่ที่นี่คนเดียวล่ะ?”
ติงติงมองดูโลงศพในคฤหาสน์ กอดถุงผ้าผีผาสีน้ำเงินในอ้อมอกแน่นขึ้น ในใจก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาบ้าง
เฉินสือก้าวเดินออกไป หันกลับมาหัวเราะว่า: “ไปด้วยกันเถอะ! อีกสองสามวันค่อยมาดูฮูหยินฮว่าหลี่ก็ยังไม่สายหรอก”
ติงติงกัดฟัน รีบก้าวเดินตามเขาไป
สองคนกับหนึ่งหมาเดินมุ่งหน้าออกจากหุบเขา ติงติงเดินตามเขาไปพลาง ก็กระซิบถามไปพลางว่า: “เฮยโกวบ้านเจ้าทำกับข้าวเป็นจริงๆ หรือ?”
ฮูหยินฮว่าหลี่ในตอนนี้นอนอยู่ในโลงศพแล้ว ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าอยู่ในใจ: “เฉินสือก็เหมือนกับปู่ของเขาตอนหนุ่มๆ ปากหวาน เก่งเรื่องหลอกเด็กสาวที่สุด”
นางไม่ได้เอ่ยปากห้าม ปล่อยให้เฉินสือพาติงติงไป
ติงติงตามเฉินสือมาที่หมู่บ้านหวงพัว ก็เป็นจริงอย่างที่เฉินสือบอก ชาวบ้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น มองดูซิ่วไฉเฉินราวกับมองดูแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำ
“แม่หนูน้อยน่ารักจังเลย! อย่าไปหลงกลอันธพาลเข้านะ” ยายอวี้จูยิ้มแย้มแจ่มใส มองเฉินสือ พลางกระซิบกับติงติง
“มีโอกาสก็รีบหนีไปซะนะ” หญิงชราอีกคนหนึ่งกัดฟันยิ้มแย้ม กระซิบว่า
“จะให้พวกเราไปแจ้งทางการไหม?” มีหญิงอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาหานาง แสร้งยิ้มให้อันธพาลประจำหมู่บ้าน แต่กลับกระซิบถามนาง
“อย่าไปแจ้งทางการนะ! เจ้าหน้าที่ทางการโดนเขาฆ่าไปตั้งหลายคนแล้ว!”
“หนูโดนหลอกมา หรือโดนจับตัวมาล่ะจ๊ะ?”
…
ติงติงสลัดหลุดจากความอบอุ่นของชาวบ้านมาได้อย่างยากลำบาก ตามเฉินสือมาที่บ้านตระกูลเฉิน พอมาถึงบ้าน เฮยโกวก็ไปกวาดพื้น ติงติงจ้องมองสุนัขตัวนั้นด้วยความประหลาดใจ แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ ตัวเองที่ตกใจเกินเหตุนี่แหละที่ไม่ค่อยปกติ
เฉินสือออกจากบ้านไปขอยืมน้ำมัน เกลือ เนื้อ ไข่ ผักและผลไม้จากทุกบ้าน
ชาวบ้านก็เอามาให้ด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้นกันมาก
แล้วติงติงก็ได้เห็นเฮยโกวผูกผ้ากันเปื้อน เด็ดผัก ล้างผัก แล้วก็หั่นผัก จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบจริงๆ
“อย่ามัวแต่มองเลยติงติง ไปจัดห้องพักแขกกันเถอะ”
เฉินสือเรียก ติงติงได้สติกลับมา ก็รีบตามไป ทั้งสองคนช่วยกันทำความสะอาดห้องพักแขก จัดเตรียมที่นอน
เฉินสือเอาที่นอนพาดไว้บนราวไม้ จุดธูปอวิ๋นหลีลอยวนอยู่ข้างล่าง อบที่นอนจนหอมฉุย หัวเราะว่า: “ในเครื่องหอมมีลูกแพร์ ไม้กฤษณา ไม้จันทน์ และเครื่องหอมอื่นๆ อีกเป็นสิบอย่าง ลูกแพร์ฉันไปเก็บมาจากในป่า คั้นน้ำ เอามาผสมกับเครื่องหอม ทำเป็นธูปขด พวกนี้เป็นเครื่องหอมที่ช่วยให้จิตใจสงบ อบที่นอนแล้ว กลางคืนพี่ก็จะหลับลึกเลยล่ะ พี่ติงติงชอบกลิ่นนี้ไหม?”
