บทที่ 31
แปลโดย เนสยังฝานฉางอวี้พยายามทนต่อควันที่ลอยมาเข้าตา กะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่ถูกรมออกมา ถึงจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นเซี่ยเจิงกำลังมองนางด้วยสีหน้าประหลาด นางจึงปัดผมที่กระหม่อมแล้วถามว่า: “บนหัวข้ามีขี้เถ้าติดอยู่หรือ?”
ตอนนี้ลมพัดแรง บนผมและไหล่ของนางมีเศษกระดาษเงินกระดาษทองที่ไหม้เป็นเถ้าปลิวมาติดอยู่ไม่น้อยจริงๆ
เซี่ยเจิงดึงสายตากลับ หลุบตาลงแล้วพยักหน้า
ฝานฉางอวี้จึงปัดเองมั่วๆ แต่ขี้เถ้าพวกนี้พอปัดกลับยิ่งกระจายตัวกลายเป็นคราบดำๆ ติดเสื้อผ้า
ฉางหนิงเห็นดังนั้น ก็วิ่งเตาะแตะด้วยขาสั้นๆ เข้ามาหา ทำแก้มป่องแล้วพูดว่า: “หนิงหนียงช่วยเป่าให้”
ฝานฉางอวี้ก้มหน้าลงให้น้องสาวช่วยเป่าขี้เถ้าบนหัว แต่ด้วยความที่ฉางหนิงตัวเล็ก แรงเป่าน้อย จึงเป่าไม่ค่อยสะอาด นางจึงดึงแขนเสื้อของเซี่ยเจิง เงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วพูดว่า: “พี่เขยช่วยเป่าหน่อย”
เซี่ยเจิงมองไปที่ฝานฉางอวี้ นางกำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้น ให้น้องสาวช่วยเป่าขี้เถ้าบนกระหม่อม จากมุมของเขา เขาสามารถมองเห็นท้ายทอยขาวเนียนและเสี้ยวหน้าด้านข้างที่งดงามของนางได้อย่างชัดเจน รอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่ที่มุมปากของนางขณะพูดคุยกับน้องสาว
เมื่อฝานฉางอวี้ได้ยินฉางหนิงบอกให้เซี่ยเจิงช่วยเป่าขี้เถ้าบนหัวให้ นางก็เงยหน้าขึ้นทันที: “ปัดออกเกือบหมดแล้ว กลับกันเถอะ…”
คำพูดคำสุดท้ายกลับถูกกลืนหายไปในลำคอ
เซี่ยเจิงยกมือขึ้นค่อยๆ ปัดควันและขี้เถ้าบนหัวของนางออก แรงที่เขาใช้แผ่วเบามาก แทบจะแค่เฉียดเส้นผมของนางไปเบาๆ แต่ความรู้สึกคันยิบๆ ที่เกิดจากการถูกปัดผม ก็ทำให้ฝานฉางอวี้ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
สัมผัสนี้ต่างจากการปัดด้วยตัวเองอย่างสิ้นเชิง แต่มันต่างกันตรงไหนนางก็บอกไม่ถูก
เมื่อปัดควันและขี้เถ้าชิ้นสุดท้ายออก เซี่ยเจิงก็ดึงมือกลับ แล้วพูดว่า: “เสร็จแล้ว”
ฝานฉางอวี้สบตากับดวงตาสีดำสนิทที่อ่านไม่ออกของเขา แล้วพูดเสียงแห้งๆ ว่า: “ขอบใจ”
เมื่อกลับจากการไหว้บรรพบุรุษก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว ฝานฉางอวี้ตุ๋นขาหมู หั่นไส้กรอกหมูเค็มมาจานหนึ่ง อุ่นหมูสามชั้นนึ่งที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ แล้วก็ผัดผักกาดแห้งเพื่อแก้เลี่ยน อาหารมื้อนี้ของทั้งสามคนก็ถือว่าพอกินได้
ผักกาดแห้งนั้นทำจากผักกาดเขียวที่เก็บเกี่ยวมาในฤดูกาล นำมาต้มน้ำแล้วตากแห้งเก็บไว้ ทุกบ้านในตำบลล้วนมีฝีมือในการทำผักกาดแห้ง ได้ยินมาว่าวิธีนี้คิดค้นขึ้นในช่วงปีที่เกิดทุพภิกขภัย เพื่อเก็บรักษาเสบียงอาหารให้ได้มากที่สุด
เมื่อเทียบกับความสดกรอบของผักกาดเขียวสด ผักกาดแห้งมีกลิ่นหอมกลมกล่อมมากกว่า นำมาแช่น้ำให้นิ่มแล้วหั่นเป็นท่อนสั้นๆ นำไปผัดกับน้ำมัน ขิง และกระเทียม รสชาติอร่อยกว่าเนื้อเสียอีก
เมื่อกินข้าวเสร็จ เนื้อยังเหลืออยู่เกือบครึ่ง แต่ผักกาดแห้งกลับถูกกินจนหมดเกลี้ยง
เศษเนื้อสดผสมเครื่องในหมูชามใหญ่ที่วางอยู่ข้างกรงของเหยี่ยวไห่ตงชิงก็ถูกกินจนหมดเกลี้ยงเช่นกัน มันกำลังหรี่ดวงตาเล็กๆ ใช้จงอยปากไซ้ขนที่เปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นๆ เพราะถูกวางไว้ใกล้เตาผิง
ฝานฉางอวี้เก็บกวาดถ้วยชามเสร็จ ก็นำกระดาษสีแดงสำหรับเขียนชุนเหลียน (คำกลอนคู่ปีใหม่) และโคมไฟที่ซื้อเตรียมไว้แต่เช้าออกมาจัดการ
การติดชุนเหลียนและแขวนโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่ในวันสิ้นปี (วันชูซี) ก็เป็นประเพณีที่ขาดไม่ได้เช่นกัน
พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก ล้วนอยู่ในห้องของเซี่ยเจิง ฝานฉางอวี้จึงหอบปึกกระดาษชุนเหลียนไปเคาะประตูห้องของเขา
บนโต๊ะหนังสือมีกระดาษปูอยู่ หมึกในแท่นฝนหมึกที่บิ่นไปมุมหนึ่งก็ถูกฝนไว้เรียบร้อยแล้ว เขานั่งเขียนอะไรบางอย่างอยู่ที่โต๊ะหนังสือขาเป๋อย่างไม่ผิดคาด
เมื่อสายตาเย็นชาของเขาปรายมองมา ฝานฉางอวี้ก็เกาหัว ถามอย่างหน้าหนาว่า: “เอ่อ… เจ้าเขียนชุนเหลียนเป็นไหม?”
