ตอนที่ 346 สังหารด้วยอำนาจ
แปลโดย เนสยังจางลู่หมอบอยู่บนกำแพงคฤหาสน์ โผล่หัวออกมาเพียงครึ่งเดียวเพื่อแอบมองออกไปด้านนอกด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็หดหัวกลับมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ค่อยๆ ปีนลงจากกำแพง เดินกลับเข้าไปในห้องโถง แต่แล้วก็ต้องชะงักไป “ท่านพ่อ ค่ายทหารมาตั้งอยู่หน้าประตูบ้านเราแล้ว ท่านยังมีอารมณ์อ่านหนังสืออยู่อีกหรือ… เอ่อ ท่านพ่อ หนังสือท่าน… ถือกลับหัวแล้วขอรับ…”
เมื่อได้ยินดังนั้น จางฮั่นก็รีบพลิกหนังสือกลับให้ถูกทาง แล้วตวาดเสียงดัง “เหลวไหล! เมื่อเผชิญกับเรื่องใหญ่ต้องมีสติ! ดูเจ้าสิ ลุกลี้ลุกลนแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน อ่านหนังสืออะไรมันไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือต้องมีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงต่างหาก!”
“ขอรับ! ลูกรับคำสอน!” จางลู่ประสานมือรับคำ แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง เตรียมจะทำตัวให้เหมือนบิดาบ้าง
แต่สุดท้ายจางลู่ก็อดไม่ได้ พลิกไปได้สองหน้าก็เอ่ยถามขึ้น “ท่านพ่อ ท่านว่าจะมีเรื่องอะไรหรือเปล่าขอรับ? คงไม่ถึงกับยกทัพมาตีเราจริงๆ หรอกใช่ไหม?”
“หึ! พวกมันก็แค่มาตั้งท่าข่มขู่ไปอย่างนั้นแหละ! จะมาตีจริงได้ยังไง? ต่อให้ตีจริง ทหารในค่ายพวกนั้นก็มีแต่พวกเด็กใหม่เพิ่งเกณฑ์มา จะมีปัญญามาพังคฤหาสน์เราได้ยังไง? อีกอย่าง ตระกูลเว่ยก็บอกไว้แล้วว่าถ้าจำเป็นจะยื่นมือเข้ามาช่วย ไม่ต้องกังวลไปหรอก!” จางฮั่นพูดเหมือนจะปลอบใจจางลู่ แต่ก็เหมือนกำลังปลอบใจตัวเองด้วย
เมื่อจางลู่ได้ฟังก็รู้สึกเบาใจลงบ้าง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วถึงมีกะจิตกะใจจะพลิกอ่านหนังสือต่อ
แต่ทั้งสองคนพลิกหนังสือไปได้ไม่กี่หน้า องครักษ์คนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานว่า ทหารนอกค่ายเริ่มเคลื่อนพลออกจากค่ายแล้ว กำลังจัดกระบวนทัพ ดูเหมือนจะเตรียมบุกโจมตีคฤหาสน์ของเราจริงๆ!
