ตอนที่ 104 มองให้ชัดถึงหัวใจของตัวเอง
แปลโดย เนสยังเสิ่นเมิ่งมีสีหน้ายินดี ตอบกลับไปว่า “นี่มันเรื่องดีเลยนะจ๊ะ!”
“ใช่น่ะสิ แม่กับพวกพี่สะใภ้ของลูกก็ไปดูตัวผู้หญิงคนนั้นมาแล้ว ตัวไม่เล็กเลยนะ ทำงานคล่องแคล่วว่องไว ถือว่าเป็นคนเอาการเอางานเลยล่ะ ที่สำคัญนะ หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก พูดจาก็เพราะ เข้ากับน้องชายคนเล็กของลูกได้ดีทีเดียว เด็กสองคนก็ถูกใจกันแล้ว รอแค่สร้างบ้านเสร็จก็จะหมั้นกันเลย!”
“แม่พูดถูกแล้วจ้ะ ฉันกับเสี่ยวเหมยก็ไปด้วยเหมือนกัน เสี่ยวปินพอมองตากับผู้หญิงคนนั้นก็เอาแต่ยิ้มแก้มแทบปริ ดูเป็นผู้หญิงที่ซื่อสัตย์ดีนะจ๊ะ”
ลวี่ฉินหลานพูดด้วยความยินดีจากใจจริง ที่บ้านสร้างบ้านเสร็จ วันข้างหน้าก็จัดงานแต่งงานให้เสี่ยวปินให้เรียบร้อย หลังจากนั้นก็จะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาแต้มแรงงาน พอปลดหนี้ที่บ้านหมด ก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเสียที
ขอแค่ครอบครัวสกุลเสิ่นใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เสิ่นเมิ่งก็ดีใจแล้ว
มื้อเที่ยงก็กินกันแบบง่ายๆ ลวี่ฉินหลานถือทัพพีตักกับข้าว ซูเสี่ยวเหมยก็แจกหมั่นโถว แกงจืดหม้อใหญ่กินง่ายๆ อร่อยจนเหงื่อตก แต่ทุกคนก็อิ่มเอมใจ
วันนี้เป้าหมายหลักในการมาบ้านสกุลเสิ่น ก็คือเอาเงินค่าอิฐค่ากระเบื้องมาให้นั่นแหละ หวังคุ่ยจือเห็นลู่เจิ้นผิงเอาแต่ช่วยทำงานให้บ้านสกุลเสิ่นตลอด ก็รู้สึกสงสารจับใจ ลูกเขยไปเป็นทหารอยู่ข้างนอกมาตั้งหลายปี อุตส่าห์ได้กลับบ้านทั้งที ก็ควรจะใช้เวลานี้อยู่กับลูกสาวหล่อนให้มีความสุขสิ ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้เสี่ยวเมิ่งท้องอีกสักคน สองคนนี้จะได้มีลูกด้วยกันเยอะๆ
บ้านสกุลเสิ่นสร้างบ้าน ลูกสาวลูกเขยก็ทั้งออกเงินออกแรง ถ้าเป็นบ้านอื่นล่ะก็ คงจะดีใจจนเนื้อเต้นไปแล้ว แต่หวังคุ่ยจือกับเสิ่นฟู่กุ้ยกลับรู้สึกละอายใจ บ้านตัวเองแท้ๆ แต่ต้องมาเป็นภาระให้พวกเขาสองคน
กินข้าวเสร็จได้ไม่นาน ก็ไล่ให้ครอบครัวของพวกเขากลับไปได้แล้ว ที่บ้านก็วุ่นวายไปหมด แม้แต่ที่ให้พวกเขาเอนหลังนอนพักกลางวันก็ยังไม่มีเลย
ครอบครัวของพวกเขากลับมาถึงบ้านก็เพิ่งจะบ่ายสองกว่าๆ เสิ่นเมิ่งล้างมือล้างหน้าเสร็จ ก็เตรียมจะอุ้มลูกชายคนเล็กไปนอนกลางวัน ลู่เจิ้นผิงก็อยากจะนอนเหมือนกัน แต่เขายังไม่ทันได้เดินตามเมียไป ลู่เจียเซิ่งก็แบกจอบเดินเข้ามาหา เขาส่งยิ้มประจบประแจงเดินเข้ามาหาลู่เจิ้นผิง
“พี่ใหญ่ ที่ดินที่ผมได้มามีแต่หญ้ารกเต็มไปหมดเลย เราสองคนไปช่วยกันถางหญ้าหน่อยสิครับ เดี๋ยวพอเทฐานรากเสร็จจะได้รีบสร้างบ้านเลย อ้อ จริงสิ ผมได้ยินประกาศจากหน่วยผลิตแล้วนะ ช่วงนี้ฟ้าโปร่งตลอดเลย ไม่น่าจะกระทบเรื่องสร้างบ้านหรอก”
ลู่เจิ้นผิง: “…”
เสิ่นเมิ่งที่จูงมือหมิงข่ายอยู่หันขวับมา แค่นเสียง “หึ” ใส่เขา แล้วก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องไป
งานนี้ลากยาวไปจนถึงตอนเย็น ลู่เจียเซิ่งไม่รู้ไปเอาบุหรี่มาจากไหน ยื่นให้ลู่เจิ้นผิงมวนหนึ่ง
“พี่ กลับกันเถอะ ที่เหลือเดี๋ยวผมจัดการเอง ฟ้ามืดแล้ว พี่รีบกลับไปกินข้าวเถอะ!”