ฉางหนิงก็ทำตัวเหมือนหางเล็กๆ โผล่หัวออกมาครึ่งหนึ่งที่หน้าประตู ดวงตาโค้งเป็นรูปสระอิ: “พี่เขยเขียนชุนเหลียน!”
เซี่ยเจิงเก็บกระดาษที่เขียนไปได้ครึ่งหนึ่งไว้ด้านข้าง เคลียร์พื้นที่บนโต๊ะหนังสือ แล้วพูดว่า: “เอามาสิ”
ฝานฉางอวี้จึงพาฉางหนิงหางน้อยของนางเข้าไปในห้องพร้อมกับกระดาษชุนเหลียน
หลังจากเซี่ยเจิงปูกระดาษชุนเหลียนบนโต๊ะหนังสือแล้ว เมื่อเขาจุ่มพู่กันลงในน้ำหมึกจนชุ่ม น้ำหมึกในแท่นฝนหมึกก็เหลือไม่มากนัก เขาจึงหันไปพูดกับฝานฉางอวี้ว่า: “ช่วยข้าฝนหมึกเพิ่มหน่อย”
ฝานฉางอวี้ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นเขาเริ่มตวัดพู่กันเขียนตัวอักษรตัวแรกบนกระดาษชุนเหลียนด้วยลายมือที่ทรงพลังและพลิ้วไหว ก็ไม่อยากกวนเขา จึงเหลือบมองก้อนหมึกเก่าๆ ก้อนนั้น แล้วหยิบขึ้นมาฝนในแท่นฝนหมึกอย่างตั้งใจ
เมื่อเซี่ยเจิงน้ำหมึกที่พู่กันหมดและตั้งใจจะจุ่มหมึกเพิ่ม พอเห็นกองหมึกดำปื๊ดในแท่นฝนหมึก เขาก็เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า: “เยอะไป”
ไม่เพียงแต่เยอะไปเท่านั้น สำหรับการเขียนชุนเหลียนคู่เดียว นางฝนหมึกไปตั้งครึ่งก้อน
เขาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองมือของนาง
แต่พอนึกถึงแรงมือของนาง ก็เข้าใจได้
ฝานฉางอวี้หัวเราะแห้งๆ: “ก่อนฝน ข้าตั้งใจจะถามเจ้าอยู่ว่าต้องฝนเท่าไหร่…”
นางอ่านหนังสือออก ถูกแม่ใช้หวายบังคับให้เรียนจนเขียนหนังสือได้นิดหน่อย แต่ลายมือของนางนั้นดูไม่ได้เลยจริงๆ อุปกรณ์เครื่องเขียนมีราคาแพง นางแทบไม่เคยฝนหมึกเองเลย เมื่อก่อนตอนที่แม่บังคับให้คัดลายมือ แม่ก็จะเป็นคนฝนหมึกและนั่งเฝ้านางเขียน นางจึงไม่รู้จริงๆ ว่าควรฝนหมึกปริมาณเท่าไหร่
เซี่ยเจิงดูเหมือนจะชินกับสถานการณ์แบบนี้แล้ว เขาพูดว่า: “ฝนเยอะไปก็ไม่เป็นไรหรอก แค่เสียดายถ้าใช้ไม่หมด”
ฝานฉางอวี้จ้องมองก้อนหมึกที่ถูกนางฝนไปกว่าครึ่ง รู้สึกเสียดายขึ้นมาทันที
นางนึกขึ้นได้ว่าบ้านของท่านป้าจ้าวก็น่าจะยังไม่ได้ซื้อชุนเหลียน จึงพูดว่า: “งั้นเราเขียนให้บ้านท่านป้าจ้าวด้วยคู่หนึ่งสิ! หมึกที่เหลือก็เขียนเพิ่มอีกหลายๆ คู่ แปะไว้หน้าประตูห้องทุกห้องเลย จะได้เป็นสิริมงคล!”
นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยเจิงเคยได้ยินวิธีการติดชุนเหลียนแบบนี้ คิ้วที่สวยงามของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย จากนั้นก็รู้สึกขำขันขึ้นมา ในใจก็เกิดความรู้สึกเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก
ตอนพบกันครั้งแรก เขาเพียงแค่รู้สึกว่าหญิงผู้นี้หยาบกระด้าง แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่า ในความหยาบกระด้างนั้น กลับมีความมีชีวิตชีวาที่เปี่ยมล้นซ่อนอยู่
เปรียบเสมือนวัชพืชในทุ่งหญ้ารกร้าง ที่ไม่มีใครดูแล อาศัยเพียงความดื้อรั้นก็สามารถเติบโตขึ้นมาได้ ทะลุทะลวงได้แม้กระทั่งดินที่เยือกแข็งและหินผา อดทนผ่านฤดูหนาวอันโหดร้ายและฤดูร้อนอันแผดเผา ไม่ว่ายอดอ่อนที่ผลิออกมาจะต้องเผชิญกับลมพายุหรือฝนตกหนัก รากที่อยู่เบื้องล่างก็จะยังคงหยั่งลึกลงไปในดิน เพื่อส่งต่อสารอาหารให้ยอดอ่อนเติบโตต่อไป
เขาเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งเท้าคางดูเขาเขียนหนังสืออยู่ข้างโต๊ะ ปลายพู่กันจุ่มน้ำหมึกเข้มแล้วเขียนชุนเหลียนวรรคท้ายต่อไป
เกล็ดหิมะปลิวเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ สายลมพัดชายเสื้อคลุมอันกว้างใหญ่ของเขา และพัดเส้นผมยาวของฝานฉางอวี้ให้ปลิวไสว ตอนที่เขาตวัดพู่กันจบ ฝานฉางอวี้ก็ชะโงกหน้าเข้ามาดูชุนเหลียนที่เขาเขียน ปอยผมเส้นหนึ่งของนางเฉียดผ่านหลังมือของเขาพอดี
มือที่ตวัดพู่กันของเขาชะงักไป ปลายพู่กันทำให้น้ำหมึกหยดลงบนด้านล่างของชุนเหลียน
ฝานฉางอวี้ร้อง “อุ๊ย” ออกมา พร้อมกับพูดอย่างรู้สึกผิดว่า: “ข้ารบกวนเจ้าหรือเปล่า?”
เซี่ยเจิงดึงสายตากลับ: “เปล่าหรอก น้ำหมึกมันเยอะไปหน่อย”
ฝานฉางอวี้มองชุนเหลียนคู่นั้นอย่างเสียดาย: “น่าเสียดายจัง ลายมือสวยขนาดนี้ แต่ไม่เป็นไรหรอก เอาไปแปะไว้หน้าห้องข้ากับฉางหนิงก็ได้!”
เซี่ยเจิงช้อนตามอง: “เจ้าชอบหรือ?”
ฝานฉางอวี้พยักหน้า นางพินิจดูชุนเหลียนคู่นี้ แล้วอ่านออกเสียงตัวอักษรบนนั้น: “‘น้ำแข็งละลายตาน้ำไหลริน หิมะละลายสิ้นยอดหญ้าผลิบาน’ น้ำแข็งและหิมะละลาย หญ้าในฤดูใบไม้ผลิก็งอกงาม ข้าชอบความหมายนี้”
นางพูดพลางยิ้มให้เซี่ยเจิง: “เมื่อก่อนตอนที่แม่ข้าเขียนชุนเหลียนให้บ้านเรา นางก็ไม่ชอบเขียนคำอวยพรสิริมงคลดาษดื่นเหมือนที่ขายตามตลาดหรอกนะ”
รอยยิ้มของนางทำให้เซี่ยเจิงตาพร่าไปชั่วขณะ เขาไม่ได้ตอบอะไร หลุบตาลง แล้วตวัดพู่กันวาดเส้นสายลงไปบนรอยหยดน้ำหมึกนั้น เพียงไม่กี่เส้น รอยหมึกที่ทำลายชุนเหลียนทั้งคู่ก็กลายเป็นภาพกอหญ้าป่าที่สวยงามและแฝงความหมายลึกซึ้ง
ฝานฉางอวี้และน้องสาวร้อง “โห” ออกมาพร้อมกัน ดวงตาฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
ฝานฉางอวี้หยิบชุนเหลียนคู่นั้นขึ้นมาพินิจดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า: “เจ้าวาดรูปเป็นด้วยหรือ?”
เซี่ยเจิงตอบ: “พอวาดเป็นนิดหน่อย”
ฝานฉางอวี้จ้องมองกอหญ้าป่าที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาตรงด้านล่างของชุนเหลียน: “แค่นี้ก็เก่งแล้ว”
นางช้อนตามองเซี่ยเจิงอีกหลายครั้ง แล้วพูดว่า: “ถ้าเจ้าเอาภาพวาดตัวอักษรพวกนี้ไปขายที่ตลาด ข้าว่าน่าจะหาเงินได้เยอะเลยนะ!”
ด้วยหน้าตาและฝีมือการวาดภาพของเขา รับรองว่าต้องมีแม่นางจำนวนมากเต็มใจซื้อภาพวาดของเขาแน่นอน!
