ตอนที่ 439 พรุ่งนี้มีทัพหนุนจริงๆ
แปลโดย เนสยังเมื่อได้ยินข่าวเรื่องทัพหนุน ทหารของหานเซียนและหลี่เล่อก็คลายความตึงเครียดลงได้บ้าง จากนั้นบรรดาหัวหน้าระดับล่างก็พากันพาทหารกลับเข้าไปในค่าย…
อย่างไรเสีย เมื่อช่วงบ่ายหลี่เล่อเพิ่งจะทะเลาะกับหานเซียนมาหมาดๆ จึงไม่อยากเสียหน้าบากหน้าไปถามหานเซียนในทันที แต่พอตกดึก หลี่เล่อนอนพลิกไปพลิกมาอยู่ในกระโจม ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงพาองครักษ์ไม่กี่คนตรงไปที่กระโจมใหญ่ของหานเซียนเพื่อจะถามให้รู้เรื่อง
เมื่อเดินไปได้สักพักและมองเห็นกระโจมใหญ่ของหานเซียน จู่ๆ หลี่เล่อก็รู้สึกถึงความผิดปกติ จึงหยุดเดิน แล้วสั่งให้องครักษ์เข้าไปรายงานตัว แต่ไม่นึกเลยว่าองครักษ์จะยืนรายงานอยู่หน้ากระโจมตั้งนานก็ไม่มีเสียงตอบรับ…
หลี่เล่อใจหายวาบ รีบพุ่งเข้าไปเลิกม่านประตูกระโจม ก็พบว่าภายในกระโจมของหานเซียนว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาคน สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงโต๊ะและเสื่อเก่าๆ ส่วนข้าวของอื่นๆ ถูกเก็บกวาดไปจนหมดเกลี้ยง เห็นได้ชัดว่าขนหนีไปแล้ว
“แม่มันเถอะ!” หลี่เล่อเพิ่งจะนึกขึ้นได้ หานเซียนทิ้งเขา ทิ้งกองทัพหลัก แล้วหนีเอาตัวรอดไปแล้ว!
แม้ว่าภูเขาหลี่เหลียงจะปิดกั้นเส้นทางสู่ทิศตะวันออก แต่ก็ยังมีบางจุดที่ไม่ได้เป็นหน้าผาสูงชัน กองกำลังขนาดเล็กยังพอจะหาทางลัดเลาะไปได้ เพราะถ้ามีแค่สิบยี่สิบคน ต่อให้ทางจะปีนป่ายยากลำบากแค่ไหน ก็ใช้เวลาแค่ชั่วน้ำเดือดก็ผ่านไปได้ แต่ถ้าเป็นกองทัพใหญ่ คนนับพันมาอออยู่ใต้หน้าผา หรือพยายามจะเหยียบก้อนหินก้อนเดียวกันเพื่อข้ามไป หินย่อมรับน้ำหนักไม่ไหวและร่วงลงไปในหุบเหว ทำให้ขบวนทัพขาดออกเป็นสองท่อน…
หลี่เล่อเดาว่า ทัพหนุนพรุ่งนี้ก็คงเป็นแค่ลมปาก เป็นแค่ข้ออ้างที่หานเซียนใช้เพื่อรักษากำลังใจทหารเท่านั้น ไม่มีอยู่จริงหรอก!
ตอนนี้เขามีทางเลือกอยู่สามทาง: หนึ่ง ปักหลักอยู่ที่นี่ต่อไป พยายามรวบรวมขวัญกำลังใจทหารที่ตกต่ำลงถึงขีดสุด แล้วหวังว่าจะเจาะเกราะอันแข็งแกร่งของเมืองเซียงหลิงได้ สอง ถอยทัพไปทางเมืองหย่งอัน เคลียร์ก้อนหินที่เผยเฉียนใช้ปิดกั้นเส้นทาง แล้วฝ่าวงล้อมของทหารหย่งอันเพื่อหาทางรอด สาม ทำแบบหานเซียน ทิ้งกองกำลังที่อุตส่าห์สะสมมาหลายปี แล้วพาทหารไม่กี่นายข้ามภูเขาหลี่เหลียงหนีไป…
จะทำอย่างไรดี?
จะให้หลี่เล่อตัดสินใจเด็ดขาดแบบหานเซียน ที่ยอมทิ้งทุกอย่างแล้วพาองครักษ์แค่สิบยี่สิบคนหลบหนี หลี่เล่อคิดแล้วคิดอีกก็ทำใจไม่ได้ แต่จะให้เดินหน้าตีเมืองเซียงหลิงต่อไป เขาก็รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียและลังเลอยู่พักใหญ่…
หลี่เล่อก็เรียกองครักษ์คนสนิทเข้ามา กระซิบสั่งการบางอย่าง องครักษ์รับคำสั่งแล้วรีบจากไป
ถ้าจะหนี ก็ต้องหนีตอนนี้!
