ตอนที่ 100 ท่านอาจารย์ ท่านยังเหี้ยมไม่พอ
แปลโดย เนสยังเฉินสือเบียดตัวออกจากฝูงชน ถอดหมวกออก โยนทิ้งไว้ข้างทาง เสื้อผ้าของเขายาวไปหน่อย จึงฉีกชายเสื้อออกท่อนหนึ่ง พันไว้ที่ฝ่ามือ ใช้ฟันกัดดึงผูกปมที่หลังมือ ลองกำมือดู ก็ถือว่าถนัดมือใช้ได้ ผ้าเป็นผ้าป่าน เนื้อหยาบ แต่จับถนัดมือมาก
“เช่นนี้ตอนที่เปื้อนเลือด ก็ไม่ต้องกังวลว่ามีดจะหลุดมือแล้ว”
ตอนนั้นเอง บนท้องฟ้าก็มีเสียงฟ้าร้องดังครืนๆ เฉินสือเงยหน้าขึ้นมอง ไม่รู้ว่าเมฆดำทะมึนลอยมาตั้งแต่เมื่อใด บดบังท้องฟ้าที่สดใสจนมิด ในสายลมยังมีความชื้นปะปนอยู่ คาดว่าอีกไม่นานฝนคงจะตก เฉินสือเรียกเฮยโกว เอ่ยว่า “เฮยโกว เห็นท่านอาจารย์ฟู่หรือไม่?”
เฮยโกวรีบนำทางไปทันที เฉินสือเดินตามมัน ลัดเลาะไปตามถนนสายต่างๆ ไม่นานก็มาถึงบ้านของผู้ช่วยนายอำเภอเจิ้งซื่ออวิ๋น เจิ้งซื่ออวิ๋นเป็นผู้ช่วยนายอำเภอมาหลายปี มีอำนาจบารมีในอำเภอซินเซียง เป็นคนพลิกแพลงเก่ง จึงไม่มีศัตรูมากนักในอำเภอซินเซียง
ทว่าในเวลานี้ บ้านสกุลเจิ้งกลับเต็มไปด้วยเสียงร้องโอดโอย เฉินสือบุกเข้าไป ก็เห็นคนรับใช้บ้านสกุลเจิ้งนอนระเนระนาดอยู่เต็มพื้น เจิ้งซื่ออวิ๋นถูกไม้ไผ่แทงทะลุหน้าอก ปักติดอยู่กับกำแพง แต่ไม่ใช่แผลฉกรรจ์ถึงชีวิต กำลังร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ภรรยาและลูกหลานของเจิ้งซื่ออวิ๋นทำอะไรไม่ถูก พยายามจะดึงไม้ไผ่ออก แต่ก็ดึงไม่ขยับ จะดึงตัวเจิ้งซื่ออวิ๋นออกมา แต่ปลายไม้ไผ่ที่เสียบทะลุร่างเขาแตกออกทิ่มแทงเข้าไปในเนื้อ หากดึงออกมา เนื้อก็จะหลุดออกมาด้วย
“มือปราบของที่ว่าการอำเภอถูกสั่งให้ไปที่อื่นจนหมด ไม่มีใครเฝ้าที่ว่าการอำเภอ ได้ยินเสียงต่อสู้ก็ไม่มีใครเข้าไปดู คนที่สั่งการเช่นนี้ได้ มีเพียงผู้ช่วยนายอำเภอเจิ้งซื่ออวิ๋น ดังนั้นเจิ้งซื่ออวิ๋นต้องรู้แน่ว่าฮูหยินผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นเป็นใคร ที่ท่านอาจารย์ฟู่มา ก็เพื่อบีบให้เขาบอกว่าฮูหยินผู้สูงศักดิ์เป็นใคร”
เฉินสือยื่นมือไปจับไม้ไผ่ เอ่ยว่า “ใต้เท้าเจิ้ง ฮูหยินผู้สูงศักดิ์ที่ซื้อครรภ์เทพเสิ่นอวี่เซิงไปจากมือท่าน แท้จริงแล้วคือใคร?”
