ตอนที่ 372 ท่ามกลางความวุ่นวาย
แปลโดย เนสยังทหารของฮองเหียนเหลียงและนายกองเตียวต่างถือดาบและหอกประจันหน้ากัน ไม่มีใครยอมใคร…
เดิมทีฮองเหียนเหลียงเพียงแค่คาดเดา ท้ายที่สุดการกระทำของนายกองเตียวและท่าทีของศัตรูฝั่งตรงข้ามดูผิดปกติวิสัย ประการแรกคือศัตรูฝั่งตรงข้ามไม่ได้เข้ายึดสะพานลอยในทันที ประการที่สองคือตอนที่ศัตรูปรากฏตัวที่ฝั่งตรงข้าม นายกองเตียวกลับหันมาให้ความสนใจกับตัวเขาแทน…
โดยเฉพาะสายตาของแม่ทัพฝ่ายศัตรูที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและนายกองเตียวที่มองมาที่ตนนั้น ราวกับสัตว์ร้ายในป่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อ ดังนั้นในยามคับขัน เขาจึงไม่รอช้า ชิงลงมือเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
แม้จะบอกว่าหากรอให้นายกองเตียวเผยเจตนาที่ชัดเจนออกมาก่อน ตนก็ไม่ต้องรับผิดชอบข้อหาล่วงเกินผู้บังคับบัญชานี้ แต่ถ้าทำเช่นนั้น ข้อแรกคือจะไม่สามารถช่วยชีวิตลูกจ้างและองครักษ์ของตระกูลชุยที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้มากนัก ข้อสองคือกำลังพลของฝ่ายตนไม่ได้เปรียบ หากผิดพลาดเพียงนิดเดียว ปล่อยให้ศัตรูฝั่งตรงข้ามข้ามสะพานลอยมาได้ ไม่เพียงแต่ตนเองเท่านั้น แต่ค่ายใหญ่ฝั่งนี้ก็จะต้องตกอยู่ในอันตรายด้วย
ทว่าการชิงลงมือของเขา แม้จะหลีกเลี่ยงอันตรายไปได้ แต่ก็ทำให้เขาจับไม่ได้ไล่ไม่ทันนายกองเตียว ในขณะเดียวกันก็ทำให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจเช่นนี้
ข้อหาล่วงเกินผู้บังคับบัญชา และข้อหาจับผู้บังคับบัญชาเป็นตัวประกัน เป็นสองข้อหาที่เขาไม่อาจแก้ตัวได้เลย
จะให้แก้ตัวว่ารู้สึกว่านายกองเตียวอาจจะมีเจตนาไม่ดีอย่างนั้นหรือ?
แล้วพยานหลักฐานล่ะ?
หากไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ก็เท่ากับเพิ่มข้อหาใส่ร้ายป้ายสีเข้าไปอีกข้อ…
จะทำอย่างไรดี?
จะสู้ตายกันไปข้างให้บาดเจ็บล้มตายกันทั้งสองฝ่าย หรือจะยอมลดละเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งอาจจะต้องรับโทษทัณฑ์จนถึงแก่ชีวิต?
ประเด็นสำคัญคือนายกองเตียวเป็นคนของเมืองฮอตั๋ง หากเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆ เพียงเพราะสาเหตุจากตัวเขาคนเดียว อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของท่านเผยในฮอตั๋ง แล้วจะทำอย่างไรดี?
ฮองเหียนเหลียงมองนายกองเตียว ถอนหายใจยาว แล้วปักดาบหวนโส่วลงบนพื้น
นายกองเตียวยิ้มกริ่ม เตรียมจะสั่งให้ทหารเข้าไปมัดฮองเหียนเหลียง…
“หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้! ข้ามีเอกสารราชการ ใครกล้าวู่วาม!” จู่ๆ ชุยโฮ่วก็นำองครักษ์และทหารจากค่ายใหญ่วิ่งกระหืดกระหอบมา ในมือชูม้วนเอกสารที่มีตราประทับสีแดงเถือก…
ชุยโฮ่ววิ่งมาถึงข้างกายฮองเหียนเหลียง ชูเอกสารขึ้น แล้วประกาศเสียงดังว่า “มีราชโองการให้ เผย ตำแหน่งผู้พิทักษ์ซงหนูจงหลางเจียง และเปี๋ยปู้ซือหม่า รับหน้าที่ขนส่งเสบียงทหารระหว่างฮอตั๋งและซือลี่ กองทหาร อำเภอ นายกอง และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในเส้นทางนี้ ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง! ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษ! รับบัญชา!”
