ตอนที่ 58 วันข้างหน้าก็ต้องพึ่งพาพี่น้องกันเอง
แปลโดย เนสยังคำพูดของลูกสะใภ้ทั้งสองคน ทำให้หวังคุ่ยจือรู้สึกอบอุ่นใจ ลูกสะใภ้สองคนของนางล้วนเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่เคยมองว่าน้องสามีแต่งงานได้ดีกว่า แล้วก็จะเรียกร้องขอของนู่นนี่นั่น หรือไม่ก็พยายามยุให้นางกับตาเฒ่าไปขอเงินลูกสาวมาจุนเจือบ้านตัวเอง พวกนางใช้ชีวิตอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวมาโดยตลอด
คิดไปคิดมา นางก็ไม่ได้เคาะประตูห้องเสิ่นเมิ่ง หันหลังกลับไปที่ห้องโถงแล้วก็เดินกลับมา เคาะประตูห้องรองสองครั้ง แล้วก็เดินเข้าไป
“เสี่ยวเหมย ฉินหลาน ยังไม่นอนอีกเหรอ?”
“แม่ แม่มาทำไมจ๊ะ ฝั่งนู้นนอนเบียดกันเหรอ?” ลวี่ฉินหลานพูดพลางลงมาจากเตียงเตา ในใจก็คิดว่าตัวเองลงมานอนปูที่นอนกับพื้นก็ได้
ซูเสี่ยวเหมยไม่กล้าขยับตัว เพราะลูกชายนอนฟุบอยู่บนตักของหล่อน เด็กคนนี้ตื่นง่าย แค่มีเสียงนิดหน่อยก็จะร้องไห้กวนแล้ว
“ไม่ต้องลงมาๆ แม่อุตส่าห์เอาน้ำตาลทรายแดงมาให้ พวกเธอสองคนแบ่งกันคนละครึ่งชั่งนะ กินหมดเดี๋ยวแม่ค่อยซื้อให้ใหม่”
หวังคุ่ยจือหัวเราะร่วนพลางยื่นของให้บนเตียงเตา ตอนแรกกะว่าจะรอให้เสิ่นเมิ่งกลับไปก่อนค่อยให้ แต่คิดไปคิดมา ถ้าให้ตอนนี้ พวกสะใภ้ก็จะยิ่งนึกถึงความดีของลูกสาวนางมากขึ้น นางกับตาเฒ่าก็แก่มากแล้ว ถ้าวันข้างหน้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา เสิ่นเมิ่งก็คงพึ่งพาได้แค่พี่น้องของตัวเองเท่านั้น ความสัมพันธ์กับพี่สะใภ้บ้านเกิดก็ต้องรักษาไว้ให้ดี
“แม่ จะทำแบบนี้ไม่ได้นะจ๊ะ นี่เป็นของที่เสี่ยวเมิ่งเอามาให้แม่กับพ่อนะ จะเอามาให้ฉันได้ยังไง ฉันไม่เอาหรอก หรือไม่แม่ก็เอาให้เสี่ยวเหมยก็ได้ หล่อนกำลังท้องกำลังไส้ ก็ต้องกินของดีๆ บำรุงหน่อย”
“พี่สะใภ้ใหญ่ไม่เอา ฉันก็ไม่เอาหรอกจ้ะแม่ ฉันยังแข็งแรงดี ไม่ต้องบำรุงหรอก พ่อก็ไออยู่ทุกวัน แถมยังป่วยอยู่เลย เก็บไว้ให้แม่กับพ่อเถอะจ้ะ!”
หวังคุ่ยจือยัดน้ำตาลทรายแดงที่แบ่งไว้ให้ลูกสะใภ้คนละห่อ
“รับไปเถอะน่า เสี่ยวเมิ่งเอามาให้ตั้งเยอะ เอาให้พวกเธอสองคนแบ่งกันกินคนละครึ่งชั่งก่อนนะ กินหมดแล้วแม่จะให้ใหม่ ลูกอมนี่ก็ให้พวกเธอเอาไปซ่อนไว้นะ เวลาเด็กร้องอยากกินก็ค่อยเอาให้กิน นี่เป็นคำสั่งของเสี่ยวเมิ่งนะ ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวน้องสาวพวกเธอจะคิดว่าพวกเธอไม่ชอบหล่อน นิสัยนังเด็กนั่นพวกเธอเองก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ”
สะใภ้ทั้งสองคนสบตากัน รู้ดีว่าแม่สามีอยากจะให้พวกหล่อนรับน้ำตาลทรายแดงไว้ ถึงได้จงใจพูดแบบนั้น ทั้งสองคนยิ้มอย่างเขินอาย แล้วก็กล่าวขอบคุณหวังคุ่ยจือพร้อมกัน
ของดีๆ อย่างน้ำตาลทรายแดง มีผู้หญิงคนไหนบ้างล่ะที่ไม่อยากได้ ภรรยาของหัวหน้าหน่วยผลิตยังมีกินไม่ขาด พวกหล่อนก็แอบอิจฉาอยู่ในใจ แต่ด้วยสภาพความเป็นอยู่ของบ้านแบบนี้ ตอนคลอดลูกถึงจะได้กินน้ำตาลทรายแดงบ้าง ตอนนั้นก็ต้องให้แม่สามีไปขอร้องยืมมาจากบ้านอื่นตั้งหลายบ้านกว่าจะได้มานิดหน่อย
ถึงของจะน้อย แต่น้ำใจนั้นยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งสิบหมู่บ้านนี้คงไม่มีแม่สามีคนไหนใจดีเท่าแม่สามีของพวกหล่อนอีกแล้ว ทั้งสองคนจดจำความดีของนางไว้ในใจเสมอ!
