บทที่ 17 หลอกลวงเต็มที่
แปลโดย เนสยังเซี่ยเจิงหน้าบึ้งตึงสวมเสื้อคลุมลุกขึ้นจากเตียง เพิ่งจะใช้ไม้ค้ำเดินออกมานอกห้อง ก็เห็นฝานฉางอวี้ถือตะเกียงน้ำมันมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งหิ้วเหยี่ยวไห่ตงชิงที่โดนจับจนขนหลุดกระจุยกระจายเดินลงมาจากห้องใต้หลังคา
พอเห็นเซี่ยเจิง นางก็ตกใจนิดหน่อย: “ทำให้เจ้าตื่นหรือ?”
เหยี่ยวไห่ตงชิงที่โดนตบไปหลายฉาดจนหงอย พอเห็นเจ้านายปุ๊บก็รีบร้องเสียงหลงขอความช่วยเหลือทันที แต่คราวนี้ไม่กล้าร้องเสียงดังแสบแก้วหูแล้ว เสียงเบาหวิวเหมือนลูกไก่ ขนบนหัวชี้โด่ชี้เด่ ไม่เหลือความสง่างามเหมือนเมื่อก่อนเลย
เซี่ยเจิงเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น: “นี่มัน…”
ฝานฉางอวี้เขย่าเหยี่ยวไห่ตงชิงในมือไปมา พร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง: “ข้าเห็นเหยี่ยวตัวนี้บินวนเวียนอยู่แถวนี้บ่อยๆ พอดีซื้อแม่ไก่แก่มา ก็เลยลองวางกับดักดู ไม่คิดว่าจะจับได้จริงๆ!”
เหยี่ยวทั่วไปก็คงคาบได้แค่ลูกไก่ แต่เหยี่ยวตัวนี้ใหญ่มาก กางปีกทีเกือบเมตร แถมยังมีแรงมหาศาล ตอนที่มันดิ้นรนอยู่บนหลังคา ทำเอาหลังคาทะลุเป็นรูเบ้อเริ่มเลย ถ้าฝานฉางอวี้ไม่ได้ยินเสียงแล้วขึ้นไปดูทัน มันคงดิ้นหลุดจากกับดักหนีไปแล้วล่ะ โดนนางตบไปหลายทีถึงได้ยอมสงบลง
นางพูดต่อ: “พรุ่งนี้เช้าข้าจะเอามันไปที่ตลาด ดูสิว่าจะขายได้สักกี่ตำลึง”
เหยี่ยวไห่ตงชิงใช้ดวงตาเล็กๆ แสนเศร้ามองเจ้านายของตัวเองอย่างน่าสงสาร
เซี่ยเจิงทนดูนกโง่ตัวนี้ไม่ได้ ตีหน้านิ่งโกหกหน้าตายไปว่า: “ในตลาดไม่มีใครซื้อนกเหยี่ยวเป็นๆ หรอก ฆ่ากินเนื้อก็เหนียวแถมมีรสเปรี้ยว จะเลี้ยงก็ไม่มีเงินเลี้ยง ถ้าไม่ได้ผ่านมือคนฝึกนกมาก่อน สัญชาตญาณสัตว์ป่ามันยังอยู่ ทำร้ายคนได้ง่ายๆ”
“งั้นหรือ” ฝานฉางอวี้ผิดหวังทันที
นางเกาหัว: “แต่ว่านกตัวนี้ขาโดนกับดักหนีบ ปีกก็ไปกระแทกกับขื่อหลังคาตอนดิ้นรนจนหัก ถ้าปล่อยมันกลับเข้าป่าไปตอนนี้ คงไม่รอดพ้นหน้าหนาวนี้แน่”
เหยี่ยวไห่ตงชิงแกล้งร้องเสียงแหลมอย่างอ่อนแรงและน่าสงสารรับลูกทันที
เซี่ยเจิง: “…ข้าพอจะรู้วิธีฝึกนกอยู่บ้าง ลองให้ข้าช่วยฝึกดูไหมล่ะ ถ้านกเหยี่ยวที่ฝึกแล้ว เอาไปขายได้ราคาร้อยกว่าตำลึงเลยนะ”
“เอ๋?” ฝานฉางอวี้ประหลาดใจมาก แต่พอได้ยินว่าถ้านกเหยี่ยวตัวนี้ฝึกเสร็จแล้วจะขายได้เป็นสิบหรือเป็นร้อยตำลึง ก็ดีใจจนเนื้อเต้น เรื่องหลังคาพังที่ต้องซ่อมพรุ่งนี้ก็กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย
“งั้นก็เลี้ยงไว้ที่บ้านก่อนแล้วกัน!”