ลู่เจิ้นผิงรับบุหรี่มาแต่ไม่ได้จุด ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วก็โยนจอบใส่หน้าอกเขา “ไอ้ขี้งก”
“แหะๆๆ”
ลู่เจิ้นผิงไม่ได้สนใจเขา และก็ไม่ได้กลับบ้าน เขาเดินขึ้นไปกลางเขา ไปหยุดอยู่ใต้ต้นไม้แก่ต้นหนึ่ง เอามือลูบๆ คลำๆ แล้วก็นั่งลง ดึงบุหรี่ที่เหน็บอยู่ตรงหูออกมา ใช้ไม้ขีดไฟจุด แล้วก็ค่อยๆ สูบอย่างช้าๆ
“แค่กๆ… แค่กๆๆ…”
สงสัยบุหรี่มวนนี้คงจะเก็บไว้นานเกินไปจนชื้น พอเขาสูบเข้าไปอึกใหญ่ ก็เลยสำลักอย่างแรง สำลักจนน้ำตาเล็ด
ลู่เจิ้นผิงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้แก่ต้นนี้ เหม่อมองดวงจันทร์ที่ค่อยๆ ลอยเด่นขึ้นมาแต่ไกล การกลับมาคราวนี้ เขารู้สึกว่าความเศร้าสร้อยในใจเหมือนจะถูกชะล้างออกไปได้เยอะเลย
พอเริ่มรู้ความ เขาถึงได้เข้าใจว่าผู้หญิงที่เขาบังเอิญเจอตอนอายุห้าขวบคือใคร ทำไมพ่อกับแม่ถึงได้เย็นชากับเขานัก ถึงแม้บนใบหน้าจะมีรอยยิ้ม แต่ก็ไม่เคยทำให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด
สถานที่เดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่ามีเป้าหมาย มีแรงผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้า และทำให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างกระตือรือร้น ก็คือกองทัพ ที่นี่แหละคือที่ที่เหมาะกับเขาที่สุด
เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนหมาป่าเดียวดายมาตลอด ในที่สุดก็หาฝูงของตัวเองเจอ เขารักชีวิตในกองทัพ แถมยังได้รู้จักกับหัวหน้าหมู่โจว หัวหน้าหมู่แสนดีที่คอยห่วงใย รักใคร่ และช่วยเหลือเขา เขาเคยบอกกับตัวเองว่า พอถึงสนามรบ กระสุนทุกนัดเขาจะรับไว้เอง ขอแค่หัวหน้าอย่าด่วนจากเขาไปก่อนก็พอ นี่คือคำตักเตือนที่ทหารผ่านศึกมีให้ทหารใหม่
สงครามนั้นโหดร้าย หัวหน้าหมู่โจวตายไปต่อหน้าต่อตาเขา คนรักของหัวหน้าหมู่รับความสะเทือนใจไม่ไหว ตรอมใจตายไปพร้อมกับลูกในท้อง น่าสงสารก็แต่หมิงหยางที่ถูกส่งไปให้ลุงกับป้าดูแล ต่อมาก็ถูกส่งต่อไปให้ญาติคนอื่น สุดท้ายก็ถูกส่งไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่นั่นมีลูกหลานของเหล่าวีรชนที่สละชีพอยู่มากมาย ตอนที่เขาไปรับหมิงหยาง เด็กคนนั้นไม่ยอมไป เอาแต่จับมือหมิงเลี่ยงกับหมิงฟางไว้แน่น
เขาสลัดมือไม่หลุด ก็เลยต้องพากลับมาด้วยกันหมด หมิงเลี่ยงกับหมิงฟางแล้วก็หมิงหยางต่างกันตรงไหนล่ะ ล้วนแต่เป็นทายาทของวีรชน สมควรได้รับการยกย่อง ช่วงแรกๆ เด็กๆ ยังเล็กเกินไป เขาดูแลได้ไม่ดีเอาเสียเลย
เขามักจะต้องไปปฏิบัติภารกิจ ภรรยาของเพื่อนทหารในค่ายก็เลยช่วยดูแลให้พักหนึ่ง นานวันเข้าเขาก็เริ่มรู้สึกว่าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ ก็เลยต้องส่งเด็กๆ กลับไปที่บ้าน พร้อมกับรับปากว่า ขอแค่ดูแลเด็กๆ ให้ดี เขาก็จะให้เงินค่าเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า