“แบบนี้สิถึงจะถูก เสี่ยวเมิ่งยังกำชับฉันด้วยนะว่า รอให้สร้างบ้านเสร็จ ทำเฟอร์นิเจอร์เสร็จ ก็จะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้พวกเธอสองคน แล้วก็เด็กๆ อีกคนละสองชุด แม่ก็คิดนะว่า ในเมื่อเรื่องใหญ่ๆ อย่างสร้างบ้านเราก็ทำแล้ว เรื่องเสื้อผ้าก็ควรจะจัดการด้วยเหมือนกัน มีเสื้อผ้าดีๆ สักชุดก็ใส่ได้ตั้งหลายปี ถึงเวลานั้นทุกคนในบ้านก็จะได้ใส่เสื้อผ้าใหม่กันหมด หนี้สินเราก็ติดเสี่ยวเมิ่งไว้ ขอแค่หล่อนไม่รีบทวง พวกเราคนในครอบครัวก็ร่วมแรงร่วมใจกัน ค่อยๆ ใช้คืนไปก็แล้วกัน”
คำพูดของหวังคุ่ยจือทำให้ลวี่ฉินหลานและซูเสี่ยวเหมยรู้สึกอบอุ่นในใจ ก่อนหน้านี้ที่น้องสามีพูด พวกหล่อนก็ไม่ได้หูหนวกหรอกนะ แต่การได้ยินก็เรื่องหนึ่ง การจะลงมือทำจริงๆ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ความสัมพันธ์ระหว่างพี่สะใภ้กับน้องสามีจริงๆ แล้วก็เข้ากันได้ยากมาก ก่อนหน้านี้น้องสามีก็ทำดีด้วยอยู่หรอก แต่เวลาพูดจาทำอะไรก็มักจะวางมาดเสมอ ทำให้คนฟังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก แต่วันนี้ที่มา ช่างจัดการทุกอย่างได้เหมาะสมไปหมดเสียทุกเรื่อง
“แม่ ฉันพูดอะไรแม่อย่าถือสานะจ๊ะ เสี่ยวเมิ่งกลับมาคราวนี้ รู้จักคิดขึ้นเยอะเลย รู้จักกตัญญูกับพ่อแม่ รู้จักเป็นห่วงเป็นใยโส่วเถียน อวี้เถียน แล้วก็เสี่ยวปิน เด็กๆ ก็พลอยดีใจไปด้วย แม้แต่ฉันกับเสี่ยวเหมย หล่อนก็ยังนึกถึง หล่อนโตขึ้นมากจริงๆ วันข้างหน้าแม่กับพ่อก็คงจะรอรับความสุขจากหล่อนได้เลยนะ”
“ตอนเย็นเสี่ยวเมิ่งยังกำชับฉันด้วยนะ ว่าถ้าบ้านเรามีเงินขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ให้เด็กๆ ไปโรงเรียน บอกว่าเรียนหนังสือถึงจะมีอนาคต แม่จ๊ะ ฉันว่าเสี่ยวเมิ่งพูดถูกนะ”
หล่อนไม่เคยเรียนหนังสือ เพราะความรู้สึกต่ำต้อย แม้แต่ชั้นเรียนแก้ปัญหาคนไม่รู้หนังสือ หล่อนก็ไม่เคยไปเรียน แต่หล่อนเคยเห็นพวกปัญญาชนที่มาจากในเมือง คนพวกนั้นไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ ก็แตกต่างจากชาวนาบ้านนอกอย่างพวกหล่อนไปเสียหมด หล่อนเองก็อยากให้ลูกๆ เป็นคนแบบนั้นบ้าง แถมถ้าเรียนเก่ง ก็ยังอาจจะได้รับการจัดสรรงานให้ทำด้วยนะ ถ้าได้เข้าโรงเรียนอาชีวะ ก็มีแต่คนแย่งกันเข้าทั้งนั้น เพราะนั่นมันคือชามข้าวเหล็กไปตลอดชีวิตเลยเชียวนะ
ถ้าลูกชายของหล่อนสามารถสอบเข้าโรงเรียนอาชีวะได้ มีงานทำที่มั่นคง ชีวิตนี้ของหล่อนก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
หวังคุ่ยจือไม่เคยมีความคิดแบบนี้มาก่อนเลย พอได้ยินเสี่ยวเมิ่งพูด แล้วก็มาได้ยินลูกสะใภ้พูดอีก นางก็เริ่มนำเรื่องนี้มาคิดทบทวนดูบ้าง ถ้าจะให้ไปเรียน ก็ต้องรีบไปตั้งแต่เนิ่นๆ เสี่ยวหลงบ้านนางก็อายุสิบสามแล้ว คงจะไม่ทันแล้ว ส่วนน้องๆ ที่เหลือก็ยังพอมีโอกาส
