You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

คนปวดหัวกับสถานการณ์ในจิงเซียงไม่ได้มีแค่เฟยเฉียนเพียงคนเดียว

ยังมีสามพี่น้องตระกูลไคว่อีกด้วย

ตระกูลไคว่เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงและอิทธิพลในท้องถิ่นจิงเซียง หยั่งรากลึกและมีความเกี่ยวพันกับผู้คนมากมาย

ความสัมพันธ์ระหว่างสามพี่น้องตระกูลไคว่นั้นดีมาก เมื่อใดที่มีเวลาว่าง พวกเขาก็มักจะมารวมตัวกันจิบชา พูดคุยสัพเพเหระ และวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน

ผู้ที่โดดเด่นที่สุดในตระกูลไคว่ยุคปัจจุบันก็คือสามคนนี้ พี่ใหญ่ ไคว่เหลียง นามรองจื่อโหรว พี่รอง ไคว่เยว่ นามรองอี้ตู้ และน้องสาม ไคว่ฉี นามรองหยวนไท่

นับตั้งแต่ไคว่เหลียงสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลไคว่รุ่นปัจจุบัน เขาก็ยึดมั่นในคำสอนของบรรพบุรุษ รักษากฎระเบียบและมารยาทของตระกูล เป็นคนยุติธรรมและมีบุคลิกสง่างาม ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนในตระกูลไคว่หรือบัณฑิตตระกูลอื่นต่างก็ให้ความเคารพนับถือเขาอย่างมาก

น้องชายทั้งสองของเขาก็เช่นกัน แม้ว่าปกติไคว่เหลียงจะไม่ค่อยพูดนัก แต่เมื่อใดที่ไคว่เหลียงเอ่ยปาก พี่น้องทั้งสองก็จะทำตามอย่างไม่มีข้อแม้

วันนี้อากาศกำลังดี แสงแดดในฤดูใบไม้ร่วงสาดส่องลงบนร่าง ไม่ทำให้รู้สึกร้อนอบอ้าว และก็ไม่ทำให้รู้สึกหนาวเหน็บเหมือนในฤดูหนาว ทั้งสามคนจึงมานั่งเล่นพักผ่อนในศาลาที่บ้าน จัดเตรียมชุดน้ำชา และลงมือต้มชาด้วยตัวเอง

ไคว่ฉีอายุน้อยที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นคนลงมือปรนนิบัติพี่ชายทั้งสอง แต่ด้วยความที่ยังเด็กและมีนิสัยร่าเริง ทันทีที่เขาวางกาน้ำร้อนในมือลงบนเตาถ่าน เขาก็รีบหันไปพูดกับไคว่เยว่ด้วยความอดใจไม่ไหวว่า “พี่รอง คราวนี้ท่านได้แสดงฝีมือครั้งใหญ่เลยนะขอรับ!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมอิจฉา

ไคว่เยว่หัวเราะหึๆ ส่ายหน้าเบาๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่น้องก็ไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวปิดบังอะไรมากนัก เขาพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจเล็กน้อยว่า “เฮ้อ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ก็แค่เปลืองน้ำลายมากหน่อยเท่านั้น ไม่ได้ยากเย็นอะไรนักหรอก”

“ยังไม่ยากอีกหรือขอรับ หัวหน้าตั้งห้าสิบห้าคนเชียวนะ!” ไคว่ฉียังยกมือขึ้นมาทำท่าประกอบ

“ก็แค่จางหู่กับเฉินเซิงเท่านั้นที่รับมือยากหน่อย ส่วนคนอื่นก็แค่พวกปลายแถวโง่เขลา เป็นแค่ตัวประกอบเท่านั้นแหละ” ไคว่เยว่แสดงความดูถูกพวกคนพาลที่ชอบทำตัวกร่างในท้องถิ่นอย่างชัดเจน

เรื่องที่ไคว่เยว่และไคว่ฉีพูดถึงก็คือเรื่องเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ ที่ตระกูลไคว่ช่วยเหลือหลิวเปี่ยวปราบปรามกองกำลังโจรตระกูลรอบๆ จิงเซียง…

ไคว่ฉีพูดต่อว่า “ได้ยินมาว่าหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงไปป่าวประกาศยกย่องอยู่ข้างนอกว่าพี่ใหญ่คือ ‘ยอดนักปราชญ์อย่างยงจี้’ ส่วนพี่รองคือ ‘ยอดกุนซืออย่างจิ้วฟั่น’ ด้วยนะขอรับ…”

ตอนนี้น้ำชาต้มเสร็จพอดี ไคว่ฉีจึงรีบยกกาน้ำชา รินชาให้พี่ใหญ่ไคว่เหลียงและพี่รองไคว่เยว่

ยงจี้และจิ้วฟั่นล้วนเป็นบุคคลในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว ทั้งสองต่างก็เป็นขุนนางใต้บังคับบัญชาของจิ้นเหวินกง

