ตอนที่ 355 เจ้าเพิ่งมาใหม่สินะ
แปลโดย เนสยังขบวนสินค้ารถม้าจากเมืองเหอตงเดินทางมาถึงหน้าสะพานแขวนส่านจิน นายพันที่รักษาการอยู่บนสะพานกะพริบตา กวาดสายตามองขบวนสินค้าตั้งแต่หัวจรดท้าย มุมปากเบะลงเล็กน้อย โบกมือเป็นสัญญาณให้ทหารสองสามนายเข้าไปตรวจค้น
หัวหน้าขบวนสินค้าจากเหอตงรีบกุลีกุจอเข้าไปหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ประคองถุงเงินที่เตรียมไว้อย่างดีส่งให้ทหารชราที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า
“บนรถบรรทุกอะไรมาน่ะ?” ทหารชราผู้นั้นโยนถุงเงินในมือขึ้นลงสองสามครั้ง ก่อนจะโยนให้ทหารอีกคนไปนับจำนวน แล้วเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ
หัวหน้าขบวนสินค้าฝืนยิ้มแล้วตอบว่า “ก็แค่เสบียงอาหารทั่วไป ไม่มีของต้องห้ามหรอกขอรับ”
“โอ้? เสบียงอาหารหรือ? เจ้าเพิ่งมาใหม่สินะ?” ทหารชราหัวเราะหึๆ ไม่รอให้หัวหน้าขบวนตอบ ก็สุ่มตรวจค้นรถม้าคันหนึ่งลวกๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินกลับไปรายงานนายพัน แล้วก็ปล่อยให้ขบวนสินค้าผ่านไป
หัวหน้าขบวนสินค้าพร่ำกล่าวขอบคุณไม่ขาดปาก แต่ในใจกลับนึกสงสัย ปกติแล้วพวกทหารพวกนี้ ต่อให้ไม่มีปัญหาก็ต้องหาเรื่องให้มีปัญหา ต่อให้หาปัญหาไม่เจอก็ต้องเดินวนรอบรถม้ากวนประสาทไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆ ยังไงก็ต้องรีดไถให้ได้เลือดอีกสักหน่อยถึงจะยอมปล่อยไป ทำไมวันนี้ถึงได้แปลกนัก ถุงเงินใบที่สองที่เตรียมไว้ยังไม่ทันได้ควักออกมาเลยก็ยอมปล่อยผ่านแล้ว? แถมประโยคที่ว่า ‘เจ้าเพิ่งมาใหม่สินะ’ มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
แม้ในใจจะสงสัย แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามมากความ ขบวนสินค้ารีบออกเดินทาง ข้ามสะพานแขวนส่านจินที่ยาวเหยียดไป
เลยจากท่าข้ามส่านจินไปไม่ไกลนัก ก็จะพบกับหุบเขารูปปากแตร ในฝั่งที่ค่อนข้างกว้างขวางใกล้กับส่านจิน มีตลาดชั่วคราวขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ตั้งอยู่ แม้จะดูซอมซ่อ แต่กลับคึกคักพลุกพล่านอย่างมาก
ไม้ที่ใช้สร้างเพิงยังไม่ได้ลอกเปลือกออกจนหมดด้วยซ้ำ แค่นำมาประกอบเป็นโครงสร้างหยาบๆ เปิดโล่งทั้งสี่ด้าน แล้วเอาหญ้าคามาปูทับไว้บนหลังคาลวกๆ เรียกได้ว่านอกจากจะพอใช้บังแดดบังฝนได้นิดหน่อยแล้ว ก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย
แต่ภายใต้สภาพแวดล้อมอันซอมซ่อเช่นนี้ กลับมีพ่อค้าสวมชุดผ้าไหมวิ่งวุ่นไปมาเหมือนแมลงวันตอมซากศพ พวกเขาวิ่งจากเพิงหนึ่งไปยังอีกเพิงหนึ่ง ในมือโบกสะบัดเอกสารราวกับได้เงินนับสิบล้านอีแปะมาครอบครอง ท่าทางระมัดระวังแต่ก็แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ ภาพเหล่านั้นกระตุ้นให้หัวหน้าขบวนสินค้าจากเหอตงถึงกับตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น…
นี่สิ ถึงจะเรียกว่าการทำธุรกิจใหญ่!