นางรีบไปหยิบสุ่มไก่มาขังเหยี่ยวไห่ตงชิงไว้ข้างใน แล้วก็ไปเอายากับผ้าพันแผลมา
เหยี่ยวไห่ตงชิงหดตัวอยู่มุมสุ่ม โดนฝานฉางอวี้จับขาข้างหนึ่งขึ้นมาทายาพันผ้าพันแผล ในดวงตาเล็กๆ เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิดเดียว
เซี่ยเจิงมองดูขาของเหยี่ยวไห่ตงชิงที่โดนพันจนเหมือนบ๊ะจ่าง หนังตากระตุกไปสองที
ฝานฉางอวี้จัดการเสร็จ ก็มานั่งยองๆ ข้างสุ่ม มองเหยี่ยวไห่ตงชิงด้วยสายตาทะนุถนอมราวกับมองเงินก้อนโตหลายร้อยตำลึง: “พรุ่งนี้เช้าฆ่าหมูแล้ว จะแบ่งเครื่องในสดๆ ให้แกกินนะ”
เนื้อหมูต้องเก็บไว้ขาย ส่วนเครื่องในเอามาให้มันกินได้
หมูที่ฆ่าวันนี้ เครื่องในเอาไปทำพะโล้หมดแล้ว
ก่อนกลับเข้าห้อง ฝานฉางอวี้คิดไปคิดมา ก็รู้สึกว่าในห้องโถงใหญ่หนาวเกินไป ในห้องของนางกับน้องสาวมีเตียงเตา (炕) ก็เลยไม่ได้จุดกระถางถ่าน กลัวว่าเหยียนเจิ้งที่บาดเจ็บหนักร่างกายอ่อนแอจะทนหนาวไม่ไหว เลยจุดกระถางถ่านไว้ในห้องเขา งั้นก็เอานกไปไว้ในห้องเขาเลยก็แล้วกัน
นั่นเงินเป็นร้อยตำลึงเลยนะ ปล่อยให้หนาวตายไม่ได้เด็ดขาด!
คิดได้ดังนั้น ฝานฉางอวี้ก็หมุนตัว หิ้วสุ่มไก่ที่มีเหยี่ยวไห่ตงชิงอยู่ข้างใน ไปเคาะประตูห้องเซี่ยเจิง
นางไม่สนว่าคนในห้องจะทำหน้ายังไง วางสุ่มไก่ไว้มุมห้องทันที: “กลางคืนมันหนาว เดี๋ยวจะแข็งตายไปซะก่อน ขอฝากไว้ในห้องเจ้าก่อนนะ”
เซี่ยเจิงปรายตามองเหยี่ยวไห่ตงชิงด้วยสายตาเย็นเยียบ: “…ได้สิ”
พอประตูปิดลง เหยี่ยวไห่ตงชิงที่มีดวงตาเล็กๆ ก็ประสานสายตากับเจ้านายที่มีดวงตาหงส์เรียวยาวและมืดมน มันลากขาที่โดนหนีบ ปล่อยปีกที่ขนหลุดร่วงจนน่าสงสารให้ตกลงมา แล้วตัวสั่นงันงก
________________________________________
เช้าวันรุ่งขึ้น ฝานฉางอวี้ฆ่าหมูเสร็จ ก็หิ้วปอดหมูที่หั่นเป็นชิ้นๆ มาครึ่งอันเอามาให้เหยี่ยวไห่ตงชิงกินจริงๆ
วันนี้ข้างนอกดูเหมือนจะหนาวเป็นพิเศษ หิมะกองสูงจนเกือบถึงธรณีประตู พอเปิดประตูห้องลมหนาวก็พัดเข้ามาจนตัวสั่น มองออกไปข้างนอก เห็นหยาดน้ำแข็งย้อยลงมาจากชายคาเป็นแถว
ฝานฉางอวี้มือแดงก่ำเพราะความหนาว นางเอาชามใบใหญ่ใส่ปอดหมูวางไว้ในสุ่ม ถูมือไปมา แล้วบอกกับคนที่นั่งอยู่บนเตียงว่า: “วันนี้วันต้าหาน (大寒 – ช่วงที่หนาวที่สุดของปี) หนาวมากเลย เดี๋ยวเจ้าลุกขึ้นมาแล้วใส่เสื้อผ้าหนาๆ หน่อยนะ ข้าทำต้มเลือดหมู (毛血旺) ไว้ กินแล้วจะได้อุ่นๆ”
เซี่ยเจิงพยักหน้ารับรู้ แต่เขาไม่มีเสื้อผ้าหนาๆ ให้ใส่จริงๆ แป๊บเดียวฝานฉางอวี้ก็ไปหาเสื้อคลุมตัวหนาของพ่อมาให้เขา
