ตอนที่ 46 การพบกับลิโป้ครั้งแรก
แปลโดย เนสยังเผยเฉียนลังเลอยู่นาน ก่อนจะค้อมกายคำนับลิยูแล้วกล่าวว่า “ผู้น้อยมิบังอาจกล่าววาจาที่ขัดต่อคำสอนของอาจารย์ หวังว่าท่านหลางจงลิ่งจะโปรดอภัยให้ด้วย” ในขณะนี้ลิยูได้รับการแต่งตั้งเป็นหลางจงลิ่งแล้ว
ลิยูตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “มิบังอาจรึ หรือว่ามิอาจกล่าวได้กันแน่?”
การเลือกใช้คำตอบของเผยเฉียนนั้นไม่ได้ผิดอะไร เพราะท้ายที่สุดแล้วชัวหยงก็คืออาจารย์ของเขา ไม่ว่ากรณีใดการพูดถึงอาจารย์ในทางที่ไม่เหมาะสมลับหลังย่อมไม่ใช่กิริยาของวิญญูชน ยิ่งไปกว่านั้นคือการนำมาพูดให้อีกฝ่ายฟัง คำว่า “มิบังอาจกล่าว” ของเผยเฉียนจึงแฝงนัยไว้สามประการ คือ หนึ่ง เขาไม่สะดวกที่จะนำเรื่องของอาจารย์มาวิพากษ์วิจารณ์ สอง ชัวหยงในฐานะขุนนางสายสะอาด ย่อมมีความเห็นบางอย่างอย่างแน่นอน และสาม นัยแฝงของคำว่า “มิบังอาจ” คือชัวหยงทำได้แค่เพียงพูดเท่านั้น แต่คงไม่กล้าทำอะไรที่รุนแรงไปกว่านั้น…
นึกไม่ถึงว่าลิยูจะอ่านนัยแฝงเหล่านั้นออกทั้งหมดโดยที่ตาไม่กะพริบ และย้อนถามกลับมาในทันทีว่ามันคือความ “ไม่กล้า” หรือ “ไม่สามารถ” กันแน่ ภายนอกดูเหมือนถามเผยเฉียน แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการพุ่งเป้าไปที่ชัวหยง
คำถามนี้บีบให้เผยเฉียนต้องจนมุม เพราะไม่ว่าจะตอบ “ไม่กล้า” หรือ “ไม่สามารถ” ความหมายก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ไม่สู้ดีทั้งสิ้น เขาจะนิ่งเงียบก็ไม่ได้ เผยเฉียนจึงใช้ไหวพริบดึงคำกล่าวหนึ่งขึ้นมาอ้าง โดยประสานมือแล้วกล่าวกับลิยูว่า “คำกล่าวที่ว่า สิ่งที่เห็นชอบย่อมมีส่วนที่ขัดแย้ง และความขัดแย้งนั้นเองที่ช่วยส่งเสริมสิ่งที่เห็นชอบ หรือสิ่งที่ขัดแย้งย่อมมีส่วนที่เห็นชอบ และความเห็นชอบนั้นเองที่ช่วยขจัดความขัดแย้งให้หมดไป”
นี่คือคำกล่าวของเหยี่ยนอิงจากตำราจั่วจ้วน ว่าด้วยเรื่อง “ความกลมเกลียว” (เหอ) และ “ความเหมือนกัน” (ถง) แต่หัวใจสำคัญที่เผยเฉียนต้องการสื่อคือประโยคถัดมาในตำราที่ว่า “ด้วยเหตุนี้ การปกครองจึงราบรื่นโดยมิถูกรบกวน และประชาราษฎร์ย่อมไร้ซึ่งใจที่จะแก่งแย่ง”
นี่คือบทสนทนาระหว่างเหยี่ยนอิง อัครมหาเสนาบดีชื่อดังในยุคชุนชิว กับเจ้าผู้ครองแคว้น เพื่ออธิบายว่า “ความกลมเกลียว” และ “ความเหมือนกัน” นั้น แม้ภายนอกจะดูคล้ายคลึงกัน แต่เนื้อแท้นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
“ความเหมือนกัน” คือความสอดคล้องที่เป็นหนึ่งเดียวอย่างสัมบูรณ์ ปราศจากความหลากหลาย จึงเป็นตัวแทนของความน่าเบื่อหน่ายและไร้ซึ่งแรงขับเคลื่อน ไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิตชีวา
แต่ “ความกลมเกลียว” คือความสอดคล้องที่สัมพัทธ์กัน เป็นความหลากหลายที่รวมเป็นหนึ่งเดียว เป็นความขัดแย้งต่างๆ ที่ถูกปรับให้เข้าหากันจนเกิดความสมดุล ดังนั้นมันจึงยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละปัจจัยไว้โดยไม่หักล้างกันเอง เป็นองค์รวมที่เปี่ยมไปด้วยพลังและชีวิตชีวาอย่างแท้จริง
เผยเฉียนใช้คำกล่าวนี้เพื่ออธิบายสถานการณ์ในปัจจุบัน และเขายังจงใจซ่อนคำว่า “กษัตริย์และขุนนาง” ออกไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้เจาะจงถึงเรื่องของฮ่องเต้และตั๋งโต๊ะ แต่เป็นการสื่อว่าในทุกๆ เรื่องย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่คัดค้าน ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดการเลือกรับเอาไว้อย่างไร
หากใช้สำนวนของยุคหลัง สิ่งที่เขาต้องการสื่อก็คือประโยคที่ว่า รวมพลังกับทุกฝ่ายที่สามารถรวมได้…
หรือหากจะให้สั้นกว่านั้นก็คือ
ความปรองดอง
นัยแฝงของเผยเฉียนคือ ทั้งตัวเขาและท่านอาจารย์ชัวหยง ล้วนเป็นบุคคลที่ลิยูสามารถดึงมาเป็นพวกเพื่อสร้างความร่วมมือได้ และพวกเขาก็ไม่มีเจตนาที่จะมี “ใจแก่งแย่ง” กับลิยูแต่อย่างใด…
ลิยูฟังจบก็พลันคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย “ดีมาก! ท่านอาจารย์สอนตำราจั่วจ้วนให้เจ้า ช่างสอดคล้องกับเจ้าจริงๆ!”
