บทที่ 34
แปลโดย เนสยังฝานฉางอวี้ถามอย่างไม่เข้าใจ: “ทางการจะพูดโกหกไปทำไม?”
เซี่ยเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อนึกถึงว่าตั้งแต่เกิดจนโต นางใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่เล็กๆ แห่งนี้ ขุนนางตำแหน่งใหญ่ที่สุดที่เคยเห็นก็คงเป็นเพียงนายอำเภอ จึงรู้สึกเห็นใจในความไร้เดียงสาและโง่เขลาที่นางแสดงออกมาในขณะนี้
พ่อแม่ของนางอาจจะสอนเรื่องการวางตัวในสังคมมามากมายตลอดชีวิต แต่คงไม่เคยบอกเล่าถึงความเจ้าเล่ห์เพทุบายในแวดวงขุนนาง
เขาอธิบายให้นางฟังอย่างใจเย็นเป็นครั้งแรก แถมยังยกตัวอย่างประกอบด้วย: “เหมือนตอนที่ลุงใหญ่ของเจ้าคิดจะฮุบสมบัติบ้านเจ้า เขาก็ไปหาซือเหยีย (ที่ปรึกษานายอำเภอ) แวดวงขุนนางระดับอำเภอเล็กๆ ยังมีคลื่นใต้น้ำ ยิ่งขึ้นไปถึงระดับรัฐหรือราชสำนัก ความสัมพันธ์ก็ยิ่งซับซ้อนยุ่งเหยิง ทั้งเรื่องพรรคพวก เพื่อนขุนนาง เครือญาติ ศิษย์อาจารย์… เบื้องหลังขุนนางทุกคน ล้วนมีเครือข่ายอำนาจโยงใยกันอยู่ คดีบางคดีที่ไปกระทบผลประโยชน์ของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ด้านบน มองดูเหมือนเป็นคดีร้องทุกข์ของชาวบ้านตาดำๆ แต่แท้จริงแล้วกลับกลายเป็นการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไปเสียแล้ว”
ฝานฉางอวี้ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นานจึงกล่าวว่า: “ความหมายของเจ้าคือ การตายของพ่อแม่ข้า อาจจะไปพัวพันกับผลประโยชน์ของขุนนางใหญ่หลายคนงั้นหรือ?”
นัยน์ตาของเซี่ยเจิงฉายแววประหลาดใจ นางก็ไม่ได้โง่นักนี่
เขาหลุบตาลง: “ข้าแค่ยกตัวอย่างเท่านั้น ทางการอาจจะพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว หรืออาจจะโกหกทั้งหมดเลยก็ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือ ถ้าทางการให้ความจริงปลอมๆ กับเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร?”
คำถามนี้เกินขอบเขตความเข้าใจของฝานฉางอวี้ไปจริงๆ ในใจของชาวบ้านธรรมดา ขุนนางก็คือฟ้าของพวกเขา ขุนนางกังฉินเพียงคนเดียวก็ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนแสนสาหัสแล้ว เมื่อได้ฟังคำพูดของเซี่ยเจิง นางก็พลันรู้สึกว่า ขุนนางเหล่านั้นดูเหมือนจะไม่ใช่ใต้เท้าผู้ทรงความยุติธรรมไปเสียทุกคน
หากขุนนางทั้งแวดวงราชการของต้าอิ้นล้วนปกป้องพวกพ้องกันเอง สิ่งที่อยู่เหนือหัวของพวกนางก็ไม่ใช่ท้องฟ้า แต่เป็นตาข่ายที่รัดพวกนางไว้จนตายต่างหาก
ฝานฉางอวี้สับสนเพียงชั่วครู่ แววตาก็กลับมาแน่วแน่อีกครั้ง: “ตอนที่ฝานต้าไปหาเหอซือเหยียเพื่อฮุบสมบัติบ้านข้า ข้าเคยคิดจะไปหาขุนนางที่ตำแหน่งใหญ่กว่าเหอซือเหยียเพื่อหาช่องทาง ขุนนางที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอชิงผิงคือนายอำเภอ แต่นายอำเภอกับเหอซือเหยียก็ใส่กางเกงตัวเดียวกัน (รู้เห็นเป็นใจกัน) ข้าพึ่งพานายอำเภอไม่ได้ จึงคิดจะจับลุงใหญ่ของข้ามัดไว้”
