You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เด็กผู้ชายวัยแปดเก้าขวบ เป็นวัยที่แม้แต่หมายังรำคาญ เฉินสืออายุสิบเอ็ดปีแล้ว ก้าวผ่านวัยที่หมาเห็นเป็นต้องเมินมาแล้ว ทว่าความซุกซนเกเรของเขานั้น กลับทำให้เขากลายเป็นขาใหญ่ประจำหมู่บ้านหวงพัวไปโดยปริยาย ไม่ว่าเขาจะเดินผ่านไปทางไหน ไก่หมาล้วนอยู่ไม่สุข แม้แต่เป็ดที่เดินผ่านข้างกายเขาก็ยังต้องตกใจจนไข่ออกมาฟองหนึ่งถึงจะเดินต่อไปได้ เรียกได้ว่าเป็นที่น่ารังเกียจทั้งคนและหมาเลยทีเดียว

เช้าวันหนึ่ง หลังจากเฉินสือกินข้าวเช้าเสร็จ เขาก็วางถ้วยชามลงแล้ววิ่งหน้าตั้งออกไปข้างนอกอย่างตื่นเต้น ปากก็ร้องตะโกนว่า “ปู่ครับ ผมออกไปเล่นข้างนอกนะ!”

ผู้เป็นปู่มีรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดคลุมสีดำปักลายดอกโบตั๋นดอกใหญ่ ยืนก้มหน้าอยู่หน้าโต๊ะหมู่บูชาในห้องโถง ส่งเสียงตอบรับในลำคอทุ้มต่ำ “อย่าวิ่งไปไกลนักล่ะ อย่าไปแถวริมแม่น้ำ แล้วตอนเที่ยงก็รีบกลับมา…”

“รู้แล้วครับ!” เฉินสือไม่รอให้ปู่พูดจบ ก็วิ่งหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

หน้าโต๊ะหมู่บูชา ปู่ยังคงยืนหันหน้าเข้าหาโต๊ะ ค่อยๆ เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่รีบร้อน ผ่านไปครู่ใหญ่ลูกกระเดือกถึงได้ขยับกลืนอาหารลงคอไปอย่างยากลำบาก จากนั้นเขาก็ยัดเทียนในมือเข้าปาก กัดกร้วมคำโต แล้วค่อยๆ เคี้ยวต่อไปอย่างเชื่องช้า

บนโต๊ะหมู่บูชามีเชิงเทียนสองอันและกระถางธูปหนึ่งใบ เทียนบนเชิงเทียนอีกอันถูกกินไปจนเหลือเพียงน้ำตาเทียนที่ก้นเชิงเทียน ส่วนธูปในกระถางก็ส่งควันลอยกรุ่น และกำลังจะไหม้หมดจด

ปู่วางเทียนที่กินไปครึ่งหนึ่งลง หยิบธูปมาจุดหลายดอกแล้วปักลงในกระถาง ก่อนจะสูดดมควันธูปเข้าปอดลึกๆ เผยสีหน้าเคลิบเคลิ้มหลงใหล

และที่ด้านหลังกระถางธูปนั้น มีป้ายวิญญาณสีดำตั้งอยู่หนึ่งป้าย

ตัวอักษรที่เขียนอยู่บนป้ายวิญญาณนั้น คือชื่อแซ่ของปู่นั่นเอง

คุณงามความดีของบรรพบุรุษเลื่องลือ ป้ายวิญญาณแห่งเฉินอิ๋นตวง ตระกูลเฉิน

“กินอิ่มแล้ว ก็จะไม่กินคนหรอก”

เฉินสือซ้อมหมาบ้านยายอวี้จูจนมันร้องเอ๋งๆ ตีจนหมาดำตัวใหญ่ยอมศิโรราบ แล้วยังพาหมาในหมู่บ้านอีกสามสี่ตัวไปเปิดศึกกับหมาหมู่บ้านข้างเคียง กลับมาจากชัยชนะ เขาก็ปีนขึ้นต้นไม้ไปล้วงรังนก โดนแม่นกจิกจนหัวโนแทบจะตกลงมาจากต้นไม้

