You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ลิโป้นั่งอยู่บนหลังม้า แหงนหน้าขึ้นฟ้าส่งเสียงร้องตะโกนยาวๆ ออกมา พลันรู้สึกว่าความอึดอัดที่สุมแน่นอยู่ในอกผ่อนคลายลงมาก รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก

ช่วงเวลาที่ผ่านมา การต้องทนอุดอู้ลั่วหยางมันช่างน่าอึดอัดจนแทบจะบ้าตาย!

มีเรื่องอยู่ในใจ แต่ก็พูดออกมาไม่ได้

ขนาดอยากจะหาคนดื่มเหล้าเป็นเพื่อนยังหาไม่ได้เลย ต้องมานั่งซดเหล้าอมทุกข์อยู่คนเดียวที่บ้าน

แม้ว่าตอนนี้จะมีขุนพลใต้บังคับบัญชาอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่มีใครสนิทสนมกันเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

เตียวเลี้ยวไปประจำการอยู่ที่หงหนงเพราะเรื่องวุ่นวายสารพัดอย่าง ไม่ได้กลับมาที่ลั่วหยางเลย ส่วนไอ้หนุ่มโกซุ่นนั่นก็เป็นคนซื่อบื้อหัวสี่เหลี่ยม เรียกมากินเหล้าสิบครั้งก็อ้างว่าติดธุระไปซะเจ็ดแปดครั้ง อีกสองสามครั้งที่มาก็เอาแต่นั่งดื่มเงียบๆ ไม่ยอมปริปากพูด ช่างน่าเบื่อเสียนี่กระไร…

ส่วนงุยซกน่ะหรือ ถึงจะพอเกี่ยวดองเป็นญาติกันอยู่บ้าง แต่พอเจอหน้ากันทีไรก็เรียกท่านเวินโหว (โฮ่ว) ทุกคำ เคร่งครัดเจ้าระเบียบราวกับเป็นร่างโคลนของโกซุ่น น่าเบื่อพอกัน

เซงเหลียมก็เป็นนักรบผู้ห้าวหาญที่เขาเพิ่งเลื่อนขั้นขึ้นมาจากกองทหาร ฝีมือไม่ธรรมดา แต่จะให้เรียกมานั่งดื่มเหล้าด้วยกันสองต่อสอง อืม… ความสัมพันธ์ยังไม่สนิทกันถึงขั้นนั้นหรอกนะ…

ส่วนซงเหียนและโฮเสงเป็นขุนพลที่ซือคงอองอุ้นแนะนำมาให้ ทั้งคู่เป็นคนไท่หยวน ฝีไม้ลายมือก็ถือว่าไม่เลว ให้คุมทหารก็พอได้อยู่ แต่ถึงอย่างไรก็เพิ่งจะมาร่วมงานกัน เหมือนกับเซงเหลียมนั่นแหละ ยังยากที่จะบอกได้ว่ามีความสนิทสนมกันมากแค่ไหน

แต่ตอนนี้ก็ถือว่าได้ออกมานอกเมืองลั่วหยางแล้ว แม้จะยังไม่นับว่าเป็นการนำทัพออกศึกตามลำพัง แต่สภาพจิตใจก็ถือว่าผ่อนคลายลงบ้างแล้ว ลั่วหยางแม้จะเจริญรุ่งเรือง แต่เขากลับรู้สึกเหมือนมันเป็นกรงขัง แม้แต่จะยืนให้หลังตรงก็ยังรู้สึกลำบากเลย

แถมยังมีหญิงสาวคนนั้นที่ไม่รู้ว่าแอบเข้ามาอยู่ในใจของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำให้เขาลืมไม่ลง ร่างกายที่บอบบาง น้ำเสียงที่อ่อนโยน ท่าทางก้มหน้าที่แสนจะนุ่มนวล สวรรค์ เหตุใดถึงให้ข้าได้พบกับเจ้า แต่กลับต้องเห็นเจ้าอยู่ในอ้อมกอดของชายอื่น…

เฮ้อ!

