ตอนที่ 103 น้องชายเธอหมั้นแล้วนะ
แปลโดย เนสยังเสิ่นเมิ่งโกรธจัด จนอยากจะพุ่งเข้าไปตบหน้าลู่เจิ้นผิงให้รู้แล้วรู้รอด หล่อนอุตส่าห์เข้าไปอาบน้ำแช่น้ำหอมตั้งนานสองนานในห้องน้ำมิติ แต่เขากลับมาหาว่าหล่อนไปเข้าห้องน้ำเนี่ยนะ ปากหมอนี่บางทีพูดอะไรออกมาก็ทำเอาคนฟังแทบกระอักเลือดตายได้เลยนะ ถ้าไม่ติดว่ากลัวจะกวนเด็กสองคนที่กำลังจะหลับล่ะก็ หล่อนจะต้องเข้าไปฉีกปากลู่เจิ้นผิงให้ได้เลยคอยดู
เสิ่นเมิ่งถอดรองเท้าเสร็จ ก็กระชากผ้าห่มมาคลุมโปงด้วยความหงุดหงิด หันหลังให้ลู่เจิ้นผิง หล่อนไม่ทันได้เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของเขาเลย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังจากที่ครอบครัวกินข้าวเสร็จ เสิ่นเมิ่งก็ไม่ได้เตรียมของอะไรไปมาก เอาไปแค่เกี๊ยวใบงาที่นึ่งไว้เมื่อวานสิบลูก กับน้ำมันถั่วเหลืองอีกหนึ่งแกลลอน
ลู่เจิ้นผิงออกไปยืมจักรยานมาคันหนึ่ง สองสามีภรรยาแบ่งกันซ้อนท้ายเด็กคนละสองคน ลู่หมิงหยางและลู่หมิงเลี่ยงรีบไปรออยู่ที่จักรยานของพ่อพวกเขาแต่หัววัน เรื่องนี้ยิ่งทำให้เสิ่นเมิ่งที่กำลังหงุดหงิดอยู่แล้ว มองลู่เจิ้นผิงด้วยความขัดหูขัดตายิ่งขึ้นไปอีก
พอขึ้นคร่อมจักรยานอย่างทุลักทุเล หล่อนก็ปั่นออกไปทันที โดยไม่คิดจะรอคนที่อยู่ข้างหลังเลยสักนิด
“แม่โกรธแล้วล่ะ”
“แม่ปั่นจักรยานไม่ค่อยแข็งเลย จะทำหมิงฟางกับหมิงข่ายตกรถไหมเนี่ย เมื่อกี้ฉันเห็นหมิงฟางจับจักรยานซะแน่นจนมือซีดเลยนะ”
ลู่หมิงเลี่ยงและลู่หมิงหยางสองพี่น้องคุยกันเจื้อยแจ้ว อยากให้ลู่เจิ้นผิงปั่นให้เร็วขึ้น จะได้เอาน้องสาวมานั่งจักรยานคันนี้แทน น่าจะปลอดภัยกว่า ให้แม่พาเสี่ยวข่ายไปคนเดียว น่าจะปั่นได้มั่นคงกว่านี้
“อย่าพูดจาเหลวไหลเลยน่า แม่พวกแกปั่นแข็งจะตายไป ไม่ทำน้องๆ พวกแกตกรถหรอกน่า”
ถึงลู่เจิ้นผิงจะพูดแบบนั้น แต่เท้าที่ปั่นจักรยานก็ยังออกแรงเพิ่มขึ้นอีกนิด เพราะกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา
ตลอดทางจนถึงบ้านสกุลเสิ่น พอมองไปแต่ไกล ก็เห็นว่าบ้านถูกทุบทิ้งไปแล้ว มีอิฐและกระเบื้องใหม่เอี่ยมวางกองอยู่ข้างๆ คนบ้านสกุลเสิ่นกำลังยุ่งกันอยู่ เด็กๆ ก็ช่วยกันผสมโคลน