เดิมทีมุมปากของเซี่ยเจิงยกขึ้นเล็กน้อยเพราะคำชมของนาง แต่เมื่อได้ยินสองประโยคหลัง มุมปากของเขาก็ตกลงมาอีกครั้ง
เขาเอ่ยว่า: “ข้าไม่วาดภาพที่ไม่ถูกใจ”
ฝานฉางอวี้รู้ดีว่าคนผู้นี้มีนิสัยดื้อรั้นอยู่แล้ว จึงไม่แปลกใจกับคำตอบของเขา นางมองเขาเขียนแผ่นป้ายแนวนอน (เหิงพี – แผ่นป้ายติดเหนือประตู) ต่อไป
สิ่งที่เขาตวัดพู่กันเขียนคือตัวอักษรสี่ตัว “อดทนรอวสันต์เยือน (忍得春生 – เหริ่นเต๋อชุนเซิง)” ลายมือทรงพลังและหนักแน่น ราวกับแฝงพลังแห่งความมีชีวิตชีวาและความดื้อรั้นของหญ้าป่าที่แทรกตัวขึ้นมาจากดิน
ชุนเหลียนคู่นั้นฝานฉางอวี้ชอบมากอยู่แล้ว เมื่อเห็นแผ่นป้ายแนวนอนนี้ ก็ยิ่งรู้สึกพอใจ
เพื่อให้ดูเข้ากัน เซี่ยเจิงจึงวาดหญ้าป่าเพิ่มลงบนแผ่นป้ายแนวนอนและชุนเหลียนวรรคแรกด้วย
ฝานฉางอวี้นำชุนเหลียนที่เขียนเสร็จแล้วไปวางผึ่งให้แห้งบนตู้ข้างๆ อย่างมีความสุข
ชุนเหลียนคู่นี้ไม่มีรอยหมึกเปื้อนแล้ว แถมกระดาษชุนเหลียนที่ซื้อมาก็พอเขียนได้แค่สามคู่ ฝานฉางอวี้ยังอยากเขียนให้บ้านท่านป้าจ้าวอีกคู่หนึ่ง จึงตัดสินใจนำชุนเหลียนคู่นี้ไปติดที่หน้าประตูใหญ่
ชุนเหลียนที่เซี่ยเจิงเขียนให้ผู้อาวุโสทั้งสอง เป็นชุนเหลียนคำอวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรงอายุยืนยาว
ขณะที่กำลังเขียนชุนเหลียนคู่สุดท้าย ฉางหนิงก็ใช้สองมือเกาะขอบโต๊ะหนังสือ เขย่งเท้าชะเง้อคอมองแล้วพูดว่า: “หนิงหนียงก็อยากเขียนด้วย”
ฝานฉางอวี้คิดว่าชุนเหลียนคู่นี้ยังไงก็ติดไว้ดูเองในบ้าน จึงนำกระดาษสำหรับเขียนแผ่นป้ายแนวนอนออกมา ให้เซี่ยเจิงช่วยคิดคำกลอนให้คู่หนึ่ง เมื่อเขาเขียนเป็นตัวอย่างลงบนกระดาษแล้ว นางก็จับมือน้องสาวให้เขียนตาม
หลังจากพาน้องสาวเขียนแผ่นป้ายแนวนอนเสร็จ นางก็ใช้ลายมือไก่เขี่ยของตัวเองเขียนชุนเหลียนวรรคแรกจนเสร็จ
แม้ตัวหนังสือจะขี้เหร่ไปหน่อย แต่ฝานฉางอวี้กลับรู้สึกพอใจมาก
นางยัดพู่กันใส่มือเซี่ยเจิง: “เจ้าเขียนวรรคท้ายสิ”
เซี่ยเจิงมองดูตัวหนังสือที่ใหญ่เทอะทะจนแทบจะล้นกระดาษชุนเหลียน เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วตวัดพู่กันเขียนวรรคท้ายด้วยอักษรหวัด (ขวางเฉ่า) ซึ่งดูแล้วก็ไม่ขัดตานัก
ตัวหนังสือทั้งหมดที่เขาเขียน ล้วนจงใจหลีกเลี่ยงลายมือเดิมของตนเอง เพื่อไม่ให้คนที่เคยเห็นลายมือของเขาจับได้
ฝานฉางอวี้ตั้งใจจะเลิกเขียนแล้ว แต่ฉางหนิงกลับแอบวิ่งออกไปนอกห้องตอนไหนก็ไม่รู้ อุ้มเหยี่ยวไห่ตงชิงที่อยู่ในกรงไก่กลางบ้านเข้ามา มองฝานฉางอวี้ด้วยดวงตาเป็นประกาย: “ประทับรอยเท้าของซุ่นซุ่นลงไปด้วยสิ!”
ท่านางอุ้มนั้นดูน่าเกรงขามมาก มือป้อมๆ ข้างหนึ่งกอดท้องเหยี่ยวไห่ตงชิงไว้ อีกมือหนึ่งบีบคอมันไว้ ราวกับว่าถ้าเหยี่ยวไห่ตงชิงไม่ให้ความร่วมมือ นางก็จะหิ้วคอมันทันที
เซี่ยเจิงสบตากับสายตาที่ทั้งหวาดกลัวและสิ้นหวังของเหยี่ยวไห่ตงชิง รู้สึกแปลกใจอย่างบอกไม่ถูก
สองพี่น้องคู่นี้ต้องเป็นพี่น้องแท้ๆ กันแน่ๆ
ฝานฉางอวี้ลูบขนบนหัวของเหยี่ยวไห่ตงชิง คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า: “ตกลง!”
