บทที่ 5 นางดุดันไปสักหน่อย
แปลโดย เนสยังลมเหนือพัดพัดเกล็ดหิมะบางเบา ความหนาวเย็นแทรกซึมเข้ากระดูก ผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนนต่างก็หดคอซุกมือไว้ในแขนเสื้อ ฝานฉางอวี้ถือมีดสับกระดูกด้ามดำทะมึนไว้ในมือ เส้นเลือดบนหลังมือปูดโปน จ้ำอ้าวฝ่าพายุหิมะไปอย่างรวดเร็ว
ที่หน้าปากตรอกทางฝั่งตะวันตกของเมืองมีคนมามุงดูเรื่องสนุกกันเต็มไปหมด เสียงด่าทอ เสียงทุบทำลายข้าวของ เสียงห้ามปราม และเสียงเด็กร้องไห้ดังปะปนกันไปหมด
มีคนตาไวเห็นฝานฉางอวี้ ก็ร้องบอกว่า: “ฉางอวี้กลับมาแล้ว!”
พอมองเห็นมีดสับกระดูกในมือนาง ก็อดสูดลมหายใจเย็นเยียบไม่ได้
“ยัยหนูฉางอวี้คิดจะใช้มีดกับลุงใหญ่ของนางเลยหรือนี่?”
“ก็ฝานต้าทำตัวไม่เป็นคนนี่นา สองสามีภรรยาฝานเอ้อร์กระดูกยังไม่ทันเย็น เขาก็คิดจะเอาบ้านกับที่ดินของหลานสาวกำพร้าไปใช้หนี้พนันตัวเอง ไม่กลัวว่ากลางดึกสองสามีภรรยาฝานเอ้อร์จะมาเข้าฝันทวงถามหรือไง…”
“คนจากบ่อนพวกนี้ไม่ใช่ย่อยๆ เลยนะ ฉางอวี้เป็นแค่ผู้หญิงตัวคนเดียว ถือมีดมาก็ใช่ว่าจะไล่พวกมันไปได้นะ…”
หน้าบ้านตระกูลฝานพังยับเยินไม่มีชิ้นดี ข้าวของเครื่องใช้ ถ้วยชามรามไหที่แตกกระจาย และโต๊ะเก้าอี้ที่ล้มระเนระนาดเกลื่อนกลาดตั้งแต่หน้าประตูเข้าไปจนถึงในบ้าน ชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนหลายคนยังคงทุบทำลายข้าวของและรื้อค้นหาสิ่งของอยู่ภายในบ้าน ฟูกที่นอนบนเตียงก็ถูกโยนลงมากองกับพื้น
ฉางหนิงถูกท่านป้าจ้าวอุ้มไว้ในอ้อมกอด ร้องไห้ฟูมฟายอย่างหนัก ท่านป้าจ้าวเองก็ตาแดงก่ำจากการร้องไห้ ทำได้เพียงตะโกนอย่างเปล่าประโยชน์: “อย่าทุบ! อย่าทุบนะ!”
