บทที่ 3 ดรุณีต้อนหมู
แปลโดย เนสยังเช้าวันรุ่งขึ้น ฝานฉางอวี้ฝากฉางหนิงไว้กับท่านป้าจ้าว ตัวนางเองพกเงินสามร้อยกว่าอีแปะนั้นกับปิ่นปักผมเงินอีกหนึ่งอันออกจากบ้าน
ปิ่นปักผมนี้เป็นของที่พ่อแม่ซื้อให้ในปีที่นางเข้าสู่วัยปักปิ่น หมดเงินไปตั้งสองตำลึงกว่าเชียวล่ะ
เอาปิ่นนี้ไปจำนำ ก็น่าจะรวบรวมเงินไปซื้อหมูได้แล้ว
นางเดินเข้าไปในโรงรับจำนำ ทว่าหลงจู๊หยิบปิ่นของนางไปหรี่ตาพิจารณาอยู่นาน กลับชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว: “สามร้อยอีแปะ”
ฝานฉางอวี้แทบจะลืมหายใจ นางเบิกตากว้าง: “ปิ่นนี้ทำจากเงินแท้เชียวนะ มีค่าแค่สามร้อยอีแปะเองหรือ?”
หลงจู๊ตอบ: “ถึงปิ่นนี่จะเป็นเงินแท้ แต่น้ำหนักก็ไม่มาก รูปแบบก็เชยไปแล้ว ข้าเห็นว่าครอบครัวเจ้ากำลังลำบาก เอาอย่างนี้แล้วกัน ลุงให้เจ้าห้าร้อยอีแปะ ให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
“หนึ่งตำลึง ขาดแม้แต่อีแปะเดียวข้าก็ไม่จำนำ”
หลงจู๊วางปิ่นลงบนเคาน์เตอร์: “งั้นเจ้าก็เอากลับไปเถอะ”
ฝานฉางอวี้ยังหวังจะเอาปิ่นนี้ไปจำนำเพื่อเอาเงินไปซื้อหมู ไม่นึกเลยว่าหลงจู๊หน้าเลือดคนนี้จะกดราคาถึงเพียงนี้ นางไม่ต่อความยาวสาวความยืดกับหลงจู๊อีก เก็บปิ่นแล้วหันหลังเดินออกไป
หลงจู๊เองก็ไม่คาดคิดว่าแม่หนูคนนี้จะหัวแข็งขนาดนี้ บอกไม่ลดราคาก็คือไม่ลดจริงๆ จึงต้องรีบร้องเรียก: “เอ่อ… กลับมาก่อนๆ หนึ่งตำลึงก็หนึ่งตำลึง ถือเสียว่าลุงสงสารเจ้า ยอมขาดทุนรับปิ่นเจ้านี้ไว้ก็แล้วกัน แต่เช้าตรู่ ถือว่าประเดิมทำมาค้าขายกับเจ้าเป็นรายแรกก็แล้วกันนะ…”
เดินออกจากโรงรับจำนำ ฝานฉางอวี้มีเงินเพิ่มขึ้นมาหนึ่งตำลึง
เพื่อสืบราคาเนื้อพะโล้ในตลาด นางจึงแวะไปเดินเล่นที่ถนนสายอาหารสำเร็จรูปก่อน
วันนี้เป็นวันที่มีตลาดนัดพอดี แม้เวลาจะยังเช้าตรู่ แต่ตลาดก็คึกคักเป็นอย่างมาก ชาวไร่ชาวนาจากชนบทนำของป่ามาขายที่ตลาด พอแลกเป็นเงินได้ก็จะซื้อของรับปีใหม่กลับไป
ฝานฉางอวี้เดินสำรวจดูรอบๆ พบว่าร้านขายเนื้อสำเร็จรูปส่วนใหญ่เน้นขายไก่ย่างห่านย่าง ส่วนเนื้อหมูพะโล้ที่ขายดีที่สุดคือหัวหมูพะโล้และหูหมูพะโล้ เครื่องในพะโล้มีขายน้อยที่สุด
ป้าร่างท้วมคนหนึ่งเห็นฝานฉางอวี้เอาแต่จ้องมองอาหารหน้าร้านตน จึงร้องทัก: “แม่หนู ซื้อไก่ย่างไหมจ๊ะ?”
