ตอนที่ 9 หมากรุกหรือตัวหมาก
แปลโดย เนสยังความจริงแล้ว อ้วนเสี้ยว, อ้วนสุด, และ โจโฉ สามคนนี้เคยสนิทสนมกันมากในวัยเด็ก
พวกเขาเล่นด้วยกัน ทำเรื่องบ้าๆ บอๆ ด้วยกัน
กัดจิ้งหรีดด้วยกัน เที่ยวหอนางโลมด้วยกัน
เกี้ยวพาราสีหญิงชาวบ้านด้วยกัน แอบดูแม่ม่ายอาบน้ำด้วยกัน
ปีนเขาชมวิวและพูดคุยถึงความฝันในชีวิตด้วยกัน วิ่งไล่ล่าสัตว์และฝึกวิทยายุทธ์ในป่าหม่อนด้วยกัน
ในตอนนั้นพวกเขายังเด็กมาก มีตำราในสำนักไท่เสวียมากมายให้อ่าน และเมืองลั่วหยางก็กว้างใหญ่
ในตอนนั้นพวกเขาต่างคิดว่าโลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล มีพื้นที่มากพอให้พวกเขาได้แสดงความสามารถ
ในตอนนั้นพวกเขาต่างคิดว่าตัวเองจะได้เป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก สร้างผลงาน ขยายอาณาเขต และกลายเป็นวีรบุรุษที่มีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์
แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่อ้วนสุด ผู้ซึ่งมักจะเดินตามก้นพวกเขาต้อยๆ เริ่มแยกตัวออกไปทำอะไรคนเดียว และเริ่มแสดงท่าทีเย่อหยิ่งแบบลูกผู้ดีมีตระกูลอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากนั้น อ้วนเสี้ยวก็เลิกเที่ยวเตร่ตามหอนางโลม และเริ่มคบค้าสมาคมกับเหล่าจอมยุทธ์พเนจรตั้งตัวเป็นพี่น้อง ไม่นานเขาก็ไปรับตำแหน่งนายอำเภอผูหยางและออกจากเมืองลั่วหยางไป
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน โจโฉก็เริ่มรู้จักกับคนมากมายภายใต้การจัดแจงอย่างจงใจของตระกูลโจ เช่น โจวซิน โจวอ๋อง หลิวซวิน สฺวี่โหยว จางเหมี่ยว และคนอื่นๆ
และในช่วงเวลานั้นเอง โจโฉก็ได้รับคำวิจารณ์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา: “เป็นขุนนางผู้มีความสามารถในยามสงบ เป็นวีรบุรุษในยามกลียุค”
ตอนนั้นอ้วนเสี้ยวอายุสิบเก้า โจโฉอายุสิบแปด อ้วนสุดอายุสิบเจ็ด
×××××××××××××××××
โจโฉมองตาอ้วนเสี้ยวแวบเดียวก็เข้าใจทันที การเสนอตัวของอ้วนสุดครั้งนี้ไม่ได้ปรึกษากับอ้วนเสี้ยวมาก่อนเลย อ้วนเสี้ยวไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
อ้วนเสี้ยวกับอ้วนสุดไม่ลงรอยกัน มักจะขัดขากันเองอยู่บ่อยครั้ง โจโฉรู้เรื่องนี้ดี ในเมื่อตัวเองก็มาจากตระกูลขุนนาง การแย่งชิงดีชิงเด่นระหว่างลูกเมียหลวงกับลูกเมียน้อยแบบนี้เขาเห็นมานับไม่ถ้วน เพียงแต่พอมันเกิดขึ้นกับพี่น้องตระกูลอ้วนที่โตมาด้วยกัน ก็อดที่จะรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้
แต่ก็เป็นแค่ความรู้สึกสะท้อนใจเท่านั้น อย่างไรเสียมันก็เป็นเรื่องภายในของตระกูลอ้วน เขาที่เป็นคนนอกไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้ เมื่อเทียบกันแล้ว อ้วนเสี้ยวยังพอคุยกันรู้เรื่อง แต่อ้วนสุดชอบทำตัวหยิ่งยโส น่ารำคาญ
ดังนั้น ในหลายๆ ครั้ง โจโฉจึงมักจะเข้าข้างอ้วนเสี้ยว และคอยขัดคออ้วนสุดอยู่เรื่อยๆ
แต่ทว่า การกระทำของอ้วนสุดในครั้งนี้ดูผิดปกติจริงๆ
ปกติอ้วนสุดมักจะเป็นประเภทมาโชว์ตัวแต่ไม่ค่อยพูด เวลาจะเสนอความคิดเห็นอะไร ส่วนใหญ่จะเป็นอ้วนเสี้ยวที่ออกหน้า แล้วอ้วนสุดก็แค่ผสมโรงตามน้ำไป การกระโดดออกมารับหน้าที่เป็นตัวตั้งตัวตีแบบนี้เพิ่งจะเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
อ้วนสุดคิดจะทำอะไรกันแน่?
