ตอนที่ 19 เจียวเจียวคงไม่ว่าอะไรหรอกนะ
แปลโดย เนสยังพอได้ยินคำพูดนั้น เซี่ยจิ้งหร่าวก็ยิ้มแห้งๆ เธอเป็นแค่น้องสะใภ้ จะไปยุยงให้พี่ชายพี่สะใภ้แยกบ้านได้ยังไง แต่การที่เสิ่นเมิ่งคิดจะแยกบ้านก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะตอนนี้สถานการณ์ก็เหมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ แค่จุดไฟนิดเดียวก็ระเบิดแล้ว ในเมื่อเสิ่นเมิ่งพอใจแบบนี้ เธอเองก็ไม่อยากจะพูดอะไรต่อ
ลู่หมิงข่ายดันแก้วเคลือบไปตรงหน้า เขาจิบไปหลายอึกแล้ว อยากให้พี่สาวได้ชิมบ้าง น้ำตาลทรายแดงหวานชื่นใจ อร่อยมากๆ เลย
เขาอยากจะดันแก้วไปให้ลู่หมิงฟาง แต่ก็แอบกลัว เลยเงยหน้ามองเสิ่นเมิ่งสลับกับเซี่ยจิ้งหร่าวไปมา
“หมิงฟาง ดื่มสิ ดื่มเสร็จแล้วค่อยส่งให้อาสะใภ้สามนะ” เสิ่นเมิ่งมองลู่หมิงฟางด้วยสายตาอ่อนโยน ลู่หมิงฟางเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ไม่รู้ทำไมถึงยอมรับแก้วมา เธอกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของแม่ช่างสวยงามเหลือเกิน ทำให้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
เสิ่นเมิ่งสังเกตเด็กทั้งสองคน ผมของลู่หมิงฟางแห้งกรอบชี้ฟู เสื้อผ้าก็ขาดวิ่น รองเท้าที่ใส่ก็มีรอยปะขาดจนเห็นใยฝ้าย นิ้วโป้งเท้าโผล่ออกมา ดูปราดเดียวก็รู้ว่าใส่คู่เดิมตั้งแต่หน้าหนาวยันหน้าร้อน
ส่วนลู่หมิงข่าย แม้จะผอมโซไม่ต่างกัน แต่เนื้อตัวกลับสะอาดสะอ้าน เห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เสิ่นเมิ่งนึกถึงลู่หมิงหยางกับลู่หมิงเลี่ยง ก็รู้เลยว่าเด็กคนนี้โชคดีที่มีพี่คอยปกป้อง ความผูกพันฉันพี่น้องแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยเด็กพวกนี้ก็ยังเป็นเด็กดี ไม่ได้เดินหลงทางเหมือนในนิยาย
“จิ้งหร่าว พี่มีเรื่องอยากรบกวนหน่อยน่ะ พอดีพี่ไม่ค่อยถนัดเรื่องเย็บปักถักร้อย ก่อนหน้านี้ได้ผ้ามาผืนนึง กะจะตัดเสื้อกันหนาวให้หมิงฟาง ฝ้ายพี่ก็เก็บไว้แล้ว รบกวนเธอช่วยดูหน่อยนะว่าพอไหม”
พูดจบ เสิ่นเมิ่งก็ลุกไปเปิดตู้บนเตียงเตา หยิบผ้าลายดอกโบตั๋นสีเขียวที่เคยให้ลู่หมิงฟางดูออกมากาง แล้วก็ล้วงเอาถุงฝ้ายออกมาจากตู้เสื้อผ้า แน่นอนว่าฝ้ายพวกนี้เธอแอบหยิบมาจากมิติตอนที่บังตัวไว้ เป็นฝ้ายซินเจียงแท้ 100%
“โอ้โห ฝ้ายเยอะขนาดนี้เลยเหรอ พี่สะใภ้ใหญ่ไปเอามาจากไหนเนี่ย?”
