ตอนที่ 519 ความเป็นจริงนั้นมักจะอาบชุ่มไปด้วยเลือดเสมอ
แปลโดย เนสยังอันที่จริงไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ซัวหยงก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดอย่างปฏิเสธไม่ได้
บางทีในประวัติศาสตร์ อ้องอุ้นอาจจะแค่ต้องการข่มขู่ให้กลัว และหากพวกเอี้ยวเปียวและกลุ่มบัณฑิตซานตงยอมอ่อนข้อ หรือส่งคนมาแสดงความยอมจำนน อ้องอุ้นก็อาจจะยอมไว้หน้ากลุ่มบัณฑิตซานตง ทั้งเพื่อแสดงอำนาจบารมีของตน และเพื่อแสดงความใจกว้าง…
ทว่าเมื่อซัวหยงถูกจับกุมตัวเข้าคุก ในช่วงเวลาอันยาวนานนั้น กลับมีเพียงคนเดียวที่พอจะมีน้ำหนักสักหน่อยมาเคาะประตูเพื่อขอความเมตตาให้ซัวหยง แต่เขากลับเป็นชาวซีเหลียง นามว่า ม้าหยื่อตี๋
พวกเอี้ยวเปียวและกลุ่มบัณฑิตซานตงดูเหมือนจะทำเพียงแค่ยืนกอดอก มองดูด้วยความเย็นชา ราวกับกลุ่มไทยมุงในยุคหลังที่ยืนมองคนที่กำลังจะกระโดดตึกฆ่าตัวตายอยู่บนพื้นดินอย่างไม่แยแส สนทนากันอย่างออกรสออกชาติ และบางทีอาจจะมีเสียงเร่งเร้าด้วยความรำคาญใจแทรกมาบ้างด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ อ้องอุ้นจึงลงมือด้วยความวู่วาม แล้วก็ต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง
ซัวหยงย่อมไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้ แต่จากการเตือนสติของเฟยเฉียน เขาก็ตระหนักถึงจุดนี้ได้อย่างรวดเร็ว สีหน้าจึงเริ่มดูไม่สู้ดีนัก
เฟยเฉียนกล่าวว่า “หากเป็นท่านอาจารย์… หากศิษย์ไม่ทำสิ่งใด ก็ถือว่าอกตัญญูไม่ซื่อสัตย์ แต่หากลงมือทำ เพียงแค่เอ่ยปากไม่กี่คำ ก็คงต้องมีจุดจบเช่นเดียวกัน… หากเป็นเช่นนั้น ทั้งตระกูลซัวและตระกูลเฟยคงถูกบดขยี้จนแหลกเป็นผุยผงแน่ขอรับ”
ซัวหยงส่ายหน้าถอนหายใจ “เช่นนั้น ที่จื่อเยวียนมอบนิมิตมงคลนี้ ก็เพื่อจุดประสงค์นี้งั้นหรือ?”
เฟยเฉียนพยักหน้า
ในประวัติศาสตร์ ฐานอำนาจของอ้องอุ้นนั้นไม่มั่นคงนัก เขาจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างเร่งด่วน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการกักตัวลิโป้ไว้และยื้อการมอบรางวัล หรือท่าทีที่ลังเลไม่เด็ดขาดต่อบรรดาขุนพลทหารซีเหลียง หรือการพยายามใช้ความตายของซัวหยงเพื่อกดดันกลุ่มบัณฑิตซานตง เบื้องหลังพฤติกรรมแปลกประหลาดเหล่านี้ แท้จริงแล้วก็คือการที่อ้องอุ้นไม่ได้ปรับโครงสร้างการจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวอย่างรวดเร็วหลังจากการลอบสังหารตั๋งโต๊ะ เขาทั้งอยากจะรวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว และก็หวาดกลัวว่าตนเองจะกลายเป็นตั๋งโต๊ะคนที่สอง…
เฟยเฉียนมองซัวหยงแล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เคยถวายฎีกาเกี่ยวกับการกลืนชาติของพวกชนเผ่าหูมาก่อน บัดนี้เพียงแค่…” พูดพลาง เฟยเฉียนก็ล้วงม้วนหนังแกะออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นส่งให้ซัวหยง
“นี่มัน… จื่อเยวียน! เจ้าช่างกล้าหาญชาญชัยนัก!” ทันทีที่ซัวหยงเห็น เขาก็รู้สึกโกรธเคืองขึ้นมาบ้าง ตวาดเสียงต่ำว่า “…นี่คือพระราชสาส์นจากแคว้นซยงหนู เหตุใดจึงได้ลบหลู่ดูหมิ่นถึงเพียงนี้?!”