แม้เวลากลางคืนจะมองเห็นไม่ชัด แต่ถ้าปล่อยให้ถึงเช้า สถานการณ์จะต้องเลวร้ายกว่านี้แน่!
ดังนั้นหลี่เล่อจึงตัดสินใจให้องครักษ์ไปปลุกทหารของตนเองอย่างเงียบๆ แล้วนำกำลังพลที่เหลืออยู่ ขนหินที่ปิดกั้นเส้นทางภูเขาที่มุ่งสู่เมืองหย่งอันออก แม้จะไม่แน่ว่าจะรอดพ้นสายตาทหารรักษาเมืองหย่งอันได้ แต่ก็ต้องพยายามพาทหารไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้…
หลี่เล่อทำได้เพียงปลอบใจตัวเองเช่นนี้ หากถึงคราวคับขันจริงๆ ค่อยปีนเขาหนีเหมือนหานเซียนก็ยังไม่สาย!
×××××××××××××××
ณ เมืองหย่งอัน
ภายในที่ว่าการอำเภอ เผยเฉียน หวงเฉิง และจางเลี่ยกำลังปรึกษาหารือกัน จู่ๆ ก็ได้รับข่าวกรองจากทหารลาดตระเวนที่กลับมาจากทางเหนือของเมือง
“พรุ่งนี้ทัพหนุนจะมาถึง!” เผยเฉียนเขยิบเข้าไปใกล้แสงตะเกียง อ่านข้อความบนม้วนไม้ไผ่ที่ทหารลาดตระเวนส่งมาให้ ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปยิ้มแย้มแจ้งข่าวดีให้หวงเฉิงและจางเลี่ยทราบ
หวงเฉิงย่อมต้องดีใจเป็นล้นพ้น เขาลูบท้ายทอยแล้วหัวเราะแหะๆ สีหน้าดูผ่อนคลายลงมาก
ส่วนจางเลี่ยถึงกับลุกพรวดขึ้นมา ชูหมัดขึ้นฟ้าด้วยความตื่นเต้นดีใจ…
วินาทีนี้ ทั้งสามคนลืมเรื่องมารยาทหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ไปจนหมดสิ้น พวกเขาต่างก็ดีใจและตื่นเต้นจากก้นบึ้งของหัวใจ!
เผยเฉียนหัวเราะลั่น สั่งให้คนไปต้มน้ำชาเพื่อเป็นการฉลอง
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แม้จะยึดเมืองหย่งอันได้และถือเป็นผลงานชิ้นใหญ่ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเมืองเซียงหลิง พวกเขากลับรู้สึกไร้เรี่ยวแรง การขาดแคลนกำลังพลกลายเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุด
เมืองผิงหยางต้องการทหารไปช่วย เมืองเซียงหลิงก็ต้องการทหารไปช่วยเหมือนกัน แต่ในเมื่อมีทหารอยู่แค่นี้ จะแบ่งไปช่วยสองที่พร้อมกันได้อย่างไร?
การขาดแคลนกำลังพล กลายเป็นเหมือนก้อนหินหนักอึ้งที่กดทับอยู่ในใจของเผยเฉียนและพวกพ้องจนแทบหายใจไม่ออก ทำให้รู้สึกสับสนกับสถานการณ์ในอนาคต…
แต่ตอนนี้ดีแล้ว เมื่อมีทัพหนุนมา ทุกปัญหาก็จะคลี่คลายลงได้!
แม้ตอนนี้จะยังอยู่ในความมืดมิดยามค่ำคืน แต่ทั้งสามคนที่อยู่ในที่ว่าการอำเภอกลับรู้สึกราวกับได้เห็นแสงสว่างแห่งรุ่งอรุณ!
นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดี ดังนั้นเมื่อน้ำชาต้มเสร็จและยกมาเสิร์ฟ ทั้งสามจึงใช้ชาแทนสุรา ดื่มรวดเดียวหมดชาม…
เมื่อดื่มน้ำชาแล้ว อารมณ์ที่ตื่นเต้นก็ค่อยๆ สงบลง จางเลี่ยอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า “เรียนท่านเจ้าเมืองเผย ไม่ทราบว่าทัพหนุนนี้มีกำลังพลเท่าใด และมาจากที่ใดหรือขอรับ?”