ฝานฉางอวี้ถาม: “หัวหมูนี่ขายยังไงจ๊ะ?”
ป้าร่างท้วมตอบ: “แม่หนูนี่ตาถึงจริงๆ หัวหมูนี้เพิ่งทำพะโล้เมื่อคืน พะโล้ไว้ทั้งคืนเลยนะ หอมฉุยเชียวล่ะ! หนึ่งตำลึงห้าอีแปะ แม่หนูจะเอาเท่าไหร่ดี?”
นั่นก็หมายความว่ากิโลกรัมละห้าสิบอีแปะ แต่บ่อยครั้งที่พ่อค้าแม่ค้ามักจะตั้งราคาเผื่อไว้ให้ต่อรอง
ฝานฉางอวี้เพื่อจะหยั่งเชิงอีกฝ่าย จึงแกล้งทำเป็นพูดว่า: “แพงจัง…”
ป้าร่างท้วมรีบพูดสวนทันที: “ก็ช่วงปีใหม่ เนื้อสัตว์ในตลาดนี้มีอะไรไม่ขึ้นราคาบ้างล่ะ? ของร้านป้านี่ถือว่าถูกที่สุดแล้วนะ แม่หนูถ้าอยากซื้อจริงๆ ป้าคิดให้สองตำลึงเก้าอีแปะก็แล้วกัน”
ฝานฉางอวี้เดาว่าโดยส่วนใหญ่ก็น่าจะขายกันในราคานี้แหละ คำนวณดูแล้วหัวหมูพะโล้น่าจะตกกิโลกรัมละสี่สิบห้าอีแปะ
นางใช้วิธีนี้ ไปถามราคาหูหมูพะโล้และเครื่องในพะโล้ตามร้านขายเนื้อสำเร็จรูปอื่นๆ หูหมูพะโล้แพงที่สุด กิโลกรัมละหกสิบอีแปะ แต่ชำแหละหมูตัวหนึ่งก็มีหูหมูแค่สองข้าง คงเป็นเพราะของมีน้อยจึงราคาแพง
เมื่อเทียบกันแล้ว เครื่องในพะโล้กลับไม่ค่อยมีราคาเท่าไหร่นัก แค่กิโลกรัมละยี่สิบอีแปะ
เดิมทีเครื่องในหมูก็ไม่ค่อยมีคนกินอยู่แล้ว คนรวยไม่ชอบ คนจนก็ทำไม่เป็น ถ้าทำไม่ดีก็เหม็นคาวคละคลุ้ง
ร้านขายเนื้อก็ไม่มีของแบบนี้ขาย ถ้าอยากจะซื้อจริงๆ กำเงินไม่ถึงสิบอีแปะก็หิ้วกลับไปได้เป็นถังใหญ่แล้ว
ฝานฉางอวี้พอจะคำนวณราคาในใจได้แล้ว เดินออกจากถนนสายอาหารสำเร็จรูป ก็จะเจอส่วนที่เป็นตลาดค้าเนื้อสัตว์ ถัดไปอีกหน่อยจะเป็นตลาดว้าซื่อสำหรับซื้อขายปศุสัตว์
ตลาดเนื้อสัตว์คึกคักกว่าถนนสายอาหารสำเร็จรูปเสียอีก บ้านของฝานฉางอวี้มีร้านขายเนื้อหมูทำเลทองอยู่ที่นี่ ตอนนี้ร้านอื่นๆ ต่างก็เปิดร้านกันหมดแล้ว บนเขียงและตะขอเหล็กเต็มไปด้วยเนื้อหมู มีเพียงร้านของนางเท่านั้นที่ปิดประตูสนิท พื้นที่หน้าร้านก็ถูกพ่อค้าแม่ค้าเร่แผงลอยอื่นๆ จับจองไปเสียแล้ว
ฝานฉางอวี้มองดูแล้วรู้สึกขมขื่นในใจ นางยืนมองร้านขายเนื้อหมูที่ปิดประตูของตัวเองอยู่พักหนึ่ง คิดในใจว่าอีกไม่นานจะต้องเปิดร้านนี้ขึ้นมาใหม่ให้ได้
นางหันหลังเดินกำเงินไปที่ตลาดว้าซื่อที่ซื้อขายปศุสัตว์
ทางฝั่งตลาดว้าซื่อนี้ดูวุ่นวายกว่ามาก มีทั้งหมู แกะ วัว ม้า ส่งเสียงร้องขายกันระงม เดินไม่ระวังก็อาจจะเหยียบขี้สัตว์อะไรเข้าให้ กลิ่นก็เหม็นตลบอบอวล
