ตอนที่ 48 ขอโทษทีนะคุณสามีปัจจุบัน
แปลโดย เนสยังหวังจินเอ๋อมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก ปกติเวลาเธอมาหา ที่นั่งตรงนี้ต้องเป็นของเธอ ส่วนเฉิงอวี้เฟินก็ต้องเป็นฝ่ายยืนหลบมุม คนคนนี้ก็เป็นแค่ญาติคนไข้ของเฉิงอวี้เฟินแท้ๆ ทำไมถึงได้ถือวิสาสะขนาดนี้ ไม่รู้จักกฎระเบียบเอาเสียเลย
“แม่หนู หนูจำที่นั่งผิดหรือเปล่า ตรงนี้เป็นที่นั่งของหมอเฉิงนะ ต่อให้หมอเฉิงไม่นั่ง ฉันก็ต้องเป็นคนนั่งสิ หนูจะมาทิ้งตัวนั่งลงไปหน้าตาเฉยแบบนี้ได้ยังไง ขืนทำแบบนี้ วันหลังหมอเฉิงจะรักษาคนในครอบครัวหนูได้ยังไงล่ะ!”
จะเล่นก็เล่น จะหยอกก็หยอกไป แต่เวลาที่ต้องวางตัวก็ต้องรู้จักวางตัว
เสิ่นเมิ่งใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง สองขาไขว่ห้างด้วยท่าทีสบายๆ
“พี่สะใภ้ พี่ไม่อยากได้วิทยุแล้วใช่ไหม วิทยุบ้านฉันน่ะของใหม่แกะกล่องเลยนะ ยังไม่เคยใช้เลยสักครั้ง ยี่ห้อเฟยเกอเชียวนะ เชื่อไหมว่าแค่ฉันเดินออกไปตะโกนบอก ก็มีแต่คนจะแย่งกันซื้อ”
ประโยคสั้นๆ แค่นี้ ก็สามารถกำราบหวังจินเอ๋อได้อยู่หมัด นางรีบหุบปากฉับ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประจบประแจง แล้วขยับเข้าไปใกล้ๆ เสิ่นเมิ่งทันที
“แหม ดูหนูสิ แม่หนู ฉันก็แค่พูดหยอกเล่นไปอย่างนั้นเอง พวกเราก็คนอำเภอเดียวกันทั้งนั้น ครอบครัวหนูก็ยังเป็นคนไข้ของน้องสะใภ้ฉันอีก นี่มัน… นี่มันบุพเพสันนิวาสชัดๆ เลยใช่ไหมล่ะ แม่หนู ขอแค่หนูยอมแบ่งวิทยุให้ฉัน เรื่องอะไรก็คุยกันได้หมดแหละ”
“พี่สะใภ้ พี่พูดถูกแล้วล่ะ นี่มันบุพเพสันนิวาสชัดๆ เมื่อกี้ได้ยินคนบอกว่าลูกชายพี่ชื่อเฉิงหย่วน คงไม่ใช่กองกำลังอาสาสมัครของคอมมูนหูเถาจื่อหรอกนะ?”
หวังจินเอ๋อตาเป็นประกาย ชื่อเสียงของลูกชายเธอดังกระฉ่อนไปไกลขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
“ใช่ๆ น้องสาวเคยได้ยินชื่อลูกชายฉันด้วยเหรอ?”
เสิ่นเมิ่งหัวเราะหึๆ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าในพริบตา แล้วตบโต๊ะทำงานของเฉิงอวี้เฟินเสียงดังลั่น
“แน่นอนว่าเคยได้ยินสิ ไม่อย่างนั้นฉันก็คงไม่รู้หรอกว่าครอบครัวของเฉิงหย่วนมีนิสัยแบบนี้ ถึงได้มีท่าทีแบบนี้กับหมอที่ทั้งเก่งและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างนี้”
การระเบิดอารมณ์อย่างกะทันหันของเสิ่นเมิ่ง ทำให้หวังจินเอ๋อตกใจจนผงะ ลุกพรวดขึ้นมาทันที คนตรงหน้าดูยังเด็ก แต่เธอก็ยังพอจับน้ำเสียงที่ผิดปกติจากคำพูดของอีกฝ่ายได้
“น้อง… แม่หนู ทำไมหนูถึงพูดแบบนี้ล่ะ เฉิงหย่วนลูกชายฉันเป็นคนดีมากเลยนะ เขา…”
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเฉิงหย่วนเป็นคนดี ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้รับคัดเลือกให้เป็นกองกำลังอาสาสมัครหรอก แต่ที่มันแย่ ก็แย่ตรงที่มีพ่อแม่หน้าด้านแบบพวกเธอนี่แหละ หวังจินเอ๋อ เธอมาอาละวาดต่อหน้าคนในโรงพยาบาลตั้งเยอะแยะ ทำให้คนรู้กันทั่วว่าเฉิงหย่วน กองกำลังอาสาสมัครของคอมมูนหูเถาจื่อ มีแม่ที่ทำตัวอันธพาลแบบนี้ เธอคิดว่าอนาคตของเขาจะยังราบรื่นอยู่อีกเหรอ พ่อตาแม่ยายของเขาจะกล้าวางใจยกลูกสาวให้เขาได้ยังไง?”
