ตอนที่ 113 เด็กน่ะห้ามให้หล่อนแตะต้องเด็ดขาด
แปลโดย เนสยังตอนที่เสิ่นเมิ่งกลับมาถึงบ้าน ลู่เจิ้นผิงก็ยังไม่กลับมา หล่อนรีบขนถ่านทั้งหมดไปเก็บไว้ในห้องเก็บฟืน แล้วก็เอาของที่หยิบออกมาจากมิติมาจัดเรียงเก็บไว้ในตู้
ตอนที่พวกลู่หมิงหยางทั้งสามคนผลักประตูบ้านเข้ามา ก็เห็นเสิ่นเมิ่งกำลังหยิบเสื้อแขนยาวแบบคุณยายออกมาจากกะละมังทีละตัวๆ
“แม่ แม่ไปซื้อเสื้อแขนยาวมาเยอะแยะเลยเหรอจ๊ะ? ซื้อกลับมาซักตอนไหนเนี่ย?”
“แม่กลับมาตั้งนานแล้วล่ะ พวกหนูทำไมถึงกลับมาช้าขนาดนี้ล่ะ หิวไหมลูก เดี๋ยวแม่ไปทำกับข้าวให้นะ”
ลู่หมิงหยางเกาหัวแกรกๆ ตอนที่เขากลับมาถึงบ้าน เขาก็เป็นคนผลักประตูเข้ามาเอง ที่บ้านไม่มีใครอยู่เลย โชคดีที่ตอนเช้าพ่อฝากฝังไว้กับคุณอาสามและคุณอาสะใภ้สามแล้ว ว่าถ้ากลับดึก ให้ไปกินข้าวที่บ้านพวกเขา ไม่อย่างนั้นเที่ยงนี้คงต้องอดข้าวแน่ๆ
แต่ตอนที่เขาผลักประตูเข้ามา แม่ก็ไม่อยู่บ้านจริงๆ นี่นา นี่ยังไม่ทันไร หล่อนก็ซักผ้าเสร็จแล้ว ตากเต็มราวไปหมด เขาก็ได้แต่อดชื่นชมในใจไม่ได้ว่า แม่ทำงานคล่องแคล่วว่องไวขึ้นทุกวันเลยนะ
“พวกเราไปกินข้าวที่บ้านคุณอาสามมาแล้วครับ คุณอาสะใภ้สามวันนี้ตั้งใจทอดไข่ให้กินด้วยนะ กลัวว่าพวกเราจะหิวตอนบ่าย ก็เลยทำแป้งจี่ให้ด้วย โรยงาเต็มไปหมดเลยครับ!”
“งั้นก็ดีแล้ว แม่ไปเจอเรื่องนิดหน่อยที่ตัวอำเภอ ก็เลยกลับมาช้า พวกหนูกินข้าวกันแล้วก็ดีแล้วล่ะ วันนี้แม่โชคดีมากเลยนะ ไปเจอตู้อาบน้ำที่สหกรณ์มา คืนนี้พวกหนูก็จะได้อาบน้ำกันให้สบายตัวแล้วนะ หมิงหยาง หมิงเลี่ยง คืนนี้ให้พ่อช่วยขัดขี้ไคลให้นะ ส่วนหมิงฟาง เดี๋ยวแม่จะอาบให้เอง”
เด็กทั้งสามคนมองดูรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของแม่ ก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ ตอบกลับไป เรื่องอาบน้ำขัดขี้ไคลนี่ พวกเขาไม่ค่อยจะตื่นเต้นเท่าไหร่หรอกนะ ถึงแม้ว่าถ้าไม่อาบตัวจะเหม็น แต่ให้พ่อช่วยอาบน้ำให้มันเจ็บปวดทรมานมากเลยนะ เจ็บเหมือนโดนเชือดหมูเลยล่ะ
“แม่ครับ คุณครูเจิ้งบอกว่าอีกสองวันจะสอบแล้วนะ ให้แม่ไปโรงเรียนพร้อมกับพวกเราด้วย คืนนี้แม่ต้องตั้งใจทบทวนบทเรียนดีๆ นะครับ”
เสิ่นเมิ่ง: “…”
ชมว่าเก่งหน่อยเดียว ก็เหลิงซะแล้วนะ ต่อหน้าแม่แท้ๆ ยังจะมาวางมาดอีก!!!