เจิ้งซื่ออวิ๋นเจ็บปวดจนทนไม่ไหว เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก กัดฟันข่มความเจ็บปวด ร้องเสียงหลงว่า “เจ้าก็มาถามว่าฮูหยินผู้สูงศักดิ์เป็นใคร ดี! ข้าบอกเจ้าก็ได้! ตระกูลหลี่ ครอบครัวของท่านผู้ตรวจการหลี่! เจ้ากล้าไปหาเรื่องหรือไม่ล่ะ? พวกเจ้าก็กล้าแต่รังแกข้า! ข้าไปหาเรื่องใครตอนไหนกัน?”
เฉินสือดึงไม้ไผ่ออก เจิ้งซื่ออวิ๋นร้องโหยหวนไม่หยุด แต่ในที่สุดก็หลุดลงมาจากกำแพงได้ เพียงแต่ถูกเศษไม้ไผ่ที่แตกออกฉีกเนื้อหลุดไปหลายก้อน
เฉินสือพิจารณาไม้ไผ่ท่อนนี้ ไม้ไผ่นี้น่าจะหักมาจากสถานศึกษาเหวินไฉ เนื้อเหนียวมาก พละกำลังของฟู่เหล่ยเซิงมากเกินไป ทำให้ปลายข้างหนึ่งแตกออก เฉินสือสีหน้าเรียบเฉย ถามว่า “เมื่อสิบปีก่อน บัณฑิตเด็กที่สอบได้ที่หนึ่งของห้าสิบมณฑล ครรภ์เทพของเขาใครเป็นคนขาย? แล้วใครเป็นคนซื้อ?”
เจิ้งซื่ออวิ๋นตอบ “สิบปีก่อนข้ายังไม่ได้เป็นผู้ช่วยนายอำเภอ จะไปมีสิทธิ์ขายครรภ์เทพของเขาได้อย่างไร? ได้ยินว่าคนที่ขายครรภ์เทพตอนนั้นตายกันหมดแล้ว น่าจะเป็นคนซื้อครรภ์เทพนั่นแหละที่กลัวความลับรั่วไหล เลยฆ่าปิดปากพวกเขาสิ้น”
“หลายปีมานี้ ใต้เท้าเจิ้งขายครรภ์เทพไปกี่อันแล้ว?” เฉินสือถาม
เจิ้งซื่ออวิ๋นรู้สึกระแวดระวัง ตอบอย่างระมัดระวังว่า “ไม่เคยขายเลย หากครั้งนี้ไม่ใช่คนของตระกูลหลี่มาถามไถ่ด้วยตัวเอง ข้าจะยอมทำเรื่องบาปหนาเช่นนี้หรือ?”
เฉินสือถือไม้ไผ่เดินออกไป พลางเดิน พลางหักปลายไม้ไผ่ส่วนที่แตกออกทิ้ง ไม้ไผ่เดิมทีสูงกว่าคน แต่เมื่อถูกเขาหักออกไปท่อนหนึ่ง ก็เหลือเพียงสามฉื่อกว่า เจิ้งซื่ออวิ๋นเห็นเขาเดินออกจากบ้านสกุลเจิ้งไป ก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ข้าไม่เชื่อ” เสียงของเฉินสือดังมาจากนอกกำแพง
เจิ้งซื่ออวิ๋นตกใจ นอกกำแพง เฉินสือจีบนิ้วมือซ้ายเป็นเคล็ดกระบี่ ถ่ายเทเจิ้งชี่ลงในไม้ไผ่ ไม้ไผ่ราวกับกระบี่ เมื่อเขาชี้นิ้วเคล็ดกระบี่ออกไป ไม้ไผ่ก็พุ่งออกไปดุจสายฟ้า พลังมหาศาลแทงทะลุกำแพง ทะลวงลำคอของเจิ้งซื่ออวิ๋น
เจิ้งซื่ออวิ๋นลอยละลิ่ว ปลิวไปข้างหลัง ชนเข้ากับต้นไม้เก่าแก่ในบ้านดังปึ้ก ลอยสูงจากพื้นสามสี่ฉื่อ “กระบี่พิฆาตมารจื่ออู่… ใช้แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?” แขนขาของเขาตกลงมาอย่างไร้เรี่ยวแรง ไม่ไหวติงอีก
ในบ้านสกุลเจิ้งมีเสียงร้องไห้ดังระงม
“ผู้ที่ช่วงชิงครรภ์เทพ ต้องตายสถานเดียว!” เฉินสือจากไป “ท่านอาจารย์ฟู่ไม่ยอมลงมือ ข้าจะจัดการแทนเอง!”