ติงติงดมกลิ่น แล้วหัวเราะว่า: “หอมดีจัง”
เฉินสือดีใจมาก นั่งลงบนขอบเตียง: “พี่ชอบก็ดีแล้ว ปกติบ้านนี้ก็มีแค่ฉันกับเฮยโกว น่าเบื่อจะตายไป พี่ติงติงอยู่คุยเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ”
ติงติงนั่งลง ในใจก็เต้นตึกตัก
เฉินสือรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมา พูดจ้อเป็นน้ำไหลไฟดับ เล่าเรื่องตลกๆ ที่ตัวเองเจอ ตั้งแต่เรื่องที่ปู่กินเทียน ไปจนถึงโรงเผาเครื่องเคลือบ จากโรงเผาเครื่องเคลือบไปจนถึงพระโพธิสัตว์ปีศาจ แล้วก็เล่าเรื่องกฎเกณฑ์ในป่า สิ่งชั่วร้ายแปลกๆ นานาชนิด และวิธีการฝึกฝนสิ่งชั่วร้าย
เขากระตือรือร้นมาก เอาสมุดบันทึกเรื่องสิ่งชั่วร้ายที่ตัวเองวาดออกมาเปิดให้ติงติงดูทีละหน้าๆ แล้วก็อธิบายจุดสำคัญของสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นให้ฟัง
ติงติงรู้สึกว่าเขาขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ในใจก็แอบหวั่นไหว รู้สึกอยู่เสมอว่าเดี๋ยวจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ
“ปัง!”
เฉินสือปิดสมุดบันทึกเรื่องสิ่งชั่วร้ายที่ตัวเองวาด เอ่ยว่า: “พี่อยู่ที่บ้านฉันไม่ต้องกลัวเบื่อหรอก ฉันยังเป็นนักพรตยันต์ด้วยนะ จะพาพี่ไปปราบสิ่งชั่วร้ายก็ได้ เพียงแต่ช่วงนี้ธุรกิจไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
เขาค่อนข้างกลุ้มใจ
เทือกเขาเฉียนหยางเดิมทีมีสิ่งชั่วร้ายเยอะมาก ตอนนี้ไม่รู้หนีไปไหนหมดแล้ว อยากจะหาสักตัวยังยากเลย
“หรือว่าในป่าจะมีสิ่งชั่วร้ายตัวใหญ่โผล่มา ไล่สิ่งชั่วร้ายตัวอื่นไปหมดแล้วนะ?” เฉินสือเหม่อลอย
“ตามที่พวกพี่สาวบอก เขาควรจะเริ่มลวนลามฉันแล้วสิ?” ติงติงใจเต้นตึกตัก
เฉินสือลุกขึ้นเดินออกไป เอ่ยว่า: “เฮยโกวบอกว่ากับข้าวเสร็จแล้ว ให้พวกเราไปกินข้าว”
ติงติงตกตะลึง รีบตามเขาไป คิดในใจว่า: “เขาเป็นสุภาพบุรุษต่างหาก ข้าเข้าใจเขาผิดไปเอง”
แล้วเฮยโกวก็ทำกับข้าวมาสี่อย่าง มีน้ำซุปด้วย มีทั้งเนื้อทั้งผัก
ทั้งสองคนนั่งลงที่โต๊ะ ส่วนเฮยโกวก็ถอดผ้ากันเปื้อนออก เดินไปตักน้ำที่บ่อ ล้างอุ้งเท้า แล้วก็มองดูหนุ่มสาววัยกำลังโตสองคนนั่งกินข้าวกัน พลางถอนหายใจ
เจ้านายเก่าจากไปแล้ว บ้านหลังนี้ถ้าไม่มีมัน ไม่รู้ว่าจะทนอยู่ไปได้อีกนานแค่ไหน
พอตกดึก ติงติงอาบน้ำเสร็จ ก็เทน้ำทิ้ง ลงกลอนประตู นอนลงบนเตียง ใจก็เต้นตึกตัก: “ถ้าเขาแอบเข้ามา ข้าจะเปิดประตูให้ไหม? ข้าไม่เปิด… แต่ถ้าเขาขอร้องล่ะ? ข้าจะเปิดหรือไม่เปิด…”