ในตอนนั้นจิ้นเหวินกงกำลังจะทำศึกกับแคว้นฉู่ จึงเรียกจิ้วฟั่นมาสอบถามเรื่องสงคราม ด้วยความกังวลว่าทหารของแคว้นตนมีน้อย แต่ทหารของแคว้นฉู่มีมาก จึงให้จิ้วฟั่นช่วยคิดหาวิธี

ตอนนั้นจิ้วฟั่นทูลจิ้นเหวินกงว่า แม่ทัพของแคว้นฉู่ที่นำทัพมาในครั้งนี้เป็นคนที่แข็งทื่อไม่รู้จักพลิกแพลง พระองค์ลองใช้กลยุทธ์หลอกล่อดูก็ได้พ่ะย่ะค่ะ

ต่อมาจิ้นเหวินกงก็ไปสอบถามยงจี้ ยงจี้ตอบว่า กลอุบายหลอกล่อนั้นใช้ได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ใช้ไปตลอดชีวิตไม่ได้ หากผู้อื่นเคยเสียเปรียบไปแล้วก็จะไม่สามารถนำมาใช้ซ้ำได้อีก

ภายหลังจิ้นเหวินกงใช้กลอุบายที่จิ้วฟั่นเสนอจนสามารถเอาชนะแคว้นฉู่ได้ แต่ตอนที่ตกรางวัล เขากลับพระราชทานรางวัลให้ยงจี้ด้วยเช่นกัน

ไคว่เยว่รับชามชามา จิบช้าๆ โดยไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับไม่ได้รู้สึกพอใจกับคำประเมินของหลิวเปี่ยวนัก

หากไม่ใช่เพราะข้ายอมเสี่ยงเอาชื่อเสียงไปทิ้งเพื่อเรียกตัวพวกหัวหน้าโจรตระกูลเหล่านั้นมา หลิวเปี่ยวจะสามารถกวาดล้างพวกที่ปกติซ่อนตัวเก่งอย่างกับอะไรดีได้ง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ?

จนถึงตอนนี้ก็ยังมาเรียกข้าว่าเป็นยอดกุนซืออย่างจิ้วฟั่น แม้จะเป็นคำชม แต่ฟังยังไงก็เหมือนกำลังบอกว่าข้ามีแค่ความฉลาดแกมโกงเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับความซื่อสัตย์และคุณธรรมของพี่ใหญ่ไคว่เหลียงอยู่นั่นเอง?

ไคว่เหลียงปรายตามองไคว่เยว่ เขาที่รู้จักรนิสัยของน้องชายตระกูลตนเป็นอย่างดี ย่อมเดาได้ว่าในใจของไคว่เยว่กำลังคิดอะไรอยู่ เดิมทีเขาก็ไม่อยากจะออกความเห็นกับเรื่องนี้นัก แต่ก็ยังอดพูดไม่ได้ว่า “ในยุคปัจจุบันนี้ จิ้วฟั่นเหนือกว่าก้าวหนึ่ง อีกทั้งการกระทำของหลิวจิ่งเซิงในครั้งนี้ก็มีความหมายแฝงถึงการยกย่องตัวเองอยู่มาก อี้ตู้ไม่ต้องเก็บไปใส่ใจหรอก”

ไคว่เยว่รีบวางชามชาลง ก้มหน้าตอบรับ

ไคว่ฉีเห็นว่าบรรยากาศค่อนข้างอึดอัด จึงจงใจถามขึ้นว่า “พี่ใหญ่ ทำไมพวกเราต้องช่วยหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงด้วยล่ะขอรับ? แม้เขาจะเป็นผู้ว่าการรัฐจิงโจวก็จริง แต่ก็เป็นแค่เชื้อพระวงศ์ตระกูลหลิวที่เหลือแต่ชื่อไม่ใช่หรือ”

ไคว่เยว่ก็รีบพูดเสริมขึ้นมาว่า “ใช่แล้วพี่ใหญ่ ข้าเองก็สงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน” เพราะท้ายที่สุดแล้วนี่คือการตัดสินใจของพี่ใหญ่ไคว่เหลียง แม้ว่าตอนนั้นไคว่เยว่จะไม่เข้าใจนัก แต่เขาก็ยอมทำตามความประสงค์ของพี่ใหญ่ มาตอนนี้น้องสามถามขึ้นมา แน่นอนว่าไคว่เยว่เองก็อยากจะถามให้กระจ่างเช่นกัน

ไคว่เหลียงไม่รีบตอบ แต่ค่อยๆ จิบน้ำชาในชามช้าๆ

ไคว่เยว่และไคว่ฉีก็ได้แต่จนใจ พี่ใหญ่ของตนก็เป็นคนนิสัยเช่นนี้ พวกเขาจึงทำได้เพียงแค่ดื่มชาด้วยกันไปก่อน คาดว่ารอให้พี่ใหญ่ดื่มชาหมดแล้วคงจะยอมพูดออกมาเอง

และก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อไคว่เหลียงดื่มชาหมดและวางชามชาลง เขาก็พูดขึ้นช้าๆ ว่า “อี้ตู้ หยวนไท่ พวกเจ้ามองเรื่องของต่งจั๋วอย่างไร?”

ไม่ใช่ถามเรื่องหลิวเปี่ยวหรอกหรือ? ทำไมถึงลากไปเรื่องต่งจั๋วได้ล่ะเนี่ย?