แต่พอนานวันเข้า เขาก็ยังคงไม่สบายใจอยู่ดี หม่าเสียงบอกว่า ยังไงก็ต้องแต่งเมีย พอเด็กๆ มีแม่แล้วชีวิตก็จะดีขึ้นเอง
ตอนที่เสิ่นเมิ่งแต่งงานกับเขา เขามองปราดเดียวก็รู้เลยว่าผู้หญิงคนนี้หวังผลประโยชน์ หวังผลประโยชน์นั่นแหละดี เขาไม่ตระหนี่เรื่องเงินเดือนในมือหรอก ขอแค่ดูแลเด็กๆ ให้ดีก็พอ เขารู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับการมีครอบครัวที่อบอุ่น เขาเป็นแค่ผลผลิตจากความลุ่มหลงชั่ววูบ ไป๋ซูหยุน ผู้หญิงที่อ้างตัวว่าเป็นแม่ของเขา ลู่เจิ้นผิงไม่เข้าใจการกระทำของหล่อนเลย แม้กระทั่งการตัดสินใจคลอดเขาออกมา เขาก็ยังรู้สึกว่ามันช่างไร้สาระสิ้นดี
แต่ผู้หญิงที่หวังผลประโยชน์คนนี้ จู่ๆ ก็เปลี่ยนนิสัยไป ทำให้เขาคาดเดาอะไรไม่ได้เลย เขาเพิ่งกลับมาได้ไม่นาน แต่กลับรู้สึกเหมือนรู้จักกันมานานแสนนาน ความรู้สึกผูกพันเห็นอกเห็นใจกัน ราวกับว่ามีมาตั้งแต่ชาติปางก่อน เขาถูกดึงดูดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เขาต้องการหล่อน
ความรู้สึกนี้ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากที่ผ่านมา เมื่อวานเขาก็มองความหมายของเสิ่นเมิ่งออก แต่เขาก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร เขาอยากจะลองมองให้ชัดถึงหัวใจของตัวเองเสียก่อน
ดวงจันทร์ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ลู่เจิ้นผิงสูบบุหรี่ในมือจนหมด แล้วก็ลูบต้นไม้อีกครั้ง นี่ถือเป็นเพื่อนเก่าของเขาเลยนะ เมื่อก่อนเวลาไม่สบายใจก็มักจะมาขลุกอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนี้ เขาคิดว่า วันข้างหน้าคงไม่ต้องมาที่นี่อีกแล้วล่ะ
ตอนที่กำลังจะเดินจากไป จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงสวบสาบ เขาก็เลยชะงักฝีเท้ากึก
เสิ่นเมิ่งรออยู่ที่บ้านตั้งนานลู่เจิ้นผิงก็ยังไม่กลับมาเสียที ก็เลยต้องเข้าครัวเอง ทำบะหมี่ตุ๋นหม้อใหญ่ กล่อมให้เด็กๆ กินจนหมด ให้พวกเขาอาบน้ำล้างหน้าล้างตา แล้วก็ไปทำการบ้าน
อาศัยช่วงที่เด็กๆ อยู่ในห้องกันหมด แล้วลู่เจิ้นผิงก็ยังไม่กลับมา หล่อนก็เลยแวบเข้าไปในมิติทันที
หาเสต็กเนื้อมาจานหนึ่ง รินไวน์แดงบอร์โดซ์มาอีกแก้ว เปิดทีวี ดูหนังไปพลาง กินของอร่อยไปพลาง
พอกินอิ่มดื่มจนหนำใจแล้ว ก็ต้องอุทานออกมาว่า คำว่า “ฟิน” คำเดียวยังน้อยไป!
เพิ่งจะอาบน้ำล้างหน้าล้างตาเสร็จออกมาจากมิติ ประตูบ้านก็ถูกผลักเปิดออก เห็นลู่เจิ้นผิงใช้มือแต่ละข้างลากของชิ้นใหญ่เบ้อเริ่มเดินเข้ามา เสิ่นเมิ่งก็รีบขยับเข้าไปหาทันที
“นี่ตัวอะไรเนี่ย?”
มืดตึ๊ดตื๋อมองไม่ค่อยชัด ลู่เจิ้นผิงส่งเสียง “ชู่ว” เป็นเชิงบอกไม่ให้หล่อนส่งเสียง พอเขาลากของเข้ามาในลานบ้าน เสิ่นเมิ่งก็รีบปิดประตูบ้านทันที
พอเข้าไปดูในห้องโถง ถึงได้เห็นชัดๆ ว่าเป็นแพะภูเขาสองตัว

0 Comments