นางกำลังคิดฟุ้งซ่าน ก็ได้ยินเสียงดังมาจากในลานบ้าน
นางแอบลุกขึ้นมา ชะเง้อมองออกไปทางหน้าต่าง ก็เห็นว่าข้างนอกแสงจันทร์สว่างไสว เฉินสือเพิ่งอาบน้ำยาสมุนไพรเสร็จ สวมแค่กางเกงขายาวสีขาวตัวเดียว ถอดเสื้อท่อนบน กำลังฝึกฝนอยู่ในลานบ้าน
ท่าทางของเด็กหนุ่มดูแน่วแน่มาก ราวกับการฝึกฝนเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์
เขาก้าวเท้าย่างดารา การเคลื่อนไหวหนักแน่นดุจพยัคฆ์ร้าย แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นอันไร้เทียมทาน ทุกก้าวที่ก้าวออกไป แสงดาวเป็นกลุ่มก้อนก็จะระเบิดออก ไหลเวียนไปตามผิวหนังและกล้ามเนื้อ
และที่ด้านหลังศีรษะของเขา ก็มีศาลเจ้าเล็กๆ ลอยอยู่ ในศาลเจ้าราวกับมีแสงแดดสาดส่องลงมา สว่างราวกับมีโคมไฟสีเหลืองส่องแสงอยู่
ภายในศาลเจ้า แสงตะวัน แสงจันทร์ และแสงดาวกลายเป็นกระแสแสง ไหลเข้าสู่ร่างกายของเฉินสือ
และบนศาลบูชาในศาลเจ้าเล็กๆ นั้น ราชาราชันผีทั้งสามตนก็นั่งตัวตรง ราวกับพระพุทธรูปเก่าแก่องค์หนึ่ง ถึงกับมีเค้าความศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง
หลายวันมานี้ที่ได้ติดตามเฉินสือฝึกฝน แม้จะหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา มักจะถูกเฉินสือเรียกใช้ในฐานะครรภ์เทพ แต่มันก็ได้รับประโยชน์มากมายเช่นกัน ระดับการฝึกฝนก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก!
โดยเฉพาะพลังผีพลังมารก็ถูกขัดเกลาไปมาก มีแนวโน้มว่าจะแซงหน้าราชาผีผู้ยิ่งใหญ่และขึ้นเป็นที่หนึ่งได้เลยทีเดียว!
เฉินสือฝึกฝนเสร็จ ก็กลับเข้าห้องไป ไม่ได้มาบุกห้องฝั่งตะวันตกตอนกลางคืนเลย
ติงติงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย หาววอด ซุกตัวลงในผ้าห่ม แป๊บเดียวก็หลับไป
ในลานบ้าน หมาตัวหนึ่งถอนหายใจ
หมูยังไม่รู้จักขุดผักกาดขาวเลย
กลุ้มใจจริงๆ
ติงติงพักอยู่ที่บ้านเฉินสือหนึ่งคืน เช้าตื่นมา ก็เห็นเฮยโกวกำลังทำอาหารเช้า ส่วนเฉินสือไม่อยู่บ้าน
นางชินกับการปรนนิบัติคนอื่น พอมาถูกหมาปรนนิบัติ ก็เลยรู้สึกไม่ชิน รีบเข้าไปช่วย
หนึ่งคนกับหนึ่งหมาทำกับข้าวไป คุยกันไป คุยเรื่องสัพเพเหระ สนุกสนานกันมาก
ผ่านไปพักใหญ่ จู่ๆ ติงติงก็มีสติขึ้นมาครู่หนึ่ง ในใจเกิดความสงสัย: “หมาบ้านเฉินสือพูดได้ด้วยหรือ? แปลกจัง ทำไมข้าถึงไม่มีความทรงจำเรื่องนี้เลย มีแค่ความรู้สึกเลือนลาง? เมื่อกี้ข้าคุยกับใครกันแน่?”
