You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกก่อตั้งโดยปฐมกษัตริย์ฮั่นเกาจู่ หลิวปัง โดยตั้งเมืองหลวงที่ฉางอัน ส่วนราชวงศ์ฮั่นตะวันออกก่อตั้งโดยจักรพรรดิฮั่นกวงอู่ตี้ หลิวซิ่ว โดยตั้งเมืองหลวงที่ลั่วหยาง ระหว่างนั้นมีราชวงศ์ซินอันสั้นที่ก่อตั้งโดยหวังหมั่งผู้ช่วงชิงอำนาจคั่นอยู่ (ค.ศ. 8 – ค.ศ. 23)

แม้ว่าหลิวปัง ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น จะเป็นพวกนักเลงหัวไม้มาก่อน แต่ราชวงศ์ฮั่นที่เขาสร้างขึ้นมานั้นกลับยิ่งใหญ่มากทีเดียว

ต่างจากราชวงศ์ฉินที่รวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ราชวงศ์ฮั่นสามารถให้ประชาชนได้พักผ่อนและฟื้นฟูบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง แนวคิดหวงเหลาที่ส่งเสริมในยุคฮั่นตะวันตก และวัฒนธรรมขงจื๊อในยุคฮั่นตะวันออก ล้วนให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างมาก ในสมัยราชวงศ์ฉินมีประชากรอยู่ราวๆ 20 ล้านคน บางตำราก็ว่า 30 ล้านคน แต่พอมาถึงยุคราชวงศ์ฮั่น ประชากรก็เพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านคน

ยุคราชวงศ์ฮั่นทั้งสองยุคถือเป็นราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ในโลก ณ ขณะนั้น ในช่วงตั้งแต่ฮั่นเกาจู่ไปจนถึงฮั่นเหวินตี้และฮั่นจิ่งตี้ ศักยภาพทางเศรษฐกิจของราชวงศ์ฮั่นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นอาณาจักรอันดับหนึ่งในโลกตะวันออก และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสองอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเทียบเท่ากับจักรวรรดิโรมันตะวันตก บรรดาแคว้นน้อยใหญ่ในเอเชียกลางและภูมิภาคตะวันตกต่างก็หวาดกลัวเมื่อได้ยินชื่อราชวงศ์ฮั่น และเมื่อมาถึงยุคฮั่นอู่ตี้ อาณาจักรฮั่นก็กลายเป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก จักรวรรดิซงหนูพ่ายแพ้สงครามและต้องหนีเตลิดเปิดเปิงไปทางเหนือ จางเชียนเดินทางไปยังดินแดนตะวันตกและบุกเบิก “เส้นทางสายไหม” อันโด่งดังเป็นครั้งแรก เปิดช่องทางการค้าระหว่างตะวันออกและตะวันตก ทำให้จีนกลายเป็นศูนย์กลางของระบบการค้าโลกนับตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งเกิดการกบฏของชาวมองโกลในอีกกว่าพันปีต่อมา และด้วยชื่อเสียงอันเกรียงไกรของราชวงศ์ฮั่นนี้เอง ชนเผ่าอื่นจึงเริ่มเรียกชาวจีนว่า “ชาวฮั่น” และชาวฮั่นเองก็ยินดีที่จะเรียกตัวเองเช่นนั้น “ฮั่น” จึงกลายเป็นชื่อนิรันดร์ของชนชาติจีนหัวเซี่ยอันยิ่งใหญ่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ผู้ใดล่วงละเมิดความยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ฮั่น แม้จะอยู่ไกลเพียงใดก็ต้องถูกสังหาร!” ประโยคนี้ไม่ใช่แค่คำขวัญลอยๆ แต่มันคือการยกระดับจิตวิญญาณของทั้งชนชาติ ราชวงศ์ฮั่นเป็นยุคแรกที่เป็นฝ่ายบุกโจมตีก่อน ขับไล่ชนเผ่าซงหนูที่คอยรุกรานชายแดนมาตลอดให้ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเหมือนสุนัขจรจัด การสลักชื่อไว้ที่ภูเขาหลางจวีซวี่ถือเป็นอนุสาวรีย์อันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ฮั่น

ยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ฮั่นเป็นยุคที่มีการแบ่งแยกหน้าที่ระหว่างฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊อย่างชัดเจน แม่ทัพฝ่ายบู๊มีหน้าที่ปกป้องประเทศและขับไล่ศัตรู ส่วนขุนนางฝ่ายบุ๋นมีหน้าที่ดูแลกิจการบ้านเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เรื่องที่ว่าขุนนางฝ่ายบู๊ต้องต่ำต้อยกว่าขุนนางฝ่ายบุ๋นถึงสามระดับ หรือมักจะถูกหาว่าเป็นพวกป่าเถื่อนต่ำต้อยเหมือนในยุคหลังๆ นั้น ไม่มีให้เห็นในยุคราชวงศ์ฮั่น ตลอดทั้งยุคฮั่น ตั้งแต่ชนชั้นสูงไปจนถึงชาวบ้านธรรมดาล้วนเต็มไปด้วยความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว ผู้รุกรานจะต้องตายสถานเดียว!

แม้กระทั่งในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ขุนพลที่คอยเฝ้าชายแดนและดูแลความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งมีแนวคิดที่ว่าใครก็ตาม (โดยเฉพาะพวกคนเถื่อนฮู) ที่กล้ายื่นมือเข้ามาก่อกวนจะต้องถูกตัดทั้งมือทั้งหัว ก็ยังมีอยู่มากมาย อย่างเช่น กองซุนจ้าน ผู้รักษาชายแดนที่เมืองยูจิ๋ว ถ้าไม่ถูกอ้วนเสี้ยวจัดการจนตายไปเสียก่อน ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกลายเป็นเว่ย์ชิงคนที่สองก็เป็นได้

ตลอดสี่ร้อยปีของราชวงศ์ฮั่น ประชาชนธรรมดาต่างก็คุ้นเคยกับการปกครองของฮ่องเต้ตระกูลหลิวแห่งราชวงศ์ฮั่น คนส่วนใหญ่ต่อให้ต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหน ก็ยังคงมีความเชื่อมั่นว่าฮ่องเต้นั้นทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา เพียงแต่ถูกขุนนางชั่วปิดบังเอาไว้เท่านั้น ขอเพียงฮ่องเต้ทรงทราบเรื่อง ทุกอย่างก็จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

แต่ทว่า ฮ่องเต้ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกแต่ละพระองค์กลับพากันทำตัวฉิบหายวายปวง ความสามารถเทียบไม่ได้กับหลิวซิ่วหรือหลิวเช่อ (ฮั่นอู่ตี้) เลยแม้แต่น้อย ต่อให้แผ่นดินจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ทนต่อการผลาญสมบัติของพวกตัวล้างผลาญจากรุ่นสู่รุ่นไม่ไหวหรอก!

อาจกล่าวได้ว่า ผ่านการปกครองมาสี่ร้อยปี ภาพลักษณ์ของฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่นได้กลายเป็นดั่งเทพเจ้าไปแล้ว สถานะอันชอบธรรมของราชวงศ์ฮั่นเพิ่งจะเริ่มมีคนพยายามโค่นล้มจริงๆ ก็ตอนปลายยุคสามก๊ก โจผีเล่นปาหี่เรื่องการสละราชสมบัติในปีไหนนะ? ปี ค.ศ. 220 หรือ 221? แต่ตอนนี้คือปี 189 นับดูแล้วก็ต้องผ่านสงครามกลางเมืองไปอีกสามสิบปี รูปปั้นเทพเจ้าแห่งราชวงศ์ฮั่นนี้ถึงจะพังทลายลง และกบฏโพกผ้าเหลืองในตอนนี้ ก็เป็นเพียงรอยร้าวใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาก่อนที่รูปปั้นนี้จะแหลกสลายเท่านั้น

เล่าเปียนก็น่าสงสารเหมือนกัน เพิ่งจะได้เป็นฮ่องเต้ไม่นานก็ต้องถูกวางยาพิษตายเสียแล้ว เล่าเหียบก็ด้วย ได้ยินมาว่าเล่าเหียบนั้นก็มีความสามารถไม่เลว ถ้าสถานการณ์ไม่เลวร้ายจนเกินไป บางทีเขาอาจจะเป็นกษัตริย์ผู้กอบกู้แผ่นดินก็ได้…

เผยเฉียนนั่งรถเทียมวัวมุ่งหน้าไปยังบ้านไร่ของตระกูลชุยที่เขาเป่ย์หมาง พลางคิดเรื่อยเปื่อยอย่างไม่รับผิดชอบ

ว่าแต่ปีนี้เล่าเปียนกับเล่าเหียบอายุเท่าไหร่กันนะ? เล่าเปียนน่าจะโตกว่าหน่อย ในฐานะลูกชายคนโต น่าจะสิบห้าหรือสิบหกปี? ประมาณนั้นแหละ ส่วนเล่าเหียบก็เด็กกว่ามาก เจ็ดหรือแปดขวบเองมั้ง?