เฟยเฉียนรีบก้มหน้ายอมรับผิดอย่างว่าง่าย เพราะเมื่อหยิบออกมาแล้ว เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าคงต้องถูกตาเฒ่าหัวโบราณอย่างซัวหยงบ่นสั่งสอนสักสองสามประโยคอยู่แล้ว “ขอรับ ศิษย์ผิดไปแล้ว แต่หากใช้ข้ออ้างเรื่องซยงหนูถวายเครื่องบรรณาการและทูลขอการแต่งตั้ง แล้วกล่าวว่าพวกเขามีความเลื่อมใสศรัทธาในคัมภีร์วิชาการของราชวงศ์ฮั่นอย่างยิ่ง จึงปรารถนาจะเชิญท่านอาจารย์ไปยังแดนเหนือเพื่อบรรยายให้ความรู้… เอ่อ เรื่องนี้…”
ตามสถานะที่กำลังตื่นเต้นฮึกเหิมของอ้องอุ้นในตอนนี้ ซยงหนูใต้จะส่งเครื่องบรรณาการอะไรมา จะเป็นแกะสามตัวหรือวัวสองตัวก็ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือการมีท่าทีเช่นนี้ มีความเคลื่อนไหวเช่นนี้ ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าเมื่ออ้องอุ้นขึ้นรับตำแหน่ง ก็ได้นำพานิมิตมงคลมาสู่ราชวงศ์ฮั่น นำพาให้ชนเผ่าทั้งสี่ทิศยอมศิโรราบ และนั่นก็หมายความว่าในอนาคต อ้องอุ้นย่อมต้องนำพาราชวงศ์ฮั่นก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่ได้อย่างแน่นอน…
และในยุคปัจจุบัน ปรมาจารย์ด้านคัมภีร์ตำราในราชสำนัก ก็หนีไม่พ้นซัวหยงอย่างแน่นอน
ดังนั้น เพียงแค่ใช้แรงผลักดันอีกนิดหน่อย ซัวหยงก็สามารถรับราชโองการแต่งตั้งซยงหนู แล้วเดินทางออกจากฉางอันมุ่งตรงไปยังปิงโจวได้อย่างเปิดเผยและสง่างาม…
แต่ปัญหาก็คือ ซัวหยงจะยอมให้ความร่วมมือหรือไม่
เฟยเฉียนมองซัวหยงด้วยสายตาอ้อนวอน หวังว่าซัวหยงจะยอมพยักหน้า
ซัวหยงขมวดคิ้ว จ้องมองเฟยเฉียนอย่างจริงจัง แล้วกล่าวเสียงขรึมว่า “จื่อเยวียน นี่เจ้ากำลังจะให้ข้ากระทำการหลอกลวงเบื้องสูงงั้นหรือ!?”
เฟยเฉียนรีบกล่าวว่า “มิใช่ขอรับ มิใช่! อูฝูหลัว ช่านหยูแห่งซยงหนูใต้ โปรดปรานการศึกษาคัมภีร์ตำราของราชวงศ์ฮั่นจริงๆ เขาเคยกล่าวไว้ว่า การที่ตนเองมิใช่ชาวฮั่น จึงไม่อาจรับฟังคำบรรยายสั่งสอนจากมหาปราชญ์ด้วยตนเองได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก… นี่คือความปรารถนาของอูฝูหลัว จะเรียกว่าเป็นการหลอกลวงเบื้องสูงได้อย่างไรขอรับ?” ส่วนเรื่องที่ว่ามีการระบุชื่อของซัวหยงหรือไม่นั้น ก็…
ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่คำพูดของเฟยเฉียนนั่นแหละ…
เมื่อซัวหยงได้ยินว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เฟยเฉียนแต่งเรื่องขึ้นมาเองมั่วๆ แต่เป็นสิ่งที่อูฝูหลัวเคยพูดไว้จริงๆ สีหน้าก็ดีขึ้นมาบ้าง เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ในฐานะชาวหู แต่มีใจใฝ่รู้ ช่างน่ายกย่องสรรเสริญยิ่งนัก…”
“ถ้าเช่นนั้นท่านอาจารย์…” เฟยเฉียนอยากจะตีเหล็กตอนกำลังร้อน จัดการให้เสร็จสิ้นไปเลย
ซัวหยงลูบคลำม้วนหนังแกะ ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงส่งม้วนหนังแกะคืนให้เฟยเฉียน แล้วถามว่า “จื่อเยวียนตั้งใจจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร? หากข้าสามารถไปได้ แล้วเจ้าจะหาทางหลบหนีได้อย่างไร?”