นางนำแท่นฝนหมึกมา จับกรงเล็บข้างหนึ่งของเหยี่ยวไห่ตงชิงจุ่มลงไป แล้วประทับรอยเท้าของมันลงบนด้านหลังแผ่นป้ายแนวนอนที่ฉางหนิงเขียน
ด้วยความทรงจำอันเลวร้ายที่ถูกตบหัว เหยี่ยวไห่ตงชิงจึงหดปีกนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อนตลอดกระบวนการ ได้แต่เบิกตากลมโตมองอย่างงุนงงและน่าสงสาร
หลังจากประทับรอยเท้าเสร็จ ฝานฉางอวี้ก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบหมึกที่กรงเล็บของเหยี่ยวไห่ตงชิงจนสะอาด แล้วจึงบอกฉางหนิงว่า: “อุ้มกลับไปได้แล้ว”
ฉางหนิงอุ้มเหยี่ยวไห่ตงชิงกลับไปใส่ไว้ในกรงไก่กลางบ้านอย่างมีความสุข
ส่วนฝานฉางอวี้ก็ไปที่ห้องครัว หาแป้งเปียกที่เหลือจากมื้อเที่ยงมาทา แล้วนำชุนเหลียนที่ทั้งสามคนและเหยี่ยวอีกหนึ่งตัวร่วมกันสร้างสรรค์ไปติดที่กรอบประตูห้องโถงใหญ่ จากนั้นก็ถือแป้งเปียกออกไปติดชุนเหลียน “อดทนรอวสันต์เยือน” ที่หน้าประตูบ้าน
เมื่อสองตายายตระกูลจ้าวได้ยินว่าเซี่ยเจิงเขียนชุนเหลียนให้พวกตนด้วย ก็ออกมาดูชุนเหลียนใหม่ที่ฝานฉางอวี้ช่วยติดให้ ยิ้มจนหุบปากไม่ลง
เพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมาในตรอกเห็นเข้า ก็ประหลาดใจ: “ฉางอวี้ สามีเจ้าเขียนชุนเหลียนเป็นด้วยหรือ?”
ท่านป้าจ้าวไม่อยากให้ฝานฉางอวี้ถูกคนดูถูกเพราะเรื่องซ่งเยี่ยน เมื่อได้ยินคนถามเช่นนี้ จึงรีบพูดขึ้นทันที: “ก็ใช่น่ะสิ พ่อหนุ่มนั่นก็รู้หนังสือนะ เจ้าดูตัวหนังสือพวกนี้สิ เขียนสวยกว่าชุนเหลียนที่ขายตามตลาดเสียอีก!”
ในสถานที่เล็กๆ เช่นนี้ คนที่รู้หนังสือเพียงไม่กี่ตัวก็ถือว่าเป็นคนเก่งแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการสอบติดซิ่วไฉ เพียงแค่สอบติดถงเซิง (ผู้สอบผ่านการสอบระดับท้องถิ่น) เวลาพูดคุยเจรจา ก็จะวางมาดสูงกว่าคนทั่วไปมาก
หญิงผู้นั้นมองดูแล้วพยักหน้าเห็นด้วย: “เทียบกับที่ซ่งเยี่ยนเขียนให้พวกเราทุกปีก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย ฉางอวี้นี่ช่างเลือกสามีเก่งจริงๆ!”
นางพูดพลางหันไปยิ้มกับฝานฉางอวี้: “ให้สามีเจ้าช่วยเขียนชุนเหลียนให้ข้าสักคู่ได้ไหม?”
เมื่อก่อนพอถึงปีใหม่ ซ่งเยี่ยนก็จะไปตั้งแผงรับเขียนชุนเหลียนที่ตลาดเพื่อหารายได้เสริม เพื่อนบ้านในตรอกไปขอให้เขาเขียน เขาก็ไม่เคยคิดเงิน ขอเพียงเตรียมกระดาษสีแดงสำหรับเขียนชุนเหลียนไปเองก็พอ แต่ส่วนใหญ่เพื่อนบ้านที่ไปขอให้เขาช่วยเขียนชุนเหลียน ก็มักจะนำของเล็กๆ น้อยๆ ติดไม้ติดมือไปให้เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจ
ปีนี้ครอบครัวซ่งย้ายออกไปแล้ว การจ้างคนเขียนชุนเหลียนต้องเสียเงินตั้งสิบกว่าอีแปะ ซื้อชุนเหลียนสำเร็จรูปก็ราคาไม่ถูก เพื่อนบ้านส่วนใหญ่ในตรอกจึงยังไม่ได้เตรียมชุนเหลียนไว้เลย
ฝานฉางอวี้คิดถึงนิสัยอารมณ์ร้ายของเซี่ยเจิง จึงปฏิเสธอย่างสุภาพ: “ขอโทษด้วยนะท่านป้า ที่บ้านไม่มีกระดาษชุนเหลียนเหลือแล้วจ้ะ”
หญิงผู้นั้นพูดโพล่งขึ้นมาทันที: “ข้ามีกระดาษชุนเหลียนที่ซื้อไว้เมื่อปีก่อนเหลืออยู่นะ!”
เซี่ยเจิงปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้านตอนไหนก็ไม่รู้ เมื่อหญิงผู้นั้นเห็นเขา ก็ยิ้มแล้วถามว่า: “สามีฉางอวี้ เจ้าพอจะมีเวลาว่างช่วยเขียนชุนเหลียนให้ข้าสักคู่ได้ไหม?”
“สามีฉางอวี้” นี่มันสรรพนามบ้าบออะไรกันเนี่ย?
ฝานฉางอวี้กลัวว่าปากคอเราะร้ายของเขาจะพ่นคำพูดดูถูกออกไป กำลังจะอ้าปากปฏิเสธแทนเขาอีกครั้ง แต่กลับได้ยินเขาพูดว่า: “ท่านนำกระดาษมาเถิด”
ฝานฉางอวี้รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย หญิงผู้นั้นเมื่อได้ยินคำตอบของเซี่ยเจิงก็ดีใจมาก หันหลังเดินกลับบ้านทันที: “เจ้ารอเดี๋ยวนะ ข้าจะกลับบ้านไปเอากระดาษเดี๋ยวนี้แหละ!”
