บทที่ 27
แปลโดย เนสยังฝานฉางอวี้ไปตลาดตั้งแต่เช้าตรู่ ซื้อไก่แก่ตัวหนึ่งกลับไปตุ๋นบำรุงให้เหยียนเจิ้ง
เมื่อเจอคนคุ้นเคยในตรอก นางก็ทักทายอย่างกระตือรือร้นเหมือนทุกครั้ง แต่อีกฝ่ายกลับมีท่าทีหลบเลี่ยง ตอบกลับแบบขอไปทีเพียงคำสองคำ
ส่วนผู้หญิงที่สนิทกับครอบครัวซ่ง ตอนนี้ถึงกับมองค้อนใส่ และเดินเลี่ยงนางเหมือนนางเป็นตัวกาลกิณี: “เป็นตัวซวยจริงๆ ลุงใหญ่มาบ้านนางแค่ไม่กี่ครั้งก็โดนนางกินดวงจนตาย สามีที่แต่งเข้าบ้านก็ป่วยกระเสาะกระแสะไม่ยอมหาย โชคดีนะที่แม่ซ่งอุตส่าห์เอาดวงชะตาไปให้หมอดูตรวจดู ไม่งั้นถ้าซ่งเยี่ยนแต่งนางเข้าบ้านจริงๆ ไม่รู้ว่าครอบครัวซ่งจะโดนนางกินดวงไปถึงไหน!”
คนที่เคยมีความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวฝาน พอได้ยินคำพูดนี้ ก็พากันถอยห่างจากนางไปอย่างเงียบๆ
ถ้าพูดถึงเรื่องที่ครอบครัวซ่งถอนหมั้นแล้วอ้างว่านางเป็นดาวพิฆาตโดดเดี่ยว ยังไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไหร่ แต่สองวันนี้ที่บ้านนางมีแต่เรื่องคนตาย เมื่อคืนถ้าทหารมาไม่ทัน ลุงกับป้าจ้าวก็คงต้องรับเคราะห์ไปด้วย เพื่อนบ้านรอบๆ ย่อมต้องหวาดระแวงเป็นธรรมดา
หากเป็นเมื่อก่อน ฝานฉางอวี้คงเถียงกลับไปแล้ว แต่เมื่อคืนเกือบทำให้ครอบครัวจ้าวเดือดร้อนก็เป็นเรื่องจริง เหยียนเจิ้งก็บาดเจ็บจริงๆ
นางเม้มริมฝีปากแน่น หิ้วไก่ที่ซื้อมาเดินเงียบๆ มุ่งหน้าไปทางบ้านตระกูลจ้าว
เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านของผู้หญิงที่พูดจาถากถางนางเมื่อครู่ พอคล้อยหลังไป อีกฝ่ายก็สาดน้ำซาวข้าวหนึ่งกะละมังออกมานอกประตูทันที น้ำเย็นเฉียบกระเด็นใส่รองเท้าปักและชายกระโปรงของฝานฉางอวี้ไม่น้อย
ฝานฉางอวี้หยุดชะงัก หันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย
ยายเฒ่าผู้นี้แซ่คัง เดิมทีก็เป็นเพื่อนบ้านของครอบครัวซ่ง หลังจากที่ซ่งเยี่ยนสอบติดจวี่เหริน ยายเฒ่าผู้นี้ก็คอยประจบประแจงครอบครัวซ่งมาตลอด เพื่อเอาใจแม่ซ่ง นางก็มักจะไปหาแม่ซ่งเพื่อคุยเล่น และมักจะเอาฝานฉางอวี้ไปพูดจาว่าร้ายอยู่เสมอ
อาจเป็นเพราะนางมีประโยชน์ในการคุยเป็นเพื่อนแก้เบื่อให้แม่ซ่งนี่แหละ หลังจากครอบครัวซ่งย้ายไปอยู่ในตัวอำเภอ ในบรรดาคนทั้งตรอก ก็มียายเฒ่าคังคนเดียวที่เคยไปกินข้าวที่บ้านใหม่ของครอบครัวซ่ง
ยายเฒ่าคังภูมิใจกับเรื่องนี้มาก พอกลับมาก็มักจะอวดกับทุกคนว่าบ้านใหม่ของครอบครัวซ่งสวยงามแค่ไหน มีคนรับใช้คอยรับใช้แม่ซ่งด้วย ชมว่าซ่งเยี่ยนช่างเก่งกาจจริงๆ และไม่ลืมที่จะเหยียบย่ำฝานฉางอวี้ซ้ำอีกสองสามหน
เมื่อเห็นฝานฉางอวี้หันมามอง ยายเฒ่าคังก็สาดน้ำซาวข้าวที่เหลือในกะละมังออกไปนอกประตูอีกครั้ง แล้วด่าว่า: “เช้าๆ แท้ๆ ซวยจริงๆ เดี๋ยวต้องไปหาใบส้มโอแห้งมาแขวนหน้าประตูซะแล้ว!”