แต่ก็ไม่มีใครฟังนางเลย
ฝานต้าค้อมหัวประจบประแจงเดินตามชายที่ดูเหมือนจะเป็นผู้ดูแลบ่อนพนัน เอามือกุมมือข้างหนึ่งของตัวเองไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบ: “นายท่านจิน ขอแค่ได้โฉนดที่ดินมา ข้าไปทำเรื่องโอนชื่อที่ว่าการอำเภอ บ้านหลังนี้ก็เป็นของข้าแล้ว ข้ามีเงินใช้หนี้พนันแน่ มีเงินใช้หนี้แน่ขอรับ”
คนที่ถูกเรียกว่านายท่านจินไม่ได้ชายตามองฝานต้าเลยแม้แต่น้อย แค่นเสียงหัวเราะเยาะ: “วันนี้ถ้าหาโฉนดที่ดินไม่เจอ ข้าก็จะสับมือเจ้าข้างนี้กลับไปรายงานก่อน”
ฝานต้ากุมมือข้างนั้นของตัวเองแน่นขึ้นไปอีก “ต้องหาเจอแน่ ต้องหาเจอแน่ขอรับ…”
จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังลั่นมาจากหน้าประตูจนแก้วหูแทบฉีก: “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เสียงนี้ทรงพลังมาก ทะลุทะลวงจนทำให้ทุกคนในบ้านต้องหันไปมองที่ประตูพร้อมกัน
หญิงสาวเดินฝ่าพายุหิมะเข้ามา สายตาเย็นเยียบดุจคมมีดสับกระดูกที่แวววาวในมือนาง กรอบประตูที่แสงสว่างส่องผ่านดูเหมือนจะแคบลงไปถนัดตา
ทันทีที่ฉางหนิงเห็นฝานฉางอวี้ ก็เบะปากร้องไห้โฮออกมา: “พี่หญิง…”
ฝานต้าพอเห็นฝานฉางอวี้ สายตาก็หลุกหลิกหลบเลี่ยง ยืนค่อมหลังอยู่ข้างๆ ผู้ดูแลบ่อน ไม่กล้าส่งเสียง
แต่นายท่านจินผู้ดูแลบ่อนกลับเหลือบมองมีดเชือดหมูในมือของฝานฉางอวี้ หัวเราะอย่างไม่ยี่หระ: “โอ๊ะ แม่นางฝานคนโตนี่เอง”
ฝานฉางอวี้กวาดสายตาเย็นชาดูสภาพข้าวของที่พังยับเยินทั่วบ้าน ใบหน้าตึงเปรี๊ยะ: “พาคนของเจ้าไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!”
นายท่านจินเลิกคิ้วขึ้น ราวกับรู้สึกว่าเด็กกำพร้าอย่างนางช่างโอหังเสียจริง “บ่อนพนันทำตามกฎ ฝานต้าบอกว่าบ้านหลังนี้เป็นของเขา บ่อนมีหน้าที่แค่เอาโฉนดที่ดินมาขัดดอกหนี้พนันของเขา เรื่องส่วนตัวในครอบครัวพวกเจ้า บ่อนไม่เกี่ยว”
สายตาดุดันราวกับคมมีดของฝานฉางอวี้ทิ่มแทงไปที่ฝานต้า: “บ้านหลังนี้เป็นของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
ฝานต้าขลาดเขลาจนไม่กล้ามองหน้าฝานฉางอวี้ พยายามใช้ข้ออ้างเรื่องความผูกพัน: “หลานรัก ลุงใหญ่ก็จนตรอกแล้วจริงๆ ลุงใหญ่ติดหนี้บ่อนพนัน ถ้าวันนี้ไม่คืนเงิน ลุงใหญ่ต้องโดนตัดมือทิ้งแน่ พ่อรองกับน้องสะใภ้จากไปแล้ว เจ้ากับหนิงหนียงก็ไม่มีพี่ชายหนุนหลัง วันหน้าแต่งงานไป ถ้าไม่อยากถูกครอบครัวสามีรังแก ก็ต้องมีพี่น้องฝั่งบ้านเกิดคอยหนุนหลังนะ เจ้าก็ช่วยลุงใหญ่ไปก่อนเถอะ เอาโฉนดออกมา ใช้หนี้ให้ลุงใหญ่ ต่อไปลุงใหญ่จะรักเจ้ากับหนิงหนียงเหมือนลูกแท้ๆ พี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเจ้าก็คือพี่ชายแท้ๆ ของพวกเจ้า วันหน้าแต่งงานไปจะได้มีที่พึ่งพิง…”
ฝานฉางอวี้ไม่หลงกลคำพูดไร้สาระของเขาเลยสักนิด แสยะยิ้มเย็น: “จะเอาบ้านไปขัดดอกหนี้พนัน เจ้าก็เอาบ้านเจ้าไปขัดดอกสิ เอาบ้านข้าไปขัดดอก มันตรรกะหมาๆ อะไรกัน! ลูกชายผีพนันของเจ้าก็สันดานเดียวกับเจ้า วันหน้าไม่โดนคนไล่สับมือก็บุญแค่ไหนแล้ว จะให้ข้าไปพึ่งพิงเขาเนี่ยนะ?”
