ตอนที่ 425 ค่ายอลหม่าน
แปลโดย เนสยังระบบทหารในสมัยโบราณและสมัยใหม่ ล้วนมีระบบการแยกแยะผู้บังคับบัญชาของตนเอง
สำหรับคนรุ่นหลัง การจะแยกระดับตำแหน่งของทหาร อาจจะดูจากยศทหารที่ไหล่และคอเสื้อ ก็สามารถจัดลำดับสูงต่ำได้คร่าวๆ
ซึ่งค่อนข้างจะมองปราดเดียวก็รู้ ไม่มีอะไรให้โต้แย้ง
แต่ในยุคราชวงศ์ฮั่น แม้จะไม่มีระบบยศทหาร ไม่มีปลอกแขนระบุตำแหน่ง แต่ก็มีวิธีแยกแยะอยู่ นั่นคือดูจากชุดเกราะที่สวมใส่
ทหารเลวระดับล่างสุดไม่ต้องคิดเรื่องชุดเกราะ ดังนั้น ผู้ที่มีชุดเกราะย่อมมีตำแหน่งสูงกว่าผู้ที่ไม่มีชุดเกราะอย่างไม่ต้องสงสัย
ต่อมาคือทหารรบ ทหารรบมักจะใช้เกราะที่เหมือนเอี๊ยมป้องกันช่วงท้อง เปิดแขน เปิดขา เปิดหลัง เปิดคอและหัว ใช้เชือกหนังผูกติดกับตัว ป้องกันแค่ช่วงอกและท้องเท่านั้น
นายทหารระดับสูง เมื่อถึงระดับหัวหน้ากอง (ชวีจั่ง) หรือระดับผู้บังคับกองพัน (จวินโฮ่ว) ส่วนใหญ่จะใช้เกราะสองชิ้น คือด้านหน้าและด้านหลัง แล้วสวมใส่เหมือนเสื้อกั๊กขนาดใหญ่และหนา บางแบบก็ยาวกว่า สามารถป้องกันท้องน้อยได้
ผู้บังคับกองพันถือเป็นนายทหารระดับสูงสุดที่บัญชาการรบในแนวหน้า ส่วนระดับที่สูงกว่านั้น ส่วนใหญ่มักจะบัญชาการอยู่แนวหลัง ทหารเลวตัวเล็กๆ มักจะไม่มีโอกาสได้เห็น แต่ก็สามารถแยกแยะได้
ผู้บังคับกองพันขึ้นไป หรือแม้แต่ระดับแม่ทัพ บางครั้งก็สวมเกราะสองชิ้นเช่นกัน แต่แผ่นเกราะตรงช่วงอกและท้อง จะถูกร้อยเข้าด้วยกันด้วยเชือกสีแดง
หากยังสามารถมีลูกเล่นบนแผ่นเกราะ มีการถักทอสีเข้มอ่อนให้เกิดลวดลายได้ นั่นก็ไม่ต้องคิดเลยว่าต้องเป็นแม่ทัพสูงสุด อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับจงหลางเจียง (ขุนพลระดับกลาง) ถึงจะได้รับสิทธิพิเศษเช่นนั้น
แต่น่าเสียดายที่กองทัพป๋อปอไม่สามารถเหมือนกับทหารของเมือง ที่จะมีการแจกจ่ายชุดเกราะตามระเบียบของรัฐ ชุดเกราะหลายชุดใครแย่งได้ก็เป็นของคนนั้น และคนที่แย่งชุดเกราะได้ก็มีเพียงส่วนน้อย ดังนั้นคนที่ไม่มีชุดเกราะจึงมีมากกว่า เมื่อเกิดความโกลาหลขึ้น จึงแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นผู้บัญชาการ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่จะมารวมตัวกันรอบๆ นายทหารโดยอัตโนมัติ…
เมื่อกลุ่มของเผยเฉียนควบม้ามาถึงค่ายหลัง ทหารป๋อปอทั่วทั้งค่ายหลังก็สับสนวุ่นวายไปหมด แม้ทหารยามบนหอสังเกตการณ์จะส่งสัญญาณเตือน แต่ทหารป๋อปอในค่ายต่างก็คิดว่าสัญญาณเตือนที่ดังขึ้นตอนนี้เหมือนกับสัญญาณเตือนตอนไฟไหม้ก่อนหน้านี้ ไม่มีใครคิดว่าเวลานี้จะมีคนบุกเข้ามาจู่โจม
ในสถานการณ์ที่แยกไม่ออกว่าใครเป็นศัตรู ใครเป็นพวกเดียวกัน หากเผลอแม้แต่นิดเดียว ก็จะถูกคนตรงหน้าฟันตาย ความรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างรุนแรงนี้ ทำให้ทหารกองทัพป๋อปอที่ค่ายหลังฆ่าฟันกันเอง ขวัญกำลังใจดิ่งลงจุดต่ำสุด
เตียวเลี่ยพาคนสองสามคนลอบไปที่ประตูค่ายหลัง ฟันฟันทหารป๋อปอที่เฝ้าประตูอยู่สองสามคน แล้วเปิดประตูค่ายออก…
เผยเฉียน หวงเฉิง และคนอื่นๆ ตะโกนก้อง ควบม้าเข้าไป!