เซี่ยเจิงใส่แล้วดูพองๆ ไปหน่อย แต่โชคดีที่เขาสูง ก็เลยยังดูหล่อเหลาอยู่
เสื้อกันหนาวตัวนี้อุ่นมากจริงๆ ลมหนาวพัดมายังไงก็ไม่สะทกสะท้านเลย
แต่สิ่งที่ติดมากับเสื้อกันหนาว คือผ้าผูกผมสีน้ำเงินเข้มเส้นนั้น ผ้าผูกผมเส้นนี้เซี่ยเจิงจำได้ดี เพราะคราวก่อนฝานฉางอวี้ยังประชดเอาไปผูกผมตัวเองอยู่เลย
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
________________________________________
ฝานฉางอวี้ยกชามใบใหญ่เดินออกมาจากครัว เห็นเขาลุกขึ้นและล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว ก็บอกว่า: “ตื่นแล้วหรือ? มานั่งกินข้าวสิ”
ชามในมือนางเต็มไปด้วยน้ำซุปสีแดงฉาน กลิ่นพริกหมาล่าเผ็ดร้อนเตะจมูกลอยฟุ้งไปทั่ว
ฝานฉางอวี้เห็นเขาไม่ได้ใช้ผ้าผูกผมที่นางเอามาให้ ก็ไม่ได้ว่าอะไร
นางสังเกตเห็นว่าเขารักความสะอาดมาก หน้าหนาวอาบน้ำลำบาก แต่เขาก็มักจะต้มน้ำเช็ดตัวบ่อยๆ ผ้าผูกผมก็ซักประจำ บางทีผ้าไม่แห้ง เขาก็เอาไปผิงไฟใกล้ๆ เตา นางก็เลยเอาผ้าผูกผมที่ซื้อมาให้เขาไว้สลับกันใช้
นางไม่ใช่คนใจแคบสักหน่อย จะบอกว่าไม่ให้แล้วไม่ให้จริงๆ ซะเมื่อไหร่!
ชามใบนี้ใส่น้ำซุปมาเต็มปรี่ เพิ่งยกลงจากเตาร้อนๆ ฝานฉางอวี้วางชามลงบนโต๊ะ รีบเอามือที่โดนลวกไปจับหูตัวเอง: “หูย ร้อนๆ!”
ฉางหนิงน้อยชะโงกหน้าเข้ามา: “เดี๋ยวหนิงหนียงเป่าให้ เป่าแล้วก็ไม่ร้อนแล้ว”
ฝานฉางอวี้ทั้งขำทั้งเอ็นดู ยื่นนิ้วให้น้องสาวเป่า ฉางหนิงทำแก้มป่องเป่าอยู่หลายทีกว่าจะยอมหยุด
ฝานฉางอวี้เงยหน้าขึ้น ก็เห็นเซี่ยเจิงมองนางด้วยสายตาแปลกๆ นางเอามือลูบหน้าตัวเอง ก็ไม่เห็นมีคราบเขม่าดำๆ ติดอยู่ เลยถามว่า: “หน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือ?”
อีกฝ่ายหลบสายตา ตอบแค่ว่า: “ไม่มี”
ฝานฉางอวี้มองเขาอย่างสงสัย จัดแจงวางถ้วยชามให้: “ลองชิมต้มเลือดหมูนี่ดูสิ! ถ้ากินตอนเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ จะอร่อยที่สุดเลย แต่วันนี้ทำไม่ทันแล้วล่ะ”
บนน้ำซุปมีน้ำมันร้อนๆ ราดบนพริกหอมกับพริกแห้งลอยอยู่เต็มไปหมด ข้างใต้มีเลือดหมูหั่นเต๋า ไส้หมูพะโล้เมื่อคืน กระเพาะหมู แล้วก็ปอดหมู น่าเสียดายที่บ้านไม่มีถั่วงอก ก็เลยไม่ได้ใส่ถั่วงอกขาวๆ กรอบๆ รองก้นชามไว้
ฝานฉางอวี้ตักเลือดหมูใส่ชามให้น้องสาว ฉางหนิงเผ็ดจนต้องซี๊ดปาก แต่พอกินหมดก็ยังจ้องชามตาเป็นมัน: “เอาอีก!”