“แวดวงราชการของราชวงศ์ต้าอิ้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็แค่มีคนเป็นขุนนางเยอะขึ้นเท่านั้น หากข้ารู้จักขุนนางใหญ่ ในคดีของลุงใหญ่ ข้าก็คงจะไปขอให้ขุนนางใหญ่ระดับรัฐช่วย หากฝานต้าไปหาขุนนางที่ใหญ่ที่สุดในระดับรัฐ ข้าก็ยังมีช่องทางไปร้องทุกข์กับขุนนางในเมืองหลวง ไล่สายสัมพันธ์ไปจนสุด ท้ายที่สุดก็คือไปถึงหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้”
“ขุนนางที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอชิงผิงคือนายอำเภอ ขุนนางที่ใหญ่ที่สุดในราชวงศ์ต้าอิ้นคือฮ่องเต้ ในแง่ของการหาคนมาร้องทุกข์ สองอย่างนี้ก็ไม่ได้แตกต่างกัน สุดท้ายสิ่งที่ใช้พิสูจน์ความถูกผิด ก็คือหลักฐานและกฎหมายที่เข้มงวดอยู่ดี”
นางมองเซี่ยเจิง แววตาใสกระจ่างและไร้ความหวาดกลัว: “ไม่ว่าการตายของพ่อแม่ข้าจะไปพัวพันกับสิ่งใด ข้าก็จะสืบต่อไป เครือข่ายแวดวงราชการของต้าอิ้นที่ถักทอจากสายสัมพันธ์นับพันหมื่นเส้นนั้น ก็ไม่มีอะไรน่ากลัว”
การที่นางสามารถพูดจาเช่นนี้ออกมาได้ ทำให้เซี่ยเจิงรู้สึกแปลกใจจริงๆ
เขาถาม: “เจ้าจะสืบอย่างไร?”
ฝานฉางอวี้มองไปที่ฉางหนิงซึ่งกำลังเล่นหิมะอยู่ในลานบ้าน: “ข้าไม่กลัวอันตราย แต่ฉางหนิงยังเด็กเกินไป หากทำให้คนที่ฆ่าพ่อแม่ข้าสังเกตเห็นพวกเราสองพี่น้องอีก ข้าไม่กล้ารับประกันว่าจะปกป้องฉางหนิงได้ดี ดังนั้นก่อนหน้านั้น ข้าจะส่งฉางหนิงไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อน”
เซี่ยเจิงแสดงความชื่นชมทางสีหน้า: “แล้วไงต่อ?”
ฝานฉางอวี้กล่าว: “หากข้าเป็นชาย ข้าอาจจะเลือกสอบจอหงวนหรือสอบบู๊ (สอบเข้ารับราชการฝ่ายทหาร) เพื่อเข้าไปอยู่ในแวดวงราชการ แล้วสืบหาเบื้องหลังการตายของพ่อแม่ด้วยตัวเอง แต่ข้าเป็นเพียงหญิงสาว ข้าเข้าแวดวงราชการไม่ได้ และไม่รู้จักขุนนางใหญ่คนไหน ทางเดียวที่เหลืออยู่ ก็คงเป็นคำกล่าวที่ว่า ‘มีเงินก็จ้างผีโม่แป้งได้’ (มีเงินทำได้ทุกอย่าง) แล้วล่ะ”
เซี่ยเจิงเอามือเท้าขมับแล้วกล่าวว่า “เป็นวิธีที่ดีนะ แต่ฟังดูต้องใช้เวลาหลายปีทีเดียว เงินที่จะทำให้ขุนนางใหญ่เหล่านั้นยอมโม่แป้งให้เจ้าได้ ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยนะ”
ฝานฉางอวี้สะอึกไปเล็กน้อย กล่าวว่า: “วิธีที่ข้าพอนึกออกในตอนนี้ ก็มีแต่วิธีนี้แหละ จะให้ทำตามงิ้วที่ผู้หญิงปลอมตัวเป็นผู้ชายไปสอบจอหงวน ข้าหนึ่งคือไม่มีหัวคิดเรื่องเรียนหนังสือ สองคือไม่มีฐานะพี่ชายน้องชายในบ้านให้ยืมมาสวมรอย เว้นเสียแต่ว่า…”
นางเกาหัวแล้วพูดว่า: “ข้าจะไปสนับสนุนบัณฑิตยากจนสักสองสามคน? เผื่อโชคดีสนับสนุนคนที่มีมโนธรรม พอเขาสอบได้เป็นขุนนาง ข้าก็ถือว่ามีคนอยู่ในแวดวงราชการแล้ว การจะสืบหาสาเหตุการตายของพ่อแม่คงจะสะดวกขึ้นมาก?”