เผยเฉียนก็รับคำชมอย่างไม่เกรงใจ “ขอบพระคุณท่านหลางจงลิ่งที่เอ่ยชม!”
ในขณะนั้นเอง บ่าวในจวนก็เดินเข้ามารายงานว่า ตูถิงโหว มาขอเข้าพบ
เผยเฉียนที่เพิ่งจะรอดพ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดจนเหงื่อตก ก็ไม่ได้ใส่ใจฟังว่าผู้ที่มาใหม่คือใคร เขาจึงรีบอาศัยจังหวะนี้ขอตัวลากลับทันที
ลิยูไม่ได้รั้งไว้และอนุญาตให้เขากลับได้ เพียงแต่ในตอนที่เผยเฉียนกำลังจะเดินออกจากห้อง ลิยูกลับพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “หากเจ้ามีเวลาว่าง ก็จงแวะมาบ่อยๆ เถิด”
เผยเฉียนรับคำไปตามมารยาท แต่ในใจกลับคิดว่า ข้ามาที่นี่แค่ครั้งเดียว สมองก็แทบจะระเบิดอยู่แล้ว หากต้องมาบ่อยๆ ข้าคงไม่ได้มีชีวิตยืนยาวแน่ๆ?
เผยเฉียนเดินบ่นพึมพำในใจพลางก้าวเดินออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันสังเกตเห็นคนที่กำลังเดินสวนมาที่หัวมุมตึก
เขารู้สึกเพียงว่าร่างกายเบาหวิว ขาพ้นจากพื้นดินไปดื้อๆ เพราะเขาถูกคนที่เดินสวนมาคว้าคอเสื้อยกขึ้นมาอย่างง่ายดาย!
ช่างเป็นชายที่กำยำยิ่งนัก!
นั่นคือความรู้สึกแรกของเผยเฉียน แต่หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกว่าการถูกหิ้วราวกับลูกไก่เช่นนี้มันช่างน่ากระอักกระอ่วนและน่าละอายใจนัก…
นี่ข้าตัวเบาขนาดนั้นเลยหรือ? หรือว่าตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ข้าทานอาหารไม่อิ่มจนผอมลงกันแน่?
บ่าวที่นำทางออกมาถึงกับตกใจสะดุ้ง รีบกุลีกุจอเข้าไปอธิบายและแนะนำฐานะของเผยเฉียน เมื่อลิโป้ทราบว่าผู้ที่ตนจับมานั้นคือศิษย์ของชัวหยงและเล่าหงวนตก เขาจึงรีบวางเผยเฉียนลงทันที พร้อมกับประสานมือขออภัยที่ล่วงเกิน
เมื่อเท้าแตะพื้น เผยเฉียนก็พบว่าเขาเตี้ยกว่าชายตรงหน้าอย่างน้อยสองช่วงหัว! ตามปกติแล้วเผยเฉียนก็ไม่ได้ถือว่าเตี้ย ด้วยความสูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร แต่เมื่อเทียบกับชายตรงหน้า หมายความว่าชายผู้นี้ต้องสูงไม่ต่ำกว่าสองเมตรสิบหรือสองเมตรยี่สิบเซนติเมตรเลยทีเดียว!
เหตุใดคนยุคฮั่นเหมือนกันถึงได้มีความแตกต่างทางร่างกายมากปานนี้?
บางทีอาจเป็นเพราะถูกยกขึ้นกะทันหัน หรือสมองอาจจะล้าจากการสนทนากับลิยูมากไป เผยเฉียนจึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ชายร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานี้ก็คือ ยอดขุนพลอันดับหนึ่งแห่งยุคสามก๊ก ลิโป้!
เผยเฉียนลูบคลำไปตามตัวตามสัญชาตญาณ ก่อนจะหันไปถามบ่าวที่อยู่ข้างๆ ว่า “มีพู่กันและกระดาษหรือไม่?”