ชาวบ้านเชื่อกันว่าน้ำซาวข้าวและใบส้มโอช่วยปัดเป่าความซวยได้
ฝานฉางอวี้ขยับริมฝีปาก แต่พอเห็นเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ต่างพากันเงียบ หรือไม่ก็ถอยห่างจากนางไป สุดท้ายก็ทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่นขึ้น หิ้วของแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวกลับบ้านตระกูลจ้าว
น้ำซาวข้าวเปียกชุ่มรองเท้าและถุงเท้า ความหนาวเหน็บแนบชิดกับข้อเท้า ซึมลึกจากผิวหนังเข้าไปถึงกระดูก และแล่นขึ้นมาเป็นความเย็นเยียบที่หน้าอก
เมื่อฝานฉางอวี้ก้าวเข้ามาในลานบ้านตระกูลจ้าว ท่านป้าจ้าวกำลังกวาดหิมะอยู่ พอเห็นชายกระโปรงและรองเท้าของฝานฉางอวี้เปียก ก็รีบถามว่า: “นี่ไปโดนอะไรมาน่ะ?”
ฝานฉางอวี้เดินตรงไปที่ห้องครัว แล้วตอบว่า: “บนถนนหิมะยังละลายไม่หมด พอเหยียบไปก็เลยเปียกน่ะเจ้าค่ะ”
ท่านป้าจ้าวขมวดคิ้วมองตามแผ่นหลังของฝานฉางอวี้ รู้ดีว่านางไม่ได้พูดความจริง
ฝานฉางอวี้จิตใจว้าวุ่นมาก หลังจากฆ่าไก่และตุ๋นในหม้อดินเสร็จ ก็กลัวว่าท่านป้าจ้าวจะซักไซ้ จึงอ้างว่าจะไปส่งยาให้เหยียนเจิ้ง แล้วเดินขึ้นไปบนห้องใต้หลังคา
“ดื่มยาได้แล้ว”
น้ำเสียงของนางไม่ได้สดใสเหมือนเคย แต่กลับฟังดูอู้อี้
ตอนที่เซี่ยเจิงรับถ้วยยามา ก็อดไม่ได้ที่จะพิจารณาสีหน้าของนางแวบหนึ่ง
บนใบหน้าของนางดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เขาก็มองออกทันทีว่าอารมณ์ของนางไม่ปกติ จึงถามว่า: “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ฝานฉางอวี้ตอบเพียงว่าไม่มีอะไร: “เจ้ารีบดื่มตอนร้อนๆ เถอะ ถ้ากลัวขม ตรงหมอนมีลูกอมเปลือกส้มอยู่นะ”
นางนั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้ตัวเตี้ย ผิงไฟจากกระถางถ่าน ก้มหน้าลงเผยให้เห็นลำคอเรียวระหง ทำให้ไม่มีใครมองเห็นสีหน้าของนางได้ชัดเจน
เซี่ยเจิงสังเกตเห็นว่าที่ชายกระโปรงและรองเท้าของนางดูเหมือนจะมีรอยเปียก จึงพูดว่า: “หิมะเมื่อคืนตกหนักทีเดียว”
ฝานฉางอวี้ตอบกลับแบบขอไปทีว่า “อืม”
เซี่ยเจิงก็ขมวดคิ้ว เมื่อคืนไม่มีหิมะตกเลยสักนิด วันนี้นางดูแปลกๆ ไปจริงๆ
นางไม่พูดอะไร เซี่ยเจิงดื่มยาเสร็จแล้ววางถ้วยลงบนเก้าอี้กลมข้างเตียง ก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน
หลังจากในห้องเงียบไปพักใหญ่ ฝานฉางอวี้ก็พูดขึ้นมาว่า: “ข้าจะไปหาโรงเตี๊ยมให้เจ้า แล้วให้เงินเสี่ยวเอ้อร์เยอะๆ หน่อย ให้เขาคอยดูแลอาหารการกินของเจ้า ดีไหม?”