ไม่นานนัก เด็กหนุ่มก็เอาไม้เขี่ยงูตายไปหลอกเด็กหญิงเอ้อร์นีท้ายหมู่บ้านฝั่งตะวันออกจนร้องไห้จ้าหาพ่อหาแม่ ผ่านไปสักพักก็แวะไปขโมยแตงที่ไร่ของยายเฒ่าอู่จู๋ โดนยายเฒ่าที่โกรธจัดถือมีดไล่ฟันมาถึงสามลี้กว่าจะสะบัดหลุด

และนี่ก็คือช่วงเช้าอันแสนเรียบง่ายและไร้สีสันของเฉินสือ

พอถึงเวลาเที่ยงวัน เฉินสือก็มาถึงแม่น้ำอวี้ไต้ (เข็มขัดหยก) นอกหมู่บ้าน แม้จะร้อนจนเหงื่อเหม็นเปรี้ยวเต็มตัว แต่เขาก็ยังคงกลั้นใจฝืนความอยากที่จะกระโดดลงไปเล่นน้ำ

เสียงหัวเราะหยอกล้อดังมาจากในแม่น้ำ เด็กชายสามคนที่มีอายุไล่เลี่ยกับเขากำลังเล่นสาดน้ำกันอยู่กลางแม่น้ำอย่างสนุกสนาน

นั่นคือผีพรายน้ำสามตนที่จมน้ำตายไปเมื่อปีก่อน เพราะอย่างนี้เฉินสือถึงไม่กล้าลงไปเล่นน้ำ

คราวก่อนตอนที่เขากระโดดลงไปเล่นน้ำ ก็โดนไอ้สามตัวนี้ลากไปที่น้ำลึก ตัวหนึ่งกอดขาเขาสองข้าง ตัวหนึ่งรัดเอวเขา อีกตัวก็บีบคอเขา แทบจะทำให้เขาจมน้ำตายไปแล้ว

ปู่ต้องกระโดดลงไปในแม่น้ำ แล้วอัดผีพรายน้ำสามตนนั้นซะน่วม ถึงได้ช่วยเขาขึ้นมาได้

“เฉินสือ ลงมาเล่นด้วยกันสิ!” เด็กคนหนึ่งกวักมือเรียกเขา

เด็กอีกสองคนที่มีรอยยิ้มไร้เดียงสาบนใบหน้าก็กวักมือเรียกเขาเช่นกัน “มาเล่นด้วยกันเถอะ! เล่นสาดน้ำสี่คนถึงจะสนุกนะ!”

เด็กที่ดูโตกว่าหน่อยหัวเราะพลางพูดว่า “ไม่ต้องกลัว ไม่ลึกสักนิดเลย แค่ระดับเอวพวกเราเอง!”

“ลงมาเร็วเข้า! เล่นคนเดียวจะไปสนุกอะไร?”

เฉินสือไม่สนใจพวกมัน เขาหันหลังเดินไปที่ใต้ต้นหลิวแก่ต้นหนึ่งที่เนินหวงกั่งพัว

เด็กสามคนนั้นยังคงยืนอยู่กลางแม่น้ำ เพียงแต่ไม่มีเสียงหยอกล้ออีกแล้ว บนใบหน้าก็ไร้ซึ่งรอยยิ้ม พวกมันค่อยๆ จมลงไปในแม่น้ำ

“ไอ้เด็กเปรตบ้านสกุลเฉิน ช้าเร็วข้าจะจับเอ็งมากดน้ำให้กลายเป็นตัวตายตัวแทน!” เด็กคนหนึ่งด่าทออย่างเคียดแค้น

น้ำในแม่น้ำค่อยๆ มิดริมฝีปาก จมูก ดวงตา และกระหม่อมของพวกมัน ในที่สุดเด็กสามคนนั้นก็หายวับไป

บนต้นหลิวมีเท้าคู่หนึ่งห้อยต่องแต่งลงมาอย่างช้าๆ มันแกว่งไปมาอยู่ตรงหน้าเฉินสือ

บัณฑิตคนหนึ่งผูกคอตายอยู่บนต้นหลิว พอเห็นเฉินสือเงยหน้าขึ้นมอง ก็แลบลิ้นสีแดงสดที่ยาวประมาณหนึ่งฟุตใส่เขา