เจ้าของแผงส่วนใหญ่เป็นชายวัยกลางคนสวมเสื้อผ้าสั้นๆ ข้างกายผูกหมูหรือแกะไว้หลายตัว เวลาต่อราคาก็ใช้ภาษาเฉพาะวงการ คนนอกฟังไม่ค่อยเข้าใจหรอก
หญิงสาวหน้าตาหมดจดอย่างนางมาปรากฏตัวที่นี่ ย่อมเป็นที่สะดุดตา
พ่อค้าสัตว์หลายคนตะโกนถามนางว่าจะซื้ออะไร ฝานฉางอวี้ไม่สนใจใครทั้งนั้น นางเคยตามพ่อมาซื้อหมูที่นี่มาก่อน รู้ดีว่าการซื้อของจากพ่อค้าสัตว์ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ได้ของดี
วันนี้เป็นวันตลาดนัด มีชาวไร่ชาวนาเลี้ยงหมูเอง ไม่อยากขายกดราคาให้พ่อค้าคนกลาง จึงต้อนหมูมาขายที่ตลาดเอง ราคาที่ตั้งไว้ยังไงก็ถูกกว่าพ่อค้าสัตว์อยู่แล้ว
แต่ฝานฉางอวี้เดินดูจนรอบก็ยังไม่เจอหมูที่ถูกใจเลย ประสบการณ์กว่าสิบปีในการชำแหละหมูของพ่อสอนนางว่า เวลาเลือกหมูต้องเลือกตัวที่ก้นกลม หางสั้นและหนา หมูแบบนี้หนังจะหนามันจะเยอะ ชำแหละออกมาถึงจะได้เนื้อชั้นดี
ขณะที่ฝานฉางอวี้กำลังคิดจะไปดูที่อื่นต่อ นางก็เหลือบไปเห็นลุงแก่ร่างผอมผิวดำคล้ำคนหนึ่งอยู่ที่มุมตลาด
ที่เท้าของลุงแก่มีหมูอ้วนท้วนสมบูรณ์ตัวหนึ่งยืนอยู่ ขาหน้าและคอของมันถูกผูกเชือกไว้ ดูเหมือนกำลังรอคนมาซื้อ เพียงแต่ตัวหมูนั้นมอมแมมไปหมด ตอนนี้ก็ยังเช้าอยู่มาก ตลาดว้าซื่อยังไม่ค่อยมีคนมาซื้อของเท่าไหร่นัก แทบจะไม่มีใครเข้าไปถามราคาเลย
ลุงแก่มองผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยสายตากระตือรือร้น แต่กลับไม่กล้าอ้าปากร้องขาย ดูแล้วคงจะเป็นคนพูดไม่เก่งนัก
ฝานฉางอวี้เดินเข้าไปถาม: “ท่านลุง หมูตัวนี้ขายยังไงจ๊ะ?”
ในที่สุดก็มีคนมาถามราคา ลุงแก่ดูกระวนกระวายเล็กน้อย ตอบเพียงว่า: “ที่บ้านรอขายหมูตัวนี้เพื่อเอาเงินไปฉลองปีใหม่ พ่อค้าคนกลางไปรับซื้อหมูที่ชนบท ให้ราคากิโลกรัมละสิบอีแปะ ข้าลากสังขารแก่ๆ ต้อนหมูมาขายที่ตำบลเอง แม่หนูถ้าจะซื้อ ให้ราคากิโลกรัมละสิบสองอีแปะก็พอ”
ฝานฉางอวี้ไม่คิดเลยว่าพ่อค้าคนกลางจะกดราคาตอนไปรับซื้อหมูถึงเพียงนี้ พ่อค้าสัตว์หลายคนก่อนหน้านี้ตั้งราคาหมูเป็นไว้ที่กิโลกรัมละสิบแปดสิบเก้าอีแปะ ต้องเปลืองน้ำลายต่อรองแทบตายกว่าจะได้ราคาสิบห้าอีแปะ
ราคาที่ลุงแก่ให้นี้ ราวกับสวรรค์ประทานพรให้เลยทีเดียว
โชคดีที่ตอนนี้ตลาดว้าซื่อคนยังไม่เยอะ ไม่เช่นนั้นหมูคงถูกคนอื่นซื้อตัดหน้าไปแล้ว ฝานฉางอวี้รีบตอบกลับ: “ข้าซื้อจ้ะ!”