“คุณชายต้องการพู่กันและกระดาษไปทำสิ่งใดหรือขอรับ?”
“ขอลายเซ็นน่ะสิ!” เผยเฉียนหลุดปากตอบออกไป ก่อนจะรู้ตัวว่าเขานำเอาความเคยชินจากยุคหลังที่ต้องขอลายเซ็นเมื่อเจอคนดังมาใช้เสียแล้ว แต่ไหนๆ ก็พูดไปแล้ว ลายเซ็นของลิโป้ผู้มีวรยุทธ์เป็นอันดับหนึ่ง หากเอาไปอวดคนในยุคหลังได้คงจะมีค่ามหาศาลน่าดู
ข้าน่าจะเป็นคนแรกในยุคตงฮั่นที่ทำเรื่องแบบนี้สินะ? ก่อนหน้านี้ข้าลืมคิดไปได้อย่างไร ต่อไปนี้หากเจอใครที่เป็นคนดัง ข้าจะขอลายเซ็นไว้ให้หมด แค่คิดก็น่าสนุกแล้ว ลิโป้ปะทะกวนอู ขงเบ้งปะทะสุมาอี้ หึหึ…
เผยเฉียนคิดแล้วก็แอบขำอยู่คนเดียว เขาหยิบพู่กันและกระดาษที่บ่าวส่งมาให้ไปยื่นให้ลิโป้ที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก แล้วกล่าวด้วยแววตาเป็นประกายคาดหวังว่า “ผู้น้อยจื่ออวิ๋นมีเรื่องไม่สมควรจะขอร้อง หวังว่าท่านตูถิงโหวจะช่วยลงนามให้สักนิด… ใช่ขอรับ เขียนชื่อของท่าน… ใช่แล้ว จากนั้นก็เขียนกำกับว่า มอบให้สหายจื่ออวิ๋น… ใช่ขอรับ จื่ออวิ๋นคือชื่อรองของผู้น้อยเอง…”
เรียบร้อย ข้าได้ลายเซ็นของดาราคนแรกแห่งยุคตงฮั่นมาครองแล้ว เผยเฉียนเป่าให้รอยหมึกแห้งอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเก็บเข้าอกเสื้ออย่างมีความสุข อ้อ จริงสิ ยังต้องหาคำอธิบายให้การกระทำนี้เสียหน่อย มิฉะนั้นผู้อื่นคงคิดว่าข้าเป็นโรคจิตที่ชอบสะสมชื่อคนอื่นเป็นแน่…
เมื่อคิดได้ดังนั้น เผยเฉียนจึงจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ประสานมือคารวะลิโป้อย่างเป็นทางการแล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “จื่ออวิ๋นเคยได้ยินชื่อเสียงของท่านตูถิงโหวมานานว่าท่านได้ปกป้องเมืองเป๊งจิ๋วมาอย่างยาวนาน และได้ขัดขวางมิให้พวกเซียนเปยลงใต้มาทำร้ายราษฎรได้ สร้างความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่พี่น้องร่วมชาติเป็นอย่างยิ่ง จื่ออวิ๋นมีความศรัทธาในตัวท่านเป็นที่สุด วันนี้ได้พบตัวจริงจึงรู้สึกดีใจจนลืมตัว หากมีสิ่งใดล่วงเกินไปต้องขอท่านตูถิงโหวโปรดอภัยด้วย”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! ความชอบอันน้อยนิดของข้านั้นไม่ควรค่าแก่การกล่าวขวัญเลย ฮ่าๆ…” เมื่อลิโป้ได้รับฟังคำอธิบายของเผยเฉียน แม้ปากจะบอกปัดด้วยความถ่อมตัว แต่ใบหน้าของเขากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอย่างปิดไม่มิด…
ช่วงเวลาที่ลิโป้มีความสุขที่สุดก็คือช่วงที่เขาสังหารพวกคนเถื่อนเพื่อปกป้องบ้านเกิดในเป๊งจิ๋วนั่นเอง และนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิใจที่สุด เมื่อถูกเผยเฉียนยกขึ้นมาพูดถึงในแง่ดีเช่นนี้ เขาก็รู้สึกว่าเผยเฉียนคือสหายรู้ใจในทันที ความขุ่นเคืองและความสงสัยเมื่อครู่หายวับไปกับตา เขามองเผยเฉียนด้วยความเอ็นดูแล้วกล่าวว่า “จื่ออวิ๋นรอก่อนเถิด ข้าขอเข้าไปรายงานธุระกับท่านหลางจงลิ่งสักครู่ แล้วเราค่อยไปหาที่ดื่มฉลองกันให้เต็มคราบ!”
พูดจบ ลิโป้ก็ไม่รอให้เผยเฉียนได้ตอบรับ เขาสะบัดชายเสื้อแล้วเดินอาดๆ เข้าไปในจวนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม…
นี่ ลิโป้ชวนข้าไปดื่มสุรา ข้าควรจะไปดีไหมนะ?

0 Comments