เฟยเฉียนม้วนแผ่นหนังแกะลวกๆ ยัดกลับเข้าไปในอกเสื้อ ทำเอาซัวหยงมองจนต้องขมวดคิ้ว พลางกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ศิษย์คิดไว้เช่นนี้ขอรับ…”
××××××××××××××××××
ซุนจ้านนั่งอยู่บนเกวียนเทียมวัว โคลงเคลงเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทันใดนั้นก็มีคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากศาลาริมทาง สวมหมวกทรงสูงคาดเข็มขัดกว้าง โบกมือตะโกนว่า “โยวรัว หยุดก่อน!”
ซุนจ้านสั่งให้หยุดรถ หันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ลงจากรถประสานมือคารวะ “คารวะกงเจ๋อ”
กุยเต๋าก้าวเข้ามาสองสามก้าว จับแขนซุนจ้านไว้แล้วกล่าวว่า “โยวรัว เหตุใดจึงทอดทิ้งพวกเราไป!”
ซุนจ้านยิ้ม กล่าวว่า “ข้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว กงเจ๋อไม่ต้องเกลี้ยกล่อมอีก”
กุยเต๋าได้ยินเช่นนั้นก็ทอดถอนใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียดาย พลางดึงแขนซุนจ้านเดินเข้าไปในศาลา พลางกล่าวว่า “เดิมทีจ้งจื้อก็จะมาด้วย แต่น่าเสียดายที่นายท่านมีธุระตามตัว ดังนั้น…”
ซุนจ้านยิ้มบางๆ กล่าวว่า “เรื่องงานสำคัญกว่า จ้งจื้อมีน้ำใจก็เพียงพอแล้ว รบกวนกงเจ๋อช่วยฝากคำขอบคุณจากข้าไปด้วย” อันที่จริงในใจของซุนจ้านกระจ่างชัดราวกับกระจก ซินผิงคงแค่รู้สึกกระดากใจที่จะมาพบเขา จึงใช้ข้ออ้างมาหลบเลี่ยง
ส่วนกุยเต๋า หึหึ สำหรับเขาแล้ว แทบจะไม่มีเรื่องใดในโลกนี้ที่ทำให้เขารู้สึกกระดากใจได้เลย
ฮันฮกเป็นคนจากตระกูลฮันแห่งอิ่งชวน เช่นเดียวกับซุนจ้าน, กุยเต๋า, และซินผิง ที่ล้วนเป็นปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงแห่งอิ่งชวน ในตอนที่ฮันฮกเดินทางมารับตำแหน่งผู้ตรวจการรัฐจี้โจว เขาได้เชิญชวนผู้คนจากบ้านเกิดให้มาช่วยเหลือ ดังนั้น กุยเต๋า ซินผิง และซุนจ้าน เดิมทีจึงล้วนเป็นขุนนางใต้บังคับบัญชาของฮันฮก
เพียงแต่ในท้ายที่สุด ผู้คนจากอิ่งชวนเหล่านี้ หรืออาจกล่าวได้ว่าตระกูลที่อยู่เบื้องหลังคนเหล่านี้ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมได้ระหว่างอ้วนเสี้ยวและฮันฮก สุดท้ายพวกเขาก็เลือกที่จะเข้าข้างอ้วนเสี้ยว
ฮันฮกกลายเป็นเหยื่อสังเวยจากการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มบัณฑิตอิ่งชวนและกลุ่มบัณฑิตจี้โจวในที่สุด ส่วนกุยเต๋าและซินผิงก็รีบปรับเปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว เพื่อต้อนรับอ้วนเสี้ยวเข้าปกครองจี้โจว
ส่วนซุนจ้าน เลือกที่จะลาออกจากราชการและคืนตราประทับ เดินจากไป
ในตอนนี้อ้วนเสี้ยวกำลังอยู่ในช่วงที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ จัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ และกำลังสานสัมพันธ์กับชาวจี้โจวอย่างใกล้ชิด ย่อมไม่มาใส่ใจซุนจ้านเพียงคนเดียว ต่อให้เขาเป็นคนของตระกูลซุนแห่งอิ่งชวนแล้วจะเป็นไรไป?
ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่เป็นชาวอิ่งชวนเสียหน่อย ขาดซุนจ้านไปสักคนก็ไม่เห็นจะเป็นไร!
