ตอนที่ 363 สินค้าที่สูญหาย
แปลโดย เนสยังม้าเอี๋ยนดูเหมือนจะยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่เผยเฉียนพูดออกมาอย่างลึกซึ้งนัก แต่อย่างน้อยเขาก็เข้าใจจุดหนึ่งว่า เผยเฉียนไม่ได้เป็นคนใจดีแบบไร้ขอบเขต การปฏิบัติต่อชาวหูในปัจจุบันก็เป็นไปตามแผนการที่วางไว้โดยรวม ดังนั้นเขาจึงไม่ได้โต้แย้งอะไรเพิ่มเติมในประเด็นว่าชาวหูเป็นคนดีหรือคนเลว
เผยเฉียนสะบัดหอกยาวอีกสองครั้ง พบว่าการจะทำควงหอกก็ยังมีความยากอยู่บ้าง แม้จะพอเป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็ยังไม่กลมกลืนนัก
“ใต้เท้า ตอนที่ท่านหมุนข้อมือในจังหวะสุดท้าย มันยังมีอาการติดขัดอยู่เล็กน้อย…” ม้าเอี๋ยนกล่าวหลังจากสังเกตท่าทางของเผยเฉียนอย่างละเอียด “อย่ามัวแต่จ้องมอง มีทั้งจริงและหลอกล่อ อย่าพยายามตั้งใจเกินไป ผ่อนคลายลงหน่อย…”
เผยเฉียนหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง ทำตามที่ม้าเอี๋ยนบอก ไม่ต้องจงใจคิด ปล่อยวางจิตใจให้ผ่อนคลาย…
เป่ยชวีตั้งอยู่บริเวณขอบของที่ราบสูงดินเหลือง ในยุคฮั่น ดินและน้ำยังไม่ถูกทำลายอย่างรุนแรงเช่นนี้ หลายพื้นที่ยังมีต้นไม้เติบโต และเมื่อปราศจากการแทรกแซงของมนุษย์ พวกมันจึงเติบโตได้อย่างแข็งแรงและมั่นคง ซึ่งช่วยรักษาดินและน้ำไม่ให้พังทลาย ดังนั้นสายลมในเวลานี้ จึงยังคงพัดพากลิ่นอายความสดชื่นของฤดูใบไม้ผลิมาด้วย ไม่เหมือนในยุคหลังที่เต็มไปด้วยกลิ่นฝุ่นควันอย่างรุนแรง…
สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ ก่อให้เกิดเสียงดังซู่ซ่า เผยเฉียนฟังเสียงลม พลางค่อยๆ ปล่อยความคิดให้ล่องลอย ข้อมือขยับงัด พลิก และหมุน ปลายหอกตวัดขึ้นจากพื้นส่งเสียงหวีดหวิว จากนั้นก็พุ่งแหวกอากาศเกิดเป็นวงกลมควงหอกที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ม้าเอี๋ยนตบมือพลางหัวเราะร่า “สำเร็จแล้ว!”
ทว่าความรู้สึกเป็นสุขจากความสำเร็จนี้คงอยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อเผยเฉียนคิดจะวาดควงหอกที่สมบูรณ์แบบวงที่สอง เขากลับพบว่าตนเองไม่สามารถทำได้อีก หากไม่ใช่เพราะเมื่อครู่มีม้าเอี๋ยนยืนเป็นพยานอยู่ข้างๆ บางทีแม้แต่ตัวเผยเฉียนเองก็คงแทบไม่เชื่อว่าเขาเคยทำท่าทางเช่นนั้นสำเร็จมาแล้ว…
แต่ม้าเอี๋ยนก็ช่วยปลอบใจเผยเฉียนว่า การเริ่มต้นที่ดี ย่อมหมายถึงความสามารถที่จะทำได้ในอนาคตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อนจนเกินไปนัก ท้ายที่สุดแล้ว แม้ตอนนี้เผยเฉียนจะมียศขุนนางฝ่ายบู๊ในตำแหน่งเปี๋ยปู้ซือหม่า แต่เขาก็มีแนวโน้มไปทางขุนนางฝ่ายบุ๋นเสียมากกว่า หากจะให้เผยเฉียนถือหอกยาวลงสนามรบจริงๆ แล้วจะให้ขุนพลแท้ๆ อย่างม้าเอี๋ยนทำอะไรเล่า
ในตอนนั้นเอง ฮองเฉิงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คารวะเผยเฉียน แล้วพยักหน้าให้ม้าเอี๋ยน ก่อนจะกล่าวช้าๆ ว่า “สินค้าของเราถูกปล้นไปชุดหนึ่งแล้วขอรับ!”