ถ้าเป็นยุคหลัง คนหนึ่งก็เพิ่งอยู่มัธยม อีกคนเพิ่งอยู่ประถม ล้วนเป็นเด็กผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้มทั้งนั้นเลย!

************* ในขณะที่เผยเฉียนกำลังพักผ่อนอยู่นอกเมืองอย่างสบายใจ หัวของแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นก็แทบจะระเบิดอยู่แล้ว

ทำไมเรื่องที่เขาดูเหมือนจะง่ายๆ แต่พวกลูกน้องถึงได้ยกปัญหามาพูดได้มากมายขนาดนี้เนี่ย? ประเด็นคือสิ่งที่พูดมามันก็มีเหตุผลเสียด้วย แล้วทีนี้จะเลือกยังไงดีล่ะ?

พวกขันทีเพิ่งจะส่งราชโองการมาฉบับหนึ่ง เนื้อความคือโฮไทเฮาเชิญแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นเข้าวังไปพบ

แม้โฮจิ๋นจะเกิดมาเป็นคนขายเนื้อ แต่ตอนนี้เขาคือแม่ทัพใหญ่ มีลูกน้องฝีมือดีอยู่มากมาย เช่น ตันหลิม (เฉินหลิน) ซึ่งเป็นจูเป้า (主簿 – ผู้ช่วย) ของเขา, อู๋ควง (吴匡) ซึ่งเป็นขุนพลใต้บังคับบัญชา, และที่โด่งดังที่สุดในเวลาต่อมาก็คือสามขุนศึก อ้วนเสี้ยว, อ้วนสุด, และ โจโฉ

แม้โฮจิ๋นจะอยู่ในตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ แต่ชาติกำเนิดของเขาต่ำต้อย ทำให้เขารู้สึกขัดแย้งในตัวเองอย่างมากเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มขุนนางชั้นสูง ในด้านหนึ่งเขาก็ทำตัวเย่อหยิ่งจองหอง แต่อีกด้านหนึ่งในใจลึกๆ กลับรู้สึกต่ำต้อยอย่างถึงที่สุด แท้จริงแล้วเขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้รับการยอมรับจากพวกตระกูลขุนนางชั้นสูง และหวังว่าในท้ายที่สุดตัวเขาเองก็จะได้กลายเป็นหนึ่งในพวกเขา

ดังนั้น ตอนที่ลูกหลานตระกูลขุนนางชั้นสูงระดับท็อปอย่างอ้วนเสี้ยวและอ้วนสุดมาอยู่ต่อหน้าและกลายเป็นลูกน้องของเขา โฮจิ๋นถึงกับดื่มเหล้าฉลองตลอดทั้งคืนด้วยความดีใจ จากคนขายเนื้อหั่นหมูธรรมดาๆ วันนี้กลับทำให้ตระกูลขุนนางระดับแนวหน้าต้องก้มหัวรับคำสั่ง จะไม่ให้เขาดีใจและตื่นเต้นได้อย่างไร?

แต่ฐานความรู้ของเขามันน้อยเกินไป แม้จะขึ้นสู่ตำแหน่งสูงและพยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเองอย่างลับๆ แต่ก็ไม่มีใครคอยชี้แนะ แถมยังขาดความอดทนที่จะทุ่มเทอย่างหนัก ดังนั้นความรู้ของเขาจึงมีแค่ครึ่งๆ กลางๆ เรียนรู้แต่เรื่องผิวเผิน ส่วนเรื่องการบริหารบ้านเมือง การวางแผนกลยุทธ์ และอื่นๆ เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ไม่เข้าใจคู่แข่งทางการเมือง ไม่มีวิธีการเด็ดขาด หูเบาไร้ความเด็ดเดี่ยว นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้โฮจิ๋นโลเลไปมาในการจัดการกับพวกขันที จนสุดท้ายก็นำไปสู่จุดจบที่น่าสลดใจของเขาเอง