หวังจินเอ๋อหน้าซีดเผือด หันไปมองเฉิงอวี้เฟิน เฉิงอวี้เฟินเองก็ถูกคำพูดที่ดุดันของเสิ่นเมิ่งทำให้ตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่ เธอเบือนหน้าหนีสายตาของพี่สะใภ้ เธอรู้สึกว่าแม่หนูคนนี้พูดได้ถูกต้องที่สุด
ตัวอำเภอจะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก เรื่องดีๆ มักไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่เรื่องแย่ๆ มักจะแพร่กระจายไปไกล ดีไม่ดีป่านนี้อาจจะมีคนรู้จักเอาเรื่องวุ่นวายในโรงพยาบาลวันนี้ ไปเล่าให้คนที่บ้านฟังแล้วก็ได้!
หวังจินเอ๋อหน้ากระตุกยิกๆ แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือ ถามกลับไปว่า “แล้วเธอเป็นใครกันล่ะ เธอมีสิทธิ์อะไรมาก้าวก่ายเรื่องลูกชายกับเรื่องครอบครัวของฉัน? อย่ามาพูดจาเหลวไหลที่นี่นะ ตกลงเธอจะยอมขายวิทยุให้ฉันหรือเปล่า ถ้าไม่ขายก็อย่ามาทำตัวเกะกะที่นี่”
“ฉันจะเป็นใครเธอก็ไม่ต้องไปสนหรอก ฉันถามแค่ว่า หัวหน้ากองกำลังอาสาสมัครของลูกชายเธอชื่อจ้าวเหว่ยใช่ไหม งานแต่งงานของลูกชายเธอก็เป็นคนจัดการให้ใช่หรือเปล่า แล้วก็ว่าที่พี่เขยของลูกชายเธอ ตอนนี้ก็เป็นทหารอยู่ที่เตียนหนานใช่ไหม!”
หวังจินเอ๋อได้ยินก็ตกใจมาก เพราะสิ่งที่ผู้หญิงสาวตรงหน้าพูดมานั้นถูกต้องทั้งหมด
“เธอ เธอคือ…”
“อดีตผู้บังคับหมวดของหัวหน้าลูกชายเธอ รองผู้บังคับการกรมคนปัจจุบันของว่าที่พี่เขยลูกชายเธอ ก็คือผัวฉัน เธอคิดว่าถ้าฉันไปพูดต่อหน้าพวกเขา ฉันจะพอมีหน้ามีตาให้พวกเขาเกรงใจบ้างไหมล่ะ”
เสิ่นเมิ่งแอบขอโทษลู่เจิ้นผิงอยู่ในใจ ขอโทษทีนะคุณสามีปัจจุบัน ขอยืมชื่อเสียงมาใช้หน่อย เดี๋ยววันหลังจะส่งรูปเด็กๆ ไปให้เพิ่มสักสองรูป ถือซะว่าเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน
หวังจินเอ๋อได้ยินแล้วก็ตาลาย หน้ามืดจนเซถลา เกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น เธอหันไปมองเฉิงอวี้เฟิน ก็พบว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีจะช่วยเหลือเธอเลย จึงรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน
“สหายจ๊ะ ฉันก็แค่ทะเลาะกับน้องสะใภ้เล่นๆ เท่านั้นเอง ทำไมเรื่องมันถึงลุกลามไปถึงอนาคตลูกชายฉันได้ล่ะ แบบนี้ไม่ได้นะ ลูกชายฉันเป็นเด็กดีนะ เขาเป็นคนขยันขันแข็งมาตลอด กว่าจะได้เป็นกองกำลังอาสาสมัครก็ยากเย็นแสนเข็ญ แถมยังได้งานแต่งงานที่ดีอีก จะให้เรื่องมันพังไม่ได้นะ! แล้วทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ?”
เสิ่นเมิ่งแค่นเสียงหึอย่างเย็นชา แล้วหันหลังให้
หวังจินเอ๋อรีบคว้ามือของเฉิงอวี้เฟิน โค้งตัวลงขอโทษ
“อวี้เฟินเอ๊ย พี่สะใภ้ผิดเอง พี่สะใภ้ขอโทษเธอนะ เธอช่วยพี่สะใภ้หน่อยเถอะ ช่วยพูดขอร้องให้พี่สะใภ้ที นี่มันเกี่ยวพันถึงอนาคตหลานชายเธอเลยนะ เธอรักเสี่ยวหย่วนที่สุดไม่ใช่เหรอ จะยอมทนดูเขาพังพินาศไปแบบนี้ไม่ได้นะ! พี่สะใภ้จะคุกเข่าให้เธอแล้ว พี่สะใภ้จะคุกเข่าให้เธอเลย อวี้เฟินเอ๊ย วันหลังพี่สะใภ้จะไม่มาหาเรื่องที่โรงพยาบาลอีกแล้ว จะไม่ด่าทอเหน็บแนมเธออีกแล้ว ตกลงไหม อ้อ วันหลังก็จะไม่ขอเงินเธออีกแล้ว ขอแค่เธอช่วยเสี่ยวหย่วนครั้งนี้ วันข้างหน้าพี่จะเชื่อฟังเธอทุกอย่างเลย ตกลงไหมอวี้เฟิน เธอพูดอะไรหน่อยสิ!”