คราวนี้ถึงตาเซี่ยเจิงที่ต้องสะอึกบ้าง เขาเหลือบตามอง พูดจาเหน็บแนมว่า: “แล้วถ้าไปเจอคนแบบอดีตคู่หมั้นของเจ้าอีกล่ะ?”
ฝานฉางอวี้สังเกตว่าช่วงนี้คนผู้นี้ชักจะแปลกๆ เอะอะก็ชอบเอาเรื่องซ่งเยี่ยนมาพูด
นางพูดว่า: “ช่วงปีใหม่ ไม่พูดถึงเขาได้ไหม?”
เซี่ยเจิงปรายตามองนาง เม้มริมฝีปากไม่พูดอะไรอีก ราวกับว่าอารมณ์บูดเริ่มกำเริบอีกแล้ว
ฝานฉางอวี้บ่นพึมพำ: “ยังคิดว่าข้าซวยไม่พอหรือไง…”
เซี่ยเจิงหูไว เสียงบ่นนี้จึงได้ยินถึงหูเขา มุมปากที่แต่เดิมเรียบตึงกลับยกขึ้นเล็กน้อย เขากล่าวว่า: “คดีพ่อแม่ของเจ้า เจ้าสามารถรอไปก่อนได้”
ฝานฉางอวี้งุนงงมาก: “หมายความว่าอย่างไร?”
เซี่ยเจิงกล่าว: “หากการตายของพ่อแม่เจ้าพัวพันกว้างขวาง ในแวดวงราชการย่อมมีคนที่อยากจะปกปิดความจริง และก็มีคนที่อยากจะสืบให้ถึงที่สุด สิ่งที่เจ้าควรทำในตอนนี้ คือปกป้องตัวเองและน้องสาวให้ดี และรอให้คนที่อยากเปิดเผยความจริงนี้มาหาเจ้าเอง”
ฝานฉางอวี้พูดว่า: “แต่ข้าไม่รู้อดีตของพ่อแม่ข้าเลย อีกฝ่ายมาหาข้า ก็คงไม่ได้อะไรไปจากข้าอยู่ดี”
เซี่ยเจิงคิดในใจว่า แค่ง้างปากเฮ่อจิ้งหยวนได้ การตายของพ่อแม่นางก็จะกระจ่างแล้ว
เพียงแต่หากเว่ยเหยียนรู้ว่าเขายังไม่ตาย แม้จะต้องทิ้งทั้งอำเภอชิงผิงหรือกระทั่งจี้โจว ก็คงต้องเอาชีวิตเขาให้ได้อีกครั้ง ก่อนที่สถานการณ์จะคลี่คลาย การเปิดเผยตัวตนรังแต่จะนำภัยมาให้
เขากล่าวว่า: “เจ้าประเมินแวดวงราชการต่ำเกินไป จะต้องมีคนมาหาเจ้าแน่”
ฝานฉางอวี้ยังคงสับสน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คิดว่าเซี่ยเจิงคงกำลังปลอบใจนาง จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพียงแต่กล่าวว่า: “ตอนนี้ข้ายิ่งรู้สึกว่า การอ่านหนังสือเยอะๆ ทำให้คนฉลาดขึ้นจริงๆ เหยียนเจิ้ง เจ้าอ่านหนังสือมาเยอะ ถึงได้ฉลาดนัก”
เซี่ยเจิงเคยได้ยินคำเยินยอมาสารพัดรูปแบบ หากพูดถึงการสรรหาคำชม คงไม่มีใครสู้พวกบัณฑิตเหล่านั้นได้ แต่คำยกย่องเหล่านั้นเขาไม่เคยใส่ใจเลย คำว่า “ฉลาด” ที่ตรงไปตรงมาและเรียบง่ายของนางในตอนนี้ กลับทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ในใจ