อย่างตอนนี้ โฮจิ๋นก็รู้สึกตัดสินใจไม่ถูก จึงเรียกพวกลูกน้องมาปรึกษาหารือ แต่พอยิ่งคุยก็ยิ่งปวดหัว

คนที่ทำให้ปวดหัวที่สุดก็คือจูเป้าของเขา ตันหลิม ตันข่งจาง (เฉินข่งจาง)

จูเป้าของโฮจิ๋น, ตันหลิม, หรือที่รู้จักกันในภายหลังว่าเป็นหนึ่งใน “เจี้ยนอันชีจื่อ” (เจ็ดปราชญ์แห่งเจี้ยนอัน) มีความสามารถทางวรรณกรรมสูงส่ง โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญด้านกวีนิพนธ์ เดิมทีพระเจ้าฮั่นเลนเต้ส่งตันหลิมมาเป็นจูเป้าที่จวนแม่ทัพใหญ่ก็เพื่อให้โฮจิ๋นที่ไม่มีความรู้ได้ซึมซับความรู้บ้าง แต่ทว่าตันหลิมกับโฮจิ๋นเข้ากันไม่ได้เลย คนหนึ่งเป็นบัณฑิต อีกคนเป็นคนหยาบกระด้าง คนหนึ่งชอบความงามของธรรมชาติ อีกคนชอบเหล้าและผู้หญิง จึงไม่มีเรื่องให้คุยกันเลย ตอนแรกโฮจิ๋นก็ยังพอมีความตั้งใจจะเรียนรู้อยู่บ้าง แต่พอรู้สึกว่าการเพิ่มพูนความรู้เป็นเรื่องยากเกินไป เขาก็เริ่มหาข้ออ้างและบ่ายเบี่ยง

ตันหลิมพยายามเกลี้ยกล่อมและช่วยเหลือแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายเขาก็ยอมแพ้ เดิมทีเขาก็ดูถูกโฮจิ๋นที่เป็นแค่คนขายเนื้ออยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งหมดหวังในตัวโฮจิ๋นเข้าไปใหญ่ เขาจึงทำแค่หน้าที่ของตัวเอง โฮจิ๋นถามอะไรเขาก็ตอบ ไม่สนว่าโฮจิ๋นจะฟังหรือจะทำตามหรือไม่ เขากลายเป็นเหมือนรูปปั้นไม้ที่ตอบสนองเมื่อถูกถามเท่านั้น ถ้าไม่มีใครถาม เขาก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเอง เรื่องอื่นไม่ขอยุ่ง

อย่างเช่นเมื่อกี้ที่โฮจิ๋นถามเขาว่าคิดเห็นอย่างไรกับราชโองการของโฮไทเฮา เขาก็ตอบด้วยน้ำเสียงดูแคลนเล็กน้อยว่า “ราชโองการของไทเฮาฉบับนี้ จะต้องเป็นแผนการของพวกสิบขันทีอย่างแน่นอน ห้ามไปเด็ดขาด หากไปจะต้องมีภัย” พูดจบก็ไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม โฮจิ๋นจะฟังหรือไม่ฟังก็แล้วแต่ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังมองไม่ออก สมองของท่านมีแต่เหล้า เนื้อ และผู้หญิงอุดอยู่หรือไง?

โฮจิ๋นก็รู้สึกอึดอัดใจเหมือนกัน ข้าก็แค่คนหยาบกระด้าง ทุกครั้งที่คุยกับเจ้าข้าต้องระวังตัวแจ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว นี่มันราชโองการของไทเฮาชัดๆ ไปเกี่ยวอะไรกับพวกสิบขันทีอีกล่ะ? แล้วทำไมเจ้าไม่อธิบายให้ข้าฟังหน่อยล่ะ? ถ้าข้าไปแล้วจะมีภัย ภัยแบบไหนล่ะ อันตรายแค่ไหน? ดูหน้าเจ้าสิ ทำหน้าดูถูกข้าชัดๆ คิดว่าข้าเป็นคนหยาบแล้วมองไม่ออกหรือไง? ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้ามีชื่อเสียงโด่งดัง ข้าสั่งให้คนเอาแส้เฆี่ยนเจ้าไปนานแล้ว จะได้รู้ว่าดอกไม้มันสีแดงสดแค่ไหน!