“อะไรนะ?!” เผยเฉียนและม้าเอี๋ยนโพล่งขึ้นพร้อมกัน
…
“ทางนั้น!” ฮองเฉิงชี้ไปที่ฝูงอีกาและอีแร้งกินซากที่บินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าแล้วตะโกนบอก
เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้ว ไม่เพียงแต่อีกาและอีแร้งที่มากินซากเท่านั้น แต่ยังมีหมาป่าและสุนัขจรจัดบางตัวที่กำลังจัดงานเลี้ยงฉลองอยู่ที่นี่ พวกมันฉีกอกและท้องของทหารที่ตายแล้วออก บางตัวกำลังก้มหน้าก้มตากินหัวใจและตับ บางตัวก็กำลังยื้อแย่งลำไส้ แขน ขา ที่ขาดวิ่น
ฮองเฉิงน้าวธนู ยิงสุนัขป่าที่แยกเขี้ยวใส่พวกเผยเฉียนตายคาที่ สัตว์เดรัจฉานเหล่านี้จึงเพิ่งรู้ซึ้งถึงความน่ากลัว ส่งเสียงขู่คำรามด้วยความไม่ยินยอม ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีเข้าไปในป่า
เนื่องจากถูกสัตว์ป่าฉีกทึ้ง ศพในที่เกิดเหตุส่วนใหญ่จึงไม่สมบูรณ์ รอยเลือดที่แห้งกรังและเศษซากแขนขาตกเกลื่อนกลาดไปทั่ว ดูน่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง
สถานที่ที่สินค้าถูกปล้นนั้นอยู่ไม่ไกลจากค่ายเป่ยชวีมากนัก เมื่อเผยเฉียน ม้าเอี๋ยน และฮองเฉิงพาทหารมาถึงที่เกิดเหตุ สินค้าก็ถูกปล้นไปจนเกลี้ยงแล้ว เหลือเพียงกล่องที่แตกพังและรถม้าที่พังทลาย อาวุธและชุดเกราะหนังของทหารที่ตายก็ถูกลอกออกจนหมด เผยให้เห็นร่างกายเปลือยเปล่า
ม้าเอี๋ยนพิจารณาสถานการณ์โดยรวม ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงสรุปออกมา พลางชี้ไปที่ป่าละเมาะข้างๆ “การซุ่มโจมตีเริ่มต้นจากตรงนี้ พวกมันใช้ธนูยิงคนและม้าที่อยู่ข้างหน้าให้ล้มลงก่อน จากนั้นก็…”
ม้าเอี๋ยนหันขวับ ขมวดคิ้วมองไปทางด้านหลังเฉียงๆ ซึ่งเมื่อก่อนเคยมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน ภายหลังแม่น้ำเปลี่ยนทิศทาง จึงเผยให้เห็นก้นแม่น้ำที่แห้งขอด รอยเท้าม้าหลายรอยทอดยาวมาจากทางก้นแม่น้ำนั้น เห็นได้ชัดว่ามีคนและม้าบุกโจมตีมาจากทิศทางนี้ด้วยเช่นกัน…
นี่คือการซุ่มโจมตีที่สมบูรณ์แบบ
ใช้พลธนูที่อยู่ด้านหน้าดึงดูดความสนใจ จากนั้นใช้ทหารม้าบุกทะลวงจากด้านหลัง ดังนั้นพวกเผยเฉียนจึงใช้เวลานานมาก กว่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติ และเมื่อทหารสอดแนมออกมาตรวจสอบ จนพบสถานที่แห่งนี้ในที่สุด ผู้ซุ่มโจมตีก็ถอนตัวออกไปหมดแล้ว หายไปอย่างไร้ร่องรอย
แต่ต่อให้ผู้ซุ่มโจมตีจะหนีไปแล้ว ก็ยังทิ้งเบาะแสต่างๆ ไว้มากมาย…
ฮองเฉิงลงจากม้า ตรวจดูศพอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจู่ๆ ก็ใช้มีดกรีดเปิดบาดแผลของศพศพหนึ่ง ล้วงมือเข้าไปควานหาในบาดแผล ก่อนจะหยิบเอาของบางอย่างออกมาให้เผยเฉียนดู