นางรู้สึกขนลุกซู่ รู้สึกว่าเฮยโกวมองนางด้วยสายตาแปลกๆ
โชคดีที่ภายใต้สายตาของสุนัข นางก็ปัดเรื่องนี้ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
เฉินสือไหว้แม่บุญธรรม ท่องตำราตอนเช้าเสร็จ ก็กลับมากินข้าวเช้ากับติงติง ติงติงช่วยล้างจานชาม ส่วนเฉินสือก็เอามีดพกมากรีดเลือดเฮยโกว แล้วผสมกับชาด วาดคาถาม้าไม้สำหรับติดรถลาก
ติงติงล้างจานชามเสร็จ เฉินสือก็ผูกรถเสร็จแล้ว
ติงติงสะพายถุงผ้าสีน้ำเงิน เฉินสือก็ขึ้นไปนั่งบนรถแล้ว ดึงนางขึ้นรถ ทั้งสองคนนั่งอยู่บนรถ รถลากก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าดังคลุกคลักๆ มีเฮยโกวนำทางอยู่ข้างหน้า มุ่งหน้าออกนอกหมู่บ้านไป
“เทือกเขาเฉียนหยางน่าจะเพราะมีมารอาละวาด สิ่งชั่วร้ายก็เลยลดลงไปเยอะ พวกเรามาหากินที่เทือกเขาเฉียนหยางไม่ได้แล้วล่ะ ทางเขาดำก็ไม่ต้องไป ฉันจัดการไปสะอาดหมดจดแล้ว”
บนรถ เฉินสืออธิบายอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับวิเคราะห์ว่า “นายอำเภอซินเซียงเปลี่ยนมาสองคนแล้ว สิ่งชั่วร้ายตัวใหญ่ๆ ก็โดนฉันจัดการไปหมดแล้ว ก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรแล้วล่ะ ส่วนอำเภอเหลย ฉันไปก่อเรื่องมา ก็เลยไม่ไป อำเภอสุ่ยหนิวเหรอ… ไม่ไปดีกว่า ตอนนี้ที่ที่พอจะไปตั้งแผงขายยันต์ได้ ก็คงมีแต่อำเภอเฟ่ยเซี่ยนนี่แหละ”
ตัวเมืองอำเภอเฟ่ยเซี่ยนตั้งอยู่ทางมุมตะวันตกเฉียงใต้ของเทือกเขาเฉียนหยาง ห่างจากเทือกเขาเฉียนหยางไปกว่าสองร้อยลี้ ไม่ได้ขึ้นกับมณฑลซินเซียง แต่ขึ้นกับมณฑลก่งโจว
แต่ที่ที่พวกเขาจะไป ไม่ใช่ตัวเมืองอำเภอ แต่เป็นหมู่บ้านและตำบลในอำเภอเฟ่ยเซี่ยน หนึ่งคือเพื่อขายยันต์ สองคือเพื่อปราบสิ่งชั่วร้าย
เด็กบ้านจนต้องรู้จักหาเงินแต่เด็ก เฉินสือช่วงนี้ใช้เงินเป็นเบี้ย แถมยังต้องเก็บเงินไว้แต่งงานอีก แต่สิ่งชั่วร้ายในเทือกเขาเฉียนหยางก็ดันหนีไปหมด ทำให้เขาไม่มีรายได้ ตอนนี้ก็เลยต้องวิ่งมาไกลถึงอำเภอเฟ่ยเซี่ยน