ดังนั้นอ้วนเสี้ยวจึงไม่ได้ใส่ใจกับการจากไปของซุนจ้านเลยแม้แต่น้อย
กุยเต๋ายกจอกสุราขึ้น คารวะให้ซุนจ้าน “โยวรัวจากไปครานี้ ในใจข้าเศร้าสลดนัก… เฮ้อ เมื่อวันวานยังเคยนั่งสนทนาเปิดอก ถกเรื่องราวทั่วหล้า วันนี้ต้องจากลากัน ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้พบกันอีก… ไม่ทราบว่าโยวรัวตั้งใจจะมุ่งหน้าไปที่ใด จะได้เขียนจดหมายไปมาหาสู่ เพื่อคลายความคิดถึง…”
ซุนจ้านกล่าวว่า “ข้าตั้งใจจะกลับอิ่งชวน หาสถานที่ที่มีภูเขางดงามสายน้ำเงียบสงบ ศึกษาคัมภีร์ตำรา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลกอีกแล้ว…”
กุยเต๋ากะพริบตา กระทืบเท้าทอดถอนใจกล่าวว่า “โยวรัวเป็นผู้มีพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ควรจะได้แสดงความสามารถ เหตุใดจึงจะไปฝากใจไว้กับขุนเขาสายน้ำเล่า?”
ซุนจ้านโบกมือปฏิเสธเบาๆ กล่าวว่า “พรสวรรค์ของกงเจ๋อ มีมากกว่าข้าถึงสิบเท่า อย่าได้พูดล้อเล่นไปเลย… มา ขอบคุณกงเจ๋อสำหรับสุราจอกนี้ ข้าขออวยพรให้กงเจ๋อได้แสดงปณิธานในใจให้เต็มที่ หากวันหน้าได้กลับบ้านเกิดอย่างสมเกียรติ ก็ขอให้ข้าได้พึ่งพิงบารมีบ้างสักเล็กน้อย!”
“อ้า… เช่นนั้นก็ขอบคุณสำหรับคำอวยพรของโยวรัว…” กุยเต๋าก็ยกจอกสุราขึ้น ดื่มหมดจอกพร้อมกับซุนจ้าน
สนทนากันอีกสองสามประโยค กุยเต๋าก็เดินไปส่งซุนจ้านขึ้นเกวียนเทียมวัวด้วยความอาลัยอาวรณ์ ยืนโบกมือส่งอยู่ไกลๆ จนกระทั่งเกวียนเทียมวัวลับสายตาไป จึงหมุนตัวกลับเข้าไปในศาลา นั่งลง รินสุราให้ตัวเอง แล้วค่อยๆ ดื่มอย่างช้าๆ…
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามกว่าๆ ทหารม้าสองสามนายก็ควบม้าตะบึงมาจากถนนหลวง เมื่อมาถึงนอกศาลาก็ลงคุกเข่า ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า “เกวียนเทียมวัวมุ่งหน้าลงใต้ไปแล้วจริงๆ ดูเหมือนจะตั้งใจเดินทางไปอิ่งชวนขอรับ”
กุยเต๋าขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่โบกมือไล่คนให้ถอยออกไป…
เช่นนี้ ก็ดี! ในเมื่อซุนจ้านกลับไปเร้นกายที่อิ่งชวนอย่างที่พูดไว้จริงๆ ข้าก็ไม่ต้องทำตัวเป็นคนพาลอีกแล้ว! ถือเสียว่าทำเพื่อเห็นแก่ความเป็นเพื่อนร่วมบ้านเกิดก็แล้วกัน…
××××××××××××××
คนพวกที่ตามมาข้างหลังนั้น จากไปแล้วหรือยัง?
ดูจากท่าทางแล้ว เหมือนจะเป็นคนที่กุยเต๋าส่งมาเอง ไม่ใช่ความประสงค์ของอ้วนเสี้ยว…
แต่ก็ยังต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้นอีกสักหน่อย
ซุนจ้านหันไปมองด้านหลังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสั่งให้หยุดเกวียนเทียมวัว จากนั้นก็ลงจากรถ แต่กลับให้ขบวนเกวียนเทียมวัวเดินทางต่อไปข้างหน้า ส่วนตนเองก็นำองครักษ์คนสนิทสองสามคน เดินเลี้ยวเข้าไปในทางแยกด้านข้าง…
ยุคราชวงศ์ฮั่นยังคงหลงเหลือกลิ่นอายของยุคชุนชิวอยู่บ้าง กษัตริย์เลือกขุนนาง ขุนนางก็เลือกกษัตริย์เช่นกัน…
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ตั้งแต่ราชวงศ์ไหนกัน ที่บอกว่าใครไม่ยอมรับใช้ข้าก็ต้องตายลูกเดียว?
ต่อให้เป็นยุคหลังที่การย้ายงานเปลี่ยนงานเป็นเรื่องปกติธรรมดา คนที่เป็นบุคคลสำคัญ ก็ยังต้องจ่ายค่าฉีกสัญญาก้อนโต แถมยังมีข้อจำกัดเรื่องการห้ามทำงานในสายอาชีพเดียวกันไปอีกกี่ปีๆ…

0 Comments