You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

นิมิตมงคลในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ อาจกล่าวได้ว่าแกะสี่เขาที่เฟยเฉียนส่งมานั้น กลายเป็นหลักฐานชิ้นเอกที่อ้องอุ้นกำลังต้องการอย่างเร่งด่วน เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ตนกระทำลงไปนั้นถูกต้องอย่างที่สุด

ด้วยเหตุนี้ อ้องอุ้นจึงตัดสินใจจัดพิธีบวงสรวงสวรรค์อย่างยิ่งใหญ่และให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วกัน เพื่อใช้เป็นข้อพิสูจน์ว่าตนเองคือผู้ที่อยู่ฝั่งเดียวกับบัญชาสวรรค์ตามหลักฟ้าดินดลใจ

แน่นอนว่าเรื่องใหญ่โตปานนี้ ย่อมไม่อาจจัดการให้เสร็จสิ้นได้ทันทีในการประชุมขุนนางเพียงครั้งเดียว ทำได้เพียงกำหนดกรอบคร่าวๆ ไว้ก่อน จากนั้นยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่ต้องหารือกันต่อไป…

ในการประชุมขุนนางใหญ่ พระเจ้าเล่าเหียบทรงพระเกษมสำราญ อ้องอุ้นผู้รั้งตำแหน่งผู้บัญชาการราชการแผ่นดินก็เบิกบานใจ เหล่าขุนนางที่เข้าเฝ้าต่างก็ยินดีปรีดา ราวกับว่าทุกคนสามารถมองเห็นความสงบสุขของแผ่นดินและยุคทองแห่งการฟื้นฟูที่กำลังจะมาถึง

หึหึ เอาเถอะ

การประชุมขุนนางใหญ่สิ้นสุดลงในที่สุด พระเจ้าเล่าเหียบเสด็จกลับโดยมีขันทีและข้าราชบริพารห้อมล้อม

จากนั้นเหล่าขุนนางจึงทยอยเดินออกไปตามลำดับขั้นยศถาบรรดาศักดิ์ ผู้ที่เดินออกไปเป็นคนแรกย่อมหนีไม่พ้นอ้องอุ้นผู้รั้งตำแหน่งผู้บัญชาการราชการแผ่นดิน หรือจะเรียกให้ถูกก็คือผู้เตรียมรับตำแหน่งราชครู…

ตามแนวโน้มในตอนนี้ อ้องอุ้นมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งราชครูอันเป็นตำแหน่งระดับซานกงอันทรงเกียรติในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า แน่นอนว่าอำนาจในการสั่งการราชการก็ยังคงต้องกุมไว้ในมืออย่างแน่นหนา

อ้องอุ้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฟยเฉียน ชะงักเท้าเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “จื่อเยวียน ตอนนี้พักอยู่ที่ใดหรือ?”

เฟยเฉียนประสานมือคารวะตอบว่า “ตอนนี้พักอยู่ที่เรือนรับรองชั่วคราวขอรับ”

อ้องอุ้นพยักหน้า ไม่ได้กล่าวอะไรต่อแล้วเดินจากไป

เหล่าขุนนางต่างเดินทอดน่องตามลำดับขั้นอย่างช้าๆ ทยอยเดินจากไปเช่นกัน คนส่วนใหญ่เมื่อเดินผ่านเฟยเฉียนต่างก็พยักหน้าให้เล็กน้อยเพื่อแสดงความเป็นมิตร แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่สองสามคนที่เดินเชิดหน้ามองฟ้าไม่เหลียวแล…

ตัวอย่างเช่น ฮองฮูสง เป็นต้น

เฟยเฉียนยังไม่ทันได้ขบคิดให้ละเอียด ซัวหยงผู้เป็นอาจารย์ก็เดินเข้ามาหา ลูบเคราพลางพินิจพิเคราะห์เฟยเฉียนตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วยิ้มกล่าวว่า “ดี! ดูองอาจขึ้นหลายส่วน มีกลิ่นอายทหารแห่งค่ายซีหลิ่วอยู่บ้างแล้ว…”

กลิ่นอายองอาจแห่งค่ายซีหลิ่วงั้นหรือ?

ท่านอาจารย์ซัวหยงหมายความว่าอย่างไร? คำพูดนี้ควรฟังตรงๆ ฟังความนัย หรือต้องฟังทั้งสองด้าน?