ลู่หมิงเลี่ยงไม่ทันสังเกตเห็นสายตาอาฆาตของแม่เลยสักนิด ยังคงเอามือไพล่หลังเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ตรงหน้าหล่อน
“พวกเราไปโรงเรียนแล้วนะครับแม่ ขืนชักช้าเดี๋ยวจะสายเอา”
ลู่หมิงฟางดึงแขนลู่หมิงเลี่ยง หล่อนรู้สึกได้ว่ารอยยิ้มที่แวบขึ้นมาบนใบหน้าของแม่เมื่อกี้ ต้องเป็นการวางแผนเอาคืนพี่รองของหล่อนแน่ๆ มองดูพี่รองที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง ไอ้หน้าโง่เอ๊ย ยังจะมายิ้มอยู่อีก เดี๋ยวก็รู้ว่านรกมีจริง
หลังจากที่เด็กๆ ไปโรงเรียนกันแล้ว เสิ่นเมิ่งก็ไม่ได้รู้สึกหิวอะไร หล่อนมองดูหัวแกะที่ยังแขวนอยู่บนขื่อ คิดไปคิดมา ก็หยิบตีนหมู เครื่องในหมูที่ทำความสะอาดแล้ว หูหมู หางหมู และหัวหมูออกมาจากมิติ
ของพวกนี้หลังจากนำไปลวกน้ำทิ้งแล้ว หล่อนก็เอาไปต้มในน้ำสะอาดอีกรอบ ใส่เครื่องเทศสำหรับทำพะโล้ลงไป เติมฟืนท่อนโตๆ เข้าไปในเตา แล้วก็ใช้ไฟแรงต้มจนเปื่อย
พอน้ำเดือด กลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งไปไกล คนที่เดินผ่านไปมาหน้าบ้านหล่อน ก็ต้องหยุดชะเง้อคอมอง น้ำลายสอกันเป็นแถว บ้านลู่เจิ้นผิงนี่มีเนื้อกินทุกวันเลย ฐานะดีจริงๆ!
เป็นทหารได้เงินเดือนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ใครๆ ก็บอกว่าเป็นทหารจนๆ เป็นทหารจนๆ ไม่ใช่หรือไง?
ลู่เจียเหอเพิ่งจะกลับมาจากแหล่งโลกีย์ ในใจกำลังมีความสุขสุดๆ พอเลี้ยวตรงมุมถนน ก็ได้กลิ่นหอมฟุ้งมาจากบ้านลู่เจิ้นผิง เขาถลึงตาใส่ประตูบ้าน แล้วก็ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างแรง
รู้แต่จะปิดประตูกินของอร่อยๆ ไม่ยอมเผื่อแผ่พ่อแม่พี่น้องเลยสักนิด สองผัวเมียคู่นี้ วันข้างหน้าต้องตายไม่ดีแน่!!!
เขาแอบด่าทออยู่ในใจครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินกลับบ้านไป
ที่โรงพยาบาล
หลี่เชี่ยนเชี่ยนพยายามเบ่งคลอดอยู่นานถึงห้าชั่วโมง ในที่สุดก็คลอดลูกชายตัวน้อยออกมาได้อย่างปลอดภัย หูเปียวมองดูทารกตัวเหี่ยวย่น น้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาทันที
เขายังไม่ทันได้ชื่นชมลูกชายจนหนำใจ หลินหรงก็แย่งเด็กไปอุ้มเสียก่อน “ขอฉันดูหลานชายสุดที่รักหน่อยสิ โอ๋ๆ ลูกรัก ฉันเป็นย่าของหนูไงล่ะ!”
“แม่ระวังหน่อยสิ เด็กยังเล็กแค่นี้ เวลาอุ้มอย่ารัดแน่นเกินไปนะ”
“ฉันอุ้มเด็กมาไม่รู้กี่ปีแล้ว ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าต้องอุ้มยังไง แกหลบไปเลยนะ!”
หูจิ้นปู้มองดูภรรยากับลูกชาย แล้วหันไปพูดกับโจวเจียวเจียวว่า “สหายโจว ต้องขอบคุณคุณมากจริงๆ นะครับ ถ้าไม่ได้คุณ พวกเราก็คงไม่รู้เลยว่าเชี่ยนเชี่ยนเข้าโรงพยาบาลแล้ว ขอบคุณมากจริงๆ ครับที่ช่วยชีวิตลูกสะใภ้และหลานชายของผมไว้ วันข้างหน้าถ้าคุณมีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็บอกมาได้เลยนะครับ ถ้าพวกเราช่วยได้ ครอบครัวเราจะช่วยอย่างเต็มที่เลยครับ”
โจวเจียวเจียวก็ยังงงๆ อยู่ หล่อนไม่คิดเลยว่าคนที่หล่อนบังเอิญเข้าไปช่วย จะเป็นถึงลูกสะใภ้ของผู้อำนวยการโรงงานทอผ้า ตอนแรกหล่อนก็นึกว่าเป็นแค่ครอบครัวพนักงานธรรมดาๆ ซะอีก นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีเส้นสายใหญ่โตขนาดนี้ หล่อนมองซ้ายมองขวา ฟังพยาบาลเล่าว่าคนที่พาหลี่เชี่ยนเชี่ยนมาส่งโรงพยาบาล กลับบ้านไปก่อนแล้วเพราะมีธุระด่วน