ฝานฉางอวี้เลยตักให้อีกสองชิ้น
เซี่ยเจิงเพิ่งจะเคยเห็นต้มจับฉ่ายหม้อใหญ่แบบนี้เป็นครั้งแรก ดูน้ำซุปแล้วไม่น่าจะซดได้ แถมบ้านตระกูลฝานก็ไม่มีธรรมเนียมใช้ตะเกียบกลางด้วย
ถ้าเป็นกับข้าวผัดทั่วไป ก็ยังพอกะเกณฑ์คีบแต่ฝั่งของตัวเองได้ แต่ต้มรวมมิตรแบบนี้ ไม่รู้จะลงตะเกียบยังไงเลย
ระหว่างที่เขากำลังลังเล สองพี่น้องตระกูลฝานก็ซัดข้าวไปเกือบครึ่งชามแล้ว ฝานฉางอวี้เห็นเขากินแต่ข้าวไม่ยอมคีบกับข้าว ก็ถามด้วยความสงสัย: “เจ้าไม่กินเผ็ดหรือ?”
“…ก็ไม่เชิง”
สุดท้ายเขาก็ยอมทิ้งนิสัยรักความสะอาดในเรื่องอาหาร ขมวดคิ้วคีบเลือดหมูสีแดงคล้ำขึ้นมาชิ้นหนึ่ง
คำแรกที่สัมผัสได้คือความชาและเผ็ด แทบไม่ต้องเคี้ยว แค่ใช้ลิ้นดุนเบาๆ เลือดหมูก็ละลายในปาก อร่อยเกินคาดจริงๆ
เขาค่อยๆ ทยอยชิมเครื่องในพะโล้ที่อยู่ในชาม เครื่องในที่พะโล้ก่อนแล้วค่อยเอามาต้ม กลิ่นพะโล้ผสมผสานกับรสเผ็ดชาได้อย่างลงตัว ทำเอาหยุดคีบไม่ได้เลย
มื้อนี้เซี่ยเจิงแทบจะลืมไปเลยว่าตัวเองมีนิสัยรักความสะอาดเรื่องการกิน
อย่างที่ฝานฉางอวี้บอก กินเสร็จเหงื่อก็ออกท่วมตัว ไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บของอากาศข้างนอกเลยสักนิด
เขาถามว่า: “นี่เป็นอาหารพื้นเมืองของที่นี่หรือ?”
ฝานฉางอวี้ตอบ: “ก็คงงั้นมั้ง เป็นเมนูเด็ดของเหลาอาหารอี้เซียงในตำบล เถ้าแก่เนี้ยที่นั่นทำกับข้าวเก่งมากนะ มีสูตรอาหารเยอะแยะเลย!”
เซี่ยเจิงเพิ่งจะคิดแวบขึ้นมาว่าอยากจะเอาเมนูนี้ไปให้ทหารในกองทัพกิน แต่ก็ต้องล้มเลิกความคิดไป อาหารในกองทัพแค่กินให้อิ่มท้องก็พอแล้ว คงทำประณีตขนาดนี้ไม่ได้ อีกอย่างเครื่องเทศอย่างพริกกับฮวาเจียว (พริกหอม) ก็แพงไม่ใช่เล่น
ฝานฉางอวี้เก็บกวาดถ้วยชามเสร็จ ก็ยกสุ่มเหยี่ยวไห่ตงชิงในห้องเขามาวางไว้ข้างเตาผิง ก่อนออกไปไม่ลืมกำชับเขาว่า: “ในครัวยังมีปอดหมูเหลืออีกครึ่งชิ้น เดี๋ยวตกเย็นเจ้าค่อยหั่นให้เหยี่ยวตัวนี้กินนะ”
นางเกาหัว พูดอย่างเกรงใจว่า: “ถ้าว่างๆ ก็ลองฝึกลองหัดมันดูหน่อยนะ?”