ฝานต้าถูกด่าจนหน้าม้าน ชี้หน้าฝานฉางอวี้แล้วพูดว่า: “จิตใจเจ้าทำไมถึงได้อำมหิตนัก? แช่งพี่ชายตัวเองแบบนี้เลยหรือ? พี่ชายเจ้ายังต้องแต่งงาน ถ้าเอาบ้านไปขัดดอก พี่ชายเจ้าจะเอาอะไรไปขอเมีย? เจ้ากับหนิงหนียงก็แค่เด็กผู้หญิง โตไปก็ต้องแต่งงานออกไป จะเก็บบ้านหลังนี้ไว้ทำไม?”
ฝานฉางอวี้โกรธจนหลุดหัวเราะออกมา: “ของที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ข้ากับหนิงหนียง เจ้ามายุ่งอะไรด้วยว่าข้าจะจัดการยังไง”
ฝานต้าเห็นฝานฉางอวี้ใจแข็งไม่ยอมให้โฉนดที่ดินแน่ๆ ก็ไม่แสร้งทำตัวเป็นครอบครัวเดียวกันอีกต่อไป เผยธาตุแท้ออกมา: “ฝานเอ้อร์ไม่มีลูกชาย เขาตายไป บ้านและที่ดินของเขาก็ต้องตกเป็นของข้า ต่อให้ไปขึ้นศาลก็เถอะ เจ้าเป็นแค่เด็กผู้หญิงที่ต้องแต่งงานออกไป จะมาแย่งอะไร? จะแย่งเอาไปให้ครอบครัวสามีในอนาคตของเจ้าหรือ?”
“หรือว่าดวงกินพ่อกินแม่ แถมยังถูกตระกูลซ่งถอนหมั้น ถูกหาว่าเป็นตัวซวยกลัวว่าจะแต่งงานไม่ได้ ก็เลยคิดจะฮุบสมบัติไว้เป็นสินสอดให้ตัวเอง? น้องสาวขี้โรคของเจ้าก็คงถูกเจ้าสูบดวงจนอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้วสิ? ใครมันจะกล้าไม่กลัวตายมาแต่งงานกับตัวซวยอย่างเจ้า?”
ไม่มีใครมองทันว่าฝานฉางอวี้ขยับตัวอย่างไร พอตั้งสติได้ มีดเชือดหมูในมือของนางก็พุ่งออกไปแล้ว ตัวมีดเฉียดหูฝานต้าไปอย่างฉิวเฉียด ปักเข้าที่กำแพงด้านหลังเขาอย่างแรง เส้นผมที่ถูกตัดขาดร่วงหล่นลงพื้นอย่างแผ่วเบา
ฝานต้าตกใจจนหน้าซีดเผือด ขาสองข้างสั่นพั่บๆ อ้าปากค้างแต่กลับเปล่งเสียงไม่ออก
ผู้ดูแลบ่อนอย่างนายท่านจินและลูกน้องที่พามาด้วยเดิมทีแค่กะจะดูเรื่องสนุก พอเห็นภาพนี้ ก็ดูเหมือนจะตระหนักได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ธรรมดา จึงปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้นหลายส่วน
ฝานฉางอวี้เงยหน้าขึ้น จ้องมองฝานต้าเขม็ง: “สมบัติที่พ่อแม่ข้าทิ้งไว้ให้ มีไว้เป็นค่ายารักษาหนิงหนียงทั้งหมด วันนี้ทางที่ดีเจ้าจงพาคนของบ่อนพนันไสหัวไปซะ ไม่เช่นนั้น… บ่อนพนันอยากได้แค่มือเจ้าข้างเดียว แต่ข้าจะสับพวกเจ้าทั้งครอบครัวส่งลงไปเจอพ่อแม่ข้าเอง!”
“เจ้า!” ฝานต้าสั่นสะท้านอย่างแรง เขาถูกสายตาของฝานฉางอวี้มองจนขนลุกซู่ ไม่กล้าสบตาด้วยอีก พูดตะกุกตะกัก: “งั้น… งั้นเราก็ไปว่ากันที่ศาล ดูซิว่าศาลจะตัดสินสมบัตินี้ให้เจ้าหรือให้ข้า!”