เอกสารฉบับนี้คือเกราะคุ้มกันที่เผยเฉียนทิ้งไว้ให้ชุยโฮ่ว เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกทหารเสเหลียงที่ไม่รู้เรื่องราวปล้นชิงระหว่างขนส่งเสบียง เขาจงใจไปขอมาจากลิยูโดยเฉพาะ
แต่กว่าจะได้มาก็ต้องแลกด้วยสิ่งตอบแทนที่ไม่น้อยเลย เสบียงที่ซื้อมาจากฮอตั๋งนั้น สามส่วนมอบให้ฟรี สามส่วนขายให้ลิยูในราคาตลาดเมืองลั่วหยาง ส่วนที่เหลือเผยเฉียนถึงจะจัดการเองได้ เมื่อคำนวณดูแล้ว อันที่จริงเผยเฉียนค่อนข้างจะขาดทุนในการจัดหาเสบียงให้ลิยู เพียงแต่สามารถชดเชยจากส่วนอื่นได้…
โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า เพราะในการขนส่งเสบียงนั้น มักจะเจอกับนายกองของด่านตรวจต่างๆ และนายอำเภอของแต่ละเมืองมากที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า พญายมนั้นคุยง่าย แต่บริวารนั้นรับมือยาก
นายกองเตียวมองเอกสารที่ประทับตรามหาอุปราชฉบับนี้ด้วยความเจ็บใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าทั้งสองไม่ใช่เปี๋ยปู้ซือหม่าเผย แล้วจะมาสั่งข้าได้อย่างไร”
ชุยโฮ่วกวักมือเรียกคนด้านหลัง แล้วกล่าวว่า “เด็กๆ อัญเชิญไม้เท้าอาญาสิทธิ์ของท่านเผยมา!”
ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ไม้เท้าอาญาสิทธิ์เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกฐานะของขุนนาง และยังเป็นของแทนตัวในการถ่ายทอดคำสั่ง นอกจากเอกสารราชการอย่างเป็นทางการแล้ว คำสั่งชั่วคราวมักจะใช้ตราประทับ สายสะพาย และไม้เท้าอาญาสิทธิ์เป็นเครื่องยืนยัน สิ่งของจำพวกป้ายคำสั่งนั้นใช้ได้แค่ภายในระบบของแม่ทัพแต่ละคนเท่านั้น หากจะสั่งการหน่วยงานภายนอกก็ยังต้องพึ่งตราประทับและอื่นๆ อยู่ดี
นายกองเตียวเบิกตากว้าง อ้าปากค้างอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่สบถ “ชิ” แล้วสะบัดหน้าเดินจากไปด้วยความเคียดแค้น
…
เมืองเกาหนู เดิมทีเป็นเพียงเมืองชายแดนเล็กๆ แต่ถูกปล่อยทิ้งร้างไปในไฟสงครามเมื่อหลายปีก่อน
กำแพงเมืองดินที่ไม่มีใครดูแล เริ่มพังทลายลงเพราะถูกลมฝนกัดเซาะ จนกลายเป็นเพียงเศษซาก
เดิมทีในเมืองมีทหารและชาวฮั่นอาศัยอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ถ้าไม่ตายในสงครามก็อพยพไปหมดแล้ว ทั้งเมืองว่างเปล่า กลายเป็นสวรรค์ของสัตว์ป่าอย่างหมาจรจัดไปช่วงหนึ่ง
แต่ตอนนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนจากชาวฮั่นเป็นชาวหู อวี่ฝูหลัวพาเผ่าของเขามาตั้งค่ายชั่วคราวที่นี่ โดยอาศัยบ้านเรือนที่ยังพอมีสภาพดีอยู่บ้างเป็นที่พัก