เฉินสือไม่ได้ใส่ใจ บัณฑิตคนนี้ผูกคอตายมานานกว่าพวกผีพรายน้ำ ร่างกายเน่าเปื่อยไปตั้งนานแล้ว เหลือเพียงแต่วิญญาณที่ยังแขวนต่องแต่งอยู่ที่นี่

เขาเดินไปหลังต้นหลิว วางแตงโมชิ้นหนึ่งไว้หน้าป้ายหินใต้โคนต้นไม้ แล้วโขกศีรษะให้ป้ายหินหนึ่งที “แม่บุญธรรม ผมมาหาแม่อีกแล้วนะ เอาแตงโมมาฝากด้วย หวานเจี๊ยบเลยล่ะ”

ป้ายหินก้อนนี้คือแม่บุญธรรมของเขา ตอนที่เฉินสือยังเล็กมากๆ ปู่บอกว่าเด็กคนนี้อะไรก็ดีไปหมด เสียอย่างเดียวคือดวงไม่แข็งพอ ต้องกราบไหว้สิ่งที่มีดวงแข็งกว่าเป็นแม่บุญธรรม ถึงจะเลี้ยงง่ายโตไว ปู่จึงพาเขามาที่ใต้ต้นหลิวคดเคี้ยวต้นนี้ และให้เขากราบป้ายหินก้อนนี้เป็นแม่บุญธรรม

ในช่วงเทศกาลต่างๆ เฉินสือจะต้องมาเซ่นไหว้แม่บุญธรรม นำของเซ่นไหว้และธูปเทียนมาถวาย

ธรรมเนียมของชาวชนบทมักจะเป็นเช่นนี้

ชาวบ้านกราบไหว้แม่บุญธรรม บางคนก็มีแม่บุญธรรมเป็นต้นไม้เก่าแก่ บางคนก็เป็นหินที่ไม่มีที่มาที่ไป บางคนก็เป็นประตูศาลเจ้าในภูเขา และยังมีบางคนที่เป็นรูปปั้นหินแตกหักพังๆ บนเนินเขา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อขอพรให้ปลอดภัยแคล้วคลาด ไม่ถูกสิ่งชั่วร้ายภายนอกรังควาน

ปู่เคยบอกว่า ป้ายหินก้อนนี้มีที่มาที่ไปเก่าแก่ ต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถปกปักรักษาเฉินสือได้ ถึงได้ให้เฉินสือกราบไหว้เป็นแม่บุญธรรม

เพียงแต่สองปีมานี้ที่เฉินสือมากราบไหว้แม่บุญธรรม เขายังไม่เคยสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เลย

ป้ายหินเก่าแก่ เลือนลางจนพอจะมองเห็นตัวอักษรไม่กี่ตัว คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นคำว่า ‘เหล่า (ยาย)’ และ ‘ฉี (เทพารักษ์)’ เป็นต้น

ยังมีตัวอักษรอื่นๆ อีกที่ถูกฝังอยู่ในดิน แถมป้ายหินยังถูกรากของต้นไม้แก่พันรัดไว้ จึงขุดขึ้นมาไม่ได้

เมื่อเฉินสือไหว้แม่บุญธรรมเสร็จ เขาก็พูดพึมพำกับตัวเองว่า “แม่บุญธรรม ช่วงนี้ปู่แปลกขึ้นทุกที เอาแต่หันหลังให้ผมตลอด ผมไม่ได้เห็นหน้าตรงของปู่มาหลายวันแล้ว ปู่ยังแอบกินอะไรก็ไม่รู้ลับหลังผมด้วย… เมื่อเช้าวานนี้ไก่ที่บ้านตายไปตั้งหลายตัว ไม่ใช่ฝีมือพังพอนกัดหรอก พังพอนไม่กล้ามาขโมยไก่บ้านผม…”