เผยเฉียนยิ้มแต่ไม่ตอบ ดูเหมือนจะอารมณ์ดีมาก เขาไม่ได้พูดอะไร แต่หยิบม้วนไม้ไผ่ออกมาส่งให้หวงเฉิงและจางเลี่ยดู
ตอนแรกที่เผยเฉียนดึงดันจะใช้กำลังทหารของอำเภอผูจื่อเพื่อยึดเมืองหย่งอันให้ได้ นอกจากเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เคยวางไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งแฝงอยู่…
เมืองหย่งอันตั้งอยู่ตรงทางออกของเส้นทางภูเขาหลี่เหลียง และยังเป็นตีนเขาของภูเขาฮั่วต้าชาน เมื่อลงใต้ผ่านปากหุบเขาไปก็จะเป็นแม่น้ำเฝินและถนนเลียบภูเขาหลี่เหลียง ตำแหน่งนี้จึงสำคัญมาก ไม่ว่าจะเข้าออกภูเขาหลี่เหลียง จะลงใต้หรือขึ้นเหนือ ก็ต้องผ่านเมืองนี้ทั้งสิ้น
ดังนั้นเมืองหย่งอัน จึงเป็นเส้นทางที่เร็วที่สุดและสั้นที่สุดในการเดินทางไปยังเมืองซีเหอ!
และเจ้าเมืองซีเหอคนปัจจุบันก็คือ ชุยจวิน ลูกพี่ลูกน้องของชุยโฮ่ว…
ตอนที่เผยเฉียนออกเดินทางจากเป่ยชวีไปยังผิงหยาง เขาได้ให้ชุยโฮ่วที่เพิ่งกลับมาถึงเป่ยชวี นำคนกลุ่มหนึ่งอ้อมขึ้นเหนือไปยังเมืองซีเหอ เพื่อขอความช่วยเหลือจากชุยจวิน
แม้เมืองซีเหอจะไม่มั่งคั่งเท่าเมืองเหอตง แต่ก็ถือเป็นเมืองชายแดน จึงมีกองกำลังทหารชายแดนประจำการอยู่ไม่น้อย
แม้ชุยจวินจะไม่เคยพบหน้าเผยเฉียนมาก่อน แต่ด้วยเรื่องราวของตระกูลชุย เขาจึงรู้สึกซาบซึ้งใจเผยเฉียน ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งที่จิงเซียง ชุยจวินยังอุตส่าห์ไปเยี่ยมเผยเฉียนและทิ้งจดหมายไว้ให้
ต่อมาตระกูลชุยกับตระกูลชัวได้ร่วมมือกันขนย้ายตำราของตระกูลชัว ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลชุย ตระกูลเผย และตระกูลชัวก็ยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้น
ดังนั้น เมื่อได้รับข่าวขอความช่วยเหลือจากชุยโฮ่ว ชุยจวินจึงไม่ได้ปฏิเสธหรือเล่นแง่แต่อย่างใด เขาตัดสินใจดึงกำลังทหารส่วนหนึ่งจากสามอำเภอมาจัดตั้งเป็นกองทัพ และส่งผู้บัญชาการทหารจากเมืองซีเหอให้นำทัพลงใต้มาพร้อมกับชุยโฮ่วทันที
ทหารม้าสี่ร้อยนาย ทหารราบสองพันนาย และทหารสมทบอีกสามพันนาย เดินทางจากจือซื่อ ผ่านจงหยาง เลียบแม่น้ำเฝินลงใต้มาตลอดทาง และในที่สุดก็มาถึงทางตอนเหนือของเมืองหย่งอันในวันนี้…
(หมายเหตุท้ายตอน)
วันหนึ่ง กุยแกดื่มเหล้าเมาจนตกม้า ข้อเท้าแพลง
ซุนฮกที่คอยเฝ้าดูอยู่รีบส่งเขาไปให้หมอรักษา และลงมือพันแผลให้ด้วยตัวเอง พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าเจ็บ ข้าก็ปวดใจเหมือนกัน”
กุยแกที่ต้องทนทุกข์กับความโดดเดี่ยวมานาน ก็เลยตกหลุมรักทันที และแล้วชีวิตที่มีความสุขทางเพศก็เริ่มต้นขึ้น…
เช้าวันรุ่งขึ้น กุยแกยืนกุมเอวตะโกนลั่นกระโจมว่า “ไอ้จอมลวงโลก! ที่แท้ที่เจ้าบอกก็คือ ‘เจ้าเจ็บ ข้าก็(จะ)เสียบเหมือนกัน’ งั้นเหรอ!!”

0 Comments