เขายังคงแสร้งยิ้มประจบประแจงแล้วค้อมตัวไปพูดกับผู้ดูแลบ่อนที่นั่งวางก้ามอยู่บนเก้าอี้: “นายท่านจิน ท่านดูสิ นี่มัน… พอจะผ่อนผันให้ข้าอีกสักสองวันได้หรือไม่?”
ผู้ดูแลบ่อนแค่นเสียงเย็น: “บ่อนฮุ่ยเสียนทวงหนี้ไม่เคยมีประวัติแบบนี้ ขืนแพร่งพรายออกไป คนเขาจะหาว่าบ่อนเราไม่มีน้ำยา ทวงหนี้ไม่ได้น่ะสิ!”
เขาปรายตามองฝานต้าอย่างเย็นชา: “หรือเจ้าอยากจะเอามือขวาของเจ้ามาขัดดอก?”
เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าฝานต้าทันที รีบละล่ำละลัก: “ไม่เอาๆ แต่ว่านังเด็กนี่…”
เขาชำเลืองมองฝานฉางอวี้ ในใจก็ยังนึกหวาดหวั่น
ผู้ดูแลบ่อนเพียงแค่หัวเราะหยัน: “แน่ใจนะว่าเป็นของเจ้า ลูกน้องข้าที่พามาจะได้หาต่อ”
เทียบกับการเอามือฝานต้าไปข้างหนึ่ง เขาย่อมอยากได้บ้านที่เอาไปเปลี่ยนเป็นเงินได้มากกว่า นายท่านจินหันไปสั่งลูกน้องบ่อนพนัน: “ยืนบื้อทำไมกัน ค้นหาโฉนดที่ดินต่อไปสิ!”
บรรดาลูกน้องก็เริ่มรื้อค้นข้าวของต่อทันที
ฝานฉางอวี้กัดฟันกรอด กำหมัดแน่นจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ
นายท่านจินหัวเราะร่วน: “แม่นางฝานคนโตอย่าได้โกรธเคืองเลย กฎของบ่อนก็เป็นเช่นนี้แหละ”
ท่านป้าจ้าวมองดูภาพเหตุการณ์นี้ ร้อนใจดั่งไฟสุม แต่จู่ๆ เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ รีบเดินออกไปข้างนอก
นางไม่ได้ไปไหนไกล แต่เบียดฝูงชนที่มุงดูอยู่หน้าประตูตรงไปทุบประตูบ้านตระกูลซ่ง: “ซ่งเยี่ยน ฝานต้าพาคนจากบ่อนมาแย่งโฉนดที่ดินบ้านฉางอวี้แล้ว เจ้าเป็นคนร่ำเรียนตำรา สองสามีภรรยาฝานเอ้อร์เคยดีต่อเจ้าไม่น้อย อย่างน้อยเจ้าก็ออกไปช่วยพูดแทนฉางอวี้สักคำเถิด! เจ้าเป็นถึงนายท่านจวี่เหริน บ่อนพนันต้องไว้หน้าเจ้าอยู่แล้ว!”
เพื่อนบ้านทั้งตรอกต่างรู้ว่าบ้านตระกูลฝานเกิดเรื่อง มีเพียงบ้านตระกูลซ่งเท่านั้นที่ยังคงปิดประตูเงียบ ปล่อยให้ท่านป้าจ้าวทุบประตูจนสะเทือนเลื่อนลั่น ข้างในก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เล็ดลอดออกมา
ทุบไปทุบมา ในที่สุดท่านป้าจ้าวก็ทนไม่ไหว ร้องไห้พลางด่าทอ: “ซ่งเยี่ยน เจ้าเรียนหนังสือเข้าไปอยู่ในท้องหมาหมดแล้วหรือไง? ตอนที่พ่อเจ้าตาย ยากจนจนไม่มีปัญญาซื้อโลงศพด้วยซ้ำ ไม่คิดบ้างล่ะว่าใครเป็นคนซื้อโลงฝังศพให้พ่อเจ้า? เจ้าไม่กลัวพ่อเจ้าที่อยู่ในปรโลกจะโดนโลงศพทับกระดูกเอาหรือไง!”