เผยเฉียนก้มหน้ามอง มันคือหัวลูกศรที่ทำจากกระดูก เนื่องจากกระดูกเปราะบางเกินไป ดังนั้นตอนที่ดึงก้านลูกศรออก มันจึงหักคาร่างของศพ…
เห็นได้ชัดว่า ไม่ว่าจะจากรอยเท้าม้าจำนวนมาก หรือจากหัวลูกศรกระดูกนี้ การซุ่มโจมตีในครั้งนี้น่าจะเป็นฝีมือของชาวหู เพียงแต่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นชาวหูกลุ่มใดก็เท่านั้น…
เผยเฉียนเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยถาม “ชาวเกี๋ยงหลี่น่ากู่ยังมาไม่ถึงอีกหรือ”
ในการมาเยือนตลาดครั้งก่อน ชาวเกี๋ยงหลี่น่ากู่ผู้เป็นหัวหน้าเผ่าเชียงตางเป็นหัวหน้าเผ่าชาวเกี๋ยงที่อยู่ใกล้เป่ยชวีที่สุด และที่นี่ก็อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่เลี้ยงสัตว์ของหลี่น่ากู่นัก ดังนั้นเผยเฉียนจึงส่งคนไปแจ้งข่าวให้หลี่น่ากู่ทราบแล้วเช่นกัน
“ยังไม่มาเลยขอรับ ตามหลักแล้ว พวกเขาอยู่ใกล้กว่าเรา สมควรจะมาถึงก่อน… จะให้ส่งคนไปเร่งอีกรอบไหมขอรับ” ฮองเฉิงกล่าว
เผยเฉียนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่เป็นไร พวกเรารออยู่ที่นี่แหละ”
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่น่ากู่ถึงได้พาชาวเกี๋ยงกลุ่มหนึ่งเดินทางมาถึงอย่างอ้อยอิ่ง
“อ๊ะ?! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย” หลี่น่ากู่มองซ้ายมองขวา ทำท่าทางประหลาดใจอย่างยิ่ง แต่ทว่าหางตาและคิ้วกลับเผยให้เห็นถึงความสาแก่ใจที่ไม่อาจปกปิดได้มิด
“พี่น้องแห่งเทพศิลาขาวที่รักของข้า ท่านไม่สังเกตเห็นอะไรเลยหรือ ไม่สามารถช่วยเราหาเบาะแสอะไรได้เลยงั้นหรือ” เผยเฉียนมองหลี่น่ากู่แล้วกล่าว ไม่น่าใช่ฝีมือของหลี่น่ากู่หรอก เพราะจากสีหน้าที่หลี่น่ากู่แสดงออกมานั้น ส่วนใหญ่เป็นสีหน้าของคนรอดูเรื่องสนุกสนานเสียมากกว่า ซึ่งสีหน้าแบบนี้มักจะเห็นได้บ่อยๆ บนใบหน้าของพวกไทยมุงในยุคหลัง…
หลี่น่ากู่หัวเราะหึหึ ส่ายศีรษะที่โพกผ้าสีขาวไปมา พลางกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ นะท่าน อีกอย่าง แถบนี้ก็มีคนอาศัยอยู่ตั้งมากมาย ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าพวกลูกหมาตัวไหนเป็นคนลงมือ”
เผยเฉียนถอนหายใจ จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้หลี่น่ากู่เดินไปข้างหน้าด้วยกัน พลางกล่าวว่า “พี่น้องแห่งเทพศิลาขาวที่รักของข้า มีเรื่องหนึ่งที่ท่านอาจจะยังไม่รู้ ของพวกนี้… สินค้าเหล่านี้ เดิมทีข้าเตรียมไว้เป็นของขวัญให้ท่าน…”
ฝีเท้าของหลี่น่ากู่ชะงักกึก ก่อนจะรีบเดินตามไปอยู่ด้านหน้าเฉียงๆ ของเผยเฉียน เบิกตากว้าง อ้าปากค้าง พลางกล่าวเสียงสั่น “เทพศิลาขาวเป็นพยาน! ที่ท่านเจ้าเมืองเผยพูดมาเป็นความจริงหรือ!”
