ตอนที่ 383 ความเสี่ยง
แปลโดย เนสยัง“ผู้ช่วยเจ้าเมืองโลตายแล้ว” เผยเฉียนที่กำลังโยกเยกไปมาบนหลังม้า ถอนหายใจยาว พับจดหมายที่เพิ่งได้รับมาเก็บไว้ในอกเสื้อ แล้วกล่าวกับฮองเฉิง
เผยเฉียนยังจำใบหน้ากลมๆ และรูปร่างอ้วนท้วนของโลฉางได้ แต่คนที่อยู่ในความทรงจำผู้นี้ จะไม่มีวันได้พบกันในชีวิตจริงอีกแล้ว หากผ่านไปอีกสักพัก แล้วอยากจะนึกถึง ก็คงหาร่องรอยในความทรงจำไม่เจอเช่นกัน
สำหรับโลฉาง เผยเฉียนไม่ได้มีความรู้สึกดีหรือเกลียดชังอะไรเป็นพิเศษ ความรู้สึกก็เหมือนเพื่อนบ้านในอาคารเดียวกัน ที่เคยเจอกันตอนทำงานไม่กี่ครั้ง เคยคุยกันไม่กี่ประโยค แล้วจู่ๆ วันหนึ่งก็ได้ยินข่าวการตายของเขา
รู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย เศร้าใจนิดหน่อย ก็แค่นั้น
แต่ฮองเฉิงที่อยู่ด้านข้างกลับตกใจจนสะดุ้ง ผู้ช่วยเจ้าเมืองเชียวนะ ขุนนางระดับเทียบเท่าหนึ่งพันสือ ตายไปง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ? นั่นไม่ใช่คนธรรมดาไก่กานะ แต่เป็นบุคคลหมายเลขสองรองจากเจ้าเมือง ตายแบบงงๆ แบบนี้เนี่ยนะ?
เผยเฉียนพยักหน้าพลางกล่าว “ในจดหมายของเหลียงเต้าบอกว่า ผู้ช่วยเจ้าเมืองโลถูกซุ่มโจมตีระหว่างทางไปเซียงหลิง และถูกยิงด้วยธนูจนเสียชีวิต…”
ฮองเฉิงอ้าปากค้าง “โจรโพกผ้าเหลืองซุ่มโจมตีหรือ?!” โจรโพกผ้าเหลืองรู้จักซุ่มโจมตีด้วยหรือ? นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนเห็นแม่หมูปีนต้นไม้เลยนะ
ที่พวกโจรโพกผ้าเหลืองมีกำลังพลมหาศาล ก็เพราะต้องกระเตงครอบครัวไปด้วย ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวนาที่อดอยากจนต้องลุกขึ้นมาก่อกบฏตามสามพี่น้องตระกูลเตียว ดังนั้นในสถานการณ์ปกติ พวกเขาจะไม่รู้เรื่องตำราพิชัยสงคราม เวลาสู้รบก็อาศัยการแห่เข้าไปรุมตี ใครที่รู้จักการจัดกระบวนทัพหรือเตรียมกองหนุนก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว
แต่ตอนนี้กลับมีการซุ่มโจมตี ซึ่งถือเป็นยุทธวิธีทางทหารที่มีความซับซ้อนสูง นี่มัน…
ถ้าเป็นทหารประจำการ การซุ่มโจมตีย่อมไม่มีปัญหาอะไร แต่การจะให้กลุ่มคนที่ไร้ระเบียบวินัยอย่างโจรโพกผ้าเหลืองมาซุ่มโจมตีเนี่ยนะ?
การซุ่มโจมตีต้องอาศัยการจู่โจมแบบไม่ให้ทันตั้งตัว แต่ในหมู่โจรโพกผ้าเหลืองที่คุ้นเคยกับความไร้ระเบียบ ต่อให้ซ่อนตัวอยู่ ก็ต้องมีคนคุยกัน เล่นกัน ปลดทุกข์กันบ้างล่ะ ซึ่งมันจะทำให้เกิดร่องรอยได้ง่าย เมื่อถูกตรวจพบ จะยังเรียกว่าการซุ่มโจมตีได้อีกหรือ?
