ตอนที่ 63 ฉันพอใจแล้วจ้ะ
แปลโดย เนสยังนางวางสากหินในมือลง พลิกดูของไปมาซ้ายขวาหน้าหลัง ก่อนจะยัดเงินและคูปองกลับใส่มือเสิ่นเมิ่ง
“สะใภ้เจิ้นผิง นี่หนูทำอะไรเนี่ย เงินกับคูปองนี่ป้ารับไว้ไม่ได้หรอกนะ หนูเอากลับไปเถอะ แล้วก็ลูกอมนี่ ของหายากแบบนี้ หนูเอากลับไปให้หมิงข่ายกับหลานๆ กินเถอะ การที่หนูยอมเอาของมาให้ ป้าก็รู้แล้วล่ะว่าหนูเป็นคนรู้ความ ป้ารู้สึกโกรธก็จริง แต่ไม่ได้โกรธหนูหรอกนะ พวกเราก็คนบ้านเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนี้หรอก ที่ป้าโกรธก็คือตาแก่ลุงไกว่ของหนูนั่นแหละ แกไปช่วยหนูทำงาน จนลืมไปรับคนที่ตัวอำเภอ เกือบจะถูกไล่ออกจากงานขับเกวียนวัวแล้ว หนูคิดดูสิว่าป้าจะไม่โกรธได้ยังไงล่ะ?”
เสิ่นเมิ่งได้ยินดังนั้นก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เธอนอนหลับอยู่ที่บ้านจนถึงตอนนี้ ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวลุงไกว่เลย แบบนี้ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่
ในหมู่บ้านก็มีพวกที่ชอบอู้งานคอยจ้องจะแย่งงานขับเกวียนวัวของลุงไกว่กันอยู่หลายคน งานขับเกวียนไปกลับระหว่างคอมมูน ตัวอำเภอ และก็หมู่บ้านลู่ วันหนึ่งได้แต้มแรงงานตั้งสิบแต้ม แถมไม่ต้องออกแรงมากนัก งานสบายๆ แบบนี้ ใครบ้างล่ะจะไม่อยากได้
“โธ่เอ๊ย ป้าจ๊ะ ฉันขอโทษจริงๆ นะ ฉัน… ฉันไม่รู้เรื่องนี้เลย ถ้าเป็นเพราะเรื่องนี้ ป้ายิ่งต้องรับเงินกับคูปองนี่ไว้แล้วล่ะจ้ะ ถ้าเกิดตาแก่ต้องมาตกงานเพราะฉัน ฉันคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตแน่ๆ ป้าจ๊ะ เอาอย่างนี้ดีไหม ป้าเอาเงินหนึ่งหยวนนี่ไปให้ลุงไกว่เอาไปให้ผู้ใหญ่บ้าน พวกผู้นำหมู่บ้านคงไม่น่าจะว่าอะไรหรอกมั้ง ถ้ายังมีปัญหาอะไรอีก เดี๋ยวฉันไปช่วยพูดคุยเจรจาให้เองจ้ะ”
ท่าทีปฏิเสธของจูจวี๋อิงเริ่มชะงักไป ถึงแม้ว่าคราวนี้ตาแก่จะยังไม่ถูกไล่ออก แต่เรื่องนี้ก็คงจะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านไปอีกนาน กลัวว่าวันข้างหน้าจะมีคนเอาเรื่องนี้มานินทาตาแก่น่ะสิ
“งั้นก็ได้จ้ะ สะใภ้เจิ้นผิง ป้ายอมหน้าด้านรับเงินก้อนนี้ของหนูไว้แล้วกัน แต่คูปองนี่หนูเอากลับไปเถอะ ป้ารับไว้ไม่ได้หรอก แล้วเงินที่เหลืออีกห้าเหมา ป้าก็รับไว้ไม่ได้เหมือนกันนะ สิ่งไหนที่ไม่ใช่ของเรา เราก็ไม่ควรจะรับมันมา”