เฟยเฉียนรีบประสานมือกล่าว “ไม่ทราบว่าพรุ่งนี้ท่านอาจารย์จะพอมีเวลาว่างหรือไม่ ศิษย์อยากจะขอรับฟังคำชี้แนะด้วยตนเองขอรับ”

ซัวหยงตบแขนเฟยเฉียนเบาๆ พยักหน้าแล้วเดินจากไป

เฟยเฉียนยังไม่ทันได้คิดให้ตกตระกอน ลิโป้ก็พุ่งเข้ามาคว้าแขนเขาไว้จากด้านข้าง แถมยังยกมือขึ้นกะขนาดตัว “เอ๊ะ น้องพี่ ดูเหมือนเจ้าจะตัวสูงขึ้นอีกนิดหรือเปล่า? อื้มๆ แบบนี้สิดี เมื่อก่อนเจ้าดูผอมแห้งแรงน้อยเกินไป… ไปๆ ช่างหัวพวกนั้นเถอะ ไปดื่มเหล้าที่บ้านข้าดีกว่า…”

พูดจบก็ดึงเฟยเฉียนออกไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย ปากก็ยังพร่ำบ่นไม่หยุด “พอดีเลย จะได้เล่าสถานการณ์ที่ปิงโจวให้พี่ฟังด้วย ไม่ได้กลับไปตั้งนาน ไม่รู้ว่าตอนนี้เปลี่ยนไปถึงไหนแล้ว… ได้ยินมาว่าน้องพี่ทำผลงานที่ปิงโจวได้ไม่เลวเลยนี่ ยึดอำเภอของซ่างจวิ้นคืนมาได้หลายแห่งแล้วใช่ไหม? มีใครหาเรื่องเจ้าหรือเปล่า? พวกสุนัขต่างเผ่าพวกนั้นเชื่อฟังดีไหม? แล้วก็ยังมี… เอ้อ…”

ขันทีน้อยนายหนึ่งจู่ๆ ก็เดินแกมวิ่งออกมาจากหัวมุมตำหนักใหญ่ ขวางหน้าลิโป้และเฟยเฉียนไว้ ประสานมือคารวะลึกๆ แล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้จงหลางเฟยอยู่ก่อนขอรับ”

“หา? เรื่องนี้… เอาเถอะ น้องพี่ เสร็จธุระแล้วเจ้าต้องไปที่บ้านข้าให้ได้นะ! พี่จะรอ!” ลิโป้ถึงได้ยอมปล่อยมือที่จับแขนเฟยเฉียนออก ยอมเดินจากไปก่อนด้วยความเสียดายเล็กน้อย

ลิโป้คนนี้นี่นะ ยังเป็นคนไม่รู้เวล่ำเวลาเหมือนเดิม อะไรคือเสร็จธุระแล้ว…

“ไม่ทราบว่าท่านขุนนางฝ่ายในมีนามว่ากระไรหรือ?” เฟยเฉียนรู้สึกคุ้นหน้าขันทีน้อยผู้นี้ จึงเอ่ยถามขณะเดินตามไป ราชวงศ์ฮั่นเป็นยุคที่อาชีพขันทีเฟื่องฟูและก้าวขึ้นสู่หน้าประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ ทว่าต้องรอจนถึงยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกเท่านั้น ตำหนักในถึงจะใช้ชายที่ถูกตอนทั้งหมด ในยุคนี้คำว่าขันทียังไม่ปรากฏให้เห็น โดยทั่วไปจะเรียกว่าผู้รับใช้ฝ่ายใน หากมีตำแหน่งเป็นทางการก็จะเรียกตามตำแหน่ง ถึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นขันที

ขันทีน้อยซอยเท้าก้าวสั้นๆ แต่ความเร็วไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินคำถามของเฟยเฉียนจึงเอี้ยวตัวกลับมายิ้มกล่าวว่า “เรียนท่านจงหลางเฟย ผู้น้อยแซ่ตั๋ง คอยรับใช้ฝ่าบาทมาหลายปีแล้วขอรับ”

คนแซ่ตั๋งในราชสำนักไม่ได้มีแค่ตั๋งโต๊ะเพียงคนเดียว ไทเฮาตั๋งในอดีตก็แซ่ตั๋ง ตั๋งสินก็แซ่ตั๋ง เพียงแต่ไม่รู้ว่าขันทีน้อยที่รับใช้พระเจ้าเล่าเหียบมาหลายปีผู้นี้ จะนับว่าเป็นตั๋งของไทเฮาตั๋ง หรือตั๋งของตั๋งสินกันแน่…

เมื่อมาถึงตำหนักข้าง ขันทีน้อยก็โค้งคำนับ ส่งสัญญาณให้เฟยเฉียนรออยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง แล้วจึงเข้าไปกราบทูล

ผ่านไปครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงตรัสเรียกให้เข้าเฝ้า เฟยเฉียนจึงเดินตามการนำทางของขันทีน้อยเข้าไปกราบทูลในตำหนัก

หลังจากการคุกเข่าถวายบังคมอย่างเป็นทางการ พระเจ้าเล่าเหียบก็โบกพระหัตถ์ไปทางด้านข้าง ตรัสว่า “นำที่รองนั่งมา ให้จงหลางเฟยนั่งตอบคำถาม”

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ!”