“อะไรนะ?!” จางฮั่นเก็บอาการหนักแน่นไม่อยู่แล้ว เขาโยนหนังสือทิ้ง ลุกพรวดขึ้นมาทันที แล้วเดินนำจางลู่ออกไปที่กำแพงคฤหาสน์
“ภายในหนึ่งก้านธูป จงเปิดประตูยอมจำนนเสียโดยดี! มิฉะนั้นหากกองทัพใหญ่บุกเข้าไป จะไม่มีการไว้ชีวิตเด็ดขาด!” เมื่อจางฮั่นและจางลู่ขึ้นไปบนกำแพง ก็เห็นทหารเสียงดังฟังชัดสองสามคนกำลังตะโกนก้องอยู่ห่างออกไปในระยะหนึ่งธนูยิงถึง เบื้องหน้าพวกเขามีธูปดอกหนึ่งปักอยู่ ควันสีเทาลอยกรุ่น
จางฮั่นประเมินด้วยสายตา ทหารตรงหน้ามีประมาณหนึ่งพันนาย เขาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ตามหลักแล้วทหารหนึ่งพันนายอาจจะไม่สามารถตีคฤหาสน์ของเขาให้แตกได้ในทันที เพราะคฤหาสน์ของเขาก็มีกำแพงสูง คูน้ำลึก มีทั้งสะพานแขวนและเชิงเทิน ไม่ได้ด้อยไปกว่าเมืองเล็กๆ เลย แต่ถ้าหากเกิดการสู้รบขึ้นมาจริงๆ องครักษ์ในคฤหาสน์ก็คงต้องล้มตายไม่น้อย ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่า
คิดได้ดังนั้น จางฮั่นจึงสั่งให้องครักษ์ที่เสียงดังๆ สองสามคนตะโกนตอบโต้ เพื่อเชิญผู้บัญชาการฝ่ายตรงข้ามมาเจรจากัน อย่างไรเสียการใช้ไม้อ่อนก่อนไม้แข็งก็ย่อมเป็นเรื่องดี
“พวกเจ้าจงรีบเปิดประตูยอมจำนนเสียโดยดี! มิฉะนั้นหากกองทัพใหญ่บุกเข้าไป การทำลายคฤหาสน์เล็กๆ ของพวกเจ้าก็เป็นเรื่องง่ายดาย! ถึงเวลานั้นตระกูลจางจะมาเสียใจก็สายไปแล้ว!” คาดไม่ถึงว่าเสียงตะโกนของจางฮั่นจะไม่มีใครสนใจ ทหารเสียงดังเหล่านั้นยังคงตะโกนข่มขู่อย่างอหังการต่อไป
เมื่อเห็นว่าเจรจาไม่ได้ จางฮั่นก็โกรธจัด ตะโกนลั่น “ช่างดูถูกตระกูลจางของเรายิ่งนัก! คิดหรือว่าแค่บันไดพาดกำแพงโง่ๆ กับทหารแค่นี้ จะพังคฤหาสน์เราได้? ฝันไปเถอะ! ลูกหลานตระกูลจาง! เตรียมรับศึก!”
เหล่าองครักษ์ตระกูลจางต่างก็ส่งเสียงเฮฮาดังลั่นตามจางฮั่น ฟังดูน่าเกรงขามไม่เบา
ธูปหนึ่งดอกไหม้หมดไปอย่างรวดเร็ว นอกคฤหาสน์ เสียงกลองรบดังกึกก้อง หวงซวี่นำทหารค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ทีละก้าว ใกล้จะเข้าสู่ระยะยิงธนูแล้ว สงครามกำลังจะปะทุขึ้นในชั่วอึดใจ
“หยุดเดี๋ยวนี้! หยุดเดี๋ยวนี้!”
ในเสี้ยววินาทีอันตึงเครียดนั้น ก็มีม้าหลายตัวควบตะบึงออกมาจากทางแยกถนน ผู้นำหน้าคือลู่ฉาง เขาส่งเสียงตะโกนก้องพลางพุ่งตรงมายังหน้ากระบวนทัพ
หวงซวี่ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ เหล่าทหารก็ค่อยๆ หยุดฝีเท้า ยืนตระหง่านอยู่ห่างจากคฤหาสน์ในระยะหนึ่งธนูยิงถึง
“ใครเป็นผู้บัญชาการของพวกเจ้า? ออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้!” ลู่ฉางกระโดดลงจากม้า ขวางหน้าทหารไว้ ยืนอยู่ใต้กำแพงคฤหาสน์ แล้วตะโกนเสียงดัง
เจี่ยฉวีแหวกแถวทหารเดินออกมา มาหยุดอยู่หน้าคฤหาสน์ ประสานมือคารวะลู่ฉางแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้ช่วยเจ้าเมืองลู่ ท่านมาได้อย่างไร?”