“แม่ แม่ดูสิ นั่นเสี่ยวเมิ่งใช่ไหม อุ๊ยตาย นั่นเจิ้นผิงนี่นาแม่ เจิ้นผิงกลับมาแล้ว!” เสิ่นโส่วเถียนตบต้นขาด้วยมือที่เปื้อนโคลน แล้วก็รีบวิ่งหน้าตั้งไปหาเสิ่นเมิ่งและลู่เจิ้นผิงทันที
หวังคุ่ยจือและเสิ่นฟู่กุ้ยพอได้ยินว่าลูกเขยกลับมา ก็รีบวางมือจากงาน แล้วรีบเดินเข้าไปหาทันที
“เจิ้นผิงกลับมาแล้วเหรอ โอ๊ย หลานรักของยายก็มาด้วย รีบเข้าไปนั่งพักที่เพิงตรงโน้นสิ กินน้ำกินท่าก่อน”
หวังคุ่ยจือหัวเราะร่าเดินเข้าไปอุ้มลู่หมิงข่ายลงมา กอดไว้ในอกแล้วหอมไปหลายฟอด เจ้าตัวเล็กก็กอดตอบแล้วหอมคุณยายกลับไปเหมือนกัน ทำเอาหวังคุ่ยจือใจอ่อนยวบ หล่อนหันกลับไปลูบผมหมิงฟาง แล้วก็มองดูหมิงหยางกับหมิงเลี่ยง
“เจิ้นผิงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะเนี่ย?”
ทางฝั่งคุณยายกับหลานๆ กำลังกอดกันกลม ทางฝั่งนี้เสิ่นฟู่กุ้ยก็เดินเข้าไปทักทายลู่เจิ้นผิง
“ผมกลับมาได้สองสามวันแล้วครับ เพิ่งจะพอมีเวลาว่างมาเยี่ยมพ่อกับแม่ เมื่อวานก็เพิ่งได้ยินเสี่ยวเมิ่งบอกว่าที่บ้านกำลังสร้างบ้าน คนงานพอไหมครับพ่อ?”
“พอๆๆ ก็มีแต่เพื่อนบ้านกันนี่แหละมาช่วย เลี้ยงข้าวสักมื้อ ค่าจ้างวันละห้าเหมา คนมาช่วยเยอะแยะเลยล่ะ!”
เสิ่นฟู่กุ้ยดีใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้บ้านเขาจะยังเป็นหนี้บ้านลูกเขยอยู่ แต่ถ้าบ้านหลังนี้สร้างเสร็จ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวก็จะดีขึ้นมาก อย่างน้อยลูกชายคนเล็กก็จะได้แต่งงานแต่งการ ลูกชายลูกสะใภ้แต่ละบ้านก็จะได้อยู่กันอย่างกว้างขวางขึ้น พอหลานๆ โตขึ้นก็จะได้มีห้องเป็นของตัวเอง
“เจิ้นผิงรีบเข้ามานั่งสิ กินน้ำกินท่าก่อน เดินทางมาเหนื่อยๆ ล่ะสิ ฮ่าๆๆ เดี๋ยวเที่ยงนี้แม่จะทำของอร่อยๆ ให้กินนะ บังเอิญจริงๆ อวี้เถียนเพิ่งจะไปซื้อเนื้อกลับมาพอดี พวกเธอก็มาถึงพอดีเลย”
“ที่บ้านยุ่งกันอยู่ ฉันทำกับข้าวเองจ้ะ ให้พี่สะใภ้ใหญ่ช่วยก่อไฟก็พอแล้ว ทำแกงจืดกินรวมกับพวกคนงานไปเลย จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาแยกทำต่างหาก” เสิ่นเมิ่งมองดูคนในบ้านเนื้อตัวมอมแมม บนมือก็ยังมีบาดแผลจากการทำงานอยู่ประปราย หล่อนก็ไม่อยากจะให้พวกเขาต้องมาเหนื่อยทำอะไรอีกแล้ว