ในสมัยโบราณ เพื่อรวบอำนาจทางการทหารและป้องกันการก่อกบฏ การสั่งการกองทัพมักจะต้องใช้ตราพยัคฆ์ (ฮู่ฝู) ตราพยัคฆ์จะถูกแบ่งออกเป็นสองซีก ซีกหนึ่งอยู่กับฮ่องเต้ อีกซีกหนึ่งอยู่กับแม่ทัพที่คุมกองทัพ จะสั่งเคลื่อนทัพได้ก็ต่อเมื่อมีตราพยัคฆ์ทั้งสองซีกมาประกบกันเท่านั้น
แต่ในราชวงศ์ฮั่น แม่ทัพที่มีตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ‘สี่สงบ’ (ซื่อผิง) หรือ ‘สี่ทิศ’ (ซื่ออัน) ขึ้นไป จะมีกองกำลังส่วนตัวที่สามารถสั่งการได้โดยใช้ตราพยัคฆ์ซีกของตัวเองเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ในฐานะแม่ทัพใหญ่ โฮจิ๋นย่อมสามารถสั่งเคลื่อนทหารได้เป็นพันนายโดยไม่มีปัญหา แต่โจโฉและอ้วนเสี้ยวในตอนนี้เป็นเพียงเซี่ยวเว่ย์ (นายกอง) ยังไม่ถึงขั้นแม่ทัพ จึงไม่มีสิทธิ์ในการสั่งทหาร
ดังนั้น สิ่งที่อ้วนสุดพูดก็ไม่ผิด มีเหตุผลที่รับฟังได้
โฮจิ๋นได้ฟังคำพูดของอ้วนสุด ก็พยักหน้าเห็นด้วย หากหลีกเลี่ยงข้อครหาได้ก็ควรทำ การต้องมารับมือกับพวกนักวิจารณ์ฝีปากกล้ามันเหนื่อยและไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย ยิ่งไปกว่านั้น ในใจเขาก็คิดว่า พวกสิบขันทีจะทำอะไรเขาได้? น้องสาวเป็นไทเฮา หลานเป็นฮ่องเต้ พวกขันทีไม่มีไข่เหล่านั้นจะมีปัญญากล้ามาแหยมกับแม่ทัพใหญ่อย่างเขาเชียวหรือ?
โจโฉเห็นโฮจิ๋นเริ่มเอนเอียง จึงรีบชิงพูดขึ้นก่อนที่โฮจิ๋นจะเอ่ยปาก: “ท่านแม่ทัพใหญ่มีเรื่องสำคัญ ข้ากับเปิ่นชู (อ้วนเสี้ยว) จะนั่งดูดายได้อย่างไร? สิ่งที่กงลู่ (อ้วนสุด) พูดนั้นถูกต้องยิ่งนัก มิสู้ให้กงลู่นำทหารแทนท่านแม่ทัพใหญ่ ส่วนข้ากับเปิ่นชูจะเป็นองครักษ์ซ้ายขวา คอยคุ้มครองท่านแม่ทัพใหญ่ให้ปลอดภัยที่สุด” พูดจบก็แอบขยิบตาให้อ้วนเสี้ยว
อ้วนเสี้ยวเข้าใจความหมาย จึงรีบสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นทันที: “เมิ่งเต๋อกล่าวถูกต้องยิ่งนัก! ข้ากับเมิ่งเต๋อจะคุ้มครองท่านแม่ทัพใหญ่ให้ปลอดภัยอย่างแน่นอน!” ไม่รู้ล่ะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่อ้วนสุดอยากให้ข้าทำ ข้าจะไม่ทำเด็ดขาด!