“เป็นท่านผู้ตรวจการเจี่ยนี่เอง ท่านยังกล้าถามข้าอีกหรือว่ามาได้อย่างไร? ถ้าข้ามาช้ากว่านี้ พวกท่านก็คงรบกันไปแล้ว! โธ่เอ๊ย บอกมาซิ ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่?” ลู่ฉางกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว
เจี่ยฉวีอธิบายเรื่องราวคร่าวๆ แล้วกล่าวอย่างเคียดแค้นว่า “ก็ตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ เซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้วแท้ๆ แต่กลับมากลับคำหน้าด้านๆ ท่านว่าแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน?”
“อ๋า นึกว่าเรื่องใหญ่โตอะไร ที่แท้ก็แค่อยากได้ส่วนแบ่งเพิ่มอีกนิดหน่อย ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหนเลย?” ลู่ฉางเกลี้ยกล่อม “แค่เพื่อเงินไม่กี่แดง จะต้องมาเข่นฆ่ากันให้เสียเลือดเสียเนื้อทำไม หากคนอื่นรู้เข้า เขาจะหัวเราะเยาะเอาได้ว่าชาวเมืองเหอตงของเราช่างแล้งน้ำใจเสียจริง!”
“ยังจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกหรือ?” เจี่ยฉวีกล่าวอย่างโกรธเคือง ราวกับคนหนุ่มที่อยากจะสร้างผลงานแต่ถูกขัดขวางจนโมโหสุดขีด “ท่านข้าหลวงเผยให้ข้าเป็นผู้รับผิดชอบ งานแรกก็มาถูกตระกูลจางทำพังเสียแล้ว ท่านจะให้ข้ากลับไปสู้หน้าท่านข้าหลวงเผยได้อย่างไร?!”
ลู่ฉางแหงนหน้าขึ้นมองจางฮั่น แล้วกล่าวว่า “ท่านจางก็คงไม่ได้ตั้งใจเช่นกัน ผู้ตรวจการเจี่ย ท่านวางใจเถอะ ล้วนเป็นคนบ้านเดียวกันทั้งนั้น ไม่มีเรื่องอะไรที่คุยกันไม่ได้หรอก ข้าพูดถูกไหม ท่านจาง?”
เมื่อจางฮั่นได้ยิน ก็เดาว่าลู่ฉางคงมาเพื่อเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย จึงรีบพยักหน้ารับเป็นพัลวัน แล้วกล่าวว่า “ท่านผู้ตรวจการเจี่ย ข้าเองก็ไม่ทราบว่าท่านเป็นผู้รับผิดชอบ จึงได้ล่วงเกินไป หวังว่าท่านจะให้อภัย! ทุกอย่างคุยกันได้ คุยกันได้!”
“เห็นไหมล่ะ! ท่านจางก็พูดแบบนี้แล้ว! ผู้ตรวจการเจี่ย ท่านฟังข้าเถอะนะ ล้วนเป็นคนบ้านเดียวกันทั้งนั้น แค่เรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร นั่งลงคุยกันดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นจะต้องจับดาบจับหอกให้เสียบรรยากาศเลย แยกย้ายกันเถอะ แยกย้าย!” ลู่ฉางตะโกนเกลี้ยกล่อมเสียงดัง
เจี่ยฉวีลังเลอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ยอมทำตามคำแนะนำของลู่ฉาง โบกมือสั่งให้สลายกระบวนทัพ
“ท่านจาง ตรงนี้ไม่ใช่ที่คุยธุระ จะไม่หาน้ำชาให้พวกเราจิบสักจอกเชียวหรือ?” ลู่ฉางแหงนหน้ามองจางฮั่น พลางกล่าวหยอกล้อ