“สูเย่! ขับไล่ไปข้างหน้า!” เผยเฉียนตะโกนสั่ง
การจะใช้คนเพียงไม่กี่ร้อยคนไปเข่นฆ่าทหารป๋อปอนับหมื่นนั้น ถือเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ แต่กลับสามารถทำได้เหมือนกลิ้งก้อนหิมะ อาศัยความโกลาหลของกองทัพป๋อปอ ขับไล่พวกเขาไปเรื่อยๆ เหมือนกับการติดเชื้อไวรัส ให้ความโกลาหลนี้ลุกลามไปเรื่อยๆ จนลามไปทั่วทั้งค่ายกองทัพป๋อปอ…
หากรักษาสถานการณ์เช่นนี้ไว้ เผยเฉียนและพรรคพวกก็แค่ต้อนพวกเขาไปข้างหน้าเรื่อยๆ แต่หากกองทัพป๋อปอเริ่มสงบสติอารมณ์ภายใต้การนำของแม่ทัพ และรวมตัวกันเพื่อเตรียมโจมตีกลับ เผยเฉียนก็จะพาคนถอยหนี
ยังไงตอนนี้ก็เผาเสบียงของค่ายหลังกองทัพป๋อปอไปแล้ว เป้าหมายเดิมบรรลุแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ล้วนเป็นของแถม มีก็ดี ไม่มีก็ได้
หวงเฉิงขานรับเสียงดัง สั่งให้องครักษ์ยี่สิบนายคุ้มกันเผยเฉียนให้ดี แล้วนำทหารม้าอีกร้อยกว่านายพุ่งเข้าใส่ค่ายหลังของกองทัพป๋อปอราวกับพายุหมุน
เมื่อเทียบกับเผยเฉียน ในด้านการเลือกเป้าหมายในการต่อสู้เฉพาะจุด หวงเฉิงเห็นได้ชัดว่ามีประสบการณ์มากกว่า เขานำทหารพุ่งตรงไปยังธงของค่ายหลังทันที!
ธงคือจิตวิญญาณของกองทัพ จะปล่อยให้สูญเสียไปง่ายๆ ไม่ได้ ดังนั้นกองทัพป๋อปอจึงได้จัดวางทหารไว้คุ้มกันที่นี่ด้วย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหวงเฉิง ก็เหมือนไม่มีอะไรเลย พริบตาเดียว ทหารป๋อปอกลุ่มเล็กๆ สิบคนก็ถูกฆ่าตายจนหมดสิ้น
หวงเฉิงหนีบม้า ม้าศึกร้องเสียงแหลม ชูสองขาหน้าขึ้น
หวงเฉิงอาศัยแรงม้า ฟันง้าวใหญ่ลงมาฉับเดียว ด้ามธงขนาดเท่าปากชามก็ถูกฟันขาดไปครึ่งหนึ่ง!
หวงเฉิงคำรามลั่น ออกแรงดึงง้าวออก บิดตัวฟันอีกครั้ง ง้าวใหญ่วาดเป็นวงกลม ส่งเสียงดังขวับ ฟันเข้าที่ด้ามธงอีกครั้ง!
แม้ด้ามธงจะมีขนาดเท่าปากชาม ก็ทนรับการฟันสองครั้งซ้อนไม่ได้ ธงขนาดใหญ่สั่นสะท้าน เสียงดังเป๊าะรอยแตกหักขาดออกจากกัน ร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังโครมคราม…
“ฆ่า!”
หวงเฉิงตวาดก้อง!
ทหารป๋อปอรอบๆ ที่เห็นทหารคุ้มกันธงถูกฆ่าตายและตั้งใจจะเข้ามาช่วย เมื่อเห็นหวงเฉิงเก่งกล้าสามารถเช่นนี้ ก็ใจสั่นสะท้าน ลังเลไม่กล้าบุกเข้ามา…
“ฆ่า!!”
ทหารม้าที่อยู่รอบๆ ชูดาบขึ้นร้องตะโกนพร้อมกัน!