ปลายนิ้วของเซี่ยเจิงที่กดอยู่บนขอบเตียงออกแรงกดหนักขึ้น ถามนางว่า: “ทำไมล่ะ?”
ฝานฉางอวี้ตอบ: “ทางอำเภอยังไม่ปิดคดี ข้ากลัวว่าคนพวกนั้นจะกลับมาแก้แค้นอีก”
เซี่ยเจิงพูดว่า: “เจ้าไม่ใช่บอกว่า มีทหารคอยซุ่มดูอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ?”
ฝานฉางอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วพูดอย่างหนักแน่นว่า: “งั้นเจ้าก็รักษาตัวอยู่ที่นี่แหละ พอแผลหายก็รีบไปซะ”
พอนางเดินลงจากห้องใต้หลังคา เซี่ยเจิงก็หยิบลูกอมเปลือกส้มขึ้นมา ริมฝีปากเม้มแน่น ลูกอมเปลือกส้มในมือแตกละเอียดเป็นผงในพริบตา
จนกระทั่งถึงตอนเที่ยง ยายเฒ่าคังที่อยู่ในตรอกจู่ๆ ก็มาด่าทอโวยวายที่บ้านครอบครัวจ้าว เซี่ยเจิงถึงได้รู้เหตุผลที่นางทำตัวผิดปกติในวันนี้
“ฝานฉางอวี้! ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!” ยายเฒ่าคังเป็นคนเสียงดัง ทักษะการด่ากราดตามถนนนั้นถือว่ายอดเยี่ยม
พอนางตะโกนขึ้นมา ก็มีคนมามุงดูเรื่องสนุกที่หน้าบ้านตระกูลจ้าวมากมาย
ท่านป้าจ้าวได้ยินเสียงทุบประตูดังสนั่นราวกับจะพังเข้ามา จึงเดินไปเปิดประตู พอเห็นยายเฒ่าคังพาหลานชายมายืนทำท่าเอาเรื่องอยู่หน้าประตู ก็ถามว่า: “เกิดอะไรขึ้น?”
ยายเฒ่าคังผลักหลานชายของตัวเองออกไปข้างหน้า แล้วเท้าสะเอวด่าว่า: “เรียกฝานฉางอวี้ออกมาเดี๋ยวนี้ น้องสาวของนางผลักหู่โถวของข้าตกบันไดจนฟันหน้าหักไปซี่หนึ่ง จะว่ายังไงล่ะ?”