เขายังคงแก้ความเข้าใจผิดให้นาง: “ไม่ใช่ว่าอ่านหนังสือเยอะแล้วจะฉลาด การอ่านหนังสือทำให้คนเข้าใจเหตุผล เปิดหูเปิดตาให้กว้างไกล รู้จักกาลเทศะ วิสัยทัศน์ไม่ตื้นเขิน ในการวางตัวในสังคม เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว”
ฝานฉางอวี้พยักหน้า: “เมื่อก่อนท่านแม่ของข้าก็พูดแบบนี้แหละ น่าเสียดายที่ตอนนั้นข้าไม่รู้ความ การบังคับให้ข้าอ่านหนังสือก็เหมือนการต้อนหมูเข้าคอกช่วงปีใหม่ ตอนนี้อยากจะเรียนก็คงไม่ทันแล้ว”
ตอนนี้นางเริ่มรู้สึกว่าการอ่านหนังสือมีประโยชน์จริงๆ อย่าพูดถึงเรื่องอื่นเลย ก่อนหน้านี้ที่ฝานต้าคิดจะแย่งสมบัติบ้านนาง เหยียนเจิ้งไม่ต้องใช้แผนสกปรกอะไรเลย เพียงแค่ใช้กฎหมายก็สามารถเอาชนะคดีนี้ได้
หากตัวเองมีความรู้กว้างขวางขึ้นอีกนิด บางทีอาจจะขายเนื้อหมูได้หลากหลายรูปแบบขึ้นก็ได้
เดิมทีนางก็คิดว่าแตงกวาคลุกน้ำตาลก็คือแตงกวาคลุกน้ำตาล ตอนที่ไปช่วยทำเนื้อพะโล้ที่เหลาอาหารอี้เซียง ถึงได้รู้ว่าในเหลาอาหารอี้เซียงเรียกแตงกวาคลุกน้ำตาลว่า “มังกรเขียวหมอบหิมะ” ชื่ออาหารดูหรูหราขึ้นมา ราคาอาหารก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ฝานฉางอวี้จำได้ว่าตอนที่นางกลับมา เขาเหมือนกำลังสอนฉางหนิงให้รู้จักตัวหนังสือ นางจึงหน้าหนาเอ่ยปากขอ: “ถ้าเจ้าพอมีเวลาว่าง สอนข้าอ่านหนังสือบ้างได้ไหม? ข้าจะไม่กวนเวลาเจ้ามากเกินไป เจ้าแค่บอกข้าว่าควรเรียนอะไร ข้าจะไปอ่านเอง ตรงไหนไม่เข้าใจ ค่อยมาถามเจ้า”
เซี่ยเจิงช้อนตามอง รู้สึกแปลกใจกับความคิดนี้ของนางไม่น้อย จากนั้นจึงถามว่า: “เจ้าเคยอ่านหนังสือเล่มไหนมาบ้าง?”
ฝานฉางอวี้คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า: “‘คัมภีร์สามอักษร’ (ซานจื้อจิง), ‘ทำเนียบร้อยแซ่’ (ไป่เจียซิ่ง), ‘คัมภีร์พันอักษร’ (เชียนจื้อเหวิน) ข้าพอจะจำได้ครบทุกตัวนะ”
พูดจบก็เห็นเซี่ยเจิงหน้าดำทะมึน
ฝานฉางอวี้กลัวว่าเขาจะคิดว่าการสอนนางนั้นยุ่งยาก จึงกัดฟันพูดไปว่า: “‘หลุนอวี่’, ‘ไท่เสวีย’ ข้าก็เคยอ่านมาบ้าง”
น้ำเสียงของเซี่ยเจิงฟังดูเยือกเย็น: “คือ ‘ต้าเสวีย’ ใช่ไหม?”