ป้ายหินไม่ได้ตอบรับใดๆ

แต่ไม่รู้ว่าตาฝาดไปหรือเปล่า เฉินสือคล้ายกับเห็นตัวอักษรบนป้ายหินมีแสงสว่างวาบขึ้นมาจางๆ ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว

เด็กหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ เขาหยิบธูปมาจุดสองสามดอก แล้วปักลงในดินหน้าป้ายหิน

บัณฑิตผูกคอตายบนต้นไม้เห็นเข้า ก็ร้อนใจจนถีบขาไปมา

“ส่วนของคุณก็มีเหมือนกัน”

เฉินสือหยิบธูปออกมาอีกดอก จุดไฟแล้วปักลงที่ใต้เท้าของบัณฑิต บัณฑิตที่แขวนอยู่บนต้นไม้ได้กลิ่นควันธูป ก็แสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้ม

เฉินสือบิดขี้เกียจอย่างสบายอารมณ์ เขาล้มตัวลงนอนใต้ต้นไม้อย่างเกียจคร้าน เอามือรองท้ายทอย ไม่มีความหวาดกลัวต่อบัณฑิตผูกคอตายบนต้นไม้และผีพรายน้ำในแม่น้ำเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาสามารถมองเห็น ‘คน’ ที่คนอื่นมองไม่เห็นเหล่านี้ได้ จนเขากลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว

“ปู่น่าจะทำมื้อเที่ยงเสร็จแล้วล่ะ แต่พักหลังๆ มานี้ กับข้าวที่ปู่ทำน่ะ ยิ่งทำยิ่งไม่อร่อย เมื่อวานปู่ทำไก่ก็ยังดิบอยู่เลย ยกมาเสิร์ฟทั้งเลือดโชก แม่บุญธรรม ผมรู้สึกว่าช่วงนี้ปู่แปลกๆ ไป เหมือนอยากจะกินผมยังไงยังงั้นแหละ”

เฉินสือคาบก้านหญ้าไว้ในปาก สายตาเหม่อลอย มีความโตเป็นผู้ใหญ่เกินวัย เขาเอ่ยเสียงเบา “เมื่อคืนปู่ก็ต้มยาให้ผมอีกแล้ว ให้ผมลงไปแช่ในอ่างยา แต่ปู่สุมไฟแรงเกินไปจนน้ำเดือดปุดๆ เลย ผมรู้สึกว่าปู่ตั้งใจจะต้มผมให้สุก…”

ผ่านไปครู่หนึ่ง ผีบัณฑิตที่แขวนอยู่บนต้นไม้ก็สูดดมควันธูปจนหมดดอก เขาก็บิดขี้เกียจบ้างแล้วพูดขึ้นว่า “ข้าเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวสือ เจ้าถามมาได้เลย”

เสี่ยวสือ (เจ้าสิบ) เป็นชื่อเล่นของเฉินสือ (ความหมายพ้องเสียงกัน) ในหมู่บ้านยังมีคนเรียกเขาว่า ‘เสี่ยวเฉิงสือ (เจ้าเด็กซื่อสัตย์)’ อีกด้วย แม้มักจะเป็นการประชดประชันก็ตาม

เฉินสือทิ้งความกังวลใจไป หยิบตำราโบราณม้วนหนึ่งออกมา อ่านไปพลางถามไปพลาง “ประโยคนี้ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเลยครับ ขงจื่อกล่าวว่า ‘ผู้ริเริ่มสร้างหุ่นดินเผาเพื่อฝังไปพร้อมกับคนตาย ย่อมไร้ซึ่งทายาทสืบสกุล?’ ประโยคนี้ควรตีความว่าอย่างไรครับ?”