พระเจ้าเล่าเหียบทอดพระเนตรเฟยเฉียน ตรัสถามว่า “…ปิงโจว… ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมได้ฟื้นฟูเมืองร้างผิงหยาง สร้างค่ายคูประตูหอรบที่เป่ยชวี รวบรวมไพร่พลฝีมือดี ส่งเสริมเกษตรกรรม ปราบปรามกองโจรป๋ายปัว รวบรวมผู้อพยพ บัดนี้ได้ยึดคืนอำเภอติ้งหยางและเตียวอินแห่งซ่างจวิ้นได้แล้ว ส่วนเกาหนูก็คงอีกไม่นานพ่ะย่ะค่ะ” เฟยเฉียนกราบทูลสถานการณ์ของปิงโจวคร่าวๆ

แม้พระเจ้าเล่าเหียบจะไม่ค่อยเข้าพระทัยถึงความหมายของเมืองติ้งหยางหรือเตียวอินมากนัก แต่ก็พอทรงทราบว่าเป็นเรื่องดี จึงทรงพยักหน้าและตรัสว่า “จงหลางเฟยจงรักภักดีต่อบ้านเมือง ข้าพเจ้ายินดีเป็นอย่างยิ่ง”

แม้การที่เด็กหนุ่มตัวน้อยมานั่งเรียกตัวเองว่าข้าพเจ้าอย่างขึงขังจะดูน่าขันอยู่บ้าง แต่เฟยเฉียนก็ยังรีบก้มหน้าประสานมือตอบ “นี่เป็นหน้าที่ของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมย่อมต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ!”

“ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี…” พระเจ้าเล่าเหียบทรงเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ตรัสว่า “จงหลางเฟย เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนที่เจ้าเข้ารับตำแหน่งซื่อหลางและเข้าวังมาเพื่อถวายบังคมขอบพระทัย ข้าพเจ้ากำลังประทับอยู่บนระเบียงตำหนัก?”

เรื่องนี้เฟยเฉียนไม่รู้จริงๆ เขาคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ “กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”

พระเจ้าเล่าเหียบทรงแย้มพระสรวล “วันนั้นเหตุใดหลังจากจงหลางเฟยถวายบังคมแล้ว ก่อนจะจากไป ถึงได้หันกลับมาประสานมือคารวะลึกๆ อีกครั้งก่อนจะเดินจากไปเล่า?”

เฟยเฉียนเองก็ชักจะลืมๆ ไปแล้ว จึงกราบทูลว่า “ทูลฝ่าบาท เรื่องนี้… กระหม่อมเองก็ไม่ทราบว่าเหตุใด…พ่ะย่ะค่ะ”

พระเจ้าเล่าเหียบทรงชะงักไป ทันใดนั้นก็ทรงพระสรวลออกมาอย่างเบิกบาน พระวรกายสั่นเทิ้มจนมีน้ำพระเนตรเอ่อล้นออกมาที่หางพระเนตรเล็กน้อย

การได้หัวเราะอย่างโล่งอกเช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ผ่านมาเนิ่นนานเหลือเกินแล้ว…

ในช่วงเวลานั้น พระเจ้าเล่าเหียบแทบจะถูกตั๋งโต๊ะกักขังบริเวณอย่างสมบูรณ์ แม้แต่การถวายบังคมตามปกติของขุนนางทั่วไปก็ไม่ได้รับอนุญาต ทำได้เพียงกราบไหว้จากที่ไกลๆ นอกตำหนักเท่านั้น

และเฟยเฉียน เป็นเพียงคนเดียวที่หลังจากทำพิธีคุกเข่าถวายบังคมขอบพระทัยตามปกติแล้ว ก่อนจะเดินจากไป ยังหันกลับมาประสานมือคารวะลึกๆ อีกครั้ง สิ่งนี้ได้ประทับอยู่ในความทรงจำอันแสนแห้งแล้งและน่าเบื่อหน่ายของพระเจ้าเล่าเหียบในตอนนั้นอย่างลึกซึ้ง…

และคำตอบของเฟยเฉียนในตอนนี้ ก็ดูเหมือนจะช่วยตอกย้ำความคาดหวังและการคาดเดาในพระทัยของพระองค์อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นค่ำคืนไหนบนเขาเป่ยหมาง หรือการคารวะเพิ่มเติมที่หน้าตำหนัก แม้กระทั่งคำตอบที่จำไม่ได้ในตอนนี้ ล้วนปราศจากการเสแสร้งและหลอกลวง ล้วนเป็นธรรมชาติถึงเพียงนั้น

สำหรับพระเจ้าเล่าเหียบแล้ว ในช่วงชีวิตที่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงภายใต้เงามืดนี้ เฟยเฉียนคือหนึ่งในจุดสว่างแห่งความทรงจำอันแจ่มชัดที่มีอยู่เพียงไม่กี่จุด…

พระเจ้าเล่าเหียบ เด็กน้อยวัยสิบชันษา จู่ๆ ก็ได้มองเห็นผืนฟ้ากว้างใหญ่…

เพียงแต่ผืนฟ้านี้ อาจไม่สวยงามอย่างที่พระองค์ทรงจินตนาการไว้…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note