ฝานฉางอวี้กำลังตุ๋นไก่อยู่ในครัว พอได้ยินเสียงด่าทอจากข้างนอก ก็เดินออกมาที่ลานบ้าน
เห็นหลานชายของยายเฒ่าคังที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ ร้องไห้จนตาบวมเป่ง ใต้จมูกยังมีน้ำมูกย้อยเป็นสาย สูดเข้าสูดออกตลอดเวลา คางบวมเจ่อ และฟันหน้าหักไปซี่หนึ่งจริงๆ
นางพูดว่า: “น้องสาวข้าอ่อนแอมาตลอด ส่วนหลานชายของท่านก็อายุมากกว่าน้องสาวข้าตั้งหลายปี น้องข้าจะไปผลักเขาไหวได้อย่างไร?”
พอยายเฒ่าคังได้ยินว่าฝานฉางอวี้คิดจะปัดความรับผิดชอบ ก็พ่นน้ำลายกระเซ็นทันที: “ข้าจะมาใส่ร้ายเจ้าหรือไง? เจ้าเรียกหนิงหนียงของเจ้าออกมาถามดูสิ จะได้รู้ว่านางเป็นคนผลักหรือเปล่า!”
ท่านป้าจ้าวเห็นคนในตรอกชะโงกหน้ามาดูเรื่องสนุกกันมากมาย จึงพยายามไกล่เกลี่ย: “มีอะไรก็เข้ามาพูดกันในบ้านเถอะ เด็กๆ เล่นกันกระทบกระทั่งกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา มาโวยวายอยู่หน้าประตูแบบนี้ เดี๋ยวเพื่อนบ้านก็เอาไปหัวเราะเยาะเอาหรอก”
ยายเฒ่าคังไม่ยอม: “ข้ามาทวงความยุติธรรมให้หลานข้า ข้าจะไปกลัวใครหัวเราะเยาะทำไม?”
ฝานฉางอวี้รู้ดีว่ายายเฒ่าคังคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความปากจัดและร้ายกาจในตรอก ลูกสะใภ้ของนางก็โดนนางรังแกจนหนีไป จนป่านนี้ยายเฒ่าคังก็ยังด่าลูกสะใภ้ว่าเป็นคนสารเลว หาว่าหนีตามผู้ชายไป ไม่รู้จักยางอาย โดยไม่คิดเลยว่าตัวเองใช้งานลูกสะใภ้เยี่ยงทาสมันผิดตรงไหน
ต่อมาลูกชายของนางไปชอบพอกับแม่หม้ายคนหนึ่ง นางก็รังเกียจที่แม่หม้ายคนนั้นเคยแต่งงานมาแล้ว และหาว่าอาจจะเป็นตัวกาลกิณี พอไปกวนน้ำให้ขุ่น แม่หม้ายเห็นท่าไม่ดีก็รีบเลิกรากับลูกชายของนางไป ลูกชายของนางก็เลยต้องเป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้
ฝานฉางอวี้ไม่อยากต่อปากต่อคำกับคนพรรณนี้ จึงพูดเสียงเย็นว่า “ความยุติธรรมนี้จะทวงได้หรือไม่ ข้าขอถามน้องสาวข้าก่อนก็แล้วกัน”
ฝานฉางอวี้เรียกฉางหนิง: “หนิงหนียง ออกมานี่สิ”
ฉางหนิงน้อยเดินอ้อยอิ่งออกมาจากห้อง ทำตัวเหมือนหางเล็กๆ ไปยืนอยู่ข้างหลังฝานฉางอวี้
ฝานฉางอวี้ก้มหน้าถามนางว่า: “เจ้าได้ผลักหู่โถวหรือเปล่า?”