หมู่บ้านหวงพัวตั้งอยู่ในที่ห่างไกล ไม่มีสถานศึกษา ซ้ำร้ายบ้านสกุลเฉินก็ยังยากจนมาก เฉินสือไม่มีที่ให้เรียนหนังสือ แต่โชคดีที่คนผูกคอตายบนต้นไม้ดันเป็นนักปราชญ์

ดังนั้นเฉินสือจึงไปรื้อค้นตำราเก่าๆ ในบ้านออกมา พอมีเวลาว่างก็มักจะมาที่ใต้ต้นหลิวเพื่อขอคำชี้แนะจากบัณฑิต

ผีบัณฑิตพอได้สูดดมกลิ่นธูปจนอิ่มเอม ก็จะคอยไขข้อข้องใจให้เขา ด้วยเหตุนี้ แม้เฉินสือจะอายุแค่สิบเอ็ดปี แต่ก็อ่านตำรามาอย่างแตกฉานแล้ว

“ประโยคนี้มีความหมายว่า ท่านขงจื่อกล่าวว่า คนแรกที่กล้าล่วงเกินข้า โดนข้าอัดจนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปแล้ว”

ผีบัณฑิตอธิบาย “ท่านอาจารย์ต้องการสอนเราว่า ทำการสิ่งใดต้องถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก โดยเฉพาะพวกที่บังอาจมาล่วงเกินพวกเรา”

เฉินสือพยักหน้าอย่างงูๆ ปลาๆ อ่านทบทวนทีละคำทีละประโยค แล้วถามต่อ “แล้วคำว่า ‘เมื่อมาแล้วก็จงอยู่อย่างสงบเถิด’ ล่ะครับ ควรตีความว่าอย่างไร?”

“ในเมื่อศัตรูมาถึงที่แล้ว งั้นก็ไม่ต้องกลับไปหรอก ฝังมันไว้ที่นี่แหละ”

“แล้วประโยคที่ว่า ‘ขงจื่อยืนอยู่ริมแม่น้ำกล่าวว่า: ผู้ที่จากไปล้วนเป็นดั่งสายน้ำนี้ ที่ไหลรี่ไม่หยุดพักทั้งวันคืน’ ล่ะครับ ตีความว่ายังไง?”

“ท่านอาจารย์ยืนอยู่ริมแม่น้ำแล้วเอ่ยว่า: คนที่เก่งกาจอย่างแท้จริง สมควรที่จะมายืนอยู่ริมแม่น้ำเหมือนอย่างข้า ยืนดูศพของพวกศัตรูลอยตามน้ำลงไปโดยไม่แบ่งแยกกลางวันกลางคืน ท่านอาจารย์ช่างร้ายกาจเสียจริง ฆ่าศัตรูตายเป็นเบือจนศพลอยเกลื่อนแม่น้ำ พวกเราเหล่าปัญญาชน ควรจะเรียนรู้จากท่านอาจารย์ให้มากๆ”

เมื่อเฉินสือถามข้อสงสัยจนหมด ผีบัณฑิตก็ตอบคำถามได้อย่างไหลลื่นไร้ที่ติ ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง เขาแหงนหน้าขึ้นพูดว่า “โตขึ้นผมจะเป็นเหมือนท่านอาจารย์ ใช้คุณธรรมสยบผู้คน! จริงสิ ซิ่วไฉจู คุณก็เป็นถึงผู้มีความรู้ล้นเหลือ ปัญญาแตกฉาน ทำไมถึงมาผูกคอตายอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ?”

ผีบัณฑิตทอดถอนใจยาว สะอื้นไห้กล่าวว่า “ราชสำนักในยุคปัจจุบันมีแต่ขุนนางกังฉินเรืองอำนาจ พวกคนพาลเข้าครอบงำวงการการศึกษา ข้ามีความรู้เต็มพุงแต่สอบตั้งสิบครั้งก็ยังไม่ติดจวี่เหริน ช่างเป็นที่เสื่อมเสียต่อวิชาการของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ละอายใจที่จะกลับไปสู้หน้าครอบครัว จึงตัดสินใจผูกคอตายที่นี่ให้มันจบๆ ไปซะ”

เขาเพิ่งพูดจบตรงนี้ จู่ๆ ก็มีเสียงล้อรถม้าดังกุกกักแว่วมา

เฉินสือปิดหนังสือลุกขึ้นยืนมองไป ก็เห็นบนถนนชนบทมีม้าฝีเท้าดีหลายตัวกำลังคุ้มกันรถม้าคันงามประณีตคันหนึ่งแล่นตรงมาทางนี้