“ตกลง บ้านเราก็สร้างบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ให้เสร็จก่อน รอปีหน้า พอปลายปีได้ส่วนแบ่งกำไรแล้ว แม่จะเก็บเงินไว้ ให้เด็กๆ ไปสมัครเรียนกันหมดเลย ฉินหลานเอ๊ย เสี่ยวหลงก็อายุขนาดนี้แล้ว คงไม่อยากไปโรงเรียนแล้วล่ะ คงจะอายเพื่อน แม่จะลองไปสืบดูนะ ว่าจะฝากให้ไปเรียนวิชาชีพอะไรได้บ้าง ปีที่ข้าวยากหมากแพง คนมีวิชาชีพก็ไม่อดตายหรอก ขอแค่มีวิชาติดตัว วันข้างหน้าเขาก็เอาตัวรอดได้”
ลวี่ฉินหลานฟังแล้วก็ขอบตาร้อนผ่าว “จ้ะ เอาตามที่แม่บอกเลย”
แม่สามีลูกสะใภ้ทั้งสามคนคุยกันต่ออีกพักใหญ่ หวังคุ่ยจือถึงได้กลับไปที่ห้องเล็กๆ ข้างห้องโถง นอนกระสับกระส่ายอยู่นานกว่าจะหลับลงได้ ในใจรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนว่าจู่ๆ ชีวิตในครอบครัวก็เริ่มจะมีความหวังขึ้นมา
เช้าวันรุ่งขึ้น ไอ้เด็กแสบทั้งหลายก็ตื่นสายจริงๆ ด้วย เสิ่นโส่วเถียนเอาผ้านวมมาปูบนรถเข็นลาก จับเด็กๆ ขึ้นไปนอน แล้วก็เอาผ้านวมมาห่มให้อีกชั้น เขาเข็นรถลากพาเด็กๆ ไปส่งที่โรงเรียนประถมของคอมมูน ส่วนเสิ่นเมิ่งก็กลับไปเอาประเป๋านักเรียนของเด็กๆ ที่บ้านแล้วตามไปส่ง
หวังคุ่ยจือยังต้มบะหมี่ทำมือแป้งผสมสามชนิดใส่หม้อดินเผามาให้อีกหม้อหนึ่งด้วย
สามพี่น้องหมิงหยางในวันแรกของการไปโรงเรียน ก็โด่งดังขึ้นมาอย่างไม่มีเรื่องให้ประหลาดใจ แถมยังดังแบบสุดๆ อีกต่างหาก ผู้ปกครองที่มาส่งลูกหลานพอเห็นเด็กๆ หน้าตางัวเงีย ต่างก็พากันหัวเราะชอบใจ
เสิ่นโส่วเถียนเป็นคนซื่อๆ ไม่เคยตกเป็นเป้าสายตาขนาดนี้มาก่อน ชั่วขณะนั้นก็รู้สึกเขินอายจนทำอะไรไม่ถูก อยากจะทิ้งรถเข็นลากไว้ที่หน้าโรงเรียน แล้ววิ่งหนีไปซะให้พ้นๆ
เวลาเปิดรับสมัครจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องมาเช้าขนาดนี้หรอก แต่ในใจทุกคนก็คิดว่ามาก่อนได้เปรียบกว่ามาทีหลัง บางคนก็เลยพาลูกมารอต่อคิวที่หน้าโรงเรียนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
ตอนที่ลู่หมิงหยางตื่นขึ้นมาก็ทำหน้าเหนื่อยหน่าย เขาทำหน้าตึง ปล่อยให้คุณลุงที่ทำหน้าตึงเหมือนกันเอาผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้ ส่วนลู่หมิงฟางตื่นขึ้นมาก็ผมเผ้ายุ่งเหยิง พอเห็นคนเยอะแยะ ก็รีบมุดหน้าหนีเข้าไปในผ้าห่มอีกครั้ง ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำด้วยความเขินอาย
เสิ่นเมิ่งปั่นจักรยานมาถึงหน้าโรงเรียนอย่างรวดเร็ว เอาแปรงสีฟันให้เด็กๆ แปรงฟัน ให้กินบะหมี่เสร็จ ถึงได้ปล่อยให้พวกเขาเข้าไปในโรงเรียน
“กล้าๆ หน่อยสิ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย” เสิ่นเมิ่งพูดแหย่เล่น เด็กๆ ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรตอบโต้ มีเพียงลู่หมิงข่ายเท่านั้นที่ยังคงนอนน้ำลายไหลอยู่บนรถเข็นลาก เสียงเอะอะโวยวายหน้าโรงเรียนก็ยังไม่สามารถปลุกเขาให้ตื่นได้

0 Comments