แต่โลฉางก็ตายไปแล้วจริงๆ
กองทัพไป๋ปัว…
“ซู่เยี่ย เจ้ารู้ไหมว่ากองทัพไป๋ปัวเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร?” เผยเฉียนถาม
ฮองเฉิงส่ายหน้า “ไม่รู้ขอรับ”
เผยเฉียนนิ่งเงียบ
เมื่อภาระหน้าที่เริ่มมากขึ้น เผยเฉียนก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองต้องการคนมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นด้านการทหาร ด้านการบริหาร หรือการรวบรวมข่าวสาร ล้วนเป็นสิ่งที่เขาขาดแคลนอย่างหนัก
ฮองเฉิงเป็นยอดฝีมือทางด้านวรยุทธ์ และเป็นผู้ช่วยที่ดีในสนามรบ ภายนอกอาจจะดูซื่อๆ แต่จริงๆ แล้วก็มีไหวพริบไม่เบา แต่การจะให้ฮองเฉิงไปทำงานวิเคราะห์และวางแผนในภาพรวม คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
โลฉางตายแล้ว
ในจดหมายของกาจูมีข้อสันนิษฐานบางอย่างแฝงอยู่ แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน ย่อมไม่สามารถให้คำแนะนำอะไรแก่เผยเฉียนได้มากนัก ถึงอย่างไรกาจูเองก็เพิ่งอายุแค่สิบหกปี ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานด้านนี้มาก่อน การทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว แต่ถ้าจะให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ก็คงต้องอาศัยเวลาในการสะสมประสบการณ์
แต่เผยเฉียนกลับขาดแคลนเวลาอย่างหนัก
ดังนั้นเผยเฉียนจึงตัดสินใจว่า หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้จบลง ไม่ว่าจะต้องออกประกาศรับสมัครคนเก่ง หรือประกาศฟื้นฟูบ้านเมืองอะไรก็ตาม เขาต้องหาทางดึงดูดคนมีความสามารถมาร่วมงานด้วยให้ได้…
แม้เผยเฉียนจะพอจำทิศทางหลักๆ ของยุคสามก๊กได้บ้าง รู้ว่าโจโฉจะใช้อัคคีภัยเผาทำลายเส้นทางสู่อำนาจของอ้วนเสี้ยวที่อัวเจ๋า รู้ว่าจิวยี่จะใช้อัคคีภัยเผาความฝันถึงปราสาทนกยูงทองแดงของโจโฉที่ผาแดง และรู้ว่าลกซุนจะใช้อัคคีภัยเผาความหวังในการกลืนกินดินแดนตะวันออกของเล่าปี่ที่อิเหลง แต่การรู้เรื่องพวกนี้มันมีประโยชน์อะไรกับสถานการณ์ในตอนนี้บ้างไหม?
ไม่มีเลยสักนิด
ไม่รู้ข้อมูลที่แน่ชัดของศัตรูอย่างกองทัพไป๋ปัว ไม่รู้ว่ามีทหารประจำการอยู่ที่หย่งอันเท่าไหร่ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าก้าวต่อไปของกองทัพไป๋ปัวจะเป็นไปในทิศทางใด…
อันที่จริง การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเหมือนที่เผยเฉียนพูดไว้ที่ค่ายเป่ยชวีเลย กลับกลายเป็นมีความเสี่ยงสูงมากต่างหาก
แต่ก็จำเป็นต้องสู้ ประการแรกคือเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพื้นที่ ประการที่สองคือหย่งอันเป็นต้นน้ำของแม่น้ำซินสุ่ย การควบคุมหย่งอันได้ ก็เท่ากับควบคุมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำซินสุ่ยทั้งหมด อีกทั้งหย่งอันยังอยู่ใกล้กับเมืองซีเหอ หากสามารถจับมือกับเมืองซีเหอได้ ไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน ก็จะช่วยลดความกดดันของเขาลงไปได้มาก