เสียงด่าของท่านป้าจ้าวทั้งแหลมสูงและน่าเวทนา ดังไปทั่วทั้งตรอก
ห่างกันเพียงบานประตู แม่ซ่งโกรธจนตัวสั่น: “นังหญิงปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมปากเสีย! เจ้าก็ถอนหมั้นกับนังเด็กบ้านตระกูลฝานไปแล้ว บ้านนั้นมีแต่เรื่องเน่าเหม็น เกี่ยวอะไรกับบ้านเราด้วย? ข้าจะออกไปด่านังหญิงชั้นต่ำนั่น!”
คนที่ฟุบหน้าอ่านหนังสืออยู่ตลอด ในที่สุดก็ส่งเสียงเรียก: “ท่านแม่”
แม่ซ่งถึงยอมหยุดฝีเท้า: “ช่างเถอะๆ นังหญิงแก่นั่นก็แค่อยากจะลากบ้านเราไปติดร่างแห ข้าออกไปก็เข้าทางนางพอดี! เยี่ยนเกอเอ๋อร์ (ลูกเยี่ยน) เจ้าก็อย่าออกไปนะ เจ้าเป็นคนที่มีอนาคตไกล อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับคนบ้านนั้นอีกเลย”
บนห้องใต้หลังคาบ้านตระกูลจ้าวที่อยู่ติดกับบ้านตระกูลฝาน เซี่ยเจิงย่อมได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากบ้านข้างๆ และเสียงร้องไห้ด่าทอของท่านป้าจ้าวอย่างชัดเจน
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีคนเยอะกว่า หญิงสาวคนนั้นอยู่ตัวคนเดียว สองสามีภรรยาชราก็คงช่วยอะไรไม่ได้
ท้องฟ้าสีเทาหม่นสว่างขึ้นในช่วงบ่าย น้ำค้างแข็งบนกระเบื้องหลังคาถูกแสงแดดสาดส่อง สะท้อนแสงสีทองอ่อนๆ ที่ไม่ค่อยมีความอบอุ่นนัก
ใบหน้าของเซี่ยเจิงที่รับแสงแดดก็ดูปราศจากความอบอุ่นเช่นกัน มุมปากของเขาตกลง ดูเหมือนอารมณ์จะบูดบึ้งถึงขีดสุด
พวกสวะพวกนี้น่ารำคาญจนหนวกหูจริงๆ
มือที่ซีดเซียวและมีรอยแผลเป็นตกสะเก็ดของเขาคว้าไม้ค้ำยันคู่หนึ่งที่วางอยู่หัวเตียง ฝืนพยุงตัวลงจากเตียงอย่างยากลำบาก ไม้ค้ำยันคู่นี้ช่างไม้จ้าวเพิ่งทำเสร็จแล้วเอามาให้เขาเมื่อเช้านี้เอง
แผลบนตัวยังไม่หายดี พอลงจากเตียงกะทันหัน บาดแผลที่พันผ้าพันแผลไว้ก็ค่อยๆ มีเลือดซึมออกมาอีก แต่เขาไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย ยันไม้ค้ำยันลงบนพื้น ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงทุกย่างก้าว
ถ้าวันนี้ไม่จัดการพวกสวะที่มาหาเรื่องบ้านข้างๆ เขาคงไม่มีกะจิตกะใจจะนอนพักกลางวันแล้ว
ในขณะเดียวกัน บ้านตระกูลฝานก็ถูกพวกลูกน้องบ่อนพนันรื้อค้นจนแทบจะพลิกแผ่นดินหา แม้แต่กระเบื้องปูพื้นก็ใช้ไม้เคาะดูทีละแผ่น
ฉางหนิงหดตัวหลบอยู่หลังฝานฉางอวี้ร้องไห้สะอึกสะอื้น ฝานฉางอวี้ใช้มือข้างหนึ่งปกป้องน้องสาวไว้ ก้มหน้าลงครึ่งหนึ่งจนไม่มีใครมองเห็นสีหน้าของนางในวินาทีนี้
ลูกน้องคนหนึ่งกำลังรื้อค้นหาของบนโต๊ะหมู่บูชาป้ายวิญญาณพ่อแม่ของฝานฉางอวี้ ปัดป้ายวิญญาณตกหล่นลงพื้น กำลังจะเหยียบซ้ำเพื่อดูว่ามีช่องลับซ่อนของอยู่ข้างในหรือไม่ จู่ๆ คอเสื้อด้านหลังก็ถูกกระชาก ตามด้วยแรงมหาศาลที่เหวี่ยงเขาออกไปอย่างแรง ลอยไปตกกระแทกกับธรณีประตู หัวฟาดพื้นอย่างจัง ชายร่างบึกบึนคนนั้นมึนงงไปชั่วขณะ
คนอื่นๆ ในบ้านก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน
ฝานฉางอวี้ไปยืนอยู่ตรงจุดที่ชายร่างบึกบึนคนนั้นยืนอยู่เมื่อครู่แล้ว นิ่งเงียบมองดูป้ายวิญญาณของพ่อแม่ที่หล่นอยู่บนพื้น ลมหนาวพัดโชยเข้ามาพัดผมปรกหน้าของนาง ปลายนิ้วมือมีหยดเลือดไหลริน
เลือดนั้นเกิดจากที่นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อตัวเองตอนพยายามอดกลั้นอารมณ์โกรธก่อนหน้านี้
“ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าอีกครั้ง จะไสหัวไปหรือไม่ไป?”
น้ำเสียงของนางราบเรียบเกินคาด แต่มันกลับทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลังอย่างน่าประหลาด
คนของบ่อนพนันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ฝานต้านั้นถอยกรูดไปอยู่ใกล้ประตูเงียบๆ แล้ว มีดที่ฝานฉางอวี้ปาใส่เมื่อครู่ยังทำให้เขาหวาดผวาไม่หาย
นายท่านจินทวงหนี้มาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่โดนฉีกหน้าขนาดนี้ คนข้างนอกก็ยืนดูกันตั้งเยอะตั้งแยะ ถ้าวันนี้เขาทวงหนี้กลับไปไม่ได้ ก็เท่ากับทำให้บ่อนพนันเสียหน้าไปด้วย
เขาลุกขึ้นเตะลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ ไปทีหนึ่ง: “ตายกันหมดแล้วหรือไง? ไปรื้อต่อสิวะ ข้าทวงหนี้ในตำบลหลินอันมาตั้งหลายปี จะมากลัวกะอีแค่เด็กผู้หญิงคนเดียวงั้นเรอะ!”
พวกลูกน้องก็ปลอบใจตัวเองแบบนั้นเหมือนกัน แต่พอมองดูเพื่อนที่ยังนอนกองอยู่ตรงประตู ในใจก็อดหวั่นเกรงไม่ได้
ยัยเด็กนี่มีแรงมหาศาลผิดมนุษย์มนาจริงๆ
พวกเขาสบตากัน แล้วกรูกันเข้าไปหา ฝานฉางอวี้ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ ใช้ปลายเท้าเตะท่อนไม้ที่หล่นอยู่แทบเท้าของลูกน้องคนเมื่อครู่ลอยขึ้นมา ใช้มือข้างหนึ่งคว้าไม้กวาดแกว่งเป็นวงกว้างฟาดไปเต็มแรง ลูกน้องหลายคนโดนฟาดเข้าที่ท้อง ร่างงอเป็นกุ้งกระเด็นลอยออกไป บางคนถึงกับอ้วกเศษอาหารออกมาเลยก็มี
ฝานฉางอวี้ไม่ปล่อยให้พวกมันตั้งตัวได้ ท่อนไม้ยาวในมือร่ายรำอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทั้งกวาด ตวัด ฟาด สับ… แทนที่จะบอกว่านางใช้เพลงกระบอง สู้บอกว่านางกำลังร่ายรำง้าวขนาดยาวที่ไม่มีคมมีดเสียมากกว่า
ลูกน้องของบ่อนพนันถูกนางทุบตีจนร้องโอดโอยครวญครางหาพ่อหาแม่ ถูกโยนออกไปนอกประตูบ้านตระกูลฝานราวกับกระสอบทรายขาดๆ เสียงสูดปากด้วยความตกตะลึงของฝูงชนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ฝานต้าพอเห็นฝานฉางอวี้ร่ายรำเพลงดาบชุดนี้ สีหน้าก็ซีดเผือดราวกับไก่ต้ม หดตัวหลบมุมราวกับนกกระทา
นายท่านจินเห็นท่าไม่ดีคิดจะหนี แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นประตู มีดสับกระดูกสีดำทะมึนก็พุ่งมาจากด้านหลัง ปักฉึกเข้าที่แผ่นประตูตรงหน้าเขาอย่างแม่นยำ เกือบจะเฉือนจมูกเขาขาดไปแล้ว
นายท่านจินกลืนน้ำลายเอื๊อก “แม่นางฝานคนโต เข้าใจผิด เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว…”
นอกวงล้อมฝูงชนมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น “มือปราบมาแล้ว! หลีกทางๆ!”
