ตอนที่ 70 ลาก่อน เมืองลั่วหยาง
แปลโดย เนสยังงานเลี้ยงร่วมกับลิโป้ เตียวเลี้ยว และโกซุ่นจบลงด้วยความมึนเมาจนไม่รู้เรื่อง เผยเฉียนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครเมาพับไปก่อน รู้ตัวอีกทีก็ตื่นขึ้นมาในตอนเที่ยงของวันรุ่งขึ้นแล้ว
ตอนแรกเผยเฉียนตั้งใจจะไปหาลิยู แต่เมื่อคิดไตร่ตรองดูอีกที เขาก็ล้มเลิกความตั้งใจ เพราะผู้ที่มีบุญคุณต่อลิยูคือบิดาของเขา ไม่ใช่ตัวเขาเอง การที่ลิยูแนะนำเขาให้ชัวหยงก็ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณไปแล้ว การไปหาอีกอาจจะดูเหมือนเป็นการทวงบุญคุณจนเกินงาม
ยิ่งไปกว่านั้น ลิโป้เป็นนักรบ การรับมือย่อมง่ายกว่าลิยูที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม การไปหาลิยูอาจจะทำให้เสียเรื่องได้
เผยเฉียนไปคืนตราประทับของขุนนางมหาดเล็กที่กรมหลางจง (หลางจงสู่) จากขุนนางสำรองของราชสำนัก เขาก็กลับกลายเป็นชาวบ้านธรรมดาอีกครั้ง
ของในบ้านไม่มีอะไรให้ต้องเก็บกวาดมากนัก สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือหนังสือ นอกจากตำราที่ได้รับจากเล่าหงวนตกและชัวหยง รวมถึง “ฉีลุ่น” ฉบับไม่สมบูรณ์และตำราหายากอีกไม่กี่เล่มแล้ว หนังสือเล่มอื่นๆ เผยเฉียนก็ให้ลุงฝูมัดรวมกันและส่งไปให้เผยหมิ่น พร้อมกับจดหมายหนึ่งฉบับ
ส่วนบรรดาพี่สาวน้องสาวของเผยหมิ่น เผยเฉียนรู้สึกว่าตนเองไม่อาจรับมือได้ เพื่อตัดปัญหา เขาจึงหลีกเลี่ยงการไปพบหน้าเผยหมิ่นเสียเลย อย่างไรเสียในจดหมายก็อธิบายเรื่องราวไว้ชัดเจนแล้ว หนังสือก็ส่งให้แล้ว ถือว่าทำตามสัญญาที่ให้ไว้ หากเผยหมิ่นจะมีข้อตำหนิใดๆ ก็คงพูดอะไรไม่ออก
ทางฝั่งตระกูลชุย เผยเฉียนก็ส่งจดหมายไปลาชุยโฮ่ว โดยรวมแล้วชุยโฮ่วก็ถือว่าเป็นคนดี แต่ในเมื่อเผยเฉียนต้องเดินทางไปเกงจิ๋ว และเมืองลั่วหยางกำลังจะเสื่อมโทรมลง ตระกูลชุยที่ยังอยู่ในลั่วหยางจะสามารถเอาตัวรอดจากการทำลายล้างของตั๋งโต๊ะได้หรือไม่ ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ดังนั้นในจดหมายเผยเฉียนจึงระบุเพียงว่าเขาจะออกเดินทางไปเกงจิ๋วในวันนี้ จะจดจำมิตรภาพของพี่น้องไว้ในใจ และหวังว่าหากมีวาสนาคงจะได้พบกันอีก
เมื่อคนเราอาศัยอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งนานๆ ก็มักจะเกิดความผูกพัน เมื่อต้องจากไป ในใจย่อมมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์…
เผยเฉียนก็เช่นกัน นับตั้งแต่ข้ามเวลามาอยู่ในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เขาก็อาศัยอยู่ในเมืองลั่วหยางมาโดยตลอด เวลาผ่านไปปีกว่า เพิ่งจะเริ่มคุ้นเคยกับลั่วหยางก็ต้องมาพรากจากกันเสียแล้ว
ลาก่อน ลั่วหยาง
เผยเฉียนเดินทอดน่องไปตามถนนในเมืองลั่วหยาง เฝ้ามองทุกสิ่งอย่างละเอียด ราวกับต้องการประทับภาพเหล่านี้ไว้ในความทรงจำ
ที่นี่คือเมืองลั่วหยาง…
ที่นี่คือรุ่งอรุณสุดท้ายแห่งราชวงศ์ฮั่น…
ที่นี่คือความสง่างามสุดท้ายของตระกูลหลิว…
ที่นี่คือความรุ่งเรืองที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของยุคสมัย…
ลั่วหยางนั้นยิ่งใหญ่ ไม่เพียงแต่ถนนหนทางที่กว้างขวาง แต่บ้านเรือนและอาคารต่างๆ ก็โอ่อ่า แม้แต่ป้ายร้านค้าข้างทางก็ยังดูมีระดับ
ลั่วหยางนั้นประณีต ไม่เพียงแต่กระเบื้องเคลือบและอิฐสีเขียว แต่เสื้อผ้าของผู้คนก็ยังถูกถักทออย่างงดงาม แม้แต่ชาวฮูบางคนก็พยายามแต่งกายเลียนแบบชาวฮั่น