จะไม่ให้เซี่ยจิ้งหร่าวแปลกใจได้ยังไง ถ้าหลิวซานจินรู้ว่าเสิ่นเมิ่งมีของดีๆ แบบนี้ ป่านนี้คงโดนยึดไปหมดแล้ว ไม่มีทางปล่อยให้เก็บไว้จนถึงตอนนี้หรอก
“ตอนนั้นพ่อของเด็กๆ ส่งคูปองผ้ามาให้ พอพี่ซื้อผ้ามาได้ก็ค่อยๆ ทยอยเก็บฝ้ายสะสมทีละนิด หมิงฟางก็โตเป็นสาวแล้ว เด็กผู้หญิงวัยนี้คนอื่นเขามีเสื้อผ้าดีๆ ใส่กันหมดแล้ว แต่ลูกสาวพี่กลับไม่มีเลย พี่ก็รู้สึกผิดนะ ก็เลยแอบเก็บสะสมไว้เงียบๆ ไม่กล้าบอกเด็กๆ หรอก กลัวว่าถ้าเก็บไม่พอแล้วพวกเขาจะผิดหวังน่ะสิ”
ลู่หมิงฟางมองเสิ่นเมิ่งด้วยความตกตะลึง เธอไม่เคยคิดเลยว่าคำพูดที่แม่เคยบอกว่าจะตัดเสื้อให้จะเป็นความจริง ตอนที่ย้ายบ้าน เธอเอาผ้าผืนนั้นไปคืนแม่ ไม่กล้าแตะต้องมันเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้แม่กลับให้อาสะใภ้สามตัดเสื้อให้เธอจริงๆ ผ้าผืนนั้นนุ่มมาก แถมยังมีฝ้ายขาวสะอาดตั้งเยอะ ไม่รู้ว่าแม่ต้องใช้เวลาเก็บสะสมนานแค่ไหน บางบ้านที่มีลูกสาว เขาต้องเริ่มเก็บฝ้ายตั้งแต่ลูกยังเล็ก พอแต่งงานถึงจะมีผ้าห่มดีๆ สักสองผืนติดตัวไป
“แม่…”
เสิ่นเมิ่งมองลู่หมิงฟางที่น้ำตาคลอเบ้า ก็เอื้อมมือไปลูบหัวเบาๆ ถึงใจจริงอยากจะดึงมากอดปลอบใจ แต่ก็กลัวว่าถ้าทำตัวสนิทสนมเกินไปจะทำให้เด็กตกใจ
เซี่ยจิ้งหร่าวเห็นเสิ่นเมิ่งเริ่มรู้จักรัดลูก ก็รู้สึกยินดีแทนเด็กๆ รีบตอบรับว่าจะช่วยตัดเสื้อให้ทันที
“ตกลงจ้ะ รบกวนเธอด้วยนะ ผ้าที่เหลือก็ช่วยตัดรองเท้ากันหนาวให้หมิงฟางด้วยนะ เดี๋ยวพอพี่อาการดีขึ้น จะไปดูที่สหกรณ์คอมมูนว่ามีผ้าอะไรเหลือบ้าง จะได้ตัดชุดให้เด็กผู้ชายบ้าง ผ้าที่เหลือเธอก็เก็บไว้ตัดรองเท้าเล็กๆ ให้ลูกในท้องเถอะ กำหนดคลอดเดือนธันวาใช่ไหม?”
“ใช่จ้ะ ปลายเดือนธันวา พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ทำแบบนี้ดีแล้วล่ะ ดูแลเด็กๆ ให้ดี ใช้ชีวิตกับพี่ใหญ่ให้มีความสุข อนาคตต้องสดใสแน่นอน ส่วนเรื่องตัดเสื้อผ้า เดี๋ยวฉันมาทำให้ที่บ้านพี่ก็แล้วกัน ท้องโตแล้วก็ไม่ได้ไปทำงานที่นา พอทำงานบ้านเสร็จก็ว่างแล้วล่ะ”
เสิ่นเมิ่งเข้าใจเจตนาของเซี่ยจิ้งหร่าวดี ถ้าขืนเอาผ้ากับฝ้ายไปไว้ที่บ้านเก่าสกุลลู่ มีหวังโดนยึดไปหมดแน่ๆ
“ได้สิ งั้นพี่ขอบใจล่วงหน้านะ เสี่ยวกังก็ยังเล็กนัก เวลามาก็พกเขามาเล่นกับหมิงข่ายที่นี่แหละ”
“จ้ะ งั้นพี่สะใภ้ใหญ่พักผ่อนเถอะ ฉันขอตัวกลับก่อนนะ”
เสิ่นเมิ่งไม่ได้รั้งเธอไว้ แต่รอจนเธอจิบน้ำตาลทรายแดงที่เหลือของลู่หมิงฟางจนหมดแก้ว ค่อยปล่อยให้กลับไป