สายตาของเซี่ยเจิงที่ปรายตามองมา แทบจะเฉือนเนื้อนางได้เลย: “…ได้สิ”
เหยี่ยวไห่ตงชิงในสุ่มหดคอตัวสั่นเป็นลูกนกตัวยักษ์
ฝานฉางอวี้ถึงได้สบายใจ เข็นรถเข็นไปที่ร้าน วันนี้หิมะตกหนัก กว่าจะถึงป่านนี้แล้ว ถนนยังมีคนเดินผ่านไปมาไม่กี่คนเลย
พอไปถึงถนนสายร้านขายเนื้อ ก็เงียบเหงาไม่แพ้กัน
ฝานฉางอวี้เปิดประตูร้าน เคลียร์หิมะที่เกาะอยู่ตรงชายคา ถึงได้เห็นว่าเตาอิฐที่นางก่อไว้ข้างนอกถูกคนทุบพังไปแล้ว
นางถึงกับโมโหจนหัวเราะออกมา ร้านนางเพิ่งจะขายเนื้อพะโล้ได้ไม่กี่วันเองนะ? นี่เริ่มมีคนอิจฉาตาร้อนจนมาพังของของนางแล้วหรือ?
ตั้งแต่เกิดเรื่องฝานต้ากับเรื่องบ่อนพนัน ชื่อเสียงความโหดเหี้ยมและปากจัดของนางก็โด่งดังไปทั่ว ซึ่งชื่อเสียงแย่ๆ แบบนี้บางทีก็มีประโยชน์เหมือนกัน
ฝานฉางอวี้โยนไม้กวาดทิ้งทันที เท้าสะเอวด่าทอ: “ไอ้ลูกเต่าตัวไหนมันมาทุบของของข้า? มีอะไรไม่กล้ามาพูดกันต่อหน้า เก่งแต่ลอบกัดลับหลัง โคตรเหง้าแกเป็นเต่าหรือไงห๊ะ?”
นางฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก รีดเร้นพลังจากจุดตันเถียนด่าออกมา เสียงดังสะท้านไปทั้งถนน
คนขายเนื้อร้านใกล้ๆ ไม่มีใครกล้าปริปาก มีแต่คนขายเนื้อกัวที่พอโดนนางปรายตามอง ก็รีบโวยวายขึ้นมาทันที: “มองข้าทำไม? ข้าไม่ได้เป็นคนทำนะ!”
ฝานฉางอวี้ก็ไม่ได้สงสัยเขาหรอกนะ เพราะสีหน้าของคนขายเนื้อกัวมีแต่ความสะใจ ไม่มีแววตาของคนทำผิดเลย
ป้าขายเนื้อร้านข้างๆ เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จู่ๆ ก็พูดขึ้นมาว่า: “แย่แล้วล่ะฉางอวี้ ร้านเจ้าปิดไปตั้งเดือนนึง ไม่ได้จ่ายค่าคุ้มครองใช่ไหมล่ะ?”
ฝานฉางอวี้เพิ่งเคยได้ยินคำว่าค่าคุ้มครองเป็นครั้งแรก ถามอย่างสงสัยว่า: “มันคืออะไรหรือเจ้าคะ?”
ป้าขายเนื้อถอนหายใจ: “พวกเราเปิดประตูทำมาค้าขาย นอกจากจ่ายภาษีให้ทางการทุกเดือนแล้ว ยังต้องจ่ายเงินนิดหน่อยให้พวกหัวหน้านักเลงที่คุมถนนเส้นนี้ด้วย ช่วงนี้ร้านเจ้าขายดีจนพวกมันคงได้ยินข่าวเข้า ข้าว่านะ เดี๋ยวพวกมันต้องยกพวกมาแน่ๆ”
ฝานฉางอวี้เริ่มเข้าใจสถานการณ์แล้ว ที่พวกมันมาทุบเตาหน้าร้านเมื่อคืน ก็เพื่อข่มขู่นาง และวันนี้พวกมันคงมาเก็บค่าคุ้มครองแน่นอน
นางขอบคุณป้าขายเนื้อ เอาเนื้อสดกับเนื้อพะโล้ที่เตรียมมาวางบนเขียงให้เรียบร้อย แล้วเอาไม้พลองไปวางซ่อนไว้หลังประตู ยืนขายเนื้อไปพลาง รอรับมือพวกนักเลงไปพลาง
เวลาเฉินสามเค่อ (ประมาณ 07.45 น.) ถึงได้มีกลุ่มนักเลงเดินกร่างมาทางตลาดค้าเนื้อ ท่าทางห้าวเป้งสุดๆ คนเดินถนนเห็นพวกมันก็ต้องรีบหลบทางให้
ฝานฉางอวี้ได้ยินเสียงเอะอะในร้านก็มองออกไป
แหม คนกันเองทั้งนั้น !

0 Comments