“ป้าจ๊ะ ฉันก็ไม่ใช่เศรษฐีมาจากไหน จะมาอวดรวยต่อหน้าป้าหรอกนะ ที่ฉันเอาคูปองฝ้ายมาให้ ก็เพราะได้ยินลุงไกว่พูดเปรยๆ ว่า น้องเซียงเซียงเพิ่งจะหมั้นหมาย ปีหน้าก็จะแต่งงานแล้ว ลูกสาวจะแต่งงานออกเรือนทั้งที ก็ต้องมีผ้านวมดีๆ สักผืนติดตัวไปบ้างสิจ๊ะ คูปองที่ฉันให้ไป ป้ากับลุงก็ยังต้องเอาไปหาซื้อของอยู่ดี เจิ้นผิงเขาส่งคูปองนู่นนี่นั่นมาให้ทุกเดือน ฉันก็ใช้ไม่หมดหรอก ป้ารับไว้เถอะจ้ะ ถือซะว่าครอบครัวฉันช่วยสมทบทุนงานแต่งให้น้องเซียงเซียงก็แล้วกัน”
จูจวี๋อิงมองดูเสิ่นเมิ่งที่พูดจาอ่อนหวานนุ่มนวลส่งยิ้มบางๆ ให้ ถึงแม้ในใจจะยังรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง แต่ก็ตัดใจไม่ลงที่จะยื่นคูปองฝ้ายคืนไปให้ ลูกสาวของนางอายุสิบเก้าแล้ว เพิ่งจะหมั้นหมายกับชายหนุ่มครอบครัวดีๆ นางมีลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนอยู่แค่คนเดียว เรื่องความประพฤติของครอบครัวฝ่ายชาย นางก็ไปสืบเสาะหาข้อมูลมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนจนมั่นใจแล้วถึงได้ตอบตกลง
แม้ว่าตาแก่จะทำงานขับเกวียนวัวให้กับหน่วยผลิต แต่ครอบครัวนางก็ยังคงเป็นแค่ชาวนาธรรมดาๆ จะไปมีเงินมีทองเก็บไว้ได้ยังไง ผ้านวมที่นางตั้งใจเก็บไว้ให้ลูกสาว ก็ถูกลูกสะใภ้คนเล็กที่เพิ่งแต่งเข้ามาเมื่อสองปีก่อนฮุบไปซะแล้ว
ตอนนั้นลูกสาวเข้ามากอดนางแล้วก็พูดปลอบใจว่า ไม่เป็นไรหรอกจ้ะแม่ หนูแต่งงานช้าไปอีกสักสองสามปีก็ไม่เป็นไร จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลใจ เรื่องนี้ก็เลยเป็นแผลในใจนางมาตลอดหลายปี พอนึกถึงลูกสาวทีไร ก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้
ตอนนี้ของที่สะใภ้เจิ้นผิงยื่นมาให้ มันไม่ใช่แค่คูปองฝ้ายธรรมดาๆ หรอกนะ แต่มันคือหน้าตาของลูกสาวนางเลยล่ะ!
“ขอบใจจ้ะ ขอบใจมากนะลูก ป้าขอบใจหนูมากจริงๆ ปีหน้าถ้าน้องเซียงเซียงแต่งงาน หนูอย่าลืมมาร่วมงานฉลองนะจ๊ะ!”
“ไปแน่นอนจ้ะ งั้นป้าจ๊ะ ป้าเก็บของพวกนี้ให้ดีๆ นะ อย่าให้ใครเห็นเข้าล่ะ ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนนะจ๊ะ”
“จ้า! เดินทางปลอดภัยนะลูก!”
จูจวี๋อิงมองซ้ายมองขวา รีบเอาเงินกับคูปองซ่อนไว้ในอกเสื้อ กวาดงาคั่วที่ตำละเอียดแล้วใส่ลงในชามกระเบื้อง แล้วก็ถือเดินกลับเข้าบ้านไป
ตอนเย็นเลิกงาน ลู่เซียงเซียงแบกจอบกลับมาถึงบ้าน แม่ของหล่อนก็ดึงหล่อนเข้าไปในห้องทันที หวงเมาชุน ลูกสะใภ้คนเล็กของจูจวี๋อิงเห็นดังนั้น ก็กลอกตาไปมา วางจอบลงแล้วทำท่าจะเดินเข้าไปแอบฟังที่ข้างกำแพง
“เธอจะไปไหนน่ะ ได้เวลาทำกับข้าวแล้วนะ?” ลู่ซิงชางร้องเรียกหล่อน
“ไม่ต้องมายุ่งน่า” หล่อนตวาดกลับไปเบาๆ แล้วก็วิ่งแจ้นไปเลย
เหยาจินจู พี่สะใภ้ใหญ่ของลู่เซียงเซียง แกล้งกระแอมไอเบาๆ แล้วก็พูดขึ้นมาดังๆ ว่า “เมาชุนเอ๊ย เธอทำอะไรอยู่น่ะ เย็นนี้ถึงคิวเธอทำกับข้าวนะ รีบไปทำเร็วเข้า เดี๋ยวลูกๆ จะหิวกันหมด”