ฝานฉางอวี้อายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ยอมรับตามตรงว่า: “สองเล่มนี้ข้าแค่เคยพลิกดูผ่านๆ ตอนที่เห็นซ่งเยี่ยนอ่านหนังสือน่ะ ข้าอ่านไม่รู้เรื่อง เขาก็หวงหนังสือนักหนา ข้าก็เลยคืนให้เขาไป และก็ไม่กล้าถามด้วยว่าในหนังสือเขียนเกี่ยวกับอะไร”
สารภาพอย่างซื่อสัตย์จบ ฝานฉางอวี้ก็รู้สึกว่ารอบกายเริ่มเย็นยะเยือก
นางมองไปที่เซี่ยเจิง รู้สึกเพียงว่าใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาในตอนนี้ช่างดูบูดบึ้งและเย็นชาเหลือเกิน
ฝานฉางอวี้ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เซี่ยเจิงพูดด้วยน้ำเสียงที่แทบจะมีเกล็ดน้ำแข็งร่วงออกมา: “ในเมื่อ ‘หลุนอวี่’ กับ ‘ต้าเสวีย’ เจ้าก็เรียนไปแล้ว งั้นต่อไปก็อ่าน ‘เมิ่งจื่อ’ ก็แล้วกัน”
ฝานฉางอวี้ทำหน้ามึนงง คำพูดของนางหมายความว่าเรียนไปแล้วหรือ?
นางอธิบายชัดเจนแล้วนะว่านางแค่พลิกดูผ่านๆ คร่าวๆ แม้แต่ความหมายข้างในนางก็ยังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ
แถมยังไม่พอ ตอนกินข้าวกลางวัน นางตาไวสังเกตเห็นว่าเซี่ยเจิงเปลี่ยนผ้าผูกผมบนหัวกลับไปเป็นเส้นเดิมของเขาอีกแล้ว
ฝานฉางอวี้ไม่รู้ว่าตัวเองไปทำให้เขาโกรธตรงไหน ตอนกินข้าวนางก็กระแอมเบาๆ แล้วถามว่า: “ตอนบ่ายข้าตั้งใจจะเอาเนื้อหมูเค็มไปขายที่ตัวอำเภอ แล้วก็จะเอาไปให้หวังปู้โถว (หัวหน้ามือปราบหวัง) เพื่อสวัสดีปีใหม่ด้วย เจ้าอยากได้อะไรไหม?”
คนที่ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวมาตลอดถึงได้ยอมพูดขึ้นมา: “กระดาษหมดแล้ว เมื่อวานเขียนชุนเหลียน หมึกก็หมดแล้ว ซื้อกระดาษกับหมึกกลับมาหน่อยก็แล้วกัน กระดาษขอเป็นกระดาษจิ้งผีเจียเซวียน (กระดาษเซวียนจื่อชนิดหนาพิเศษ) ขนาดห้าฉื่อ (ประมาณ 1.6 เมตร) ส่วนหมึกขอเป็นหมึกฮุยโม่ (หมึกคุณภาพสูงจากเมืองฮุยโจว) ชนิดซงเยียน (ทำจากเขม่าไม้สน)”
ฝานฉางอวี้ฟังแล้วก็ปวดหัว: “กระดาษเซวียนอะไรนะ? หมึกอะไรนะ?”
เซี่ยเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า: “ช่างเถอะ ข้าไปซื้อเองดีกว่า”
ฝานฉางอวี้รู้สึกว่าเขาทำตัวเย็นชาหมางเมิน นึกถึงบาดแผลของเขาที่ยังไม่หายสนิท จึงถามเพิ่มอีกประโยค: “ตอนบ่ายข้าจะจ้างเกวียนวัวกลับ เจ้าจะไปด้วยกันไหม?”
ฉางหนิงพอได้ยิน สองมืออวบๆ ก็ตบโต๊ะทันที: “ฉางหนิงก็จะไปเดินตลาดด้วย!”
หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่จ้องมองไปที่เซี่ยเจิงตาไม่กะพริบ เซี่ยเจิงเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยปาก: “งั้นก็ไปด้วยกัน”
เนื่องจากจะได้ไปเดินตลาด ฉางหนิงจึงตื่นเต้นดีใจจนแทบเนื้อเต้น วิ่งวนรอบลานบ้านยังไม่พอ ออกจากลานบ้านไปยังวิ่งไล่หมาของท่านป้าจ้าวไปจนถึงปากตรอกถึงจะยอมเลิก
ฝานฉางอวี้คิดว่าการไปขายเนื้อหมูเค็มที่ตัวอำเภอในวันนี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินใจกะทันหัน ปีก่อนๆ พ่อของนางก็จะหาเวลาว่างในวันนี้ ขนเนื้อหมูเค็มใส่รถไปขายที่ตัวอำเภอเช่นกัน
ครอบครัวที่ไปเยี่ยมญาติหรือเพื่อนฝูง หากไม่ได้เตรียมของขวัญปีใหม่ไว้ล่วงหน้า และตลาดขายเนื้อก็ไม่เปิดในสองวันนี้ ส่วนใหญ่ก็มักจะไปหาซื้อจากพ่อค้าแม่ค้าริมทาง
เมื่อไปถึงตัวอำเภอ ฝานฉางอวี้ก็มีประสบการณ์มากพอที่จะจอดเกวียนวัวไว้บนถนนหน้าโรงเรียนอำเภอ
ที่นี่มีนักเรียนเดินผ่านไปมาเยอะ แถมยังมีหลายครอบครัวที่มาเช่าบ้านอยู่แถวนี้เพื่อให้ลูกชายได้มาเรียนหนังสือด้วย
นักเรียนที่จะไปสวัสดีปีใหม่อาจารย์ จะเอาใบชาหรือเหล้าธรรมดาๆ ไปให้ก็ดูไม่ดี จะซื้อของแพงก็เปลืองเงิน การซื้อเนื้อหมูเค็มไปเป็นของขวัญปีใหม่จึงเหมาะสมที่สุด
ฝานฉางอวี้ตั้งแผงปุ๊บก็ทำยอดขายได้หลายราย เซี่ยเจิงตั้งใจจะไปที่ร้านหนังสือ แต่ฉางหนิงเอาแต่เขย่งคอมองไปรอบๆ ถามฝานฉางอวี้ตาละห้อยว่า: “พี่หญิง ข้าไปดูเขาตีกลองดอกไม้กับพี่เขยได้ไหม?”
ฝานฉางอวี้ตอบ: “พี่เขยเจ้าไม่ได้ไปดูตีกลองดอกไม้หรอก”
ฉางหนิงจึงหันไปมองเซี่ยเจิงตาละห้อยแทน
เซี่ยเจิงปรายตามองเนื้อหมูเค็มของฝานฉางอวี้ที่เพิ่งขายไปได้เพียงส่วนน้อย แล้วพูดว่า: “รอให้พี่สาวเจ้าขายเสร็จแล้วค่อยไปดูด้วยกันเถอะ”
ฝานฉางอวี้กะดูแล้วว่าเนื้อหมูเค็มที่เอามาคงต้องใช้เวลาขายอีกสักพัก จึงบอกว่า: “กว่าข้าจะเก็บแผงก็คงอีกนาน ถ้าเจ้าไม่รีบไปซื้อกระดาษกับหมึก ก็ช่วยพาฉางหนิงไปเดินเล่นก่อนเถอะ นางก็แค่ความอยากรู้อยากเห็นเยอะน่ะ พาเดินวนสักรอบพอกลับมา นางก็เลิกงอแงแล้ว”
เซี่ยเจิงพยักหน้ารับ
ฉางหนิงที่ได้รับอนุญาตแล้ว ก็ดึงแขนเสื้อของเซี่ยเจิง เดินนำหน้าอย่างตื่นเต้น มีพลังล้นเหลือราวกับลูกวัวน้อย
เซี่ยเจิงรับรู้ถึงแรงดึงที่แขนเสื้อ แอบคิดในใจว่าถ้าเด็กคนนี้ไม่ได้สุขภาพอ่อนแอมาตั้งแต่เกิด โตขึ้นมาก็คงจะดุดันเหมือนพี่สาวนางแน่ๆ
ปีนี้อาจเป็นเพราะทางอำเภอจะจัดงานเทศกาลโคมไฟ นักเรียนในโรงเรียนอำเภอส่วนใหญ่จึงไม่ได้กลับบ้าน ถนนก็เลยคึกคักไปด้วย เนื้อหมูเค็มยี่สิบกว่าชิ้นที่ฝานฉางอวี้เอามา ขายหมดเกลี้ยงเร็วกว่าที่คาดไว้เกือบชั่วยาม (2 ชั่วโมง)