ฉางหนิงเม้มปาก สองมือบีบชายเสื้อแน่น พยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า
ยายเฒ่าคังแผดเสียงแหลม: “ดูสิ! เด็กแค่นี้ก็รู้จักโกหกแล้ว ครอบครัวฝานสั่งสอนลูกหลานได้ดีจริงๆ! ตัวเองก็พยักหน้ายอมรับแล้วแท้ๆ แต่กลับมาส่ายหน้าอีก…”
“หุบปากเดี๋ยวนี้!” ฝานฉางอวี้ตวาดเสียงเย็นเยียบ เสียงดังกึกก้องราวกับพายุหิมะกลบเสียงแหลมปรี๊ดของยายเฒ่าคังไปในพริบตา
ยายเฒ่าคังตอนเช้าสาดน้ำซาวข้าวใส่ เห็นฝานฉางอวี้เงียบ ก็เลยคิดว่าเป็นคนหัวอ่อน พอโดนฝานฉางอวี้ตวาดใส่แบบนี้ ก็ตกใจไปชั่วขณะ ก่อนจะแผดเสียงดังกว่าเดิม: “ยังมีหน้ามาตวาดอีกหรือ? ทุกคนดูสิ ครอบครัวฝานช่างทำตัวกร่างนัก ผลักหลานข้าจนล้มเจ็บขนาดนี้ ยังมีหน้ามาทำเป็นอวดเก่งอีก!”
บนห้องใต้หลังคา เซี่ยเจิงถูกเสียงด่าทออันแหลมปรี๊ดนั้นจนปวดหู ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด
หญิงชราตามตลาดพวกนี้ทำไมถึงได้เสียงดังน่ารำคาญขนาดนี้นะ?
ขณะที่กำลังหงุดหงิดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงของสตรีผู้นั้นที่ทั้งเย็นชาและแหลมคม: “ถ้ายังโวยวายอีก คอยดูสิข้าจะจับเจ้าทุ่มลงโอ่งน้ำเลี้ยงหมูให้ดู!”
หางตาและคิ้วของฝานฉางอวี้เต็มไปด้วยความเย็นชา เมื่อเช้าที่นางยอมทนยายเฒ่าคัง ก็เพราะรู้สึกผิดที่ความแค้นของครอบครัวนำพาหายนะมาสู่ที่นี่ แต่ตอนนี้ยายเฒ่าคังคิดจะฉวยโอกาสล้ำเส้น นางก็ไม่ยอมทนอีกต่อไปแล้ว
ยายเฒ่าคังถูกฝานฉางอวี้จ้องมอง ในใจก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล นางรีบหันไปมองฝูงชนที่มุงดู อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง เพื่อใช้พวกชาวบ้านกดดันฝานฉางอวี้
ฝานฉางอวี้ดูเหมือนจะรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของนาง จึงพูดเสียงเย็นว่า: “เจ้ากับแม่ซ่งวันๆ เอาแต่นินทาข้าลับหลัง คิดว่าข้าไม่รู้หรือไง? ชื่อเสียงของข้าก็พังป่นปี้เพราะพวกเจ้าไปหมดแล้ว คิดว่าข้าจะแคร์สายตาคนอื่นอีกงั้นหรือ? ถ้าข้าจะลงมือจริงๆ เจ้าคิดว่าจะมีสักกี่คนในนี้กล้าเข้ามาขวางข้าล่ะ?”
คำพูดนี้ทำให้ความหวังสุดท้ายของยายเฒ่าคังพังทลายลง นางกลืนน้ำลายลงคอ ปากที่ปกติสามารถด่าคนได้ทั้งวันโดยไม่ต้องหยุดพัก ตอนนี้กลับเหมือนถูกเย็บติดกัน ไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมาอีกเลย
ฝานฉางอวี้ถึงได้ก้มลงไปถามน้องสาวว่า: “เมื่อกี้พี่ถามว่าเจ้าผลักหู่โถวหรือเปล่า ทำไมเจ้าถึงพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้าล่ะ?”