ลิโป้อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ลิโป้ก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีก เขาแกว่งทวนกรีดฟ้า (ทวนวงเดือน) ในมือไปมา ตบไปที่ม้าเซ็กเธาว์ที่ขี่อยู่เบาๆ แล้วพูดว่า “นี่ คู่หู เอาซะหน่อยไหม?”

ม้าเซ็กเธาว์ดูเหมือนจะฟังรู้เรื่องว่าลิโป้กำลังพูดอะไร มันสลัดหูไปมาพึ่บพั่บ ยืดคอออกไปแล้วส่งเสียงร้องฟืดฟาดออกมาสองสามที

ลิโป้หัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆ! ดี งั้นเรามาวิ่งกันสักตั้ง! เด็กๆ สั่งให้กองทัพเร่งความเร็ว!” พูดจบ เขาก็ไม่สนเลยว่าทหารที่ตามมาข้างหลังจะตามความเร็วของเซ็กเธาว์ทันหรือไม่ กลับควบม้าทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว

ม้าเซ็กเธาว์เห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นมาก มันวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ชั่วพริบตาก็พุ่งจากครึ่งหลังของขบวนไปจนถึงหัวแถว พอแซงหน้าม้าศึกตัวหน้าสุดของขบวนได้ มันก็ยังชูคอส่งเสียงร้องอย่างภาคภูมิใจ…

ทหารกองหน้าที่เป็นทหารผ่านศึกชาวปิงโจวใต้บังคับบัญชาของลิโป้ พอเห็นท่าทางโอหังของม้าเซ็กเธาว์ ก็พากันหัวเราะร่วน แล้วควบม้าพุ่งทะยานตามลิโป้ไป ฝุ่นทรายปลิวว่อนขึ้นมาทันที ม้วนตัวเป็นกำแพงฝุ่นสูงชันพุ่งเข้าใส่กองทหารสัมภาระที่อยู่ด้านหลัง

ลิซกที่คุมเสบียงอยู่ท้ายขบวน พอเห็นแบบนั้นก็เต้นผาง กำลังจะอ้าปากตะโกนห้ามการกระทำอันไร้สาระนี้ แต่กลับถูกฝุ่นทรายที่พัดสวนมาสาดเข้าเต็มปาก พอฝุ่นทรายค่อยๆ จางลง พวกทหารผ่านศึกปิงโจวกองหน้าก็เหลือเพียงจุดดำๆ หายวับไปเบื้องหน้าแล้ว…

“ลูกกระโปกแม่เอ๊ย!” ลิซกถุยน้ำลาย พ่นทรายออกจากปากแล้วด่าทออย่างเกรี้ยวกราด ไอ้หน้าโง่นี่เล่นบ้าอะไรแบบนี้มาตลอดทาง ทำเอาลิซกแทบจะทนไม่ไหว…

แต่ถ้าทนไม่ได้ ก็ต้องทนต่อไป

ถ้าพูดถึงตำแหน่ง ลิโป้มาทีหลังแต่แซงหน้าไปไกล ตำแหน่งใหญ่กว่าลิซกเสียอีก ถ้าพูดถึงฝีมือ ยิ่งทิ้งห่างลิซกไปเป็นสิบช่วงถนน ถ้าจะให้แข่งความรู้หรือวาทศิลป์ แน่นอนว่าลิซกเก่งกว่าอยู่แล้ว ปัญหาคือ ลิโป้ไม่เคยไปแข่งเรื่องความรู้หรือวาทศิลป์กับใครเลยนี่สิ…

เฮ้อ!