โฮจิ๋นคิดไปคิดมาก็ยังไม่เข้าใจ จึงต้องยอมบากหน้าถามว่า “ไทเฮามีราชโองการเรียกข้า จะมีภัยอันใดเล่า?” รู้ไหมว่าถ้าข้าไม่ไปก็คือการขัดราชโองการนะเว้ย ถึงโฮไทเฮาจะเป็นน้องสาวข้า แต่นางก็ต้านทานพวกนักพ่นน้ำลายที่จ้องจับผิดอยู่ไม่ได้หรอก ถ้าเกิดทำพลาดไป มีหวังโดนด่าจนหูชาแน่!

น่าเสียดายที่โฮจิ๋นถามไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะเขาไม่ได้หันหน้าไปถามตันหลิมตรงๆ และไม่ได้เอ่ยชื่อตันหลิม ตันหลิมจึงทำเป็นหลับตาครึ่งหนึ่งแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ทำท่าทีประมาณว่า คนโง่ก็ถามคำถามโง่ๆ ฟังแล้วก็ทำตามก็พอ ไม่ต้องอธิบายหรอก

ทั่วทั้งห้องโถงตกอยู่ในความเงียบ

ท่านแม่ทัพใหญ่ ถามอะไรของท่านเนี่ย?

ในเมื่อจูเป้าตันหลิมไม่ยอมปริปาก ลูกน้องคนอื่นๆ ก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี

สุดท้ายอ้วนเสี้ยวก็เป็นคนทำลายความเงียบ และกู้หน้าให้โฮจิ๋น: “ตอนนี้แผนการรั่วไหล ความแตกหมดแล้ว ท่านแม่ทัพยังจะอยากเข้าวังไปอีกหรือ?” ท่านแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น ถามได้ดีจริงๆ! พวกเราจะไปรู้ได้ยังไงว่าจะมีภัยแบบไหน พวกเราไม่ใช่พวกขันทีพวกนั้นสักหน่อย จะไปล่วงรู้แผนการของพวกมันได้ยังไง?

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น มัวทำอะไรอยู่ล่ะ? ไม่ใช่ว่าเตือนเรื่องของเตาอู่ไปแล้วหรอกหรือ มัวแต่ลังเลไม่ยอมลงมือ ตอนนี้เป็นไงล่ะ พวกขันทีมันรู้กันหมดแล้วว่าท่านจะเล่นงานพวกมัน แผนการของเราก็รั่วไหลไปหมดแล้ว ท่านยังจะเข้าไปหาที่ตายในวังอีกทำไม? เอาเป็นว่าถ้าเข้าไปก็มีอันตราย ส่วนจะอันตรายแค่ไหน ขอโทษที พวกเราไม่รู้

โจโฉที่อยู่ข้างๆ ก็เสริมขึ้นมา: “ต้องเรียกพวกสิบขันทีออกมาก่อน แล้วท่านค่อยเข้าวัง” โจโฉเสนอแผนการแบบถอนฟืนใต้กะทะ (แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ) ในเมื่อพวกสิบขันทีคิดจะเล่นตุกติก ก็แค่ลากพวกมันออกมานอกวังก่อน ต่อให้ในวังมีอันตรายอะไร ถ้าไม่มีหัวโจกคอยสั่งการ มันก็ทำอะไรไม่ได้ แล้วท่านโฮจิ๋นก็จะปลอดภัย

ฟังดูเหมือนเป็นแผนที่ดี แต่น่าเสียดายที่เหมือนกับแผนการคราวที่แล้ว คือมันนำไปปฏิบัติจริงไม่ได้

นอกจากโจโฉจะมีพื้นเพเกี่ยวข้องกับพวกขันทีแล้ว ตัวเขาเองก็ไม่ได้มองในแง่ดีเกี่ยวกับการแตกหักระหว่างโฮจิ๋นกับพวกขันทีเลย การต่อสู้ระหว่างเครือญาติฝ่ายหญิงกับขันทีเป็นธรรมเนียมดั้งเดิมของยุคฮั่นอยู่แล้ว คนขายเนื้ออย่างท่านจะมีปัญญาสักแค่ไหนที่จะถอนรากถอนโคนพวกขันทีได้หมด? แม้ข้าจะไม่รู้ว่าอันตรายคืออะไร แต่ข้าก็เสนอแผนที่ช่วยแก้ปัญหาได้ ส่วนจะทำได้จริงไหมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

โฮจิ๋นได้ฟังคำแนะนำของโจโฉก็โกรธจนลมออกหู คราวที่แล้วเจ้าบอกว่าแค่เรียกพัสดีเรือนจำมาคนเดียวก็จัดการพวกขันทีได้ ข้าก็ดันหลงเชื่อสนิทใจ โชคดีที่ได้อ้วนเสี้ยวอธิบายให้ฟัง ว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝันที่เป็นไปไม่ได้ ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้าเลยนะ แล้วนี่เจ้ามาเสนอแผนบ้าบออะไรอีกล่ะ?