ตลาดว้าซื่อมีตาชั่งขนาดใหญ่ไว้สำหรับชั่งน้ำหนักโดยเฉพาะ หมูตัวนั้นเอาขึ้นตาชั่งดู ปรากฏว่าหนักถึงเก้าสิบกิโลกรัม ฝานฉางอวี้จ่ายเงินให้ลุงแก่ไปหนึ่งตำลึงกับอีกแปดสิบอีแปะ แล้วต้อนหมูตัวนั้นเดินกลับบ้านทางฝั่งตะวันตกของเมือง
ทางฝั่งตลาดเนื้อสัตว์คงเปิดร้านกันหมดแล้ว ขืนนางเอาหมูไปชำแหละขายตอนนี้ก็คงได้แค่ขายช่วงท้ายตลาด คนก็น้อยแถมยังต้องโดนกดราคาอีก
สู้กลับไปเตรียมตัวให้พร้อมวันนี้ แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยชำแหละหมูเอามาขายดีกว่า
ออกจากตลาดว้าซื่อ ฝานฉางอวี้ก็ต้อนหมูตัวหนึ่งเดินไปตามถนน ดูสะดุดตาเป็นอย่างมาก ดึงดูดให้ผู้คนหันมามองกันไม่หยุด
โชคดีที่ฝานฉางอวี้หน้าหนาพอ เจอคนรู้จักทักทาย นางก็ยังหน้าชื่นตาบานเรียกลูกค้าให้ตัวเองได้หน้าตาเฉย บอกว่านี่เป็นหมูที่จะเอาไปชำแหละขายที่ร้านพรุ่งนี้ ถึงเวลาอย่าลืมมาอุดหนุนกันด้วยนะ
บังเอิญไปเจอพ่อครัวของเหลาอาหารที่เคยมาซื้อเนื้อที่ร้านของพ่อเป็นประจำกำลังออกไปจ่ายตลาดซื้อวัตถุดิบกลับไป อีกฝ่ายได้ยินว่าพรุ่งนี้ร้านของนางจะเปิดใหม่ เห็นหมูที่นางต้อนกลับมาตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ ก็ตกลงสั่งจองกับนางไว้ล่วงหน้าเลยยี่สิบกิโลกรัม พร้อมกับวางมัดจำให้สองร้อยอีแปะ
ตอนที่ฝานฉางอวี้กลับถึงบ้าน หน้าตานางดูมีเลือดฝาดด้วยความดีใจ ตรอกแคบๆ นางใช้ไม้ไผ่ต้อนหมู เสียงร้องต้อนและเสียงหมูร้องอู๊ดๆ ดังไปทั่วทั้งตรอก
เหยี่ยวสีขาวปลอดตัวหนึ่งบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากทางหลังคาบ้านของนาง ฝานฉางอวี้เงยหน้ามอง รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ฤดูหนาวหิมะปกคลุมขาวโพลน แถบชนบทมักจะเห็นเหยี่ยวบินมาขโมยไก่หรือกระต่ายของชาวบ้านบ่อยๆ แต่ในตำบลนี้ไม่มีใครเลี้ยงสัตว์พวกนี้ แล้วเหยี่ยวตัวนั้นบินมาเกาะใกล้ๆ บ้านนางทำไมล่ะ?