“แบบนั้นจะดีเหรอ นานๆ เจิ้นผิงจะมาสักที ก็ต้องทำของอร่อยๆ ให้เขากินสิ ไปทำงานอยู่ข้างนอกตั้งหลายปี คงจะเหนื่อยน่าดู” หวังคุ่ยจือมองดูลู่เจิ้นผิงด้วยความสงสารจับใจ
“ไม่เป็นไรครับแม่ ผมกินอะไรก็ได้ เสี่ยวเมิ่ง”
ลู่เจิ้นผิงพูดพลางพยักพเยิดหน้าไปทางเสิ่นเมิ่ง ตอนนี้ทุกคนในครอบครัวนั่งคุยกันอยู่ในเพิง ถึงแม้จะมีเพื่อนบ้านแวะเวียนมาทักทายหรือชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุยของครอบครัวสกุลเสิ่นเลย
เสิ่นเมิ่งมองตาก็รู้ใจเขาทันที หล่อนล้วงเอาเงินที่พกมาด้วย ยัดใส่มือหวังคุ่ยจือรวดเดียวหมด
“แม่จ๊ะ ฉันกับเจิ้นผิงปรึกษากันแล้ว แทนที่แม่จะไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่น สู้เอาเงินของพวกเราไปใช้ดีกว่า เงินก้อนนี้วันข้างหน้าค่อยๆ ทยอยคืนก็ได้ ลูกสาวแม่ไม่มานั่งทวงเช้าทวงเย็นหรอกจ้ะ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องรีบสร้างบ้านให้เสร็จเร็วๆ”
คำพูดของเสิ่นเมิ่ง ทำเอาคนบ้านสกุลเสิ่นถึงกับอึ้งไปเลย ถึงจะรู้ว่าลู่เจิ้นผิงเป็นคนดี แต่ก็ไม่คิดเลยว่าเขาจะไม่โกรธเคืองที่เสิ่นเมิ่งเอาเงินมาให้บ้านแม่ยืมตั้งเยอะแยะ แถมวันนี้ยังเอาเงินมาสมทบให้อีก
“จะทำแบบนี้ได้ยังไงกัน พวกเธอเองก็ต้องใช้ชีวิตครอบครัวนะ เอาแต่เอาเงินมาให้บ้านแม่แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน พ่อแม่ผัวเธอจะยอมเหรอ?”
สิ่งที่หวังคุ่ยจือและเสิ่นฟู่กุ้ยกลัวที่สุด ก็คือกลัวว่าเสิ่นเมิ่งจะมีเรื่องบาดหมางกับสองตายายบ้านลู่อีก ความกตัญญูเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าลูกสะใภ้เอาแต่ทะเลาะกับพ่อแม่ผัว ขืนมีคนเอาไปพูดจานินทา คนที่จะเสียชื่อเสียงก็มีแต่ลูกสาวพวกเขาเท่านั้นแหละ
“พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ เรื่องนี้พ่อแม่ผมไม่ต้องเข้ามายุ่งหรอก เรื่องของครอบครัวเรา เราตัดสินใจกันเองได้ แม่เก็บเงินไว้ให้ดีเถอะครับ พวกเราต้องพยายามรีบสร้างบ้านให้เสร็จเร็วๆ ขืนปล่อยไว้จนฝนตก เดี๋ยวงานจะล่าช้าเอาได้นะครับ”