“เฉินสือ เจ้าตามมาทำไม?” เฉินสือตามฟู่เหล่ยเซิงทันโดยมีเฮยโกวนำทาง ฟู่เหล่ยเซิงขมวดคิ้วมุ่น หยุดเดิน ตวาดว่า “วันนี้เป็นวันมงคลของเจ้า เจ้าคือที่หนึ่งของอำเภอซินเซียง เทพแท้จริงเสด็จลงมาประทานครรภ์เทพให้ เจ้าจะต้องพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้าแน่! เจ้าไม่เอาอนาคตแล้วหรือ?”
เขากำลังยืนอยู่นอกบ้านหลังหนึ่งตรงหัวมุมถนน ที่นี่มีไม้ไผ่มัดหนึ่ง ประมาณยี่สิบสามสิบซี่ ข้างๆ มีมีดตัดฟืนวางอยู่ “ท่านอาจารย์ฟู่ ท่านลงมือยังเหี้ยมไม่พอขอรับ” เฉินสือเห็นดังนั้น ก็รู้ว่าเขามาหาไม้ไผ่ จึงก้าวเข้าไปหยิบมีดตัดฟืนขึ้นมา สับไม้ไผ่เรียวยาวให้ขาดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณสามสี่ฉื่อ เหลาปลายข้างหนึ่งให้แหลม มัดรวมกันเป็นฟ่อน สะพายไว้ข้างหลัง
“เจ้าเป็นแค่ซิ่วไฉจะไปฆ่าคน ข้าไม่วางใจ” เฉินสือกำมีดตัดฟืนไว้ในมือ ผ้าป่านที่พันไว้ที่มือช่วยให้จับถนัดมือดีนัก
ส่วนฟู่เหล่ยเซิงถูกใจไม้ไผ่ลำหนาของบ้านหลังนี้ ยาวประมาณหนึ่งจ่างเจ็ด เหนียวและทนทานมาก เขาสะบัดปราณกระบี่ฟันปลายไม้ไผ่จนขาด แบกไม้ไผ่ลำนั้นขึ้นบ่าแล้วเดินจากไป เอ่ยเสียงเย็นชาว่า “ข้าเตรียมใจตายมาแล้ว ถึงที่หมายก็คงดูแลเจ้าไม่ได้หรอกนะ!”
เจ้าของบ้านออกมาหามีดตัดฟืน พบว่ามีดหายไป ไม้ไผ่ก็ถูกตัดจนกระจุยกระจาย ไม้ไผ่ลำหนาก็โดนคนแบกไป อดไม่ได้ที่จะด่าทอสาปแช่ง
ทั้งสองคนมาถึงท่าเรือริมแม่น้ำชิงฉวี่ ยกมือเรียกเรือหอคอยลำหนึ่ง เฉินสือถามว่า “พี่สาวคนเรือ รู้หรือไม่ว่าครอบครัวผู้ตรวจการหลี่พักอยู่ที่ใด?”
พ่อลูกบนเรือลำนั้นจำเฉินสือได้ หญิงแจวเรือยิ้มว่า “ข้าจำเจ้าได้ เจ้าเป็นคนมีเงิน ไม่เหมือนพวกบัณฑิตยากจนพวกนั้น! ครอบครัวผู้ตรวจการหลี่พักอยู่ที่ถนนตะวันออก เป็นบ้านของเศรษฐีจากหลิ่งหนาน ใหญ่โตมากเชียวละ! พวกเจ้าถามเรื่องนี้ไปทำไมกัน?”