ถ้าข้าสั่งให้พวกสิบขันทีไปซ้ายไปขวาได้ตามใจชอบ ข้าจะต้องมานั่งวางแผนกำจัดพวกมันทำไมวะ? ก็เพราะพวกมันไม่ฟังคำสั่งข้าไง แล้วเจ้ายังจะบอกให้เรียกพวกมันออกมา? จะเอาอะไรไปเรียกล่ะ?

โฮจิ๋นหัวเราะด้วยความโกรธ แล้วพูดว่า “นี่มันความคิดของเด็กน้อยชัดๆ ข้ากุมอำนาจทั้งแผ่นดินไว้ในมือ พวกสิบขันทีจะกล้าทำอะไรข้าได้?” ได้ยินไหม คำว่า “เด็กน้อย” น่ะ ข้าหมายถึงเจ้านั่นแหละ โจโฉ เฉาอาหมาน อย่าคิดว่าข้าจะหลอกง่าย ข้าเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจ ระวังข้าจะพลิกหน้าใส่เจ้านะ

อ้วนเสี้ยวประสานมือคารวะแล้วพูดว่า “หากท่านแน่วแน่ว่าจะไป พวกเราจะนำทหารคุ้มกันท่านไปเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน” ในเมื่อท่านอยากรนหาที่ตายก็ไปเถอะ อย่างน้อยพวกเราก็ทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว พาคนไปเยอะๆ หน่อย ก็อาจจะทำให้พวกขันทีเกรงกลัวได้บ้าง

โฮจิ๋นพยักหน้า นี่ถือว่าเป็นคำแนะนำที่ไม่เลว เขาจึงมอบตราพยัคฆ์ (ฮู่ฝู) ให้อ้วนเสี้ยวและโจโฉนำทหารไปคนละห้าร้อยนายเพื่อเป็นองครักษ์ ถ้าจะทำอะไรก็ต้องทำให้มันดูยิ่งใหญ่เข้าไว้ คนแค่ไม่กี่สิบหรือร้อยคนจะไปแสดงถึงบารมีของแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นอย่างข้าได้ยังไง?

ตอนนั้นเอง อ้วนสุดก็ก้าวออกมาเสนอตัวอย่างผิดคาด: “ปุนโช (เปิ่นชู) และเมิ่งเต๋อมีตำแหน่งหน้าที่อยู่แล้ว อาจจะไม่สะดวกนัก มิสู้ให้ข้าเป็นผู้นำทัพไป ข้าจะรับรองความปลอดภัยของท่านแม่ทัพอย่างแน่นอน”

อ้วนเสี้ยวและโจโฉมีตำแหน่งเป็นสองในแปดนายพลแห่งสวนตะวันตกอย่างเป็นทางการ การมีตราพยัคฆ์ของแม่ทัพทำให้เรียกทหารได้ก็จริง แต่ในเมื่อไม่มีราชโองการจากฮ่องเต้ หากถูกสอบสวนขึ้นมาภายหลังก็คงจะอธิบายได้ยาก สู้ให้ข้าที่ไม่มีตำแหน่งขุนนางเป็นคนนำทัพไป จะได้ไม่เป็นที่ครหาของคนอื่น

เหตุผลนี้ฟังดูเข้าท่ามาก แต่ทำไมอ้วนสุดที่ปกติเอาแต่ตีฝีปากแต่ไม่ยอมลงแรงถึงได้ดูกระตือรือร้นนักในวันนี้? อ้วนเสี้ยวรู้สึกสะกิดใจ จึงหันไปมองโจโฉ

โจโฉก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ในเวลาเดียวกัน และส่งสายตาตอบกลับอ้วนเสี้ยว เรื่องที่ผิดปกติแบบนี้ ต้องมีเบื้องหลังแน่นอน!

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note