ก็มันเป็นเรื่องจริงนี่นา สองวันก่อนฟ้าก็มืดครึ้ม ทำเอาพวกเขาตกใจแทบแย่ บ้านก็เพิ่งจะรื้อลงมา ถ้าเกิดฝนตกขึ้นมาจริงๆ ครอบครัวใหญ่ขนาดนี้จะอยู่กันยังไง พอพูดถึงเรื่องนี้ คนบ้านสกุลเสิ่นก็หันไปมองเสิ่นอวี้เถียนเป็นตาเดียว
โทษเจ้านี่คนเดียวเลย พอรู้ว่าจะได้สร้างบ้าน ก็ดีใจจนเนื้อเต้น กระโดดโลดเต้นซะสูงเชียว ยังไม่ทันจะได้ขนอิฐกับกระเบื้องเข้าบ้าน ก็รีบตั้งเพิงพักซะเสร็จสรรพแล้ว
คนในครอบครัวปรึกษากันแล้ว ยังไงก็ต้องสร้างอยู่ดี สู้ลงฐานรากไปพร้อมกันเลยดีกว่า สร้างบ้านให้เสร็จทีเดียวเลยค่อยว่ากัน
ลู่เจิ้นผิงเป็นคนมีพละกำลังเยอะ ตอนเที่ยง เสิ่นเมิ่งก็ทำแกงจืดหม้อใหญ่ในครัวชั่วคราว เอาเกี๊ยวใบงาที่เอามาด้วยไปอุ่น แล้วก็แบ่งให้เด็กๆ กิน พร้อมกับเสิ่นฟู่กุ้ยและหวังคุ่ยจือ
ตอนผัดกับข้าว หล่อนใช้น้ำมันถั่วเหลืองที่เอามาด้วย น้ำมันนี้เป็นน้ำมันถั่วเหลืองที่ผ่านการเคี่ยวมาแล้ว พอกระทะร้อน ก็เทน้ำมันลงไป ตามด้วยหมูสามชั้นหั่นบางๆ ผัดจนมีกลิ่นหอมโชยออกมา ทำเอาคนงานที่กำลังทำงานอยู่ถึงกับน้ำลายสอ
จากนั้นก็ใส่ต้นหอมขิงลงไปผัดให้หอม ใส่ผักกาดขาวฤดูใบไม้ร่วง มันฝรั่งแผ่น เต้าหู้ เห็ด และผักป่าตากแห้งที่แช่น้ำไว้ลงไป ราดซีอิ๊วลงไปนิดหน่อยแล้วก็ผัดให้เข้ากัน เติมน้ำลงไปจนท่วม สุดท้ายก็ใส่วุ้นเส้นลงไป วางชั้นนึ่งทับไว้ แล้วก็เอาหมั่นโถวแป้งผสมวางเรียงไว้ข้างบนเพื่อนำไปนึ่ง
ต้มไปได้สักสิบนาที กลิ่นหอมก็ลอยไปไกล เพื่อนบ้านที่ไม่ได้มาทำงานก็เริ่มชะเง้อคอมองมาทางนี้ หวังคุ่ยจือเห็นคนเริ่มหันมามองเยอะขึ้น ก็รีบอุ้มแกลลอนน้ำมันถั่วเหลืองใบใหญ่เข้าไปในเพิง แล้วก็ล็อกเก็บไว้ในตู้บนเตียงเตาทันที
ของดีๆ แบบนี้ ลูกสาวหล่อนเอาออกมาวางประเจิดประเจ้อได้ยังไงเนี่ย แถมยังใส่ไปซะเยอะแยะอีก เห็นแล้วปวดใจชะมัดเลย
พอทำกับข้าวเสร็จ เสิ่นเมิ่งกับหวังคุ่ยจือ พร้อมกับลวี่ฉินหลาน ซูเสี่ยวเหมย และผู้หญิงอีกสองสามคนก็นั่งคุยกันอยู่ในเพิง หวังคุ่ยจือทำท่าทางมีลับลมคมนัย ตบไหล่เสิ่นเมิ่งเบาๆ แล้วพูดว่า “แม่จะเล่าอะไรให้ฟังนะ ฮ่าๆๆ น้องชายคนเล็กของเธอมีคู่หมั้นแล้วนะ ไปดูตัวกันมาแล้ว เด็กทั้งสองคนก็ถูกใจกัน ตอนนี้ก็แค่รอคุยเรื่องงานหมั้นเท่านั้นเองจ้ะ”

0 Comments