เผยเฉียนถอนหายใจ ชี้ไปที่กล่องไม้ใบหนึ่งที่ถูกรื้อค้นจนแตกพังและว่างเปล่า พลางกล่าวว่า “กล่องใบนี้น่าจะบรรจุชาอัดแท่งยี่สิบชั่ง ซึ่งผลิตมาจากร้านชาที่ใหญ่ที่สุดในซือลี่ กลิ่นหอมอบอวล อีกทั้งยังแน่นหนาและสดใหม่เป็นพิเศษ ทำมาจากใบชาชั้นเลิศ ทุกก้อนยังถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมเนื้อละเอียด…”
สีหน้าของหลี่น่ากู่มืดครึ้มลงราวกับน้ำค้าง
“รถม้าคันนี้น่าจะบรรจุผ้าทอป่านยี่สิบพับ… ท่านก็รู้ ของที่ข้าจะมอบให้พี่น้องเทพศิลาขาวจะต้องไม่ธรรมดา… ผ้าทอป่านเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่สตรีทั่วไปจะทอขึ้นมาได้ แต่ถูกทอขึ้นอย่างพิถีพิถันโดยสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน เมื่อสวมใส่บนร่าง ราวกับว่ายังได้กลิ่นหอมจากสตรีเหล่านั้นอยู่เลย…”
หลี่น่ากู่กัดฟันกรอด คิ้วกระตุกยิกๆ
“แล้วก็อันนี้… สินค้าธรรมดาอื่นๆ ข้าคงไม่ต้องพูดถึงแล้ว แต่อันนี้จำเป็นต้องบอกท่าน… อันนี้คือของขวัญที่ข้าคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เป็นชามประดับเส้นเงินที่ข้าตั้งใจจะมอบให้พี่น้องแห่งเทพศิลาขาวที่รัก ลวดลายทุกเส้นทำมาจากเส้นเงินบริสุทธิ์ที่สุดที่หลอมละลาย แล้วค่อยๆ ผสานเข้ากับชามทองแดง ชามทั้งใบราวกับดอกไม้สีขาวที่กำลังผลิบาน… ตอนนั้นข้ายังคิดอยู่เลยว่า หากชามใบนี้ได้มอบให้พี่น้องแห่งเทพศิลาขาวที่รักของข้า เพื่อให้เขานำไปใส่เครื่องเซ่นไหว้ตอนบวงสรวงเทพศิลาขาว เทพศิลาขาวก็คงจะปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งแน่ๆ…”
“อ๊ากกก…” หลี่น่ากู่คำรามลั่น ชูหมัดขึ้นฟ้า กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกไม่หยุด ดูดุร้ายจนอธิบายไม่ถูก “…บังอาจมาปล้นสินค้าของข้า… เอ้อ ของท่านเจ้าเมืองเผย! ไอ้พวกสารเลวพวกนี้! สมควรถูกแขวนคอให้หมด! แขวนคอให้หมด!”
หลี่น่ากู่ระบายความโกรธออกมา จากนั้นก็กัดฟันพูดกับเผยเฉียนว่า “เทพศิลาขาวบอกพวกเราว่าต้องช่วยเหลือพี่น้องของตน ดังนั้นเรื่องนี้ ลูกหลานแห่งเทพศิลาขาวอย่างพวกเรา… จะต้องช่วยท่านแน่!”

0 Comments