ตอนที่นางเก็บแผง เซี่ยเจิงก็พาฉางหนิงที่เดินเล่นแถวนั้นจนพอใจกลับมาพอดี
ฉางหนิงมือซ้ายถือถังหูลู่ มือขวาถือพินวีล (กังหันลมกระดาษ) สีสันสดใส กินจนน้ำเชื่อมเลอะเต็มหน้า
ฝานฉางอวี้มองด้วยความรู้สึกจนใจ หันไปพูดกับเซี่ยเจิงว่า: “เจ้าก็คอยตามใจนางอยู่เรื่อย”
ฉางหนิงยิ้มจนตาหยี: “พี่เขยซื้อถังหูลู่ให้พี่หญิงด้วยนะไม้หนึ่ง”
ฝานฉางอวี้บอก: “ข้าไม่ใช่เด็กสักหน่อย จะกินถังหูลู่ทำไม…”
ยังพูดไม่ทันจบ ถังหูลู่ไม้หนึ่งก็ถูกยื่นมาตรงหน้านางแล้ว
เซี่ยเจิงมีสีหน้าเรียบเฉย: “น้องสาวเจ้าบอกว่าอยากซื้อให้เจ้าด้วยไม้หนึ่ง”
ฝานฉางอวี้ตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เหลือบไปเห็นว่าในมือเขาก็ถือถังหูลู่อยู่อีกไม้หนึ่ง คิดว่าเขาคงชอบกินของหวาน แต่ตอนนี้ไม่ได้ดื่มยา คงจะเขินที่จะกินอย่างเปิดเผย ก็เลยลากนางเข้าไปเกี่ยวด้วย จึงไม่กล้าปฏิเสธอีก ยื่นมือไปรับมาแล้วพูดว่า “ขอบใจนะ”
ฝานฉางอวี้กินถังหูลู่ท่าเดียวกับฉางหนิงเป๊ะ คือกินรวดเดียวหมดลูก ตาหยี แก้มตุ่ยเหมือนหนูแฮมสเตอร์
ฝานฉางอวี้กินหมดไปหนึ่งลูก เห็นเซี่ยเจิงยังถือถังหูลู่ในมือไม่ยอมกิน จึงถามด้วยความแปลกใจ: “ทำไมเจ้าไม่กินล่ะ?”
สายตาของเซี่ยเจิงละจากเศษน้ำเชื่อมที่มุมปากของนาง มองถังหูลู่ในมือตัวเองอย่างลังเล แล้วก็กัดไปครึ่งลูก
น้ำตาลเคลือบด้านนอกหวานฉ่ำ ส่วนพุทราด้านในก็ออกเปรี้ยวนิดๆ พอเคี้ยวรวมกันแล้วได้รสเปรี้ยวอมหวาน ก็อร่อยไปอีกแบบ
ฉางหนิงที่กัดถังหูลู่ไปอีกลูก มองดูภาพนี้แล้วยิ้มจนเห็นฟัน นางฉลาดจริงๆ ที่บอกให้พี่เขยซื้อคนละไม้ พี่หญิงก็เลยไม่ดุนางแล้ว
ที่หัวมุมถนนนี้ ไม่ได้มีแค่พ่อค้าแม่ค้าเร่ขายของ แต่ยังมีนักเรียนที่ฐานะยากจนมาตั้งแผงรับจ้างวาดภาพด้วย
ครอบครัวสามคนที่ยืนกินถังหูลู่กันอยู่ที่หัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามนั้นสะดุดตามาก ชายหนุ่มรูปงามเหนือธรรมดา หญิงสาวยิ้มแย้มสดใส แม้แต่เด็กน้อยที่มาด้วย ก็ยังน่ารักน่าเอ็นดู
บัณฑิตหนุ่มเหลือบมองไปทางนั้นบ่อยครั้ง พร้อมกับวาดภาพลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว
ฝานฉางอวี้กินถังหูลู่เสร็จ เก็บของเรียบร้อยเตรียมจะพาเซี่ยเจิงไปซื้อกระดาษกับหมึก แต่กลับเห็นเขาสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เดินจ้ำอ้าวไปทางหัวมุมถนนฝั่งตรงข้าม
ฝานฉางอวี้มองตามไป ก็เห็นแค่บัณฑิตตั้งแผงขายภาพวาดตัวอักษรอยู่ที่นั่น
กลัวว่าจะเกิดเรื่อง นางจึงรีบพาฉางหนิงตามไป: “เจ้าจะไปไหนน่ะ?”