โฮจิ๋นดีใจมาก: “ดี! เช่นนั้นเปิ่นชูและเมิ่งเต๋อจงตามข้าเข้าวัง ส่วนกงลู่นำทหารตามมาทีหลัง!” เสน่ห์ของท่านแม่ทัพใหญ่อย่างข้ายังใช้ได้อยู่นะเนี่ย เปิ่นชูไม่ต้องพูดถึง เอาใจใส่ดีมาก ส่วนโจโฉ เฉาอาหมาน ถือว่าเจ้าฉลาด รู้จักแก้ไขข้อผิดพลาดก็ถือว่าเป็นสหายที่ดี ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งก็แล้วกัน
อ้วนสุดแอบหัวเราะเยาะในใจ ท่านอาช่างคาดการณ์ได้แม่นยำดั่งเทพเจ้าจริงๆ เจ้านี่แหละเฉาอาหมานที่ต้องออกมาก่อกวน แต่ก็ช่างเถอะ ชะตากรรมของพวกเจ้าถูกกำหนดไว้แล้ว จะไปหรือไม่ไปก็มีค่าเท่ากัน
อ้วนเสี้ยว อย่าคิดว่าการเป็นลูกชายคนโตแล้วจะมีประโยชน์ ไม่ว่าเจ้าจะพยายามแค่ไหน เจ้าก็เปลี่ยนชาติกำเนิดของตัวเองไม่ได้หรอก ตระกูลอ้วน ในท้ายที่สุดก็ต้องตกเป็นของข้า…
โจโฉ ตอนเด็กๆ เจ้าอาศัยความฉลาดมารังแกข้าที่ยังเด็กกว่า หลอกลวงข้า ดูถูกข้า หึหึ คอยดูเถอะ หลังจากที่พวกขันทีถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น เจ้าจะเหลืออะไรให้เย่อหยิ่งอีก…
อ้วนสุดก้มหน้าลง ซ่อนเร้นสายตาจากอ้วนเสี้ยวและโจโฉ ลุกขึ้นยืนรับคำสั่งพร้อมกับทั้งสองคน
ภายในห้องประชุมของจวนแม่ทัพใหญ่ มีเพียงอ้วนสุดคนเดียวเท่านั้นที่พอจะล่วงรู้หรือเดาได้ลางๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ก่อนที่อ้วนสุดจะมาที่จวนแม่ทัพใหญ่ อ้วนหงุยผู้เป็นอาได้แอบสั่งกำชับให้เขาทำสามเรื่องให้สำเร็จ: เรื่องแรก ต้องยุยงให้แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นเข้าวัง ปรากฏว่าเรื่องนี้โฮจิ๋นทำเองโดยที่อ้วนสุดไม่ต้องออกแรงยุยงเลย;
เรื่องที่สอง แม่ทัพใหญ่จะต้องนำทหารเข้าวังด้วย ต้องชิงสิทธิ์ในการเป็นผู้นำทัพมาให้ได้ ตอนแรกคิดว่าเรื่องนี้คงยาก เพราะนอกจากอ้วนเสี้ยวและโจโฉที่เป็นขุนพลแห่งสวนตะวันตกแล้ว ยังมีอู๋ควงและจางจางที่เป็นแม่ทัพของโฮจิ๋นอีก แต่โชคดีที่ตอนเรียกประชุม โฮจิ๋นไม่ได้เรียกอู๋ควงและคนอื่นๆ มาด้วย อ้วนสุดจึงสามารถใช้ข้ออ้างเรื่องการไม่มีราชโองการ ชิงสิทธิ์นำทัพมาได้อย่างง่ายดาย;
เรื่องที่สาม ซึ่งก็คือเรื่องที่อ้วนสุดกำลังจะทำตอนนี้ หน่วงเหนี่ยวทหารที่โฮจิ๋นสั่งให้เรียกมารวมตัวกัน ให้เคลื่อนทัพช้าไปหนึ่งชั่วยาม (สองชั่วโมง)…
แม้อ้วนสุดจะไม่เข้าใจแผนการทั้งหมดของอ้วนหงุย แต่ในฐานะลูกเมียหลวง เขามีสิทธิ์ที่จะรู้ข้อมูลมากกว่าอ้วนเสี้ยว อย่างเช่นตอนนี้ อ้วนสุดรู้แค่ว่าอาของเขากำลังวางแผนเล่นงานโฮจิ๋น และโฮจิ๋นจะต้องเจอเรื่องแย่ๆ แน่ แต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่าโฮจิ๋นจะซวยขนาดที่ว่า การเข้าวังครั้งนี้จะทำให้เขาถึงกับหัวขาด!