ปู่เคยบอกว่า การกระทำแบบนี้เรียกว่าการข้ามถิ่น เป็นที่น่ารังเกียจในสายตาเพื่อนร่วมอาชีพ จะถูกนักพรตยันต์คนอื่นๆ ดูถูกเอา แต่เฉินสือก็จนตรอกแล้ว ก็เลยต้องมาหาเงินที่อำเภอเฟ่ยเซี่ยน
รถลากไม้เมื่ออยู่ในมือปู่ มักจะส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เดินช้าๆ แต่พอมาอยู่ในมือเฉินสือ กลับแล่นฉิวราวกับลมพัด ยันต์ม้าไม้ถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด วิ่งควบไปตามถนนสถานีม้า
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงตำบลซิงหลง อำเภอเฟ่ยเซี่ยน
เฉินสือจอดรถที่ตลาดในตำบล วางแผงขายยันต์ วางยันต์ต่างๆ ที่วาดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่มีใครมาอุดหนุนเลย
ติงติงเอ่ยว่า: “นี่คือยันต์ดอกท้อใช่ไหม? คุณชายเคยใช้กับข้าหรือเปล่า?”
เฉินสือส่ายหน้า: “ฉันยังเด็กอยู่ ใช้ของพวกนี้ไม่ได้หรอก”
ติงติงแลบลิ้น หัวเราะว่า: “ข้าขอใช้แผ่นหนึ่งได้ไหม?”
เฉินสือเห็นว่าไม่มีลูกค้า ก็เลยหยิบมาให้นางแผ่นหนึ่ง
“ใช้ยังไงหรือ?”
“พี่มีถุงหอมไหม? ขอผมพี่เส้นหนึ่ง เอายันต์ห่อไว้ แล้วก็ยัดใส่ในถุงหอม”
เฉินสือดึงผมของนางมาเส้นหนึ่ง ใช้กระดาษยันต์ห่อไว้
ติงติงหยิบถุงหอมออกมา รับกระดาษยันต์ไปยัดใส่ในถุงหอม หัวเราะว่า: “แบบนี้ก็เสร็จแล้วหรือ?”
พอดรุณีน้อยยิ้มออกมา เฉินสือก็รู้สึกว่าโลกใบนี้สว่างไสวขึ้นมาทันที งดงามหลากสีสัน รู้สึกราวกับมีบางอย่างมาสะกิดใจให้เต้นตึกตัก
หนุ่มๆ ในตลาดตำบลซิงหลงที่เดินผ่านไปมา สายตาต่างก็ถูกติงติงดึงดูดไปโดยไม่รู้ตัว พอสายตาไปหยุดที่นางแล้ว ก็ยากที่จะละสายตาไปได้
ติงติงตกใจ รีบยัดถุงหอมใส่มือเฉินสือ
เฉินสือเพิ่งจะจับถุงหอม สายตาของติงติงก็ไปหยุดอยู่ที่เขา รู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านเส้นผม ชวนให้หวั่นไหว อดไม่ได้ที่จะหน้าแดง
รอบๆ แผงขายยันต์ก็มีพวกผู้หญิงมารุมล้อม
เฉินสือรีบโยนถุงหอมทิ้งไปด้านข้าง
“ท่านนักพรต ยันต์ดอกท้อแผ่นนี้ ข้าเอา!” ผู้หญิงคนหนึ่งได้สติกลับมา ก็รีบเอ่ยขึ้น
“ขอข้ายันต์ดอกท้อแผ่นหนึ่ง!”
“ข้าเอาสามแผ่น!”