ราวกับกลัวว่าเซี่ยเจิงจะเปลี่ยนใจในวินาทีถัดไป
ฝานฉางอวี้คิดว่าที่เขายอมตกลง คงเป็นเพราะเกรงใจนาง พอเดินเข้ามาในลานบ้านก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า: “ถ้าเจ้าไม่อยากเขียน ก็ไม่ต้องฝืนใจรับปากหรอกนะ”
เซี่ยเจิงปรายตามองอย่างเฉยชา: “ข้าเคยพูดตอนไหนว่าไม่อยากเขียน?”
ฝานฉางอวี้: “…”
ก่อนหน้านี้ใครกันที่บอกว่าจะไม่วาดรูปที่ไม่ถูกใจ?
เอาเถอะ นั่นมันการวาดรูป การเขียนตัวหนังสือไม่กี่ตัวคงไม่เป็นไรหรอก นางคงคิดมากไปเอง
ไม่นานหญิงผู้นั้นก็ถือกระดาษสีแดงมาที่บ้านจริงๆ แต่ไม่ได้มาเพียงคนเดียว ยังมีสตรีและหญิงชราอีกหลายคนที่ถือกระดาษสีแดงตามมาด้วย
เมื่อเห็นฝานฉางอวี้ก็พากันยิ้มและพูดว่า: “ได้ยินมาว่าสามีเจ้ากำลังเขียนชุนเหลียนให้คนอื่น ที่บ้านพวกข้าปีนี้ก็ยังไม่ได้เขียนชุนเหลียนเลย ก็เลยหน้าด้านตามมาด้วย”
พวกเขารู้ดีว่าพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมีราคาแพง จึงไม่ได้มามือเปล่า บางคนนำเต้าหู้ที่ทำเองที่บ้านมาให้ชามหนึ่ง บางคนทำข้าวตัง (หมี่ฮวาถัง) ก็ห่อมาสองสามชิ้น ยื่นให้ฉางหนิงเป็นของว่างทันทีที่เดินเข้ามา
ฝานฉางอวี้มองดูคนที่หอบของมาเยี่ยมเยียน จะปฏิเสธก็ไม่ใช่ จะรับปากแทนเซี่ยเจิงก็ไม่เชิง จึงได้แต่มองไปที่เซี่ยเจิง
เขานำพู่กัน หมึก และแท่นฝนหมึกจากห้องฝั่งทิศใต้มาที่ห้องโถงใหญ่แล้ว เมื่อรับรู้ถึงสายตาของฝานฉางอวี้ ก็พูดเสียงเรียบว่า: “ท่านป้าทุกท่านนั่งลงก่อนเถิด”
นี่หมายความว่าเขาตกลงแล้ว ฝานฉางอวี้จึงเชิญทุกคนให้นั่งผิงไฟรอบๆ เตาผิง
เซี่ยเจิงไม่ได้ลงมือเขียนชุนเหลียนในทันที แต่จะถามไถ่ว่าอีกฝ่ายต้องการชุนเหลียนที่มีความหมายแบบใดก่อน แล้วจึงลงมือเขียน
ท่ามกลางสายลมพัดหิมะปลิว ท่าทางการจับพู่กันของเขานั้นดูสง่างามและเยือกเย็น
หญิงชราคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ท้ายตรอกมาขอให้เขียนชุนเหลียน คงเพราะไม่รู้จะอธิบายความหมายที่ต้องการอย่างไร จึงพูดติดอ่างด้วยสำเนียงท้องถิ่น แถมยังพูดจาเยิ่นเย้อ
แต่เซี่ยเจิงกลับไม่มีท่าทีรำคาญเลยแม้แต่น้อย เพื่อให้ได้ยินสิ่งที่หญิงชราพูดชัดเจน เขายังค้อมหัวลงเล็กน้อยเพื่อตั้งใจฟัง
ฝานฉางอวี้ที่นั่งอยู่ข้างเตาผิง เห็นภาพนี้แล้วก็แอบแปลกใจ ในความทรงจำของนาง เขาเป็นคนอารมณ์ร้ายและเย่อหยิ่ง ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีมุมที่สุภาพและอ่อนโยนเช่นนี้ด้วย
หลังจากเขียนชุนเหลียนเสร็จ เขาก็อ่านให้หญิงชราฟังรอบหนึ่ง และอธิบายความหมายให้ฟัง หญิงชราพยักหน้ารับไม่หยุด รอยยิ้มบนใบหน้าทำให้รอยย่นลึกขึ้น
ฝานฉางอวี้นั่งเท้าคางมองดูอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ทำไมก็พลอยยิ้มตามไปด้วย
จู่ๆ เซี่ยเจิงก็เงยหน้าขึ้นมอง สบตากับดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มของนางพอดี
ฝานฉางอวี้ใจเต้นแรงขึ้นมาทันที รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้างไป รีบหันหน้าหนีไปผิงไฟเงียบๆ
เมื่อข่าวที่ว่าเซี่ยเจิงช่วยเขียนชุนเหลียนแพร่สะพัดออกไป เพื่อนบ้านกว่าครึ่งตรอกก็มาขอให้เขาช่วยเขียนให้ จนกระทั่งพลบค่ำถึงจะไม่มีใครมาเคาะประตูอีก ของกินเล่นที่คนนำมาให้แทนคำขอบคุณก็กองเต็มโต๊ะ
ฝานฉางอวี้เห็นว่าตอนที่เซี่ยเจิงมานั่งข้างเตาผิง เขาแอบนวดข้อมืออย่างแนบเนียน จึงแซวว่า: “เมื่อยมือล่ะสิ?”