“จะเอาฟืนไปส่งให้พวกเขาน่ะสิ!” เฉินสือกระโดดขึ้นเรือ โยนก้อนเงินก้อนหนึ่งให้นาง เอ่ยว่า “รบกวนด้วย พาพวกเราไปที”
หญิงแจวเรือเห็นว่าเป็นก้อนเงินหนักสองสามตำลึง ก็ยิ้มจนตาหยี เอ่ยว่า “ได้เลยจ้า! ท่านพ่อ รีบแจวเร็วเข้า! สองคนนี้ไปคิดบัญชีแค้น เราส่งพวกเขาเสร็จ ก็รีบหนีไปให้พ้นๆ อย่าให้โดนร่างแหไปด้วย!”
ฟู่เหล่ยเซิงมองหญิงแจวเรือ นางหัวเราะคิกคัก “พวกเราหาปลาแจวเรืออยู่ในแม่น้ำสายนี้มาหลายปี คนแบบไหนบ้างที่ไม่เคยเห็น? ท่าทางพวกเจ้าดุดันขนาดนี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไปคิดบัญชีแค้น นี่ พ่อหนุ่มรูปหล่อ เจ้าจะไปคิดบัญชีแค้นแล้วแบกไม้ไผ่พวกนี้ไปทำไมกัน?”
เฉินสือตอบอย่างจริงจังว่า “ไม้ไผ่พวกนี้เหลาปลายให้แหลม ก็มีรูปร่างเหมือนกระบี่ เหมาะกับกระบวนท่าแรกของกระบี่พิฆาตมารจื่ออู่ กระบวนท่าแทงกระบี่”
หญิงแจวเรือส่ายหน้า “เจ้าสะพายไว้แบบนี้ไม่สะดวกหรอก บนเรือข้ามีข้องใส่ปลา เจ้าเอาใส่ข้องเถอะ” นางหยิบข้องใส่ปลามาใบหนึ่ง สามารถใส่ไม้ไผ่เรียวๆ ได้ยี่สิบสามสิบซี่ เฉินสือสะพายไว้ข้างหลัง ก็เบาสบายดี จึงกล่าวขอบคุณ
หญิงแจวเรือหัวเราะพรืด “พวกเจ้าสองคนจะไปเก็บศพหรือ?”
“ไม่จำเป็น” เฉินสือขยับข้องให้กระชับ “ปกติข้าฆ่าคนเยอะเกินไป หากต้องเก็บศพ ไม่รู้ว่าต้องเสียเงินไปเท่าไหร่”
“ครืน!” บนท้องฟ้ามีเสียงฟ้าร้อง ฝนก็ยังไม่ตกเสียที ได้แต่มืดครึ้ม หญิงแจวเรือหยิบร่มคันหนึ่งมายัดใส่มือเขา ยิ้มว่า “จ้าๆ เจ้าฆ่าคนมาเยอะ! รีบถือไว้เถอะ เดี๋ยวเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำหรอก”
หลี่เซี่ยวเจิ้งเป็นผู้ตรวจการคนใหม่ของมณฑลซินเซียง แวะพักที่อำเภอซินเซียงเพียงวันเดียว ก็รีบเดินทางไปรับตำแหน่งทันที เขาเป็นขุนนางใหญ่ที่ราชสำนักซีจิงแต่งตั้งมา มณฑลซินเซียงเป็นพื้นที่สำคัญ ตระกูลจ้าวสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ปลดปล่อยการแปรสภาพมารออกมา สังเวยเลือดผู้คนไปมากมายนับไม่ถ้วน ต้องฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน จะมัวชักช้าไม่ได้
ทว่าเขารีบเดินทางไป ครอบครัวไม่ต้องรีบขนาดนั้น สามารถเที่ยวเล่นไปพลาง เดินทางไปเมืองเอกของมณฑลไปพลางอย่างช้าๆ