…
ชั่วพริบตาก็มีคนแห่กันเข้ามา พากันควักเงินออกมา เฉินสือยิ้มแย้มแจ่มใส กับติงติงคนหนึ่งขายยันต์คนหนึ่งเก็บเงิน สนุกสนานกันมาก
เฮยโกวเห็นดังนั้น ในใจก็สงสัย: “ตกลงว่าฝีมือนายน้อยเก่งขึ้น หรือว่าพลังหยางในเลือดของข้ามันแรงขึ้นกันแน่? หรือว่า… ข้าจะกลายร่างเป็นตัวเดิมแล้ว?”
มันรู้สึกหวาดหวั่นใจ
ยันต์บนแผงของเฉินสือขายหมดอย่างรวดเร็ว ได้เงินมาไม่น้อย ในใจก็มีความสุข เก็บรถลากไม้แล้วก็พาติงติงไปซื้อของ ซื้อตั้งแต่ของกินของเล่น ไปจนถึงเครื่องสำอางของผู้หญิง ซื้อไปหมดทุกอย่าง
ทั้งสองคนพอใจมาก กลับมาที่รถลากไม้ ก็เห็นว่ามีคนมารออยู่ที่หน้ารถแล้ว เป็นบัณฑิตชุดเขียว พอเห็นพวกเขาก็รีบคุกเข่าลง เอ่ยว่า: “ท่านนักพรตยันต์ หมู่บ้านพวกเรามีสิ่งชั่วร้ายอาละวาด ขอท่านนักพรตยันต์โปรดช่วยเหลือด้วยเถิด!”
เฉินสือหัวเราะว่า: “แล้วนักพรตยันต์คนอื่นล่ะ? ฉันข้ามถิ่นมา คงจะไปแย่งงานคนอื่นไม่ได้หรอก”
บัณฑิตชุดเขียวผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ตอบตามตรง เอ่ยว่า: “บอกตามตรง มีนักพรตยันต์ตายไปสามคนแล้ว”
สีหน้าของเฉินสือเคร่งขรึมลง เอ่ยว่า: “เรื่องนี้ อย่างน้อย…”
เขากัดฟัน: “ต้องยี่สิบตำลึงเงิน!”
ในใจเขารู้สึกกังวลใจ ยี่สิบตำลึงเงิน ถือว่าขูดรีดกันสุดๆ เลยล่ะ
เขาตั้งใจไว้แล้วว่า ขอเพียงอีกฝ่ายต่อรอง เขาก็จะตกลงทันที!
“ตกลง!” บัณฑิตชุดเขียวตอบตกลงอย่างง่ายดาย
เฉินสือตกตะลึง
ติงติงซบลงที่ข้างหูเขา พ่นลมหายใจจนหูเขาคันยิบๆ กระซิบว่า: “เจ้าเรียกน้อยไปนะ”
จวนตระกูลหลี่ มณฑลซินเซียง
หลี่เซี่ยวเจิ้งได้รับราชโองการจากคณะรัฐมนตรีในซีจิง ถึงกับโกรธจนหัวเราะออกมา หันไปพูดกับฮูหยินใหญ่เซี่ยเวยอินว่า: “นายอำเภอซินเซียงเกิ่งชุนถูกส่งมาจากตระกูลจาง เฉินสือฆ่าเกิ่งชุน ตระกูลจางก็ไม่พูดถึงเรื่องแก้แค้นเลยสักคำ มีราชโองการส่งมาบอกว่าเกิ่งชุนเป็นสิ่งชั่วร้าย แล้วก็จัดแจงนายอำเภอซินเซียงคนใหม่กำลังเดินทางมารับตำแหน่ง เฉินสือก็ไปฆ่านายอำเภอเหลยเหยียนจิ้งซู เหยียนจิ้งซูเป็นคนของตระกูลเหยียน บ้านเกิดของฮูหยินรอง ผลก็คือตระกูลเหยียนก็ไม่สนใจ แถมยังแฉความผิดของตัวเอง ยัดเยียดข้อหาปล่อยให้มังกรเจียวอาละวาดให้กับเหยียนจิ้งซูอีก ตอนนี้มีราชโองการจากคณะรัฐมนตรีส่งมา บอกว่าได้จัดแจงนายอำเภอเหลยคนใหม่มารับตำแหน่งแล้วเหมือนกัน กำลังเดินทางมา!”