“ใช่ๆ! เป็นตาเฒ่าคนนี้เองที่ต้อนรับแขกไม่ดี! เด็กๆ เปิดประตูใหญ่ ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ!” จางฮั่นเห็นลู่ฉางมาช่วยไกล่เกลี่ย และเจี่ยฉวีก็สั่งสลายกระบวนทัพแล้ว รู้สึกว่าวิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว จึงเห็นด้วยว่าการยืนคุยกันแบบนี้คงไม่เหมาะ สั่งให้เปิดประตูคฤหาสน์ต้อนรับลู่ฉางและเจี่ยฉวีเข้าไปพูดคุยกันข้างใน
เมื่อเห็นว่าสงครามที่กำลังจะปะทุถูกคลี่คลายลงราวกับสายลมพัดผ่าน เหล่าองครักษ์ตระกูลจางก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก วางอาวุธในมือลง หลายคนรีบไปหมุนรอกเพื่อลดสะพานแขวนลง และเปิดประตูคฤหาสน์ออก
จางฮั่นเห็นว่านอกประตูมีเพียงลู่ฉาง เจี่ยฉวี และหวงซวี่ กับผู้ติดตามอีกสิบกว่าคนรออยู่ ส่วนทหารส่วนใหญ่ก็สลายตัวไปแล้ว บางคนถึงกับนั่งพักผ่อนอยู่บนพื้น จึงคลายความกังวลลง เชื้อเชิญลู่ฉางและเจี่ยฉวีเข้าไปข้างใน
“ท่านจางเชิญก่อน ท่านจางเชิญก่อน!” ลู่ฉางหัวเราะร่วน จนตาหยีเป็นสระอิ เอามือซุกไว้ในแขนเสื้อ โค้งตัวเล็กน้อย กล่าวอย่างถ่อมตน
จางฮั่นหัวเราะฮ่าๆ ลูบหนวดเครา ไม่ได้ปฏิเสธอีกต่อไป เดินนำหน้าเข้าประตูไป พาพวกลู่ฉางเข้าไปในคฤหาสน์
หวงซวี่รั้งท้ายสุด มือจับด้ามดาบ ก้มหน้าเดินอย่างเชื่องช้า บนใบหน้าดำคล้ำไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
ดูเหมือนตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ทหารบางส่วนที่ตามหลังหวงซวี่มา ก็ค่อยๆ แยกย้ายกันไปยืนประจำจุดสำคัญและระเบียงทางเดิน ส่วนทหารที่อยู่ด้านนอกก็เริ่มลุกขึ้นยืนทีละคนสองคน ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ประตูคฤหาสน์…
“ท่านผู้ช่วยเจ้าเมืองลู่ ท่านผู้ตรวจการเจี่ย เหตุใดจึงไม่เข้าไปในห้องโถงล่ะ?” จางฮั่นยืนอยู่หน้าห้องโถง พอหันกลับมาก็เห็นลู่ฉางและเจี่ยฉวีหยุดเดิน จึงเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาในใจ
ลู่ฉางและเจี่ยฉวีสบตากัน แล้วพยักหน้าเบาๆ
“เด็กๆ! จับตัวสองพ่อลูกตระกูลจางไว้!” เจี่ยฉวีตวาดลั่น ทันใดนั้นทหารสองสามคนก็พุ่งเข้าไป เอาเชือกมัดตัวจางฮั่นและจางลู่ไว้แน่นหนา
เมื่อได้ยินสัญญาณ หวงซวี่ที่ยึดจุดสำคัญไว้แล้วก็นำทหารพุ่งเข้าฟาดฟันไปตามระเบียงทางเดินทั้งสองข้าง ส่วนทหารที่อยู่นอกประตูคฤหาสน์ก็กรูเกรียวกันเข้ามา เสียงอาวุธปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว องครักษ์ตระกูลจางที่คิดว่าเหตุการณ์สงบลงแล้วตั้งตัวไม่ทัน ประกอบกับจางฮั่นและจางลู่ถูกจับตัวไป ทำให้ไร้ผู้บัญชาการ จึงต้านทานไม่ไหวและล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว…
เสียงร้องโหยหวนค่อยๆ ลามไปถึงลานหลังบ้าน จางฮั่นพยายามข่มความตื่นตระหนกในใจ ถามด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “ท่านผู้ตรวจการเจี่ย ท่านผู้ช่วยเจ้าเมืองลู่ นี่มันหมายความว่าอย่างไร?!”