แต่ในตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกความกดดัน เผยเฉียนต้องเป็นคนแบกรับไว้แต่เพียงผู้เดียว
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าข้อสันนิษฐานของกาจูจะมีเหตุผลหรือไม่ แค่การตายอย่างไม่คาดคิดของโลฉาง ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนสำหรับเผยเฉียนแล้ว ไม่ว่าโลฉางจะรีบร้อนเดินทางจนละเลยการป้องกัน หรือในกองทัพไป๋ปัวจะมียอดฝีมือซ่อนอยู่ ล้วนแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ในตอนนี้ซับซ้อนมาก ซับซ้อนจนหากเผยเฉียนก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ก็อาจจะล้มคว่ำ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้
“เปลี่ยนเส้นทาง ไปเซียงหลิง”
เซียงหลิงอยู่ทางทิศใต้ของหย่งอัน ทางทิศตะวันออกของเป่ยชวี ทางทิศเหนือของหลินเฝิน และอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเฝินสุ่ย ใกล้กับเทือกเขาหลี่เหลียง ถือเป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคม
ไปหย่งอันไม่ได้แล้ว
ในเมื่อตอนนี้สถานการณ์ที่เซียงหลิงยังไม่ชัดเจน การบุ่มบ่ามมุ่งหน้าไปหย่งอัน หากเกิดพลาดท่าถูกศัตรูตลบหลังตัดทางหนี ทหารที่เผยเฉียนเพิ่งฝึกมาได้ไม่ถึงสองเดือน จะมีความกล้าหาญพอที่จะฝ่าวงล้อมออกไปได้หรือ?
ดังนั้นจึงต้องทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง เปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปทางตะวันออกก่อน ไปดูสถานการณ์ที่เซียงหลิง แล้วค่อยว่ากันอีกที
ในสนามรบของยุคฮั่น เมืองหนึ่งเมืองคือตัวแทนของการควบคุมพื้นที่หนึ่งแห่ง หย่งอันควบคุมจุดเชื่อมต่อระหว่างตอนเหนือและตอนกลางของเทือกเขาหลี่เหลียง ส่วนเซียงหลิงควบคุมเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ใจกลางของไท่หยวนและจิ้นจง การสูญเสียจุดยุทธศาสตร์จุดหนึ่ง ก็เท่ากับสูญเสียพื้นที่ไปหนึ่งแห่ง และสูญเสียเส้นทางไปหนึ่งเส้น
หากต้องสูญเสียจุดยุทธศาสตร์อย่างเซียงหลิงไปอีก สำหรับเผยเฉียนหรืออองอิบแห่งเมืองฮอตั๋ง ก็คงทำได้เพียงถอยไปตั้งรับที่หลินเฝินซึ่งอยู่ทางใต้ของเซียงหลิงเท่านั้น
หวังว่าเซียงหลิงจะยังรับมือไหวนะ…
มิเช่นนั้น สถานการณ์คงเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว
เดิมทีกองทัพไป๋ปัวอยู่ที่เมืองหย่งอัน หากพวกเขาไม่ต้องการจะถอยกลับเข้าเทือกเขาหลี่เหลียง ก็มีทางเลือกเพียงสองทางคือ บุกโจมตีเซียงหลิงที่อยู่ทางใต้ หรือบุกโจมตีอำเภอผู่จื่อที่อยู่ทางตะวันตก แต่หากเซียงหลิงแตก นอกจากเส้นทางบุกผู่จื่อก่อนหน้านี้แล้ว พวกเขายังสามารถบุกเข้าไท่หยวนทางตะวันออก บุกหลินเฝินและอันอวี้ทางใต้ หรือแม้แต่บุกค่ายเป่ยชวีของเผยเฉียนทางตะวันตกได้อีกด้วย เรียกได้ว่าแม้ในแง่ของการควบคุมพื้นที่จะต่างกันแค่เมืองเดียว แต่ทิศทางการโจมตีที่เลือกได้กลับเพิ่มขึ้นมาก
กองทัพไป๋ปัวเอ๋ย พวกที่ยังยึดติดกับความฝันของโจรโพกผ้าเหลือง ตกลงแล้วพวกแกต้องการจะทำอะไรกันแน่?

0 Comments