ฉางหนิงที่มีดวงตากลมโตสีดำขลับตอนนี้เริ่มแดงก่ำ นิ้วมือเล็กๆ อวบอ้วนกำชายเสื้อแน่นพลางพูดว่า: “ข้าผลักเขาก็จริง แต่เขาอ้วนเกินไป ข้าผลักเขาไม่ขยับเลย เขาเลยวิ่งมาไล่ข้า แล้วก็ลื่นล้มตกบันไดไปเอง ฟันหน้าก็เลยหัก”
ยายเฒ่าคังรีบโวยวายขึ้นมาอีก: “หู่โถวของข้าบอกว่าเจ้าเป็นคนผลักชัดๆ…”
ฝานฉางอวี้ตวัดสายตาเย็นชาไปมอง ยายเฒ่าคังถึงได้หุบปาก
ฝานฉางอวี้ถามน้องสาวต่อว่า: “แล้วทำไมหนิงหนียงถึงผลักเขาล่ะ?”
ฉางหนิงน้อยก้มหน้า หยดน้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงมาจากเบ้าตา: “เขาดึงผมข้า แย่งลูกอมสนของข้าไป แล้วยังสาดน้ำใส่ข้าอีก บอกว่าย่าเขาเพิ่งสาดน้ำซาวข้าวใส่พี่หญิงเมื่อเช้าเพื่อปัดเป่าความซวย ข้าเป็นน้องสาวของตัวซวย ก็ต้องถูกสาดน้ำปัดเป่าความซวยเหมือนกัน…”
พอฟังคำพูดนี้จบ สีหน้าของฝานฉางอวี้ก็เย็นชาจนน่ากลัว
ท่านป้าจ้าวโกรธจนตาแดงก่ำ นางสงสัยอยู่แล้วว่าทำไมเช้านี้ตอนฝานฉางอวี้กลับมา รองเท้ากับชายกระโปรงถึงเปียกหมด ที่แท้ก็ถูกยายเฒ่าสารเลวคนนี้สาดน้ำซาวข้าวใส่นี่เอง
น้ำซาวข้าวนั่นใช้สาดเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายเวลาไปแตะต้องดิน นางมาสาดน้ำซาวข้าวใส่ฝานฉางอวี้ตอนเดินผ่าน ช่างจิตใจอำมหิตอะไรเช่นนี้!
ท่านป้าจ้าวกัดฟันด่าว่า: “อีแก่สารเลวตายไปก็ไม่มีโลงศพใส่ ปากของเจ้าไม่สร้างกุศลให้ตัวเอง ก็ช่วยสร้างกุศลให้ลูกหลานบ้างเถอะ! ไม่กลัวหรือว่าตกนรกไปจะถูกพญายมตัดลิ้นน่ะ”
ยายเฒ่าคังตอนแรกรู้สึกผิดนิดหน่อย แต่พอโดนด่ามาหลายสิบปีจนชิน เชิดหน้าขึ้นก็เถียงกลับอย่างฉอดๆ: “ทำไมข้าจะไม่สร้างกุศล? พ่อแม่ของนาง ข้าเป็นคนฆ่าหรือไง? คนที่ตายในบ้านนางสองสามวันนี้ ข้าเป็นคนฆ่าหรือเปล่า? ตอนนี้ในตำบลนี้ มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่านางเป็นตัวซวย? ก็มีแค่พวกเจ้าสองผัวเมียที่ไม่มีลูกหลานสืบสกุลนี่แหละ ถึงได้หน้าด้านรับพวกตัวซวยอย่างครอบครัวนี้มาอยู่ด้วย ไม่กลัวหรือว่าวันหนึ่งจะโดนนางกินดวงจนตายไปอีกคน ข้าจะบอกให้นะ ครอบครัวนางควรจะรีบไสหัวออกจากตรอกนี้ไปซะ ใครจะไปรู้ว่าศัตรูของนางจะกลับมาตามล่าอีกเมื่อไหร่?”
“เจ้า…” ท่านป้าจ้าวโกรธจนตัวสั่น
ฝานฉางอวี้ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาให้น้องสาว ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สายตาคมกริบดั่งมีดน้ำแข็ง: “ข้าก็จะเป็นคนกินดวงคนนี่แหละ แต่ต้องกินดวงอีแก่หนังเหนียวอย่างเจ้าก่อนใครเพื่อน!”
นางแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา: “จะให้ข้าย้ายออกจากตรอกนี้ ด้วยเหตุผลอะไร? แค่คำพูดพล่อยๆ ของพวกชอบนินทาอย่างเจ้าหรือไง? ในเมื่อกลัวขนาดนั้น ทำไมเจ้าไม่ย้ายออกไปเองล่ะ?”
ยายเฒ่าคังเถียงไม่ออก ชี้หน้าฝานฉางอวี้กำลังจะด่ากลับ แต่ก็ได้ยินฝานฉางอวี้พูดต่อว่า: “แล้วก็ ดูแลหลานของเจ้าให้ดีด้วย ถ้าครั้งหน้าเขากล้าแตะต้องน้องสาวข้าแม้แต่ปลายเส้นผม เขาแตะข้าด้วยมือข้างไหน ข้าจะสับมือข้างนั้นทิ้งซะ!”
หลานชายของยายเฒ่าคังสบตากับสายตาดุดันของฝานฉางอวี้ ก็ตกใจกลัวจนเบะปากร้องไห้โฮ น้ำมูกน้ำตาไหลเป็นทาง
ยายเฒ่าคังเอาตัวบังหลานชายไว้ ทำทีเป็นเก่งแต่ข้างในกลัวจนสั่น: “ขู่เด็กมันเก่งนักหรือไง…”
มุมปากของฝานฉางอวี้ยกขึ้นอย่างเย็นชา: “ขู่หรือ ข้าไม่ได้ขู่นะ”
นางพูดพลางเหลือบมองแขนของหลานชายยายเฒ่าคังอย่างเย็นชา: “ขาหมูข้ายังสับขาดได้ในดาบเดียว สับแขนคนมันง่ายกว่าเยอะ”
หลานชายของยายเฒ่าคังรีบเอามือกุมแขนตัวเองร้องไห้ ดึงยายให้กลับบ้าน: “ท่านย่า กลับบ้าน… ข้าจะกลับบ้าน…”
ยายเฒ่าคังเห็นหลานชายกลัวจนตัวสั่น ก็ทั้งโกรธทั้งแค้น แต่ก็ไม่กล้าแข็งข้อกับฝานฉางอวี้
จึงต้องจำใจด่าทอไปพลางจูงหลานชายกลับไปพลาง แต่พอก้าวลงบันไดหน้าบ้านตระกูลจ้าว ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ข้อพับเข่าก็ปวดแปลบ นางร้อง “โอ๊ย” ออกมาด้วยความเจ็บปวด แล้วร่างก็กลิ้งตกลงไปจากบันได คางกระแทกเข้ากับบันไดขั้นสุดท้ายอย่างจัง กว่าจะลุกขึ้นมาได้ก็ร้องโอดโอยไปหลายคำ เลือดกบปาก
คนที่มุงดูอยู่ในตรอกต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ฝานฉางอวี้ก็อึ้งไปชั่วขณะ สัญชาตญาณทำให้นางเงยหน้าขึ้นไปมองที่ห้องใต้หลังคาของบ้านตระกูลจ้าว และอย่างที่คิด นางเห็นชายเสื้อสีน้ำเงินเข้มแวบผ่านไป
หลังจากหายตกตะลึง ท่านป้าจ้าวก็รีบพูดขึ้นว่า: “กรรมตามสนอง! ทุกคนเห็นไหม ข้ากับฉางอวี้ยังไม่ได้ก้าวออกจากประตูเลย ยายเฒ่าสารเลวนี่ล้มไปเอง! นี่แหละกรรมตามสนอง!”
ยายเฒ่าคังอายุมากแล้ว การล้มครั้งนี้ทำให้ฟันร่วงไปหลายซี่ นางพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนพื้น ร้องไห้โฮ ชี้หน้าฝานฉางอวี้: “เป็นนาง! นังตัวซวยนี่ต้องเป็นคนถีบข้าแน่ๆ!”