ลั่วหยางนั้นเต็มไปด้วยความคลาสสิก ไม่เพียงแต่พระราชวังที่วิจิตรตระการตา แต่ศาลาและวัดวาอารามก็งดงามไม่แพ้กัน ยังมีหยวนชิว (แท่นบูชาฟ้า), หลิงไถ (หอดูดาว), ปี้หยง (สำนักไท่เสวีย), หวงหนวี่ไถ (หอธิดาฮ่องเต้) และร่องรอยทางวัฒนธรรมอีกมากมาย
ที่นี่คือลั่วหยางที่แท้จริง คือผลผลิตจากการสั่งสมนับร้อยปีของราชวงศ์ฮั่น คือดินแดนที่สามารถตะโกนก้องโลกด้วยความภาคภูมิใจว่า “ผู้ใดล่วงละเมิดความยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ฮั่น แม้จะอยู่ไกลเพียงใดก็ต้องถูกสังหาร”
สวัสดี ลั่วหยาง
ข้ามาแล้ว
สวัสดี ลั่วหยาง
ข้าไปแล้ว
เผยเฉียนจู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บปวดในใจ จนแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
อีกไม่นาน ดินแดนแห่งนี้จะถูกตั๋งโต๊ะเผาทำลายจนวอดวาย และเมืองลั่วหยางแห่งราชวงศ์ฮั่นก็จะหายไปตลอดกาล…
เผยเฉียนในเวลานี้ปรารถนาว่าตนเองจะไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้ จะไม่รู้เรื่องราวในอนาคต เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดเมื่อมองเห็นเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่น คนหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยพลัง และผู้เฒ่าที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ริมถนน
นี่คือความเจ็บปวดทางประวัติศาสตร์ที่ผู้ข้ามเวลาต้องแบกรับงั้นหรือ?
ทำไมต้องเป็นข้า?
ทำไมไม่ใช่คนอื่น ทำไมต้องเป็นข้า…
เผยเฉียนกลับถึงบ้าน มองดูลานบ้านที่ดูเก่าแก่ทรุดโทรม กำแพงบ้านที่มีรอยด่างดำ หน้าต่างไม้ที่เขาเคยซ่อมแซมด้วยตัวเอง กระเบื้องหลังคาที่เคยปะผุ…
“…นายน้อย… ข้าวของ… เก็บเรียบร้อยแล้วขอรับ…” ลุงฝูพูดไปพลาง สะอื้นไปพลาง
“…” เผยเฉียนหันศีรษะ มองจากซ้ายไปขวา แล้วมองจากขวากลับมาซ้าย นิ่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดก็กล่าวออกมาว่า “…ไปกันเถอะ”
ภายนอกประตู นอกจากรถม้าสองคันแล้ว ยังมีนายหมู่ (什长 – สือจ่าง) พร้อมทหารของเตียวเลี้ยวอีกหนึ่งหมู่รออยู่
นายหมู่ผู้นี้ชื่อเตียวเจา (张招 – จางเจา) เป็นลูกหลานในตระกูลของเตียวเลี้ยว หลังจากติดตามเตียวเลี้ยวเข้ากองทัพ เขาก็กลายเป็นองครักษ์ของเตียวเลี้ยว เมื่อเตียวเลี้ยวเลื่อนตำแหน่งเป็นนายกองทัพพิทักษ์ (ฮู่จวินเซี่ยวเว่ย์) เขาก็ได้รับตำแหน่งนายหมู่
ด้วยความรอบคอบของเตียวเลี้ยว เมื่อทราบว่าเผยเฉียนจะเดินทางไปเกงจิ๋ว จึงหาข้ออ้างส่งเตียวเจาไปทำธุระเล็กๆ น้อยๆ ที่เกงจิ๋ว เพื่อให้เขาคุ้มครองเผยเฉียนไปตลอดทาง
ด้วยเหตุนี้ เผยเฉียนจึงประหยัดค่าจ้างทหารคุ้มกันไปได้มาก และยังรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย
เมื่อเผยเฉียนและคณะเดินทางออกจากประตูทิศตะวันออกไปได้ไม่ไกลนัก ก็เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งยืนรออยู่ที่ศาลาริมทาง เมื่อเพ่งมองดีๆ ก็พบว่าเป็นลิโป้ เตียวเลี้ยว โกซุ่น และด้านหลังยังมีชุยโฮ่วยืนอยู่ด้วย
ชุยโฮ่วรู้ดีว่าสถานะของตนเองเทียบไม่ได้กับเวินโหวผู้ทรงเกียรติในปัจจุบัน จึงกล่าวคำอำลาเพียงสั้นๆ และมอบของใช้จำเป็นสำหรับการเดินทางให้เผยเฉียน ก่อนจะขอตัวกลับไป ปล่อยเวลาที่เหลือให้ลิโป้และสหายทั้งสอง
เผยเฉียนเห็นลิโป้ถือไหสุราเดินเข้ามา ก็อดไม่ได้ที่จะร้องครวญ “ท่านเวินโหว ยังจะดื่มอีกหรือ อาการปวดหัวจากเมื่อสองวันก่อนข้ายังไม่หายดีเลย…”
ลิโป้ถลึงตาใส่ แสร้งทำเป็นโกรธและกล่าวว่า “แน่นอนว่าต้องดื่ม! เจ้าน้องชายจากไปแล้ว จะให้ข้าไปหาผู้ใดดื่มด้วยเล่า?”