บ้านเรือนสองฝั่งตรอกนี้ปลูกติดกันแน่นขนัด เป็นบ้านที่ทางการสร้างให้เมื่อหลายปีก่อน ทุกหลังมีสองชั้น
เวลานี้ในห้องใต้หลังคาท้ายตรอก ชายหนุ่มนั่งกึ่งนอนพิงหน้าต่างอยู่บนเตียง สวมเสื้อกันหนาวตัวเก่าสีเทาหม่นๆ แต่ก็ยังไม่อาจปิดบังกลิ่นอายความสูงศักดิ์ของเขาได้ ริมเตาถ่านที่ปลายเตียงมีแท่งถ่านยาวเรียวที่ดับแล้ววางทิ้งไว้
เสื้อตัวในตัวเดิมของเขาที่วางอยู่ข้างเตียงถูกฉีกขาดไปมุมหนึ่ง
หน้าต่างแง้มเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง ลมหนาวพัดโชยเข้ามา ทำให้ชายเสื้อและเส้นผมยาวของชายหนุ่มพลิ้วไหว
ใบหน้าที่ดูราวกับหิมะแรกบนจันทร์กระจ่างนั้น จะเป็นใครไปได้อีกถ้าไม่ใช่ชายหนุ่มที่ฝานฉางอวี้ช่วยชีวิตกลับมา
เสียงอึกทึกจากในตรอกทำให้เขาหันไปมอง หญิงสาวหน้าตาสะสวยใบหน้าเปื้อนยิ้มเดินมาตามตรอกแคบๆ ที่หิมะเริ่มละลาย สวมเสื้อกันหนาวคอปิดสีซิง (แอปริคอท) ตัวเดิมที่เขาเห็นเมื่อคืน ดูราวกับเป็นแสงสว่างอันอบอุ่นที่ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหันในภาพวาดอันเก่าแก่และเงียบสงบ
ทว่า สิ่งที่นางใช้ไม้ไผ่ไล่ต้อนมานั้นคือ… หมูงั้นหรือ?
เสียงร้องของหมูช่วยยืนยันตัวตนของมันอีกครั้ง
สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดพิกล
เขาเคยเห็นคุณหนูตระกูลผู้ดีที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ทางบทกวี เคยเห็นบุตรีตระกูลขุนศึกที่องอาจห้าวหาญ แต่หญิงสาวที่เดินต้อนหมูนี่ เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆ
หญิงสาวเดินมาถึงตรงนี้ ทำให้มองจากหน้าต่างออกไปไม่เห็นแล้ว แต่เขาก็ได้ยินเสียงอุทานด้วยความดีใจของน้องสาวนางที่วิ่งออกไปต้อนรับ: “พี่หญิง ไปเอาหมูตัวใหญ่ขนาดนี้มาจากไหนน่ะ?”
เสียงของหญิงสาวเจือรอยยิ้มและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา: “ซื้อมาสิจ๊ะ!”
ข้างนอกเริ่มมีเสียงเซ็งแซ่ ดูเหมือนท่านป้าข้างบ้านก็ออกไปช่วยต้อนหมูด้วย
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจฟังเสียงอึกทึกเหล่านั้นอีก หลับตาลงพักผ่อน เขาต้องรีบรักษาแผลให้หายโดยเร็ว
ฝานฉางอวี้ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย นางต้อนหมูเข้าไปขังไว้ในเพิงหลังบ้านตัวเองเสร็จ ก็หิ้วถังใส่เครื่องในหมูที่บ้านตระกูลเฉินให้มาเมื่อวาน ไปตักน้ำที่บ่อน้ำหน้าปากตรอกมาล้างทำความสะอาดอีกรอบ
เนื้อหมูต้องชำแหละวันนั้นถึงจะสด หมูที่นางต้อนกลับมาต้องเก็บไว้ชำแหละพรุ่งนี้เช้า เอาไปทำเนื้อพะโล้คงไม่ทันแล้ว คืนนี้นางจะเอาเครื่องในหมูถังนี้ไปต้มพะโล้ก่อน พรุ่งนี้ไม่ได้เอาไปขายแยก แต่จะเอาไว้เป็นของแถมสำหรับคนมาซื้อเนื้อหมู