อ้วนสุดคิดไม่ถึง จางร่าง (เตียวเหยียง) พวกสิบขันทีก็คิดไม่ถึงเช่นกัน เขาไม่เคยคิดจะตัดหัวโฮจิ๋นเลย จะเอาหัวโฮจิ๋นไปทำไม?
ตัดหัวโฮจิ๋นแล้วจะได้ประโยชน์อะไร?
การสังหารแม่ทัพใหญ่แห่งราชสำนักโดยไม่มีราชโองการ จางร่างไม่ได้สมองเสื่อมถึงขั้นนั้นหรอก!
ใช่ จางร่างกำลังวางแผนเล่นงานโฮจิ๋น เพราะโฮจิ๋นไม่ยอมฟังเหตุผล ตอนแรกเกียนสิดเป็นศัตรูกับเจ้า พอเจ้าได้อำนาจก็จัดการเกียนสิด พวกเราก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะใครก่อกรรมก็รับกรรมไป แต่เจ้ากลับจะมาจัดการพวกเราด้วย นี่มันไม่เกินไปหน่อยหรือ?
โฮจิ๋น ไอ้คนไม่รู้จักบุญคุณ ตอนที่เกียนสิดคิดจะเล่นงานเจ้า พวกเราก็เป็นคนแอบส่งข่าวให้เจ้า แถมการที่น้องสาวเจ้าได้เป็นไทเฮา พวกเราก็ออกแรงช่วยไปไม่น้อย ตอนนี้พอได้ดิบได้ดีก็คิดจะถีบหัวส่ง ข้ามแม่น้ำรื้อสะพานกันเลยหรือไง หงายการ์ดคนมีเหตุผลหน่อยได้ไหม?
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราก็ไปคุกเข่าขอขมาถึงหน้าจวนเจ้าแล้ว ท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนขนาดนี้ก็ถือว่ามากพอแล้วนะ ทำไมถึงยังกัดไม่ปล่อย จะเอาอะไรอีก?
ไปหาที่จวนตั้งหลายครั้ง เจ้าก็ทำตัวหยิ่งไม่ยอมให้พบ ไม่ยอมคุยด้วย แล้วมันจะแก้ปัญหาได้ยังไง?
จางร่างอุตส่าห์ขอร้องให้โฮไทเฮาออกราชโองการเรียกโฮจิ๋นเข้าวัง ก็เพราะโฮจิ๋นไม่ยอมให้พบ เขาจึงต้องลากโฮจิ๋นมาคุยด้วยเหตุผลในถิ่นของตัวเอง
แน่นอนว่าในแผนการอันสมบูรณ์แบบของเขา เขาแค่ต้องการจะแสดงพลังข่มขู่โฮจิ๋นสักหน่อย คนขายเนื้อที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างอย่างโฮจิ๋น จะมีความกล้าสักแค่ไหนกันเชียว? แค่เอามีดจ่อคอหอย ให้หันซ้ายก็คงไม่กล้าหันขวา ยึดตราพยัคฆ์มาให้หมดก่อน แล้วค่อยกักบริเวณไว้สักสองสามวัน รอให้เขาส่งคนสนิทไปยึดอำนาจคุมกองทัพของโฮจิ๋นให้เบ็ดเสร็จแล้วค่อยปล่อยตัว
เมื่อใดที่ยึดอำนาจทหารจากโฮจิ๋นมาได้ และกุมกองทัพที่แข็งแกร่งพอไว้ในมือ ก็จะทำได้แบบเดียวกับที่เกียนสิดเคยทำ คือควบคุมกองกำลังแห่งสวนตะวันตก ทหารรักษาพระองค์ทั้งหมดในเมืองหลวงจะต้องยอมก้มหัวรับคำสั่ง เมื่อทุกอย่างลงตัว ตระกูลโฮก็คงต้องกล้ำกลืนฝืนทนยอมรับ ส่วนโฮจิ๋นจะถูกขังหรือถูกฆ่าก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
เมื่อยึดตราพยัคฆ์และอำนาจทางทหารมาจากโฮจิ๋นได้สำเร็จ เมื่อมีอำนาจในมือมากพอ จะปั้นโฮจิ๋นให้เป็นรูปทรงอะไรก็ได้ตามใจชอบ เสือที่ไร้เขี้ยวเล็บจะทำอะไรได้? แบบนี้มันไม่ดีกว่าหรือ?