เผยเฉียนชี้ไปที่เตียวเลี้ยวและโกซุ่น แล้วกล่าวว่า “ท่านเวินโหวก็หาพวกเขาสองคนสิ”
ลิโป้เบ้ปาก ตอบอย่างไม่แยแสว่า “หาพวกเขาสองคนหรือ คนหนึ่งก็ชอบแย่งสุราข้าดื่ม อีกคนก็ไม่ชอบดื่มสุรา ช่างน่าเบื่อสิ้นดี…”
เตียวเลี้ยวแทรกขึ้นมาว่า “ก็สุราของท่านเวินโหวรสชาติดีนี่นา… จื่ออวิ๋น การเดินทางไปครั้งนี้หนทางไม่สู้จะปลอดภัยนัก เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้ดี” พูดจบ เขาก็หันไปกำชับนายหมู่เตียวเจาให้คุ้มครองเผยเฉียนอย่างสุดความสามารถ
โกซุ่นไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแต่รินสุราแล้วยื่นให้เผยเฉียน
เผยเฉียนเห็นว่าโกซุ่นเป็นพวกเน้นการกระทำ จึงรับจอกสุรามา และดื่มรวดเดียวพร้อมกับลิโป้ เตียวเลี้ยว และโกซุ่น
เอาล่ะ สุราอำลาก็ดื่มแล้ว ความปรารถนาดีก็รับไว้แล้ว เผยเฉียนทำความเคารพอย่างเป็นทางการเพื่อกล่าวคำอำลากับทั้งสามคน
อันที่จริงเผยเฉียนแอบหวังลึกๆ ว่าจะมีอีกคนมาส่ง แต่สุดท้ายก็ไม่มี…
เวลาแห่งการจากลามาถึง ความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะพรรณนา เผยเฉียนอดไม่ได้ที่จะขับขานบทกวีออกมาว่า:
“ถนนสายตะวันออกเมืองลั่วหยาง
ลมหนาวพัดฝุ่นทรายปลิวว่อน
สหายหิ้วสุรามาส่ง
กล่าวความในใจด้วยความอาลัย
ใบไม้ร่วงหล่นในสารทฤดู
น้ำค้างขาวแปรเปลี่ยนเป็นน้ำค้างแข็ง
จำต้องจากไปไกลนับหมื่นลี้
ขอเก็บความรู้สึกนี้ไว้ในใจ
ขอเพียงเรายังมีชีวิตยืนยาว
แม้พรากจากก็มิรู้ลืม
รอจนถึงวันวสันต์อันอบอุ่น
จะกลับมาเมามายท่ามกลางกลิ่นบุปผา”
เผยเฉียนประสานมือคารวะลิโป้และสหายทั้งสอง เขาหันกลับไปมองลั่วหยางเป็นครั้งสุดท้ายอย่างลึกซึ้ง ราวกับต้องการประทับภาพเมืองนี้และผู้คนในเมืองนี้ไว้ในความทรงจำ จากนั้นจึงหันหลังและเริ่มต้นการเดินทาง ค่อยๆ ลับสายตาไป…
ภายในจวนตระกูลชัว ชัวหยงฟังเสียงพิณที่บรรเลงอย่างสับสนวุ่นวายจากลานหลังบ้าน เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและถอนหายใจยาว…

0 Comments