บัณฑิตเพิ่งจะตวัดพู่กันลงเส้นสุดท้ายเสร็จ จู่ๆ ก็มีมือใหญ่ยื่นมาจากด้านข้าง คว้าภาพวาดใบนั้นไปทันที
ชายหนุ่มที่เมื่อครู่ยังยืนกินถังหูลู่อยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่รู้ว่ามาถึงตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ เขากระชากคอเสื้อบัณฑิต ใบหน้าขาวราวหยกนั้นเย็นชาและน่ากลัว: “ใครสั่งให้เจ้าวาด?”
บัณฑิตถูกความกดดันจากท่าทางนั้นจนพูดจาติดอ่าง: “ข้าน้อย… ข้าน้อยเพียงแค่เห็นว่าคุณชายและฮูหยินพร้อมด้วยลูกสาว ช่างเป็นครอบครัวสามคนที่งดงามนัก จึงอดไม่ได้ที่จะวาดภาพ หากล่วงเกินประการใด ขอคุณชายโปรดอภัยด้วย”
ฝานฉางอวี้พาฉางหนิงตามมาทันพอดี เห็นเขากำลังทำท่าเหมือนจะลงไม้ลงมือทำร้ายคนกลางถนน จึงรีบเข้าไปแกะมือที่กระชากคอเสื้อบัณฑิตออก “เจ้าทำอะไรน่ะ?”
เซี่ยเจิงไม่ได้ตอบ หลุบตามองภาพวาดในมือ
ฝีมือวาดภาพของบัณฑิตถือว่าธรรมดา แต่ภาพนี้กลับวาดบุคคลออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา
ในภาพ ฝานฉางอวี้กำลังหรี่ตากินถังหูลู่ ส่วนสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่ใบหน้าของนาง ราวกับกำลังเฝ้ามองทุกอิริยาบถของนางอยู่ตลอดเวลา ฉางหนิงที่อยู่ด้านหน้าก็กัดถังหูลู่แล้วหันกลับมามองพวกเขาทั้งสอง พร้อมกับรอยยิ้มจนเห็นฟัน แววตาและคิ้วแฝงไปด้วยความซุกซนและฉลาดเฉลียว
เมื่อฝานฉางอวี้เห็นภาพวาดนี้ ก็ประหลาดใจร้อง “อุ๊ย” ออกมา แล้วถามบัณฑิตว่า: “ท่านวาดพวกเราหรือ?”
บัณฑิตนั้นกลัวชายหนุ่มรูปงามที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่ยืนอยู่ข้างๆ หญิงสาวตัวน้อยคนนี้มาก จึงรีบพยักหน้ารัวๆ คำพูดไพเราะก็พรั่งพรูออกมาเป็นสายน้ำโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ: “ฮูหยินกับคุณชายช่างเหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก เป็นคู่สร้างคู่สมโดยแท้ แม้แต่คุณหนูน้อยก็ยังน่ารักน่าชังถึงเพียงนี้ หากฮูหยินชอบ ภาพวาดนี้ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่ข้าน้อยมอบให้คุณชายและฮูหยินก็แล้วกัน ขอให้ฮูหยินและคุณชายครองรักกันหวานชื่น ปีหน้าได้อุ้มลูกชายอีกคนนะขอรับ”
ฝานฉางอวี้แทบจะกัดไม้เสียบถังหูลู่ในปากขาด

0 Comments