ภาพผู้คนที่วิ่งวุ่นไปมา สินค้าที่กองพะเนินอยู่ใต้เพิงคันแล้วคันเล่า ราวกับว่าทั่วทั้งบริเวณนี้ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวลของเงินตรา…
หัวหน้าขบวนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับจะสูดกลิ่นเงินตรานั้นเข้าไปให้เต็มปอด จากนั้นก็เบิกตากว้าง มองหาเพิงที่ใหญ่ที่สุดซึ่งเป็นจุดซื้อขายเสบียงอาหาร ใบหน้าของเขาเริ่มแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น รีบหันไปสั่งความกับลูกน้องสองสามคำ แล้วก็ก้าวสาดยาวพุ่งตรงไปยังเพิงนั้นทันที
แต่ยังไม่ทันที่หัวหน้าขบวนจะวิ่งเข้าไปในเพิงซื้อขายเสบียง เขาก็ถูกทหารที่รักษาความปลอดภัยอยู่รอบนอกขวางไว้ ทหารนายนั้นไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ชี้มือไปที่ป้ายไม้ที่ตั้งอยู่ข้างๆ
บนป้ายไม้นั้นมีอักษรตัวใหญ่สี่ตัวเขียนไว้ว่า “ขายออกเท่านั้น ไม่รับซื้อ!”
หา!
หัวหน้าขบวนทำหน้างงงวย ที่นี่ไม่รับซื้อเสบียงงั้นหรือ!
ทำไมถึงไม่รับซื้อล่ะ?
เป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่รับซื้อ?
แล้วเสบียงที่ข้าอุตส่าห์ขนมา จะเอาไปขายที่ไหนล่ะ?
ทหารนายนั้นราวกับจะอ่านใจหัวหน้าขบวนออก จึงชี้มือไปอีกทาง ตรงริมถนนหลวงนอกรั้วตลาด ไม่ไกลนัก มีเพิงเล็กๆ โดดเดี่ยวตั้งอยู่หลังหนึ่ง ภายใต้เพิงมีโต๊ะตัวหนึ่ง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังกวักมือเรียกมาทางนี้ ข้างๆ โต๊ะมีป้ายไม้เล็กๆ เล็กจนถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็คงมองไม่เห็น บนป้ายไม้นั้นมีตัวอักษรเขียนไว้เพียงตัวเดียวว่า “รับซื้อข้าว”
เมื่อมองดูความคึกคักวุ่นวายภายในตลาดใหญ่ แล้วหันกลับมามองเพิงเล็กๆ โดดเดี่ยวที่ดูเงียบเหงา หัวหน้าขบวนก็เกิดลางสังหรณ์ใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที ราวกับว่าความเงียบเหงาถัดไปกำลังจะตกมาอยู่ที่ตัวเขาเอง
“เจ้าเพิ่งมาใหม่สินะ?” ชายวัยกลางคนในเพิงเล็กเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มแย้ม
“ทำไมถึงพูดแบบนี้กันหมด? แล้วขอถามหน่อยเถอะ ทำไมข้างในถึงไม่รับซื้อเสบียงล่ะ?”
“เพราะที่นี่คือที่เดียวที่รับซื้อไงล่ะ” ชายวัยกลางคนยังคงยิ้มแย้ม สายตาที่มองมาราวกับหมาป่ากำลังมองดูเหยื่อกระต่ายน้อยตัวอวบอ้วน เต็มไปด้วยความปิติยินดี
หัวหน้าขบวนประสานมือแล้วถามต่อว่า “กล้าถามว่าราคารับซื้ออยู่ที่เท่าไหร่หรือ?” แม้จะสงสัย แต่ขอแค่มีคนรับซื้อก็พอแล้ว ไม่ว่าขายให้ใครมันก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
ชายวัยกลางคนหยิบป้ายไม้แผ่นหนึ่งออกมาจากบนโต๊ะ ชี้ไปที่ราคาที่ระบุไว้บนนั้น ให้หัวหน้าขบวนดูเอาเอง
“ข้าวฟ่างเหนียวสือละ 650 อีแปะ! ข้าวฟ่างสือละ 500 อีแปะ! ข้าวสาลี 390 อีแปะ! ข้าวฟ่าง 420 อีแปะ! นี่ท่านกำลังล้อข้าเล่นใช่ไหม!” หัวหน้าขบวนยิ่งดูก็ยิ่งโมโห ราคานี้มันแพงกว่าราคาตลาดที่เหอตงในตอนนี้แค่นิดเดียวเองนะ ส่วนต่างมันก็พอดีกับค่าขนส่งเลยนี่หว่า…
ราคาเสบียงในเมืองซือลี่ ไม่มีที่ไหนต่ำกว่าพันอีแปะแล้ว อุตส่าห์ลำบากยากเข็ญรวบรวมเสบียงจากเหอตงมาถึงนี่ ก็เพื่อจะมาเอาแค่ค่าขนส่งงั้นหรือ?