บนหลังม้ามีชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำนั่งอยู่ พวกเขาสวมชุดเฟยอวี๋ (ชุดปลามังกร) สีแดง ดูทะมัดทะแมง สายตาคมกริบดุจเปลวเพลิง กวาดตามองมาทางนี้

“ใต้เท้า มีเด็กอยู่คนหนึ่งขอรับ!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่นั่งอยู่บนหลังม้า ค้อมตัวรายงานคนในรถม้า

“เด็กงั้นเหรอ? เด็กก็ดี เด็กก็ดี”

เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังออกมาจากในรถม้า นางหัวเราะ “เด็กน่ะใสซื่อ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม จัดการง่ายดี จะได้ไม่สร้างปัญหาเพิ่ม ฟางเฮ่อ เจ้าไปถามเด็กคนนั้นดูสิ”

“ขอรับ!”

ชายในชุดเฟยอวี๋คนหนึ่งกระโดดลงจากหลังม้า เดินเร็วๆ มาหยุดตรงหน้าเฉินสือ หยิบเศษเงินก้อนขนาดเท่านิ้วมือออกมา พร้อมกับยิ้มอย่างเป็นมิตร เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไอ้หนู เงินก้อนนี้พี่ให้เอาไปซื้อขนมกินนะ พี่ขอถามอะไรหน่อย ตอนที่เอ็งเล่นอยู่ในหมู่บ้านนี้ เคยเห็นเด็กตัวเล็กๆ บ้างไหม? แบบที่ดูแปลกๆ ไม่เหมือนเด็กที่มีชีวิตน่ะ พวกมันเหมือน… เหมือนกับ… ฝูงตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ!”

ซิ่วไฉจูที่แขวนคออยู่บนต้นไม้เตือนด้วยความระแวดระวัง “เสี่ยวสือ อย่าไปยุ่งกับมัน! คนผู้นี้คือหน่วยองครักษ์เสื้อแพรในเมือง เป็นสุนัขรับใช้ของพวกผู้มีอำนาจ ไม่ได้มาดีแน่ เงินขององครักษ์เสื้อแพรเขาเรียกว่าเงินซื้อชีวิต ขืนรับเงินของมัน ระวังจะหัวหลุดจากบ่า!”

แม้ทุกวันนี้จะยังคงเป็นยุคราชวงศ์หมิงอันยิ่งใหญ่ แต่อำนาจของฮ่องเต้กลับตกต่ำ ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นต่างพากันตั้งตนเป็นใหญ่ องครักษ์เสื้อแพรไม่ได้เป็นทหารรักษาพระองค์ของราชวงศ์อีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นองครักษ์ที่ตระกูลขุนนางทรงอำนาจเลี้ยงดูไว้ และมักจะทำงานรับใช้ตระกูลขุนนางเหล่านั้น

เฉินสือจ้องมองเศษเงินในมือของชายชุดเฟยอวี๋ตาเป็นมัน เขาอยากได้มาก แต่ก็ส่ายหัวแล้วพูดว่า “ปู่ผมบอกว่า ห้ามรับของจากคนแปลกหน้าครับ”

ชายชุดเฟยอวี๋ยิ่งทำหน้าตาเป็นมิตรมากขึ้น หัวเราะพลางพูดว่า “พี่ชื่อฟางเฮ่อ เมื่อกี้เรายังไม่รู้จักกัน ถือว่าเป็นคนแปลกหน้า แต่ตอนนี้เอ็งรู้จักชื่อพี่แล้ว เราก็ถือว่ารู้จักกัน ไม่ใช่คนแปลกหน้าแล้วสิ? นี่คือค่าตอบแทนที่พี่ให้เอ็ง ไม่ถือว่าเป็นของจากคนแปลกหน้าหรอกมั้ง?”

เฉินสือพยักหน้าอย่างดีใจ แล้วยื่นมือรับเศษเงินก้อนนั้นมา

มุมปากของฟางเฮ่อประดับด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อเราเป็นเพื่อนกันแล้ว งั้นเอ็งบอกพี่หน่อยได้ไหม ว่าเอ็งเคยเห็นเด็กที่เหมือนตุ๊กตากระเบื้องพวกนั้นหรือเปล่า?”