กลุ่มคนที่เคยก่อกรรมทำเข็ญเป็นอาจิณ พอได้ยินว่ามือปราบมา กลับถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมเพรียงกัน
ช่างไม้จ้าวพามือปราบวิ่งกระหืดกระหอบเหงื่อท่วมกลับมา: “กลางวันแสกๆ มารังแกเด็กกำพร้า พวกเจ้ายังเห็น… อยู่ในสายตาบ้างไหม!”
พอเห็นลูกน้องบ่อนพนันนอนร้องโอดโอยอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลฝาน และนายท่านจินที่ถูกมีดสับกระดูกขวางทางไว้ตรงประตู คำว่า “กฎหมาย” ก็ติดแหง็กอยู่ในคอของช่างไม้จ้าว
เซี่ยเจิงที่เพิ่งยันไม้ค้ำลงมาจากห้องใต้หลังคาของบ้านตระกูลจ้าวเห็นภาพนี้ สีหน้าก็ประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกได้ว่าหญิงสาวคนนี้มีลมหายใจที่ยาวนาน ไม่ด้อยไปกว่าพวกที่มีวรยุทธ์เลย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีวรยุทธ์จริงๆ
คนที่มุงดูอยู่ต่างก็ให้ความสนใจกับเหตุการณ์สนุกตรงหน้า ไม่มีใครสังเกตเห็นเซี่ยเจิง เมื่อเห็นว่าปัญหาคลี่คลายแล้ว เขาปรายตามองคราบเลือดที่ซึมออกมาเปื้อนเสื้อตัวเอง สีหน้าเรียบเฉยเดินกลับไป แต่หน้าผากกลับเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเม็ดเล็กๆ
บัณฑิตชุดฟ้าที่เพิ่งเปิดประตูบ้านออกมา พอเห็นมือปราบอยู่ข้างนอก ก็มองไปทางบ้านตระกูลฝานแวบหนึ่ง สีหน้าอ่านไม่ออก จากนั้นก็ถอยกลับไปปิดประตูบ้านตามเดิม
ภายในบ้าน ฝานฉางอวี้ระงับความโกรธเกรี้ยวที่ถูกบีบคั้นออกมาเมื่อครู่ลง คุกเข่าลงเก็บป้ายวิญญาณพ่อแม่ที่ตกพื้นขึ้นมาเงียบๆ
เลือดบนมือนางเปื้อนป้ายวิญญาณ นางจึงใช้แขนเสื้อเช็ดออก
เพลงดาบง้าวขนาดยาวชุดนี้ พ่อของนางเป็นคนสอนให้ แต่พ่อไม่เคยอนุญาตให้นางใช้ต่อหน้าผู้คนเลย
พ่อบอกว่า นอกจากจะถึงคราวเข้าตาจนจริงๆ หรือมีอันตรายถึงชีวิต ถึงจะเอามาใช้ได้ ไม่เช่นนั้นอาจจะนำความเดือดร้อนมาให้
วันนี้นางแหกกฎแล้ว แต่ไม่ใช่เพราะมีอันตรายถึงชีวิต แต่เป็นเพราะป้ายวิญญาณของพ่อแม่
ฝานฉางอวี้กอดป้ายวิญญาณไว้ หลับตาสีแดงก่ำลง
ท่านพ่อ อย่าโกรธเคืองฉางอวี้เลยนะ
เมื่อมีมือปราบเข้ามาแทรกแซง การจัดการต่อจากนั้นก็ราบรื่นขึ้นมาก