ลู่ฉางและเจี่ยฉวียืนนิ่งเงียบ ไม่ปริปากพูดอะไรเลย
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป หวงซวี่ก็หิ้วดาบเปื้อนเลือด เดินคุมตัวคนในตระกูลจางทุกวัย รวมถึงองครักษ์ที่ยอมจำนนทั้งหมด มากองรวมกันที่ลานกลางคฤหาสน์
ลู่ฉางเอามือซุกไว้ในแขนเสื้อ ใบหน้ากลมแป้นมีรอยยิ้มเป็นมิตร แต่คำพูดที่หลุดออกมากลับไม่มีความเป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย “เมื่อคืนนี้ มีพวกโจรลอบวางเพลิงที่ค่ายของท่านข้าหลวงเผย เผาทำลายเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปนับไม่ถ้วน จากการสืบสวนพบว่า ตระกูลจางแห่งอันอี้ใช้ข้ออ้างเรื่องราคาเสบียง แอบสมคบคิดกับชาวเกี๋ยงชาวหู ลักลอบติดต่อกับทหารในเมือง เพื่อหวังจะก่อกบฏ ทำลายแผนการกอบกู้ซ่างจวิ้น ตามกฎหมายฮั่น มีโทษประหารชีวิต!”
เจี่ยฉวีมองลู่ฉางด้วยความประหลาดใจ เมื่อเช้าแค่คุยกันว่าจะสร้างหลักฐานเพื่อจัดการตระกูลจาง แต่ไม่ได้บอกว่าจะประหารล้างโคตรตระกูลจางนี่นา?
“อ๋า?! ไม่ใช่ฝีมือครอบครัวข้า ตระกูลจางของเราไม่ได้ทำเรื่องนี้เลย!” จางลู่ดิ้นรนพลางคำรามลั่น
“หุบปาก!” จางฮั่นตวาดห้ามจางลู่ไม่ให้แก้ตัว เพราะเขารู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ คำแก้ตัวเปล่าๆ ย่อมไร้ประโยชน์…
จางฮั่นก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว คุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ผู้น้อยล่วงเกินท่านข้าหลวงเผย ยินดีมอบทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อไถ่โทษตายตามกฎหมายฮั่น! ขอเพียงรักษาทายาทตระกูลจางไว้สักคน ให้มีคนคอยเซ่นไหว้บรรพบุรุษก็พอ!”
ถ้อยคำอันน่าเวทนาประกอบกับเสียงร้องไห้ของเด็กๆ ตระกูลจาง ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเวทนาจับใจ
เจี่ยฉวีมองจางฮั่นที่ผมหงอกขาว โขกศีรษะจนหน้าผากแตก เลือดไหลอาบอิฐสีเขียว ก็รู้สึกลังเล หันไปมองลู่ฉาง
ลู่ฉางเอามือซุกไว้ในแขนเสื้อ ยิ้มแย้มเดินเข้าไปใกล้จางฮั่น แล้วยื่นมือข้างหนึ่งออกมาพยุงจางฮั่นให้ลุกขึ้น
จางฮั่นดีใจจนเนื้อเต้น ใบหน้าเปื้อนเลือดเต็มไปด้วยรอยยิ้ม กล่าวขอบคุณไม่ขาดปาก “ผู้น้อยจะไม่มีวันลืมบุญคุณที่ท่านผู้ช่วยเจ้าเมืองลู่และท่านผู้ตรวจการเจี่ยไว้ชีวิต!”