เซี่ยเจิงตอบเพียงว่า: “ก็ไม่เท่าไหร่”
ฝานฉางอวี้แอบฮึดฮัดในใจ คนผู้นี้ปากแข็งจริงๆ
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืด นางก็จุดโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่ ตั้งใจจะนำไปแขวนไว้ในลานบ้าน
ปีก่อนๆ หน้าที่แขวนโคมไฟนี้เป็นของพ่อ นางไม่มีประสบการณ์ ไม้ไผ่ที่หามาก็สั้นเกินไป แขวนไม่ถึง จึงเรียกฉางหนิง: “หนิงหนียง ไปยกเก้าอี้มาให้พี่หน่อย”
ฉางหนิงกำลังนั่งกินข้าวตังอยู่หน้าประตู นางกินนิดหน่อย ก็บิชิ้นเล็กๆ โยนลงพื้นให้เหยี่ยวไห่ตงชิงกินด้วย
เมื่อได้ยินคำพูดของฝานฉางอวี้ นางก็หันไปตะโกนเข้าไปในบ้าน: “พี่เขย ช่วยพี่ยกเก้าอี้ไปแขวนโคมไฟหน่อยสิ”
ฝานฉางอวี้กำลังจะดุว่าเด็กคนนี้ชักจะใช้คนเก่งขึ้นทุกวัน ก็เห็นเซี่ยเจิงเดินออกมาจากในบ้านแล้ว
เขาไม่ได้ถือเก้าอี้มาด้วย เมื่อเดินเข้ามาใกล้ก็รับไม้ไผ่จากมือฝานฉางอวี้ไปอย่างเป็นธรรมชาติ ฝ่ามือของเขาสัมผัสหลังมือของนางเบาๆ เหมือนตอนที่เขาสอนกระบวนท่าให้นางในป่าสน เพียงแต่ครั้งนี้ กลิ่นอายเย็นเยียบและสดชื่นของเขา มีกลิ่นหอมจางๆ ของลูกอมเปลือกส้มเจือปนอยู่ด้วย
“แขวนเสร็จแล้ว” เขาแขวนโคมไฟไว้ใต้ชายคาแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว กลิ่นลูกอมเปลือกส้มก็ค่อยๆ จางหายไป
ฝานฉางอวี้รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว ฝืนเค้นคำว่า “ขอบใจ” ออกมาอย่างยากลำบาก
มื้อค่ำมีขาหมูตุ๋นที่เหลือจากมื้อเที่ยง และอาหารปีใหม่ที่เพื่อนบ้านทำมาให้ตอนมาขอให้เขียนชุนเหลียน ฝานฉางอวี้เลือกอุ่นมาสองสามอย่าง แล้วก็ตั้งหม้อใบเล็กๆ ไว้บนเตาผิง หั่นเนื้อหมูสด เต้าหู้ หน่อไม้ฤดูหนาว และเตรียมเครื่องในพะโล้ไว้จานหนึ่ง ตอกไข่ไก่ใส่ตับหมูสดที่หั่นไว้ คนให้เข้ากัน แล้วนำมาลวกในหม้อกินสดๆ
นี่คือเมนูหม้อไฟที่นางเห็นลูกค้าในเหลาอาหารอี้เซียงสั่งกินเป็นประจำ ตอนที่นางไปช่วยทำเนื้อพะโล้ที่นั่น
นางเคยถามด้วยความสงสัยว่ามันคืออะไร พ่อครัวหลี่บอกว่านี่เป็นเมนูที่หลงจู๊อวี๋คิดค้นขึ้นเอง เหลาอาหารอื่นก็มีขาย แต่รสชาติสู้เหลาอาหารอี้เซียงไม่ได้เลย
ในช่วงวันสิ้นปีและวันปีใหม่ เหลาอาหารอี้เซียงก็ปิดร้าน หลงจู๊อวี๋จึงมอบน้ำมันพริกสีแดงก้อนแข็งๆ สำหรับทำหม้อไฟให้นางหลายก้อน เพื่อให้นางนำกลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้าน
ฝานฉางอวี้ไม่รู้ว่าน้ำมันพริกสีแดงก้อนนั้นทำมาจากอะไร ข้างในมีทั้งพริกหอม ใบกระวาน โป๊ยกั๊ก และเครื่องเทศอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อนำไปต้มในน้ำจนละลายกลายเป็นน้ำซุปสีแดงสดใส เวลานำเนื้อลงไปลวก รสชาติก็อร่อยกว่าต้มเลือดหมูที่นางเคยทำเสียอีก
แต่มันค่อนข้างเผ็ด ฉางหนิงทั้งอยากกินทั้งกลัวเผ็ด พอกินไปเรื่อยๆ ปากก็บวมเจ่อ
ฝานฉางอวี้ก็รู้สึกว่าหม้อไฟนี้รสชาติจัดจ้าน เผ็ดจนทนไม่ไหว จึงไปหยิบเหล้าใส (ชิงจิ่ว) มาไหหนึ่ง รินให้เซี่ยเจิงไปแก้วหนึ่งแล้ว เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขายังมีแผลอยู่
ฝานฉางอวี้ดึงแก้วตรงหน้าเขากลับมาวางไว้ตรงหน้าตัวเอง: “ข้าลืมไป เจ้ามีแผลอยู่ ดื่มเหล้าไม่ได้”
เซี่ยเจิงได้กลิ่นเหล้าก็รู้ว่าเหล้านี้ไม่แรงนัก จึงบอกว่า: “เหล้าใส ไม่เป็นไรหรอก”