ผู้ตรวจการหลี่เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ไม่ลุ่มหลงในอิสตรี แต่งภรรยาเพียงสองคน คือบุตรสาวตระกูลเซี่ยชื่อเวยอิน และบุตรสาวตระกูลเหยียนชื่อจิ้งซู ยกย่องให้เป็นภรรยาเอกและภรรยารอง นอกจากนั้นก็มีอนุภรรยาสามคน และสาวใช้ห้องข้างอีกสองสามคน ส่วนเรื่องมีบ้านเล็กบ้านน้อยนั้น ไม่มี เขาหวงแหนชื่อเสียงของตนเองเป็นอย่างมาก
การเดินทางครั้งนี้ ภรรยาทั้งสองและอนุภรรยาทั้งสามต่างพาคนรับใช้ ผู้ติดตาม และทายาทมาด้วย แวะพักผ่อนเที่ยวเล่นในอำเภอซินเซียงสองสามวัน เพื่อชะล้างความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง
ฮูหยินเอกเซี่ยเวยอินยิ้ม “นายท่านเดินทางไปรับตำแหน่งที่มณฑลซินเซียงเมื่อวันก่อน งานราชการรัดตัว ธุระปะปังก็เยอะ ขุนนางน้อยใหญ่ต้องมาขอเข้าพบ แถมยังมีการแต่งตั้งโยกย้ายขุนนางอีก วุ่นวายไปหมด และยังต้องประหารคนของตระกูลจ้าวอีก หัวหลุดกระเด็นเกลื่อนพื้น พวกเราเป็นผู้หญิงทนดูเรื่องพรรค์นี้ไม่ได้หรอก มันน่ากลัวเกินไป แต่ผ่านมาสองวันแล้ว พวกที่สมควรถูกตัดหัวก็น่าจะถูกตัดไปหมดแล้ว พวกเราค่อยๆ เดินทางไปเถอะ ขืนปล่อยให้นายท่านอยู่คนเดียว ไม่มีผู้หญิงอยู่ข้างกาย เดี๋ยวจะโดนผู้หญิงหน้าด้านที่ไหนมาหลอกเอาได้”
ฮูหยินรองเหยียนจิ้งซูกล่าว “พี่หญิงพูดถูก ซินเซียงนี่ไม่ใช่ที่อื่นไกล ขุนนางในซินเซียงเมื่อก่อนก็เป็นคนของตระกูลจ้าวทั้งนั้น ตอนนี้ตระกูลจ้าวล่มสลายแล้ว พวกเขาก็ลนลานทำอะไรไม่ถูก พอเจอนายท่านก็ไม่รู้ว่าจะประจบประแจงอย่างไรดี ก็คงหนีไม่พ้นส่งเงินส่งทองส่งผู้หญิงมาให้ นายท่านแม้จะมีชื่อเสียงดี แต่สำคัญคือทำใจให้หนักแน่นเมื่อเจอสาวงามไม่ได้หรอก”
ฮูหยินทั้งสองยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ แล้วเรียกเศรษฐีจากหลิ่งหนานมาพบ “ท่านเจ้าบ้าน ขอบคุณที่ดูแลต้อนรับอย่างดีตลอดหลายวันมานี้ วันนี้พวกเราจะออกเดินทางไปเมืองเอกของมณฑลแล้ว ไม่รบกวนแล้ว”
เศรษฐีจากหลิ่งหนานเดิมทีก็เป็นสหายเก่าของหลี่เซี่ยวเจิ้ง การค้าที่ทำอยู่ก็เป็นของตระกูลหลี่แห่งเฉวียนโจว พอได้ยินดังนั้นก็รีบกล่าว “ฮูหยินทั้งสองไม่พักต่ออีกสักสองสามวันหรือขอรับ? ผู้น้อยจะได้ปรนนิบัติรับใช้”
ฮูหยินเอกเซี่ยเวยอินโบกมือ ยิ้มว่า “พวกเราพักอยู่บ้านท่าน คนในบ้านท่านก็คงอึดอัด จะพูดจาอะไรก็ไม่กล้าพูดดัง เดิมทีก็เป็นการรบกวนอยู่แล้ว จะทำให้พวกท่านลำบากใจไปมากกว่านี้ได้อย่างไร?”