ลิซกทำได้เพียงถอนหายใจยาว แล้วสั่งให้กองทหารราบที่อยู่ท้ายขบวนเร่งความเร็วขึ้นมาบ้าง แต่เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่า ไอ้สารเลวลิโป้คงจะวิ่งไปจนถึงระยะที่ควรจะตั้งค่ายพักแรมแล้วถึงจะหยุด จากนั้นก็ปล่อยม้าให้พักผ่อน พร้อมกับรอให้เขาไปตั้งค่ายให้

ลำบากก็แต่ตัวเองนี่แหละ ต้องเป็นแบบนี้ทุกวัน ตอนเช้าต้องรื้อค่าย ตอนกลางวันก็ต้องตามหลังพวกเวรนี่กินฝุ่นไปตลอดทาง พอเร่งฝีเท้าตามไปจนทันกองหน้าของลิโป้ที่กำลังเดินเตร่ไปมาอย่างสบายใจเฉิบ ก็ต้องมาตั้งค่ายพักแรมให้อีก…

คิดถึงเมื่อก่อน ตัวเองยังเคยได้รับสายตาอิจฉาจากไอ้เวรนั่นอยู่เลย แต่ตอนนี้…

เฮ้อ!

ลิซกอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว

ณ ค่ายทหารเมืองเมิ่งจิน ฮันเฮ่ากำลังรู้สึกหดหู่ใจ

ตอนที่ฮันเฮ่ารวบรวมกองกำลัง เดิมทีก็เป็นเพียงเพราะช่วงหลังกบฏโพกผ้าเหลือง มีพวกโจรป่าแตกทัพมาอาละวาดตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อปกป้องบ้านเกิด เขาจึงรวบรวมกองกำลังขึ้นมาคุ้มครองเมืองและหมู่บ้าน

แต่ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงถูกอองของ เจ้าเมืองเหอเน่ย ทาบทามให้มาเป็นผู้ช่วย

ตอนแรกเขาก็นึกว่าท่านเจ้าเมืองอองชื่นชมในความสามารถและไว้ใจตน จึงทาบทามให้มารับตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าเมือง แต่ใครจะคิดว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย…

อ้วนเสี้ยว ขุนพลรถม้าศึก (เชอจี้เจียงจวิน) ประทับอยู่ที่เมืองเย่ สั่งการให้อองของยกทัพไปที่เมิ่งจิน มุ่งเป้าไปที่ลั่วหยาง เขาจึงได้นำทัพมาที่นี่พร้อมกับอองของ ตั้งค่ายอยู่ที่ฝั่งเหนือของเมิ่งจิน ประจันหน้ากับค่ายทหารของตั๋งโต๊ะที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำฮวงโห

เมื่อวานนี้ ตู้หยาง ผู้ตรวจการเมืองเหอยิน (เหอยินลิ่ง) ได้รับคำสั่งจากตั๋งโต๊ะให้มาเยือน พอเจอกันก็ร้องไห้โฮ ครอบครัวของตู้หยางซึ่งเป็นลุงของเขาตกอยู่ในเงื้อมมือของตั๋งโต๊ะกันหมด ด้วยความจำใจจึงต้องยอมทำตามคำสั่งตั๋งโต๊ะ มาเป็นทูตเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนน

ฝ่ายหนึ่งคือสายเลือด อีกฝ่ายหนึ่งคือความจงรักภักดี สุดท้ายฮันเฮ่าก็เลือกที่จะปฏิเสธตั๋งโต๊ะ และส่งตู้หยางกลับไป แต่ใครจะคิดว่า เพิ่งจะกลั้นน้ำตาส่งลุงกลับไปได้ไม่ทันไร วินาทีต่อมาฮันเฮ่าก็ถูกเรียกตัวไปที่กระโจมของอองของ

“ลุงของท่านคือผู้ตรวจการเมืองเหอยินงั้นรึ?” แม้อองของจะยิ้มแย้ม แต่แววตากลับแฝงประกายเย็นเยียบ

ฮันเฮ่าประสานมือตอบ “ขอรับ”

“โอ้? แล้วเขามาด้วยเรื่องอันใด?” อองของซักไซ้ไล่เลียง

“มาเกลี้ยกล่อมให้ข้าพเจ้ายอมจำนนขอรับ” ฮันเฮ่าไม่คิดจะปิดบัง

อองของพยักหน้า ยิ้มบางๆ วางมือลงบนโต๊ะ จ้องมองฮันเฮ่าแล้วถามว่า “โอ้? แล้วท่านคิดเห็นเช่นไร?”