เพื่อนบ้านที่มุงดูอยู่ด้านข้างก็ไม่เห็นฝานฉางอวี้ขยับเขยื้อนเลย พอเห็นยายเฒ่าคังพาลหาเรื่อง ก็อดไม่ได้ที่จะช่วยพูด: “พอได้แล้วยายเฒ่าคัง ทุกคนก็เห็นๆ กันอยู่ ฉางอวี้ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้ขยับไปไหนเลย เจ้าลื่นล้มไปเองชัดๆ!”
ยายเฒ่าคังยังพยายามจะเถียง แต่ก็ได้ยินฝานฉางอวี้แค่นเสียงเย็น: “ทำชั่วไว้เยอะ ผีก็เลยผลักเอาล่ะสิ!”
คนแก่ยิ่งอายุมากก็ยิ่งเชื่อเรื่องผีสางนางไม้
คำพูดนี้ทำให้ยายเฒ่าคังสะดุ้งโหยง นางรู้สึกเหมือนข้อพับเข่าถูกอะไรบางอย่างกระแทกอย่างแรงจนล้มลง พอนึกถึงดวงชะตาดาวพิฆาตโดดเดี่ยวของฝานฉางอวี้ ริมฝีปากของนางก็สั่นระริก ชี้หน้าฝานฉางอวี้แล้วร้องลั่น: “เป็นเจ้า! นังตัวซวย! เจ้ากินดวงข้า!”
ฝานฉางอวี้กอดแขน: “ถ้ายังไม่รีบไสหัวไปอีก เดี๋ยวก็โดนข้ากินดวงจนตายหรอก”
คราวนี้ยายเฒ่าคังกลัวจริงๆ นางกุมคางที่เต็มไปด้วยเลือด จูงหลานชายเดินหนีออกจากหน้าประตูบ้านตระกูลจ้าวอย่างทุลักทุเล
“นางทำตัวเองแท้ๆ!”
“คนในตรอกนี้ มีใครบ้างที่ไม่เคยโดนนางด่าทอ นี่แหละเวรกรรม!”
คนที่มุงดูอยู่หัวเราะเยาะและพูดคุยกันอีกสองสามคำ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วแยกย้ายกันไป
เมื่อประตูบ้านปิดลง ฝานฉางอวี้ก็ก้มลงไปมองหน้าน้องสาวในระดับสายตาเดียวกัน แล้วพูดอย่างจริงจังว่า: “วันหลังถ้าหนิงหนียงออกไปข้างนอกแล้วโดนรังแก ต้องรีบมาบอกพี่หญิงทันทีเลยนะ เข้าใจไหม?”
ฉางหนิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย
ท่านป้าจ้าวนึกถึงคำด่าของยายเฒ่าคัง ก็อดไม่ได้ที่จะแอบร้องไห้สงสารฝานฉางอวี้
ฝานฉางอวี้ปลอบใจท่านป้าจ้าวสองสามประโยค สายตาของนางตกไปอยู่ที่ลูกอมเปลือกส้มที่หน้าประตูบ้าน นางจึงหาข้ออ้างขึ้นไปบนห้องใต้หลังคา
เมื่อนางผลักประตูเข้าไป ก็เห็นว่าเซี่ยเจิงไม่ได้อยู่บนเตียงอย่างที่คิด แต่กลับไปนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ไผ่ริมหน้าต่าง ใบหน้าของเขายังคงซีดเซียว แต่ก็ดูดีขึ้นกว่าเมื่อสองวันก่อนมาก
ยังไม่ทันที่นางจะพูดอะไร สายตาของเขาก็ปรายมองมาอย่างเย็นชา: “ที่เจ้าบอกข้าเมื่อเช้า เป็นเพราะคำพูดของคนอื่นแค่นั้นหรือ?”

0 Comments