หล่อนเบ้ปากในใจ พี่สะใภ้ใหญ่คนนี้ปกติก็ไม่ค่อยจะฉลาดอยู่แล้ว ตามหลักแล้วคนที่ช่วยชีวิตคนไว้ก็ควรจะได้หน้ามากที่สุด แต่ตอนนี้หล่อนกลับกลับไปก่อน โดยที่ไม่รอให้ครอบครัวของหลี่เชี่ยนเชี่ยนมาถึง ในเมื่อเป็นแบบนี้ หล่อนก็ขอรับความดีความชอบนี้ไว้ก็แล้วกัน หวังว่าวันข้างหน้าจะช่วยเจียเซวียนได้บ้าง
“นี่มันเรื่องเล็กน้อยค่ะ ฉันเห็นคนกำลังเดือดร้อน จะไม่ให้ยื่นมือเข้าไปช่วยได้ยังไง ยิ่งไปกว่านั้นฉันเองก็กำลังท้องกำลังไส้อยู่ด้วย ก็เลยนึกว่าถ้าครอบครัวของเธอรู้เข้าก็คงจะร้อนใจแย่”
หูเปียวนวดหัวตา ปาดน้ำตาเช็ดกับแขนเสื้อ แล้วก็หันไปมองโจวเจียวเจียว
“พ่อพูดถูกแล้ว สหายโจว คุณช่วยชีวิตเมียและลูกชายผมไว้เลยนะ เอ้อ น่าเสียดายที่สหายคนที่พาเชี่ยนเชี่ยนมาโรงพยาบาล ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงจะต้องขอบคุณหล่อนให้มากๆ เหมือนกัน”
โจวเจียวเจียวดวงตาไหววูบ หันไปมองหลี่เชี่ยนเชี่ยนที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดออกมาว่า “คนที่พาคุณหลี่มาก็คือพี่สะใภ้ใหญ่ของฉันเองค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ ก่อนหน้านี้ฉันไม่กล้าบอก ก็เพราะพี่สะใภ้ใหญ่ของฉันดื้อรั้นมาก จะดึงดันใช้วิธีของตัวเองรักษาคุณหลี่ให้ได้ คุณหลี่เพิ่งจะท้องแรก ก็เลยไม่กล้าขัดใจ ฉันก็กลัวว่าจะเกิดอันตราย ก็เลยไม่กล้าบอก ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะ โชคดีที่คุณหลี่และลูกปลอดภัยดี”
หลินหรงหน้ามืดทะมึน หล่อนแค่นเสียง “หึ” แล้วพูดว่า “เรื่องนี้มันจะไปเกี่ยวอะไรกับเธอได้ยังไง เธอก็หวังดี อากาศหนาวๆ แบบนี้ ถ้าเธอไม่มารออยู่ตรงนั้น ฉันก็คงไม่รู้หรอกว่าเชี่ยนเชี่ยนจะคลอดแล้ว เฮ้อ เด็กคนนี้มันดื้อรั้นจริงๆ ฉันพูดเตือนไปสองสามคำ ก็มาเถียงฉันฉอดๆ กลางวันแสกๆ ยังจะดึงดันออกไปเดินเล่นอีก ดูสิ ไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ก็เลยต้องมาเจ็บตัวแบบนี้ วันข้างหน้าหลานชายสุดที่รักของฉัน จะให้มามีนิสัยเหมือนแม่ไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะไปมีอนาคตอะไรได้ ต่อไปนี้ฉันจะเลี้ยงเด็กคนนี้เอง ไม่ยอมให้เชี่ยนเชี่ยนมาแตะต้องเลย”
“แม่!”
โจวเจียวเจียวได้ยินแบบนั้นก็ทำได้แค่ยิ้มแหยๆ ตอนแรกก็ไม่ได้อยากจะบอกหรอกนะ แต่คนที่พาหลี่เชี่ยนเชี่ยนมาก็คือเสิ่นเมิ่ง ต่อให้หล่อนไม่พูด หลี่เชี่ยนเชี่ยนก็ต้องเป็นคนพูดอยู่ดี สู้หล่อนชิงพูดออกมาก่อนไม่ดีกว่าเหรอ
ตั้งแต่ที่เสิ่นเมิ่งถูกวัวขวิดคราวนั้น หล่อนก็ไม่เคยเจอเรื่องดีๆ อีกเลย ซวยซ้ำซวยซ้อนมาจนถึงทุกวันนี้ มันช่างน่าอึดอัดใจจริงๆ กระต่ายตื่นตูมยังกัดคนเลย หล่อนโจวเจียวเจียวก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูน จะให้ทนยอมรับอารมณ์อยู่ฝ่ายเดียวได้ยังไง
“แม่ แม่พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ลูกที่ฉันอุตส่าห์อุ้มท้องมาอย่างยากลำบาก ทำไมฉันถึงจะเลี้ยงไม่ได้ จะเอาไปให้แม่เลี้ยงก็ได้นะ งั้นฉันกับหูเปียวก็หย่ากันเลย เอาลูกไปให้แม่เลยสิ พอโตขึ้นมา ถ้าเขาโกรธเกลียดฉัน แม่ก็ลองเอาคำพูดเมื่อกี้ไปพูดให้เขาฟังดูสิ จะได้รู้กันไปเลยว่าเขาจะโกรธฉัน หรือจะเกลียดแม่!”

0 Comments