ณ ที่ว่าการอำเภอเดิม อวี่ฝูหลัวทอดถอนใจ มองหูฉูเฉวียนน้องชายที่อยู่ตรงหน้า นิ่งเงียบไปนาน
เนื่องจากกองร้อยของโยวเจียนาจาถูกกวาดล้างจนหมดในหุบเขา จากการถูกปิดล้อมของเผยเฉียนและหลี่น่ากู่ชาวเกี๋ยง ไม่มีใครหนีรอดมาส่งข่าวได้เลย จนกระทั่งวันนี้ พวกเขาถึงเพิ่งได้ข่าวคราวเล็กๆ น้อยๆ จากชาวหูกลุ่มอื่นที่ไปค้าขายที่ตลาดเป่ยชวี…
“ฟ้าเบื้องบนเป็นพยาน น้องรักของข้า เจ้าคิดว่าเรื่องนี้ควรจะจัดการอย่างไร” อวี่ฝูหลัวเอ่ยถาม
“ท่านผู้นำที่เคารพ ไอ้ชั่วเผยเฉียนแห่งซ่างจวิ้นบังอาจลงมือกับคนของเรา! พวกเราต้องแก้แค้นให้โยวเจียนาจา!” หูฉูเฉวียนกำหมัดแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
ไม่เพียงแต่ฆ่าคนในเผ่า แต่ยังใช้พวกเขาเป็นทาสแรงงานอีก นี่มันเป็นการหยามเกียรติกันชัดๆ!
“โจมตีรึ?” อวี่ฝูหลัวส่ายหน้า การใช้กำลังทหารแก้ปัญหานั้นง่ายที่สุด แต่ทว่า “เจ้าเคยคิดบ้างไหม โยวเจียนาจามีแค่ร้อยคนก็จริง แต่ทำไมถึงไม่มีใครหนีรอดมาได้เลยสักคน?”
ชาวหูมีขาสี่ขา (ม้า) เมื่อสู้ไม่ได้ย่อมต้องหนี แต่การที่กองร้อยของโยวเจียนาจาถูกกวาดล้างจนหมดโดยไม่มีใครหนีรอดมาได้เลยนั้น ในสายตาของอวี่ฝูหลัว มีความเป็นไปได้แค่สองทางเท่านั้น:
หนึ่งคือถูกซุ่มโจมตีและถูกปิดทางหนี ซึ่งหมายความว่าอีกฝ่ายต้องมีคนที่คุ้นเคยกับภูมิประเทศเป็นอย่างดี
สองคืออีกฝ่ายก็ต้องมีทหารม้าที่มีจำนวนมากพอ อย่างน้อยต้องมีมากกว่าสามร้อยคนขึ้นไป ถึงจะสามารถไล่ต้อนและปิดล้อมกองร้อยของโยวเจียนาจาได้…
แต่ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ทางไหน ล้วนไม่ใช่ข่าวดีสำหรับอวี่ฝูหลัวเลย
“ส่งข่าวไปให้เผยเฉียนคนนั้น บอกว่าข้าขอเจรจาด้วย”
“หา?!” หูฉูเฉวียนชะงักไปครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “เจรจา? ไม่สู้? แล้วความแค้นของโยวเจียนาจาล่ะ จะทำอย่างไร?”
อวี่ฝูหลัวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “พวกเราแบกรับความแค้นไว้มากเกินไปแล้ว สักวันต้องได้สะสางแน่ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราตอนนี้คือการรวบรวมคนในเผ่าที่กระจัดกระจาย ไม่ใช่การเปิดศึกโดยพลการ…”
อวี่ฝูหลัวมองไปทางทิศเหนือ ราวกับพูดกับหูฉูเฉวียน และราวกับพูดกับตัวเอง “สำหรับพวกเราในตอนนี้ หากต้องสูญเสียกำลังไปแม้แต่น้อย โอกาสที่จะได้กลับไปสู่ราชสำนักอ๋องก็จะยิ่งเลือนลางลง…”

0 Comments