แม้ว่าทั้งสองคนจะยังไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ยังตอบคำถามของไคว่เหลียงอย่างซื่อสัตย์ ไคว่เยว่ตอบว่า “ข้ามองว่ารากฐานของต่งจั๋วอยู่ที่ซีเหลียง เมื่อมาถึงเหอหลั่วก็ใช่ว่าจะทำให้ทุกคนยอมจำนนได้ หากไม่ระวังให้ดีก็อาจจะพังพินาศได้ทุกเมื่อ”

ไคว่ฉีพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของพี่รอง

ไคว่เหลียงถามต่อว่า “แล้วพวกเจ้าสองคนมองเรื่องที่ลูกชายสองคนของตระกูลหยวน คนหนึ่งไปปั๋วไห่ ส่วนอีกคนมาหนานหยาง อย่างไร?”

หยวนเซ่ากับหยวนซู่งั้นหรือ?

ไคว่เยว่ขมวดคิ้ว พี่ใหญ่หมายความว่าอย่างไรกันแน่?

ไคว่ฉีเป็นคนปากไว จึงพูดโพล่งออกไปตรงๆ “ตระกูลหยวนมีอิทธิพลในหนานหยางอยู่มาก การที่หยวนซู่มาที่หนานหยางจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ส่วนหยวนเซ่า ได้ยินมาว่าเขาไม่ถูกกับตระกูลหยวนถึงได้ไปปั๋วไห่…”

ไคว่เหลียงพยักหน้า แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่หันไปมองไคว่เยว่

ไคว่เยว่รู้สึกว่าการที่พี่ใหญ่ถามคำถามนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องตื้นเขินอย่างที่เห็นแน่ เขาจึงพูดไปคิดไปว่า “สิ่งที่น้องสามพูดเป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น หากมองจากอีกมุมหนึ่ง… ตระกูลหยวนจงใจส่งลูกชายทั้งสองออกจากลั่วหยางหรือเปล่า?…”

“…ยังไงเสียตระกูลหยวนก็หยั่งรากลึกในลั่วหยาง หากต้องการจะแสวงหาความก้าวหน้าก็ไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงจี้ อวี้ หรือทางเหนือของจิงโจวเลย อยู่แถวๆ ลั่วหยางก็ยังได้… เมื่อลองคิดดูเช่นนี้ การที่พวกเขาไปปั๋วไห่และหนานหยาง ก็ต้องมีสิ่งที่หาไม่ได้ในลั่วหยางเป็นแน่…” ไคว่เยว่ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานของตนมีเหตุผล จึงตั้งข้อสังเกตต่อไป “…แล้วสิ่งใดกันล่ะที่ดึงดูดใจตระกูลหยวนได้มากพอ… หรืออาจจะเป็นสิ่งที่ตระกูลหยวนยังไม่มีในตอนนี้ แต่ต้องการอย่างยิ่งยวด…”

จู่ๆ ไคว่เยว่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ เขาพูดอย่างหนักแน่นว่า “ต้องเป็นอำนาจทางทหารแน่! สิ่งเดียวที่ตระกูลหยวนยังไม่มีในตอนนี้ก็คืออำนาจทางทหาร!”

ในที่สุดไคว่เหลียงก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาพยักหน้าแล้วถามว่า “แล้วเหตุใดตระกูลหยวนจึงต้องกุมอำนาจทางทหารด้วย?”

ไคว่ฉีโพล่งออกไปทันทีว่า “ก็ต้องเพื่อรับมือกับต่งจั๋วน่ะสิ!”

ไคว่เหลียงพยักหน้า ก่อนจะส่ายหน้า แล้วพูดว่า “ถูก แต่ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว”

คราวนี้ไคว่ฉีถึงกับงงตึ้บ สรุปว่าที่ข้าพูดมามันถูกหรือไม่ถูกกันแน่ล่ะเนี่ย?

จู่ๆ ไคว่เยว่ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แต่แล้วเขากลับต้องตกใจกับสิ่งที่ตัวเองนึกออก เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจนักว่า “…หรือว่าตระกูลหยวนไม่ได้แค่ต้องการรับมือกับต่งจั๋ว… แต่ยังอยากจะเลียนแบบต่งจั๋วเสียเอง?! นี่มัน…”

ไคว่ฉีก็เพิ่งจะรู้สึกตัว เขากล่าวพึมพำว่า “…นี่… คงจะไม่ใช่กระมัง… ถ้าเป็นเช่นนั้นบ้านเมืองไม่วุ่นวายตายหรือ…”

ไคว่เหลียงเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “…ทุกสิ่งในโลก หากเตรียมการไว้ล่วงหน้าย่อมสำเร็จ หากไม่เตรียมการย่อมล้มเหลว ตระกูลไคว่ของเราเป็นตระกูลที่ยึดมั่นในตำราและบทกวีมาโดยตลอด หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา… การมาเยือนของหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงในครั้งนี้ ก็ถือเป็นโอกาสหนึ่งของตระกูลไคว่เรา…”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note