พอเห็นหวังจินเอ๋อร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล เฉิงอวี้เฟินก็ใจอ่อนยวบ หันไปมองเสิ่นเมิ่งด้วยสีหน้าลำบากใจ
“พี่สะใภ้ พี่สะใภ้รีบลุกขึ้นเถอะ พี่จะมาคุกเข่าให้ฉันได้ยังไง สหาย สหายคะ คุณดูสิ ให้เรื่องนี้จบๆ ไปได้ไหมคะ เฉิงหย่วนเป็นเด็กดีจริงๆ ถ้าต้องมาหมดอนาคตไปจริงๆ ก็คงน่าเสียดายแย่เลย”
เสิ่นเมิ่งก็รอเวลานี้อยู่นี่แหละ เธอไม่สงสัยเลยว่าหมอเฉิงเป็นหมอที่ดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่หวังจินเอ๋อสามารถกอบโกยผลประโยชน์จากเธอไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เป็นเพราะความอ่อนแอและใจอ่อนของเธอเองนั่นแหละ
อีกอย่าง สิ่งที่หวังจินเอ๋อทำ ครอบครัวเฉิงจะไม่รู้เลยเหรอ? เฉิงหย่วนจะไม่รู้เลยเหรอ? พวกเขารู้กันหมดนั่นแหละ ก็แค่แกล้งทำเป็นไม่รู้ก็เท่านั้น พวกเขาทำเป็นวางมาด แล้วก็กอบโกยผลประโยชน์ไปอย่างหน้าตาเฉย
แต่เรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเสิ่นเมิ่งหรอก สิ่งที่เธอต้องการก็คือให้เฉิงอวี้เฟินติดหนี้บุญคุณเธอต่างหาก
“เอาล่ะ โชคดีที่เรื่องนี้ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรง ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องไปถามผัวฉันจริงๆ แล้วล่ะ ว่าเขาฝึกทหารยังไง แล้วก็จ้าวเหว่ยที่ปลดประจำการไปแล้ว สายตาในการมองคนก็คงจะแย่ลงด้วย หึ!”
หวังจินเอ๋อหวาดกลัวจนไม่กล้าปริปากพูดอะไร ได้แต่มองเสิ่นเมิ่งพร้อมกับส่งยิ้มประจบประแจง
“ช่างเถอะ เรื่องนี้ฉันเห็นแก่ที่เฉิงหย่วนเป็นคนดีมีฝีมือ และยิ่งเห็นแก่หน้าหมอเฉิงด้วย ที่บ้านพี่กำลังจะมีงานมงคล วิทยุฉันจะยอมแบ่งให้พี่ ก็ถือซะว่าเป็นการสานต่อความรักความผูกพันที่หมอเฉิงมีต่อหลานชายก็แล้วกัน คุณพี่ วันข้างหน้าถ้าฉันได้ยินเรื่องอะไรที่ทำให้หมอเฉิงต้องลำบากใจอีกล่ะก็…”
“ไม่มีทางๆ ไม่มีทางแน่นอน วันข้างหน้าฉันรับรองว่าจะไม่กล้ามาวุ่นวายกับอวี้เฟินอีกแล้วจ้ะ”
เสิ่นเมิ่งยิ้มมุมปากแล้วพูดว่า “เป็นแบบนั้นก็ดีที่สุด อ้อ จริงสิ วิทยุราคาทั้งหมดสองร้อยสามสิบห้าหยวนนะ ต้องจ่ายเป็นเงินสดและคูปองด้วย พรุ่งนี้ตอนเที่ยงมาแลกเปลี่ยนกันที่โรงพยาบาลนี่แหละ!”
หวังจินเอ๋อได้ยินราคาแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่ราคายังถือว่ายุติธรรม ต่อให้ไปต่อคิวซื้อที่ตัวมณฑล ก็คงไม่ถูกไปกว่านี้แล้วล่ะ
“ได้ๆๆ เอาตามที่สหายว่าเลยจ้ะ!” เธอรู้สึกหวาดกลัวจริงๆ บนโลกใบนี้ถ้าจะถามว่าลมอะไรน่ากลัวที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นลมปากเมียนี่แหละ!

0 Comments