พอเซี่ยจิ้งหร่าวกลับไปแล้ว ในห้องก็เหลือแค่แม่ลูกสามคน บรรยากาศเริ่มอึดอัดขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเสิ่นเมิ่ง ถึงแม้ก่อนหน้านี้เธอจะเคยใฝ่ฝันอยากมีลูก แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลย เด็กสองคนนี้เคยถูกเจ้าของร่างเดิมกลั่นแกล้งสารพัด ถ้าเธอทำตัวใจดีเกินไป ก็กลัวว่าพวกเขาจะสงสัย ลู่หมิงหยางในนิยายก็เป็นคนฉลาดแกมโกงซะด้วยสิ
“หมิงฟาง เด็กดี แม่ขอโทษนะที่ผ่านมาแม่ทำตัวไม่ดี เธอ หมิงหยาง แล้วก็หมิงเลี่ยง ดูแลหมิงข่ายมาอย่างดี แม่ขอบใจพวกเธอมากนะ เสี่ยวข่าย ลูกต้องจำไว้เสมอว่าพี่ๆ ดีกับลูกมากแค่ไหน โตขึ้นมีวิชาความรู้แล้ว ต้องรู้จักทดแทนบุญคุณพี่ๆ นะ เข้าใจไหม?”
ลู่หมิงฟางก้มหน้า น้ำตาไหลพรากไม่หยุด ลู่หมิงข่ายมองผู้หญิงที่กำลังพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนตรงหน้า ก็อดใจไม่ไหว ยื่นมือน้อยๆ ออกไปหา
“แม่…”
เสิ่นเมิ่งดึงลู่หมิงข่ายเข้ามากอดไว้ในอก คางเกยอยู่บนหัวเล็กๆ ของเขา
“ว่าไงลูก แม่ก็อยู่ตรงนี้นี่ไงล่ะ!”
จังหวะที่กำลังอบอุ่นหัวใจอยู่นั้น เสิ่นเมิ่งก็เอื้อมมืออีกข้างไปโอบลู่หมิงฟางเบาๆ
ลู่หมิงข่ายเติบโตมากับการดูแลของพี่ๆ นานๆ ทีจะได้รับการกอดจากแม่ ตอนที่ออกไปเล่นข้างนอก เขาเคยเห็นเด็กคนอื่นซบหน้าลงบนบ่าแม่ โดนแม่ตบก้นเบาๆ เขาก็ได้แต่อิจฉา
ตอนนี้เขาได้อยู่ในอ้อมกอดของแม่แล้ว เด็กน้อยจึงขยับตัวเข้าไปซุกไซ้ กลิ่นตัวของแม่หอมชื่นใจ เนื้อก็ตัวนุ่มนิ่ม การได้อยู่ในอ้อมกอดของแม่มันช่างมีความสุขเหลือเกิน เขาเผลอหัวเราะ “คิกคัก” ออกมาอย่างมีความสุข
ลู่หมิงฟางพิงตัวกับเสิ่นเมิ่งอย่างเก้ๆ กังๆ เม้มปากแน่น อยากจะขยับเข้าไปใกล้กว่านี้แต่ก็ไม่กล้า รู้สึกเหมือนกำลังฝันไป วันนี้ช่างเป็นวันที่เหมือนฝันจริงๆ
ส่วนลู่หมิงหยางกับลู่หมิงเลี่ยงที่ออกไปเก็บฟืน กำลังแบกฟืนเดินกลับบ้าน ในใจก็เป็นห่วงหมิงฟางกับหมิงข่ายที่อยู่บ้านกับแม่เลี้ยงใจร้ายสารพัดกังวล
พอเข้าบ้าน วางฟืนลงกับพื้น ก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องทางตะวันตก แต่ไม่เจอใคร ทั้งสองคนหน้าซีดเผือด รีบวิ่งไปที่ห้องทางตะวันออก ระหว่างทางก็จินตนาการภาพน้องๆ ถูกทรมานสารพัดรูปแบบ
พอเปิดประตูห้องตะวันออกเข้าไป เห็นภาพน้องๆ กำลังซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของแม่เลี้ยง ภาพที่ดูอบอุ่นนั้นทำเอาทั้งสองคนอ้าปากค้าง นึกว่าตัวเองกำลังเห็นผีซะแล้ว

0 Comments