เขาตบราชโองการลงบนโต๊ะ พูดอย่างโกรธจัดว่า: “ถ้าวันไหนเฉินสือฆ่าข้าที่เป็นผู้ตรวจการมณฑลซินเซียง คณะรัฐมนตรีก็จะยัดข้อหากบฏให้ข้าด้วยใช่ไหม? ขุนนางในมณฑลซินเซียงนี้ ต้องมาเปลี่ยนหน้าใหม่เพราะเฉินสือไปแล้วรอบหนึ่ง หรือว่าจะต้องเปลี่ยนใหม่อีกรอบ?”
เซี่ยเวยอินกลั้นหัวเราะ ปลอบใจว่า: “นายท่าน นี่ไม่ใช่เพราะว่าท่านผู้อาวุโสในคณะรัฐมนตรีกังวลว่าเฉินอิ๋นตวงจะยังไม่ตายหรอกหรือ? พวกเขาเลยยังนิ่งเฉยกันอยู่ ก็แค่รอให้มีใครสักคนเป็นคนออกหน้าทดสอบก่อนเท่านั้นแหละ”
หลี่เซี่ยวเจิ้งเปลี่ยนความโกรธเป็นรอยยิ้ม เอ่ยว่า: “ข้าก็รู้ความคิดของพวกท่านผู้อาวุโสพวกนี้เหมือนกัน ไม่มีอะไรมากไปกว่าอยากให้ตระกูลหลี่ของข้าออกหน้า แต่ข้ามีความอดทนสูง ข้าไม่หลงกลหรอก เฉินสืออยากจะทำอะไรก็ปล่อยเขาทำไป ตระกูลหลี่ของข้าจะมุ่งเป้าไปที่เรือเป่าฉวนต้าหมิงเท่านั้น”
เซี่ยเวยอินถามว่า: “สองสามวันนี้ ทางเรือเป่าฉวนต้าหมิงเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่เซี่ยวเจิ้งหายไป ถอนหายใจ เอ่ยว่า: “ตายไปสามสิบกว่าคนแล้ว”
เซี่ยเวยอินตกใจ รีบถามถึงสาเหตุ หลี่เซี่ยวเจิ้งถอนหายใจ: “เรือเป่าฉวนลำนั้น เข้าใกล้ไม่มีปัญหา แต่พอสัมผัสโดน ก็จะปล่อยสนามพลังผีสางเทวดาที่ซ่อนอยู่ออกมาทันที ลูกหลานตระกูลหลี่หลายคนหนีไม่ทัน ก็เลยกลายเป็นรูปปั้นหิน ตอนนี้น้องเจ็ดของข้ากับคนอื่นๆ กำลังทดสอบอยู่ พยายามหาระยะสูงสุดของสนามพลังผีสางเทวดาของเรือหินอยู่”
เซี่ยเวยอินขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยว่า: “ต่อให้วัดระยะสูงสุดได้ แต่ขึ้นเรือไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี”
“มีวิธีหนึ่งที่จะขึ้นเรือได้ ก็คือเท้าห้ามแตะพื้น”
หลี่เซี่ยวเจิ้งเอ่ย “ข้าเตรียมจะขึ้นเรือด้วยตัวเอง เพื่อหาจุดศูนย์กลางของสนามพลังผีสางเทวดาให้เจอ!”
บ่ายวันนั้น หลี่เซี่ยวเจิ้งนำคนขึ้นไปบนเรือเป่าฉวน
ตกกลางคืน ข่าวหลี่เซี่ยวเจิ้งกลายเป็นหินก็ถูกส่งมาที่จวนตระกูลหลี่ ทั่วทั้งจวนตระกูลหลี่เกิดความวุ่นวายไปหมด

0 Comments