แต่ แต่ ไอ้บ้าหน้าไหนมันลงมือเร็วขนาดนี้วะ?
จางร่างรู้สึกอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
เขาแค่ส่งสัญญาณให้ทหารวังล้อมจับโฮจิ๋น ไม่ได้บอกให้พวกเอ็งง้างดาบฟันมันโดยไม่ถามไถ่เลยนะโว้ย!
ตอนนี้พังหมดแล้ว หัวโฮจิ๋นหลุดกระเด็นไปแล้ว จะเอาอะไรไปเจรจาล่ะ?
จางร่างเพิ่งจะคิดหาตัวไอ้คนที่ฟันโฮจิ๋นเป็นคนแรก ขันทีน้อย (เสี่ยวหวงเหมิน) ก็วิ่งหน้าตั้งมาด้วยความตื่นตระหนก มารายงานว่าที่หน้าประตูวังมีอ้วนเสี้ยว โจโฉ พร้อมด้วยองครักษ์ของแม่ทัพใหญ่หลายสิบคนกำลังส่งเสียงโวยวาย เสียงดังไปจนถึงในวังแล้ว จึงมาขอคำสั่งจากจางร่างว่าจะจัดการอย่างไร
“ห้ามให้พวกมันเข้ามา!” นั่นคือปฏิกิริยาแรกของจางร่าง
ปฏิกิริยาที่สองก็คือ รีบไปหาฮ่องเต้! ตอนนี้คนที่ช่วยชีวิตเขาได้มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเคยถูกต้อนจนมุมมาหลายครั้ง อย่างเช่นตอนที่ราชเลขาจางจฺวิน (张钧) คิดจะฆ่าเขา ขอเพียงฮ่องเต้ไม่ทรงมีรับสั่ง เขาก็ยังมีทางรอด!
คนที่ลงมือฆ่าโฮจิ๋นไม่ใช่ข้า ข้าไม่ได้สั่ง ต้องปฏิเสธให้หมดจด!
ถ้าไม่ได้ผล ก็โยนความผิดให้เกาวั่ง (高望) ซะ ได้ยินมาว่าช่วงนี้มันสนิทกับเจ้าจง (赵忠) แถมยังคุมทหารยามวังเหนือด้วย โยนความผิดให้มันรับไปนั่นแหละเหมาะที่สุด!
จางร่างรีบวิ่งเข้าไปในวังชั้นใน ต้องไปถึงหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้เป็นคนแรกให้ได้!
ขันทีน้อยที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเริ่มลนลาน ท่านวิ่งหนีไปแบบนี้ แล้วเรื่องวุ่นวายตรงนี้จะเอาไงล่ะ
ขันทีน้อยตะโกนเรียกเสียงหลง แต่จางร่างกลับทำหูทวนลม วิ่งหนีหายลับไปในพริบตา
“นี่… นี่… รอท่านโหวจาง (จางร่าง) กลับมาก่อนค่อยว่ากัน!” ขันทีน้อยก็สะบัดมือไม่ขอรับรู้ ทิ้งคำพูดส่งๆ ไว้ประโยคหนึ่งแล้ววิ่งหนีไปเหมือนกัน
เหล่าทหารยามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รู้แล้วว่างานเข้าอย่างจัง ไม่รู้ใครเป็นคนนำ ต่างก็พากันวิ่งหนีแตกกระเจิง
ในชั่วพริบตา ลานกว้างก็ไร้ผู้คน เหลือเพียงร่างไร้วิญญาณของโฮจิ๋นนอนนิ่งอยู่บนพื้น
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ ทหารองครักษ์ในชุดเกราะคนหนึ่งก็โผล่มาจากมุมกำแพง เขามองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใคร จึงแอบวิ่งเข้ามาเอาผ้าห่อหัวของโฮจิ๋นแล้วหนีหายไป

0 Comments