เฉินสือพยักหน้า “เด็กๆ ที่พี่บอก ใช่พวกที่ตัวสูงไม่ถึงหนึ่งฟุต แล้วชอบไปไหนมาไหนกันเป็นฝูงหรือเปล่าครับ?”

ฟางเฮ่อเผยสีหน้ายินดี รีบพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะหันกลับไป น้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อย “ใต้เท้า ของสิ่งนั้นอยู่ที่นี่จริงๆ ขอรับ…”

คำพูดของเขายังไม่ทันขาดคำ จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากรถม้า เฉินสือสัมผัสได้เพียงกลิ่นหอมกรุ่นปะทะใบหน้า ก่อนจะเห็นหญิงสาวในชุดสีม่วงรูปโฉมงดงามสง่ามาปรากฏตัวอยู่ที่ใต้ต้นไม้

ชายชุดเฟยอวี๋คนอื่นๆ รีบลงจากหลังม้ากันอย่างลุกลี้ลุกลน เดินเร็วรี่มาที่ใต้ต้นไม้ และล้อมรอบเฉินสือกับหญิงสาวชุดม่วงเอาไว้ทุกทิศทาง

หญิงสาวชุดม่วงหน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวผุดผ่อง ท่อนบนสวมชุดเฟยอวี๋ ท่อนล่างสวมกระโปรงม้าลายสีม่วงเช่นกัน สีหน้าของนางดูตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ก็แสร้งทำเป็นสงบนิ่ง ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า “น้องชาย เจ้าเคยเห็นตุ๊กตากระเบื้องพวกนั้นเหรอ? พวกมันอยู่ที่ไหนล่ะ?”

แต่เฉินสือกลับไม่ตอบคำถาม เขาเอาแต่มองหัวไหล่ของหญิงสาวชุดม่วงด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

หญิงสาวชุดม่วงชะงักไปเล็กน้อย นางเอียงคอหันไปมองหัวไหล่ตัวเอง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ

“ไอ้น้อง ใต้เท้าถามเจ้าอยู่นะ!” ชายฉกรรจ์ในชุดเฟยอวี๋คนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วตวาดเสียงดังอย่างวางอำนาจ

เฉินสือละสายตากลับมา ที่เขามองหัวไหล่ของหญิงสาว ก็เป็นเพราะว่าตอนนี้เท้าทั้งสองข้างของผีบัณฑิต กำลังวางพาดอยู่บนบ่าของนางพอดี

ตำแหน่งที่นางยืนอยู่ ก็คือตำแหน่งเดียวกับที่บัณฑิตผูกคอตาย

หญิงสาวชุดม่วงปรายตามองชายฉกรรจ์ที่ส่งเสียงตวาด สีหน้าเย็นชาลง “บังอาจ!”

ชายฉกรรจ์ในชุดเฟยอวี๋รีบถอยกลับไปทันที

หญิงสาวชุดม่วงกลับมามีสีหน้ายิ้มแย้ม เอ่ยว่า “น้องชาย พวกเรามาจากซินเซียง ไม่ใช่คนเลวหรอกนะ…”

เฉินสือแหงนหน้าขึ้น สบตากับหญิงสาว แล้วยิ้มอย่างหวานแหวว “พี่สาวสวยจังเลยครับ สวยกว่าจูโหย่วไฉอีก!”

หญิงสาวชุดม่วงได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง “เด็กคนนี้ช่างพูดนัก เดี๋ยวจะยอมเหลือศพแบบครบถ้วนสมบูรณ์ให้ก็แล้วกัน เพียงแต่ชื่อ จูโหย่วไฉ เนี่ย ฟังดูไม่ค่อยเหมือนชื่อผู้หญิงสักเท่าไหร่ คงจะเป็นหญิงงามสักคน น่าเสียดายที่พวกบ้านนอกตั้งชื่อได้หยาบคายนัก”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note