ได้ยินเสียงจากในห้อง จูจวี๋อิงก็เปิดประตูดัง “ปัง” ออกมา
“ทำอะไรกันอยู่น่ะ ถึงเวลาทำงานก็ต้องทำงานสิ อย่าเอาแต่วันๆ หาเรื่องใส่ตัว ซิงชาง เธอก็หัดสั่งสอนเมียเธอซะบ้าง ทำตัวแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน”
ลู่ซิงชางอ้าปากค้าง แต่พอเจอสายตาดุดันของหวงเมาชุน ก็ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากพูดอะไรออกมา
จูจวี๋อิงเห็นท่าทางซื่อบื้อของลูกชาย ก็รู้สึกโมโหจนอยากจะอาเจียนออกมา ตอนที่หล่อนยังไม่แต่งงาน ก็พูดจาปากหวานประจบประแจงสารพัด ครอบครัวนางก็นึกว่าเป็นผู้หญิงเรียบร้อยว่านอนสอนง่าย ที่ไหนได้ ดันรับเอาตัวกาลกิณีเข้ามาในบ้านซะนี่ แถมยังทำให้ลูกชายของนางเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอีกต่างหาก
นางขี้เกียจจะมาต่อล้อต่อเถียงกับพวกนี้แล้ว ยังไงซะพูดไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ลูกสะใภ้ก็แต่งเข้ามาแล้ว หลานก็มีแล้ว จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ชีวิตก็ต้องทนอยู่กันไปแบบนี้แหละ!
หวงเมาชุนที่ไม่ทันได้ยินเรื่องราวอะไร ก็เริ่มโมโหขึ้นมาทันที
“ยายแก่บ้านี่เห็นฉันเป็นคนนอกหรือยังไง มีความลับอะไรถึงต้องแอบไปคุยกันสองคน แล้วก็เธอนะเหยาจินจู พวกเธอหิวโซกันมาจากไหนยะ ถึงได้มาใช้ให้ฉันไปทำกับข้าว วันนี้ฉันไม่ทำแล้ว คอยดูสิว่าถ้าฉันไม่ทำ พวกเธอจะหิวตายกันหมดไหม”
“เมาชุน เธออย่าพูดแบบนี้สิ ฉันไปทำกับข้าวให้ก็ได้ เมื่อวานน้องเล็กก็เป็นคนทำ เมื่อวานซืนก็เป็นพี่สะใภ้ วันนี้ก็ถึงคิวเราทำกับข้าวแล้วนี่นา”
“หุบปากไปเลยนะ เธออยากไปทำก็เชิญไปทำเองสิ แล้วใครจะมาซักเสื้อผ้า ใครจะมาดูแลลูก ฉันไม่สนหรอกนะ ฉันไปทำงานมาทั้งวัน เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว อยากจะกินข้าวสบายๆ ซะบ้าง”
หล่อนแค่นเสียงหึ แล้วก็เดินกระฟัดกระเฟียดกลับเข้าห้องไป ลู่ซิงชางมองดูเหยาจินจูที่โกรธจนตาแดงก่ำ ถอนหายใจแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ ผมขอโทษแทนหล่อนด้วยนะ หล่อนก็มีนิสัยแบบนี้แหละ พี่อย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ ผม… ผมขอตัวเข้าห้องก่อนนะ เดี๋ยวถ้าเสี่ยวตั้นกลับมาแล้วร้องหาแม่ ก็คงโดนหล่อนตีอีกแน่ๆ”
เหยาจินจูโกรธจนหน้าอกกระเพื่อม หล่อนไม่เข้าใจเลยว่าทำไมลูกพี่ลูกน้องที่แสนจะซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตนในสมัยก่อน ถึงได้กลายมาเป็นคนขี้ขลาดตาขาวแบบนี้ไปได้
“คนอะไรก็ไม่รู้!”