ความเก่งกล้าของหวงเฉิงปลุกเร้าทหารม้าใต้บังคับบัญชา ต่างก็พากันร้องตะโกนเสียงดังไปพร้อมกับหวงเฉิง แม้จะมีเพียงร้อยกว่าคน แต่บรรยากาศกลับยิ่งใหญ่ราวกับคนนับพันนับหมื่น
“ฆ่า!!!”
หวงเฉิงตวาดก้องอีกครั้ง บังคับม้าหันหัว พุ่งทะยานไปข้างหน้า!
ง้าวใหญ่ที่คมกริบราวกับพัดกางออกฟันซ้ายฟันขวา เลือดสดๆ หัว แขนที่ขาดวิ่น อวัยวะที่ถูกตัดขาด ลอยกระเด็นขึ้นไปในอากาศตามแรงฟันของหวงเฉิง แล้วตกลงมาอีกครั้ง
หวงเฉิงทะลวงนำหน้า ทหารม้าร้อยกว่านายตามติดอย่างกระชั้นชิด คมดาบที่สว่างวาบราวกับสายฟ้าแลบ ฟาดฟันความกล้าหาญสุดท้ายของกองทัพป๋อปอจนหมดสิ้น ประกอบกับธงใหญ่ของค่ายหลังล้มครืนลง ทหารป๋อปอจำนวนมากรู้เพียงว่าถูกซุ่มโจมตี แต่ไม่รู้ว่ามีคนเท่าไหร่ ราวกับมองไปทางไหนก็เห็นแต่กองไฟที่ลุกโชน ราวกับทุกที่ล้วนมีคนของตัวเองถูกฟันร้องครวญคราง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี…
การแตกพ่ายของกองทัพป๋อปอ เริ่มกระจายออกไปอย่างควบคุมไม่ได้
ทหารป๋อปอหลายคนแต่เดิมอาจจะแค่คิดว่าค่ายหลังวุ่นวาย ไปรวมตัวกับผู้บังคับบัญชาที่แนวหน้าจะปลอดภัยกว่า แต่ในค่ายที่ยาวเหยียด ทหารป๋อปอที่ยังไม่ถูกผลกระทบและยังไม่ถูกดึงเข้าสู่การต่อสู้ เมื่อเห็นทหารป๋อปอที่หนีแตกกระเจิงมาจากค่ายหลัง ต่างก็วิ่งตามสัญชาตญาณ…
เมื่อหัวหน้าระดับล่างเริ่มพยายามรวบรวมทหารและออกคำสั่ง หวงเฉิงก็นำทหารม้าร้อยนายพุ่งเข้ามาดุจเคียวมัจจุราช!
ภายใต้ง้าวใหญ่ ไม่มีใครต้านทานได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว!
ทหารป๋อปอทีละคนๆ เริ่มเข้าร่วมขบวนหลบหนี ส่วนเรื่องการต่อต้าน ปล่อยให้คนที่วิ่งอยู่ข้างหลังทำไปเถอะ รักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเองไว้ก่อนสำคัญที่สุด!
ทหารที่แตกพ่ายบริเวณส่วนท้ายของค่ายใหญ่วิ่งผ่านเต็นท์ที่ระเกะระกะอย่างรวดเร็ว และเริ่มพาทหารป๋อปอกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าวิ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
ส่วนหวงเฉิงนำทหารม้าร้อยกว่านายวิ่งวนไปมาบนลานกว้างระหว่างกระโจม ทุบตีทหารป๋อปอที่พยายามจะต่อต้าน บีบให้วิ่งไปข้างหน้า
ทหารป๋อปอนายหนึ่งบริเวณตอนกลางของค่ายใหญ่ เพิ่งมุดออกมาจากเต็นท์ ก็เกือบถูกทหารที่วิ่งสวนมาชนล้ม ขณะที่เขายังไม่ทันยืนทรงตัวได้ ก็ถูกคนอื่นๆ ที่วิ่งก้มหน้าไม่ดูทางชนซ้ำอีกหลายครั้ง จนล้มกลิ้งลงไปกับพื้น ฝ่าเท้าทั้งที่เท้าเปล่าและที่ใส่รองเท้าฟางเหยียบย่ำลงมาเต็มไปหมด…
เขาดิ้นรนอย่างหนัก หนีเอาชีวิตรอดจากการผลักและเหยียบย่ำที่อันตรายถึงชีวิตนี้ กลิ้งคลุกฝุ่นไปด้านข้าง โชคดีที่หลบฝูงชนที่วิ่งหนีตายระลอกนี้มาได้ เขานั่งพิงกระโจมด้วยความตื่นตระหนก เพิ่งจะถอนหายใจยาวออกมาได้เฮือกเดียว ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาด หันขวับไป ก็เห็นกีบเท้าม้าขนาดเท่าปากชามพุ่งตรงเข้ามาหา…

0 Comments