ฝานฉางอวี้ทำร้ายคนของบ่อนพนันบาดเจ็บไปหลายคน แต่อีกฝ่ายบุกรุกเคหสถานยามวิกาลและทำลายข้าวของในบ้านนางก่อน มือปราบอบรมสั่งสอนพวกที่ก่อเรื่องวุ่นวายจากบ่อนพนันไปชุดหนึ่ง สั่งให้นายท่านจินชดใช้ค่าเสียหายในบ้านให้ฝานฉางอวี้ และไม่ได้ให้ฝานฉางอวี้จ่ายค่ายารักษาพยาบาลให้คนของบ่อน
ฝานต้าตะโกนเสียงอ่อยๆ ว่าตามกฎหมายบ้านของฝานฉางอวี้ต้องตกเป็นของเขา มือปราบปรายตามองฝานต้าแล้วพูดว่า: “เรื่องนั้นมันคนละเรื่องกัน ถ้าเจ้าจะทวงบ้าน ก็ไปเขียนคำร้องยื่นต่อที่ว่าการอำเภอ ให้ท่านนายอำเภอเป็นคนตัดสิน”
ฝานต้าหุบปากฉับทันที ไม่กล้าหืออืออีก
คนจากบ่อนพนันประคองกันและกันเดินกระเผลกออกจากบ้านตระกูลฝานไปเป็นพรวน ฝานต้าก็วิ่งหนีหน้าม่านไปเช่นกัน ฝูงชนที่มุงดูเรื่องสนุกถึงได้ค่อยๆ สลายตัวไป
ฝานฉางอวี้หันไปพูดกับหัวหน้ามือปราบ: “ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ท่านอาหวัง”
หัวหน้ามือปราบหวังถือเป็นสหายเก่าของพ่อของนาง ช่างไม้จ้าวอุตส่าห์วิ่งไปเชิญเขามาแต่ไกล ก็เพื่ออยากให้เขาช่วยออกหน้าแทนฝานฉางอวี้
หัวหน้ามือปราบหวังกล่าวว่า: “วันนี้พวกเขาเป็นฝ่ายผิด ข้าทำตามหน้าที่ ก็ไม่ได้ถือว่าเข้าข้างเจ้าหรอกนะ แต่ถ้าฝานต้าไปยื่นคำร้องที่ที่ว่าการอำเภอจริงๆ บ้านหลังนี้ของเจ้าเกรงว่าจะรักษาไว้ไม่ได้แล้วล่ะ”
ที่ฝานต้ายังไม่ไปยื่นคำร้องที่ที่ว่าการอำเภอเสียที หนึ่งคือการฟ้องร้องมันยุ่งยาก สองคือการจ้างทนายความก็ต้องใช้เงินไม่น้อย
แต่เมื่อเขารู้ว่าบีบบังคับฝานฉางอวี้ไปก็เปล่าประโยชน์ เพื่อจะได้บ้านและที่ดินไปใช้หนี้พนันของตัวเอง ไม่แน่ว่าอาจจะหันไปพึ่งที่ว่าการอำเภอจริงๆ ก็ได้
ใบหน้าของฝานฉางอวี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและท้อแท้: “วิธีที่พอจะคิดออกข้าก็คิดหมดแล้ว เคยฝากคนไปถามทนายความมาแล้ว ต่างก็บอกว่าข้าไม่สามารถโอนชื่อบ้านและที่ดินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้มาเป็นของข้าได้เลย”
ทนายความคือคนที่รับจ้างเขียนคำร้องและว่าความ พวกเขาเชี่ยวชาญกฎหมายของแผ่นดินเป็นอย่างดี
หัวหน้ามือปราบหวังทำงานสืบสวนคดีมาหลายปี ผ่านโลกมาเยอะ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า: “บางทีอาจจะยังมีอีกวิธีหนึ่ง”

0 Comments