พ่อแม่สามี รวมถึงสามีและลูกๆ ของหล่อน ครอบครัวน้องรองก็ยังคงหิวโซอยู่ หล่อนปาดน้ำตา แล้วก็หันหลังเดินเข้าไปในครัว
ในห้อง จูจวี๋อิงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ลู่เซียงเซียงฟัง แล้วก็ยื่นคูปองฝ้ายให้หล่อนดู
ลู่เซียงเซียงแม้ในใจจะรู้สึกดีใจ แต่ก็ยังคงปฏิเสธด้วยความเกรงใจ
“แม่จ๊ะ หนูไม่อยากจะเอาเปรียบพี่สะใภ้เมิ่งเพียงเพราะว่าหนูจะแต่งงานหรอกนะจ๊ะ หนูเคยได้ยินพี่ฉางหงเล่าให้ฟังว่า ในกองทัพเขาไม่ค่อยแจกคูปองหรือเงินเดือนให้หรอกนะ แถมทหารบางคนยังเอาเงินเดือนตัวเองไปจุนเจือครอบครัวของเพื่อนทหารที่เสียชีวิตไปแล้วด้วย พวกเขายอมเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ ต้องทนลำบากมาตั้งเท่าไหร่ พวกเราจะมานั่งเห็นแก่ตัวแบบนี้ได้ยังไง หนูไม่เอาหรอกจ้ะ พวกเขาไม่ได้ให้ค่าสินสอดหนูมากนัก หนูก็จะไม่เอาของติดตัวไปมากมายหรอกจ้ะ ยุติธรรมดีออกนะจ๊ะ พอถึงฤดูหนาว พี่สะใภ้เมิ่งก็ต้องตัดเสื้อกันหนาวให้หมิงหยางกับน้องๆ อีก คูปองฝ้ายนี่ก็คงเป็นเงินที่พี่เจิ้นผิงอุตส่าห์ประหยัดเก็บไว้ แม่จ๊ะ พวกเราอย่าเอาของเขาเลยนะจ๊ะ”
“ลูกสาวที่แสนดีของแม่ ต้องมาทนลำบากอยู่ในครอบครัวยากจนแบบนี้ พ่อกับแม่ขอโทษหนูจริงๆ นะลูก” จูจวี๋อิงรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ
“แม่จ๊ะ อย่าพูดแบบนั้นสิจ๊ะ มีครอบครัวไหนบ้างล่ะที่ไม่เห็นลูกสาวเป็นเหมือนสมบัติล้ำค่า หนูตั้งแต่เด็กก็ไม่เคยต้องตกระกำลำบากอะไร ฉันพอใจแล้วจ้ะ ไม่เป็นไรหรอกจ้ะแม่ ถึงจะไม่มีของติดตัวไปแต่งงาน หนูก็ยังสามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขได้” ลู่เซียงเซียงยื่นมือไปกอดจูจวี๋อิง
เสิ่นเมิ่งอุ่นซุปตีนหมูเสร็จแล้ว ซุปนี้รสชาติจืดชืด ก็เลยไม่ได้ส่งกลิ่นหอมอะไรออกมา ตอนที่ลู่หมิงหยางและเด็กๆ กลับมาจากโรงเรียน เธอก็ตักหมั่นโถวแป้งข้าวโพดและซุปใส่ตะกร้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
“หมิงหยาง แม่เอาหมั่นโถวห่อผ้าขาวบางไว้ให้แล้วนะ ซุปตีนหมูก็ใส่ในกล่องข้าวสองใบ พวกลูกเวลาออกไปก็เดินระวังๆ หน่อยล่ะ พยายามหลบสายตาผู้คนเข้าไว้ อย่าให้ใครเห็นนะ แม่จะรอพวกลูกอยู่ที่บ้านจ้ะ!”
“ครับ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ พวกเราส่งของมาตั้งหลายรอบแล้ว รับรองว่าจะเอาไปให้อาหม่านโดยที่ไม่มีใครรู้เห็นแน่นอนครับ”
ตอนที่พวกเขาเดินออกไป บังเอิญไปเจอเซี่ยจิ้งห่าวที่กำลังจูงมือเสี่ยวกังเดินมาพอดี เธอเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว ลู่หมิงหยางก็สะพายตะกร้า หมิงเลี่ยงกับหมิงฟางก็เดินตามมาด้วย นี่ก็แสดงว่าพวกเขาจะออกไปข้างนอกกัน
“จะไปไหนกันล่ะเนี่ย ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว อย่าไปวิ่งเล่นซนที่ไหนล่ะ!”
“อาสะใภ้สาม พวกเราจะไปเอาหญ้าหมูที่เกี่ยวทิ้งไว้ตอนเลิกเรียนกลับมาครับ พวกเรารู้ว่ามันอยู่ตรงไหนครับ”
เสิ่นเมิ่งกวักมือเรียกเซี่ยจิ้งห่าว พอเธอยกซุปตีนหมูมาให้ ก็ได้ยินเซี่ยจิ้งห่าวพูดขึ้นมาว่า “เด็กพวกนี้รู้ความจริงๆ เลยนะ ขากลับยังอุตส่าห์แวะไปหาแต้มแรงงานอีก!”
เสิ่นเมิ่ง: “…”

0 Comments