เศรษฐีจากหลิ่งหนานไม่กล้าขัดคำสั่ง จึงสั่งให้คนเตรียมเงินทองและของมีค่ามาให้ เอ่ยว่า “ผู้น้อยรู้ว่าฮูหยินทั้งสองและนายท่านไม่ขาดแคลนของเหล่านี้ แต่ยังไงก็ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากผู้น้อยเถิดขอรับ”
ฮูหยินทั้งสองก็ไม่ได้ปฏิเสธ “เอาเถอะ ถือเสียว่าเป็นน้ำใจจากท่านก็แล้วกัน” พูดจบก็สั่งให้คนรับเอาไว้
ฮูหยินรองเหยียนจิ้งซูสั่งการให้คนรับใช้เก็บสัมภาระ เตรียมตัวออกเดินทาง
ตอนนั้นเอง คุณชายน้อยเทียนซิ่วก็เดินเข้ามา ท่าทางเบิกบานใจ เหยียนจิ้งซูถามว่า “ลูกแม่ มีเรื่องอันใดหรือ ถึงได้ดีใจขนาดนี้?”
“ท่านแม่ แม่นมกู้กับท่านอาจารย์เจิงให้ครรภ์เทพอันใหม่กับข้า ฝึกวิชาแล้วก้าวหน้าเร็วกว่าเดิมมากเลย!” หลี่เทียนซิ่วยิ้ม “ตอนใส่เข้าไปทางหลังหัว เจ็บนิดหน่อย”
ฮูหยินทั้งสองตกใจ
หลี่เทียนซิ่วเป็นลูกชายคนเล็กของเหยียนจิ้งซู ปกติก็เป็นแก้วตาดวงใจ ประคบประหงมอย่างดี คุณชายน้อยฉลาดเฉลียวมาตั้งแต่เด็ก เสียอย่างเดียวคือไม่ชอบเรียนหนังสือ จนป่านนี้ยังไม่สำเร็จครรภ์เทพเลย
เดิมทีตระกูลหลี่มีคนเสนอว่า ลูกเมียน้อยคนหนึ่งชื่อหลี่เทียนชิง ได้รับความโปรดปรานจากเทพแท้จริง ประทานครรภ์เทพหยกม่วงขั้นหนึ่งให้ สู้เอามาให้คุณชายน้อยใช้จะดีกว่า ภายหลังเรื่องนี้ก็เงียบหายไป
ครั้งนี้พอมาถึงอำเภอซินเซียง ได้ยินว่าในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ ถึงกับมีคนสอบได้ครรภ์เทพเหวินชางขั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของผู้คนมากมาย ท่ามกลางแสงสีรุ้งจากฟ้าในการสอบบุ๋น ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร ตอนนั้นเหยียนจิ้งซูกับเซี่ยเวยอินคุยกันเรื่องนี้ เหยียนจิ้งซูเผลอพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “หากเทียนซิ่วได้รับการประทานครรภ์เทพขั้นหนึ่งจากเทพแท้จริงบ้าง ข้าก็คงจะพอใจแล้ว”
“คงเป็นแม่นมกู้ที่ทำอะไรตามอำเภอใจแน่!” เหยียนจิ้งซูรู้สึกโกรธเคืองเล็กน้อย สั่งให้คนไปเรียกแม่นมกู้มาพบ ครู่ต่อมา แม่นมกู้ก็มาถึง หญิงวัยสี่สิบกว่าปีผู้นี้ เดิมทีเป็นแม่นมของตระกูลหลี่ ฮูหยินทั้งสองเห็นว่านางรู้ความ จึงเลื่อนขั้นให้นางเป็นแม่บ้าน ดูแลจัดการเรื่องราวต่างๆ ในบ้าน แม่นมกู้ฉลาดและเก่งกาจสมชื่อ จัดการทุกเรื่องได้อย่างเรียบร้อยหมดจด ทำให้ฮูหยินทั้งสองเบาแรงไปได้มาก