ลู่ฉางยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไรกับจางฮั่น แต่หันไปพูดกับเจี่ยฉวีแทนว่า “หลานชายเอ๊ย ก่อนหน้านี้เจ้าช่วยงานท่านอาไว้ ตอนนี้ท่านอาก็จะช่วยเจ้าบ้าง… บางครั้งน่ะ ง้างธนูแล้วก็ต้องยิงให้สุด ทำอะไรต้องทำให้เด็ดขาด การปล่อยเรื่องให้ค้างคาไว้ มันไม่ดีหรอกนะ…”
สิ้นคำพูดของลู่ฉาง จางฮั่นก็รู้สึกเย็นวาบที่หน้าอก เมื่อก้มลงมอง ก็เห็นลู่ฉางเบี่ยงตัวหลบเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมาอย่างชำนาญ ไม่เพียงแต่ดึงมีดออก แต่ยังเช็ดมีดกับเสื้อผ้าของจางฮั่น ทิ้งรอยเลือดสองสายที่ดูน่าสยดสยองไว้…
จางฮั่นเปล่งเสียงร้องด้วยความโกรธแค้นได้เพียงครึ่งเสียง จากนั้นพละกำลังทั้งหมดในร่างก็สูญสิ้นไปพร้อมกับเลือดที่ทะลักออกมา เขาล้มทรุดลงคุกเข่ากับพื้นดังตุบ
จางลู่ส่งเสียงร้องโหยหวน ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน สะบัดหลุดจากการจับกุมของทหาร พุ่งเข้าไปหาจางฮั่น พยายามใช้มืออุดเลือดที่ทะลักออกมาจากหน้าอกของบิดา แต่เพราะแขนถูกมัดไว้ จึงทำได้เพียงใช้ไหล่ ใช้ตัวพยายามดันไว้…
จางฮั่นมองดูลูกชาย แล้วเอ่ยอย่างยากลำบากว่า “ลูกเอ๊ย… พ่อชอบด่าเจ้าว่า… โง่เง่า… จนถึงวันนี้… พ่อถึงได้รู้ว่า… พ่อนี่แหละ… โง่… โง่ที่สุดเลย…”
พูดจบ จางฮั่นก็หงายหลังล้มตึง สิ้นใจตายทันที
ลู่ฉางเอามือซุกกลับเข้าไปในแขนเสื้อตามเดิม ยิ้มมองเจี่ยฉวี ราวกับไม่ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญของจางลู่ที่กอดศพบิดาอยู่เลย
ใบหน้าของเจี่ยฉวีซีดเผือด สลับกับเขียวคล้ำ เขามองดูเลือดจากศพของจางฮั่นค่อยๆ ไหลนองไปทั่วลานบ้าน ในที่สุดก็พยักหน้าให้หวงซวี่อย่างเงียบๆ
หวงซวี่ที่รอคอยเวลานี้มานาน สะบัดมือสั่งการ ทันใดนั้นทั่วทั้งลานบ้านก็ดังระงมไปด้วยเสียงร้องโหยหวน ศีรษะคนร่วงหล่นลงบนพื้นอิฐราวกับแตงโมสุก กลิ้งกระดอน กระทบกัน เบียดเสียดกัน แล้วค่อยๆ กองรวมกันสูงขึ้นเรื่อยๆ
เลือดข้นคลั่กเอ่อท้นอยู่ในลานบ้านอย่างไม่หยุดหย่อน จนในที่สุดก็ล้นทะลักออกจากลานบ้าน ทะลักข้ามธรณีประตู ไหลลงบันได แผ่ขยายออกไปด้านนอก เลือดที่ผสมกับฟองอากาศดูดำคล้ำและเหนียวหนืด ราวกับโจ๊กผสมชาดที่เดือดพล่านจนล้นหม้อ…
________________________________________
บันทึกภูมิศาสตร์เมืองเหอตง บันทึกไว้ว่า: “เดือนสอง รัชศกชูผิง ตระกูลจางแห่งอันอี้ แอบสมคบคิดกับชาวเกี๋ยงชาวหู ลอบวางเพลิงเผาเสบียงอาหารเพื่อก่อกบฏ ทหารประจำเมืองได้เข้าปราบปรามจนราบคาบ”

0 Comments