“ข้าพเจ้าคือขุนนางราชวงศ์ฮั่น จะยอมจำนนต่อโจรชั่วได้อย่างไร?” ฮันเฮ่าเอียงตัวประสานมือคารวะไปทางเมืองลั่วหยาง

“โอ้? ในเมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วผู้ตรวจการเหอยินอยู่ที่ใดล่ะ?” อองของหลุบตาลง

ฮันเฮ่ารู้สึกใจหายวาบ ตอบกลับไปว่า “ข้าพเจ้าต่อว่าและไล่กลับไปแล้วขอรับ”

“โอ้? เหตุใดจึงไม่ประหารเสีย?” จู่ๆ อองของก็ช้อนตาขึ้นจ้องฮันเฮ่าเขม็ง ราวกับจะขุดคุ้ยหาความคิดในใจของฮันเฮ่าผ่านทางสีหน้าให้ได้

จะให้ข้าประหารลุงตัวเองเนี่ยนะ? นี่มัน…

ฮันเฮ่าหลุดปากออกไปว่า “สองทัพประจันหน้า ไม่ประหารทูตขอรับ”

อองของเงียบไปพักใหญ่ จึงกล่าวว่า “ดี ตอนนี้กองทัพตั้งค่ายอยู่ที่นี่ สิ้นเปลืองเสบียงอาหารไปมิใช่น้อย ข้ามีจดหมายฉบับหนึ่ง รบกวนหยวนซื่อ (ชื่อรองฮันเฮ่า) กลับไปที่เมืองหวยเซี่ยน มอบให้กับรองเจ้าเมือง เพื่อจัดเตรียมเสบียงอาหารมาที่นี่ ทหารของท่าน ให้เฉินเซี่ยวเว่ยรับช่วงดูแลแทนไปก่อนก็แล้วกัน” พูดจบ เขาก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากโต๊ะ แล้วให้องครักษ์ส่งให้ฮันเฮ่า

“รับบัญชา…”

เมื่อเดินออกจากกระโจมใหญ่ของอองของ ฮันเฮ่าก็แหงนหน้ามองฟ้า บนท้องฟ้ายังคงมีเมฆขาวลอยฟ่อง ทว่าในใจกลับกระตุกวูบ นึกไปถึงโฮมูปัน ผู้ดำรงตำแหน่งจื๋อจินอู๋ (ตำแหน่งขุนนางรักษาความสงบเมืองหลวง) ก่อนหน้านี้…

เฮ้อ!

ฮันเฮ่าอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว

หรือว่าโลกใบนี้ มันเปลี่ยนไปจนเหลือแต่เพียงกฎหมู่ไร้ซึ่งความผูกพันทางสายเลือดไปแล้วหรือ?

หรือว่าโลกใบนี้ มันต้องใช้หัวคนนับไม่ถ้วนกลิ้งหล่นลงพื้น เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองเท่านั้นหรือ?

จู่ๆ ม้าเร็วตัวหนึ่งก็ควบตะบึงเข้ามา เห็นได้ชัดว่าเป็นรายงานสถานการณ์ฉุกเฉิน พอถึงหน้าค่าย คนขี่ก็แทบจะทนไม่ไหว กลิ้งตกลงมาจากหลังม้า ทหารหลายคนรีบวิ่งเข้าไปพยุงขึ้นมา ป้อนน้ำให้ดื่มไปสองสามอึก แล้วก็หามเข้าไปในกระโจมของอองของ…

ฮันเฮ่าตั้งใจจะหันหลังกลับไปที่กระโจมของอองของตามสัญชาตญาณ แต่ก็ต้องชะงักฝีเท้า เขาจ้องมองจดหมายในมือ เงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายก็หันหลังกลับ นำองครักษ์ยี่สิบกว่าคนของตน ออกจากค่ายเมิ่งจิน มุ่งหน้าไปยังเมืองหวยเซี่ยน

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note