หัวหน้าขบวนโกรธจัด สะบัดแขนเสื้อเดินหนี ที่นี่ไม่รับซื้อ ก็ใช่ว่าที่อื่นในซือลี่จะไม่รับซื้อเสียหน่อย?
ชายวัยกลางคนในเพิงหญ้ายังคงยิ้มแย้ม ไม่พูดอะไร มองดูหัวหน้าขบวนเดินปึงปังจากไปโดยไม่คิดจะรั้งไว้เลย
จากท่าข้ามส่านจินมุ่งหน้าสู่อำเภอส่าน ต้องผ่านหุบเขารูปปากแตรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ขบวนสินค้าทุุกขบวนล้วนต้องผ่านหุบเขานี้เพื่อเข้าสู่เมืองซือลี่ ที่นั่นก็มีทหารคอยรักษาความเรียบร้อยเช่นกัน ดังนั้นแม้จะมีขบวนรถม้าของหลายๆ ตระกูลมาออรวมกันอยู่ที่ปากทางเข้า แต่ก็ไม่ถึงกับวุ่นวายนัก ทุกคนค่อยๆ ต่อแถวผ่านเข้าไปตามลำดับ
หัวหน้าขบวนก็นำขบวนรถม้ามาต่อแถวรอเช่นกัน
“เจ้าเพิ่งมาใหม่สินะ?” จู่ๆ ชายชราในขบวนสินค้าข้างๆ ก็เอ่ยถามขึ้น
“หา? ทำไมถึงถามแบบนี้กันทุกคนเลยล่ะ?” หัวหน้าขบวนเริ่มจะงงหนัก บนหน้าข้ามีคำว่า ‘มาใหม่’ แปะอยู่หรือไง? ทำไมถึงมีแต่คนถามคำถามนี้?
ชายชรายิ้มๆ แล้วชี้ไปที่ธงสามเหลี่ยมผืนเล็กๆ ที่แขวนอยู่หน้ารถม้าของตน แล้วกล่าวว่า “ถ้าไม่มีธงผืนนี้ เจ้าก็ออกไปไม่ได้หรอกนะ…”
หัวหน้าขบวนมองไปรอบๆ ก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ขบวนรถม้าของพ่อค้าที่กำลังต่อแถวอยู่รอบๆ แทบจะทุกคันมีธงเล็กๆ ผืนนั้นแขวนอยู่ บนธงมีตัวอักษรอย่าง “อี่ไห่”, “ติงโฉ่ว” เขียนไว้ คล้ายกับเป็นหมายเลขประจำรถ
“ขอเรียนถามท่านผู้เฒ่า ธงนี้จะหามาได้อย่างไรหรือ?”
ชายชราชี้ไปที่ตลาดด้านหลัง แล้วกล่าวว่า “เมื่อทำการซื้อขายที่นั่น ก็จะได้รับเอกสาร จากนั้นก็นำเอกสารไปเบิกที่เพิงตรงทางเข้าค่าย ตอนผ่านหุบเขา ก็ต้องส่งคืนธงผืนนั้น ถึงจะผ่านทางไปได้”
“ท่านผู้เฒ่า ขอถามหน่อยเถอะ ท่านซื้ออะไรมาหรือ?”
“หึหึ ก็เสบียงอาหารไงล่ะ” ตอนนี้ในเมืองซือลี่ ไม่มีสินค้าไหนจะขายดีไปกว่าเสบียงอาหารอีกแล้ว
หัวหน้าขบวนตากลอกไปมา ในเมื่อตัวเองไม่มีธง ผ่านทางออกไปไม่ได้ งั้นก็…
“ในรถของข้าก็มีเสบียงอาหารเหมือนกัน หากท่านผู้เฒ่าสนใจ…”
ยังไม่ทันที่หัวหน้าขบวนจะพูดจบ ชายชราก็ตวาดสวนกลับมาอย่างเกรี้ยวกราด “หากสินค้าที่ผ่านทางไม่ตรงกับเอกสาร โทษเบาคือริบสินค้า โทษหนักคือประหาร! ข้าหวังดีเตือนเจ้า ทำไมเจ้าต้องมาคิดร้ายกับข้าด้วย! หึ!” พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินหนีไปเลย
หัวหน้าขบวนยืนอึ้งอยู่นาน หันไปมองหุบเขารูปปากแตรเบื้องหน้า รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นกระต่ายน้อยที่ตกลงไปในหลุมพรางเสียแล้ว…

0 Comments