เหยียนจิ้งซูตำหนิแม่นมกู้ไปชุดหนึ่ง ก่อนจะชะงักไป เอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้าจัดการไปแล้ว ข้าก็ทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ”
“เด็กที่ถูกควักครรภ์เทพไปนั่น จัดงานศพให้อย่างดีหรือยัง?” เซี่ยเวยอินถาม แม่นมกู้ยิ้ม “ฮูหยินใหญ่โปรดวางใจ จัดงานศพให้อย่างดีแน่นอนเจ้าค่ะ พวกเราไม่ได้ไปปล้นชิงมา แต่ใช้เงินก้อนโตซื้อมาต่างหาก เด็กคนนั้นเป็นคนบ้านนอก ที่บ้านไม่ได้มีลูกชายแค่คนเดียว หายไปสักคนก็ไม่เป็นไรหรอก พวกเราจ่ายเงินให้มากพอ”
เซี่ยเวยอินพยักหน้าเบาๆ “ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ทำให้เสื่อมเสียบุญกุศล หากแพร่งพรายออกไปจะทำให้ชื่อเสียงตระกูลหลี่เสียหาย นายท่านยิ่งรักชื่อเสียงอยู่ด้วย”
แม่นมกู้เข้าใจความหมาย “บ่าวจะจัดการให้เรียบร้อยเจ้าค่ะ เรื่องนี้มีแค่ผู้ช่วยนายอำเภอกับมือปราบสองสามคนเท่านั้นที่รู้ ฮูหยินทั้งสอง รถม้าเตรียมพร้อมแล้ว ข้าวของก็เก็บเรียบร้อยแล้ว รีบออกเดินทางกันเถอะเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยอินพยักหน้าเบาๆ เดินออกไปท่ามกลางการห้อมล้อมของสาวใช้ เหยียนจิ้งซูถามหลี่เทียนซิ่ว ยิ้มว่า “เจ้าเปลี่ยนครรภ์เทพใหม่แล้ว รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?” หลี่เทียนซิ่วตื่นเต้นดีใจสุดขีด “ท่านแม่ ข้ารู้สึกกระปรี้กระเปร่ามาก ฝึกวิชาก็เร็วกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่า!”
เหยียนจิ้งซูทำหน้าขรึม “ในเมื่อเจ้าได้ครรภ์เทพดีๆ มาแล้ว ก็จงตั้งใจเรียนกับท่านอาจารย์เจิงให้ดี ห้ามวอกแวกอีก! หากไปมัวแต่เล่นซนกับสาวใช้พวกนั้นอีก แม่จะตีขาเจ้าให้หัก!”
หลี่เทียนซิ่วรีบรับคำ พอเหลือบไปเห็นม้าสูงตัวใหญ่ ก็ตื่นเต้นขึ้นมา “ท่านแม่ ข้าไปขี่ม้านะ!” เหยียนจิ้งซูจนใจ ได้แต่ปล่อยเขาไป
ทุกคนเดินออกจากคฤหาสน์ พากันขึ้นรถม้าที่จอดอยู่ด้านนอก หลี่เทียนซิ่วขี่ม้า ควบม้าทะยานออกไปนอกเมืองพลางหัวเราะร่า “ท่านแม่ ข้าไปรอพวกท่านที่นอกเมืองนะ!”
เหยียนจิ้งซูรีบสั่ง “ท่านอาจารย์เจิง พวกท่านพาคนตามเทียนซิ่วไปเร็วเข้า!” บัณฑิตวัยใกล้ห้าสิบโค้งคำนับรับคำ กำลังจะขึ้นม้า ทันใดนั้นก็มีเสียงฟิ้วดังขึ้น แสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งวาบ ทะลวงท้ายทอยของหลี่เทียนซิ่วที่กำลังควบม้าหนีไป ทะลุออกทางหน้าผาก สาดกระเซ็นไปด้วยเลือด!

0 Comments