ฝานฉางอวี้ไม่สนใจเขา รินน้ำชาอุ่นๆ ให้เขาหนึ่งแก้ว: “หมอบอกว่าก่อนแผลจะหายห้ามแตะต้องเหล้าเด็ดขาด”
ฉางหนิงมองแก้วตรงหน้าฝานฉางอวี้ตาละห้อย: “หนิงหนียงก็อยากกิน”
ฝานฉางอวี้รินน้ำชาอุ่นๆ ให้นางแก้วหนึ่งเช่นกัน: “เด็กๆ ดื่มเหล้าไม่ได้ ดื่มน้ำชากับพี่เขยไปนะ”
เซี่ยเจิง: “…”
หม้อไฟนั้นเผ็ดร้อนจริงๆ แต่ก็ทำให้หยุดกินไม่ได้ ฝานฉางอวี้กินไปกินมา ก็แทบจะดื่มเหล้าใสแทนน้ำไปเลย
ริมฝีปากปวดแสบปวดร้อน เมื่อนางตั้งใจจะรินเหล้าใสเพิ่ม ก็เพิ่งพบว่าตัวเองเผลอดื่มเหล้าไปกว่าครึ่งไหโดยไม่รู้ตัว
ฝานฉางอวี้รู้สึกงุนงง: “ข้าดื่มไปเยอะขนาดนี้เลยหรือ…”
จากนั้นก็ปลอบใจตัวเอง: “ไม่เป็นไร เหล้านี้คงไม่ทำให้เมาหรอก”
ใบหน้าของนางเริ่มแดงระเรื่อ แต่เซี่ยเจิงและฉางหนิงที่กินหม้อไฟนี้ ก็มีใบหน้าแดงระเรื่อเพราะความเผ็ดเช่นกัน
เซี่ยเจิงไม่รู้ว่านางคอแข็งแค่ไหน เห็นนางดื่มอย่างกล้าหาญ ก็คิดว่านางคอแข็ง จนถึงตอนนี้ก็ไม่รู้ว่ารอยแดงบนใบหน้านางเป็นเพราะความเผ็ด หรือเพราะความเมา หรืออาจจะทั้งสองอย่าง
เขาดันกาน้ำชาไปทางนาง: “เจ้าดื่มน้ำชาแก้เมาหน่อยสิ”
ฝานฉางอวี้ตอนนี้สมองเริ่มทำงานช้าลง คิดอยู่นานกว่าจะสรุปได้ว่า เขาเหมือนกำลังหัวเราะเยาะว่านางคออ่อนใช่ไหม?
นางรินเหล้าใสให้ตัวเองอีกแก้วอย่างดื้อรั้น ทำหน้าขรึมพูดว่า: “ข้าคอแข็งนะ! พ่อข้าดื่มเหล้าเกาเหลียง (เซาเตาจื่อ) ได้เป็นไหๆ ข้าก็ดื่มได้ครึ่งไห เหล้าใสแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้!”
เซี่ยเจิงมองดูนางกระดกเหล้าใสแก้วนั้นรวดเดียวหมด จากนั้นดวงตากลมโตก็ค่อยๆ หรี่เล็กลง สุดท้ายหัวก็ฟุบลงบนโต๊ะเตี้ย หลับไปอย่างง่ายดาย
เซี่ยเจิง: “…”
เด็กน้อยนั่นก็เป็นพวกกินอิ่มแล้วง่วงนอน กอดซองอั่งเปาที่พี่สาวให้ไว้แล้วหลับสนิท หายใจสม่ำเสมอไปตั้งนานแล้ว
การเฝ้ารอปีใหม่ในคืนนี้ กลับเหลือเพียงเซี่ยเจิงคนเดียวที่ยังตื่นอยู่
โคมไฟใต้ชายคาสาดแสงอันอบอุ่นลงบนหิมะที่ร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง ในตรอกซอกซอยไกลๆ มีเสียงประทัดดังขึ้น
เซี่ยเจิงมองไปที่หญิงสาวที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนโต๊ะเตี้ย ใบหน้าครึ่งหนึ่งของนางที่สะท้อนแสงไฟนั้นแดงระเรื่อ เพียงแค่มองก็รู้สึกได้ว่า อุณหภูมิจากปลายนิ้วที่สัมผัสผิวนางนั้น ต้องอบอุ่นและอ่อนนุ่มมากแน่ๆ
เขามองอยู่นิ่งๆ ครู่หนึ่ง แล้วเบือนหน้าหนี หยิบไหเหล้าบนโต๊ะมารินให้ตัวเองแก้วหนึ่ง ชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง วางแขนพาดไว้บนเข่า ท่าทางผ่อนคลาย ถือแก้วจิบเบาๆ ทอดสายตามองดูหิมะตกนอกประตู
อาจเป็นเพราะนั่งใกล้เตาผิง หรืออาจเป็นเพราะแสงไฟใต้ชายคานั้นอบอุ่น ในช่วงเวลานี้ ภายในใจของเขาสงบสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เข้าสู่ปีที่สิบหกหลังศึกเมืองจิ่นโจว ในที่สุดเขาก็ได้รู้ว่า การฉลองปีใหม่เป็นเช่นไร
เหล้าครึ่งไหถูกเขาดื่มจนหมดทีละอึก แต่แววตาของเขากลับไม่ปรากฏร่องรอยของความเมามายเลยแม้แต่น้อย
ยามจื่อ (เที่ยงคืน) ดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นในตำบล เขามองไปยังหญิงสาวที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะเตี้ย ซึ่งส่งเสียงพึมพำเมื่อได้ยินเสียงดอกไม้ไฟ แล้วก็หลับสนิทไปอีกครั้ง เอ่ยเบาๆ ว่า: “สวัสดีปีใหม่”

0 Comments