ซื้อเนื้อหมูสดของนางหนึ่งกิโลกรัม นางก็จะแถมเครื่องในพะโล้ให้หนึ่งตำลึง
วันนี้ฝานฉางอวี้เดินสำรวจตลาดมาแล้ว เห็นร้านขายเนื้อสำเร็จรูปมากมาย ร้านเยอะก็แสดงว่ามีคนซื้อเยอะ แต่ในขณะเดียวกันลูกค้าก็มีตัวเลือกเยอะเช่นกัน
หากนางจู่ๆ ก็เปิดขายเนื้อสำเร็จรูปขึ้นมา อาจจะไม่มีใครยอมเสียเงินมาลองชิมว่ารสชาติพะโล้บ้านนางอร่อยหรือไม่ เพราะราคามันก็ตั้งไว้ตรงนั้น
ฝานฉางอวี้คิดดูแล้ว เครื่องในหมูราคาถูก เอามาทำเป็นของแถมดึงดูดลูกค้าน่าจะเหมาะที่สุด ของแบบนี้ให้เสียเงินซื้ออาจจะไม่มีคนซื้อ แต่ถ้าแจกฟรี คงมีคนจำนวนมากยินดีรับ
ทำแบบนี้ตอนที่เปิดร้านใหม่ ไม่เพียงแต่จะดึงดูดคนให้มาซื้อเนื้อหมูได้ แต่ยังเป็นการสร้างกระแสสำหรับการขายเนื้อพะโล้ในภายหลังได้อีกด้วย
คนที่ได้ชิมเครื่องในพะโล้ฟรีแล้ว ก็จะรู้ว่าน้ำพะโล้บ้านนางอร่อยหรือไม่ พอถึงเวลานางเริ่มขายเนื้อพะโล้ คนที่ชอบก็จะกลับมาซื้อเอง
ฝานฉางอวี้ล้างเครื่องในหมูเสร็จ กลับถึงบ้านก็ถลกแขนเสื้อเริ่มก่อไฟ เติมน้ำลงในกระทะ หาเครื่องเทศสารพัดชนิดใส่ถุงผ้าสะอาดๆ โยนลงไปต้มพร้อมกับขิงและกระเทียมเพื่อทำน้ำพะโล้
ข้าวของเครื่องใช้ในครัวของนางครบครันมาก แม่ของนางเป็นคนพิถีพิถัน เรื่องอาหารการกินก็มักจะประณีตเสมอ เมื่อก่อนครอบครัวก็มีฐานะ การเตรียมของพวกนี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก
ฝานฉางอวี้เคยเรียนทำอาหารหลายอย่างจากแม่ แต่ก็ทำออกมาได้รสชาติงั้นๆ มีเพียงเนื้อพะโล้นี่แหละ คงเป็นเพราะนางชอบแทะคากิพะโล้มาตั้งแต่เด็ก เลยเรียนรู้เรื่องนี้ได้ดีเป็นพิเศษ
ตอนที่นางหยิบมีดขึ้นมาหั่นเครื่องในพะโล้ เพราะชินกับการชำแหละหมูสับกระดูก ท่าทางจึงดูดุดันกว้างขวาง มีดอีโต้สับลงบนเขียงเสียงดังสนั่น ท่าทางแบบนั้น โจรขโมยมาเห็นยังต้องตกใจกลัวจนวิ่งหนีหางจุกตูด
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม กลิ่นเนื้อพะโล้หอมกรุ่นก็ลอยโชยออกมาจากห้องครัวตระกูลฝาน เพื่อนบ้านต่างก็พากันสูดจมูกฟุดฟิดอยู่แต่ในบ้าน นึกสงสัยว่าบ้านไหนกำลังตุ๋นเนื้อ ทำไมถึงได้หอมขนาดนี้
กลิ่นหอมลอยขึ้นที่สูง บ้านตระกูลจ้าวและบ้านตระกูลฝานก็อยู่ติดกัน ชายหนุ่มที่อยู่บนห้องใต้หลังคาจึงได้กลิ่นหอมชัดเจนเป็นพิเศษ
เขากลืนน้ำลายลงคอ หลับตาลงอย่างหนักหน่วง
เป็นเพราะร่างกายอ่อนแอเกินไป ตั้งแต่บาดเจ็บมาจนถึงตอนนี้ เขายังไม่ได้กินข้าวเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักมื้อ

0 Comments