ตอนที่ 343 ตกลงว่าเป็นหลุมพรางของใคร
แปลโดย เนสยังเผยเฉียนหยิบจดหมายที่เจี่ยฉวีส่งคนมามอบให้ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน จากนั้นก็เรียกหวงเฉิงและม้าเอี๋ยนมา แล้วยื่นจดหมายให้ทั้งสองคนอ่าน
ต้นไม้ในปิงโจวสมัยราชวงศ์ฮั่นยังมีอยู่ค่อนข้างมาก ไม่ได้มีสภาพฝุ่นทรายปลิวว่อนไปทั่วเหมือนในยุคหลัง ตามที่ม้าเอี๋ยนบอก มีเพียงทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอเซ่อเหยียนและกุยจือเท่านั้นที่มีทะเลทรายผืนหนึ่ง ซึ่งแห้งแล้งจนปลูกอะไรไม่ขึ้น
หากโค่นต้นไม้ป่าผืนนี้จนหมดเกลี้ยง อีกร้อยปีข้างหน้า ที่นี่จะกลายเป็นทะเลทรายอีกผืนหนึ่งหรือไม่?
เมืองเหอตงในหน้าประวัติศาสตร์ แม้จะผ่านเหตุการณ์ย้ายเมืองหลวงของตั๋งโต๊ะ หรือแม้แต่ความวุ่นวายในซานฝู่ ก็ได้รับผลกระทบเพียงแค่การไหลทะลักของผู้อพยพเท่านั้น ไม่ได้สูญเสียอะไรหนักหนา จวบจนกระทั่งช่วงปลายยุคสามก๊ก เมืองนี้ก็ยังถือว่าตั้งอยู่แนวหลังค่อนข้างปลอดภัย ไม่เคยกลายเป็นสมรภูมิรบหลักมาก่อน ด้วยเหตุนี้ ในท้ายที่สุดมันจึงกลายเป็นแหล่งเสบียงอาหารที่มั่นคงของโจโฉ
การกระทำของตนในวันนี้ ย่อมต้องทำให้ปริมาณเสบียงอาหารสำรองของเมืองเหอตงลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผีเสื้อขยับปีก มันจะทำให้กระแสน้ำในประวัติศาสตร์สายนี้เปลี่ยนทิศทางหรือไม่?
เผยเฉียนไม่รู้
เหมือนกับตอนที่หวังมังแย่งชิงราชบัลลังก์ หากเขาสามารถจัดการหลิวซิ่วได้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะมีหลิวซิว หลิวเซี่ย หรือหลิวซิ่วคนอื่นๆ ปรากฏตัวขึ้นมาอีกหรือไม่?
ในห้องเรียนยุคหลัง เคยมีอาจารย์กล่าวไว้ว่า ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องบังเอิญ แต่ประวัติศาสตร์ก็เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน แล้วตัวเขาเองล่ะ เป็นความบังเอิญหรือความหลีกเลี่ยงไม่ได้?
เผยเฉียนก็ไม่รู้อีกเช่นกัน
บางครั้งเผยเฉียนก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนสายลับในหนังสายลับยุคหลัง ในใจมีความคิดเป็นหมื่นเป็นแสน แต่ก็ต้องปิดปากเงียบ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ
หากไม่อดทนก็ไม่รู้ถึงความเจ็บปวดของการอดทน หากไม่ทะลุมิติมาก็ไม่รู้ถึงความขมขื่นของการทะลุมิติ ตอนที่ยังเป็นคนธรรมดาก็อิจฉาพวกที่เรียกพายุเรียกฝนได้ แต่กลับไม่รู้เลยว่าพายุฝนนั้นอาจไม่ได้เป็นไปตามที่คนเหล่านั้นปรารถนา ไม่ใช่ว่าไม่อยากหยุดพัก แต่บางครั้งมันก็หยุดไม่ได้จริงๆ
อย่างเช่นตอนนี้
“ซูเย่ เฉิงหย่วน พวกท่านคิดว่าควรจัดการกับจดหมายฉบับนี้อย่างไร?”
ไม่ได้ถามว่าคิดเห็นอย่างไร แต่ถามว่าจะจัดการอย่างไร ซึ่งหมายความว่าต้องจัดการแน่นอน เพียงแต่ต้องเลือกวิธีการเท่านั้น
หวงเฉิงเปลี่ยนมาสวมชุดเกราะมาตรฐานของจวินโหว (นายทหาร) แล้ว แม้จะไม่ถึงกับสวยงามประณีต แต่ก็แฝงความแข็งแกร่งทรงพลังไว้ในความเรียบง่าย เขาอ่านจดหมายจบแล้วก็ยิ้มซื่อๆ แล้วกล่าวว่า “ถ้าไม่ยอมก็ตีสิ พอโดนตีเดี๋ยวก็ยอมเองแหละ”
นี่เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมา แต่ก็ได้ผลชะงัดนัก
เผยเฉียนพยักหน้า แล้วหันไปมองม้าเอี๋ยน
ม้าเอี๋ยนส่งจดหมายคืนให้เผยเฉียน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “วิธีอื่นก็มี แต่ก็เสียเวลามากกว่า ดังนั้นข้าก็เห็นด้วยที่จะยกทัพไปจัดการโดยตรง เรื่องนี้ตระกูลจางเป็นฝ่ายผิดเองแต่แรกแล้ว เพียงแต่ตระกูลจางก็ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็ไม่ได้เล็กจนเกินไป คฤหาสน์ของพวกเขาทางฝั่งตะวันออกของเมืองก็ถือว่าสร้างได้แน่นหนารัดกุมดี เกรงว่าเราคงจะสูญเสียกำลังพลไปบ้าง”
วิธีอื่นๆ ที่ว่า ก็คงไม่พ้นการสร้างกระแสข่าว ให้เมืองเหอตงออกหน้ามาไกล่เกลี่ย หรือไม่ก็เอาเรื่องเกณฑ์เสบียงมาข่มขู่ แต่ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน
“จะตีหรือ?” เผยเฉียนพึมพำเบาๆ ท่าทางครุ่นคิด
________________________________________
หวงซวี่เดินวนไปวนมาในกระโจมด้วยความหงุดหงิด ในขณะที่เจี่ยฉวีนั่งตัวตรงเป็นระเบียบเรียบร้อย
“ข้าว่าลงมือเลยดีกว่า! ตระกูลจางมันจะแน่สักแค่ไหนเชียว! ที่นายท่านให้พวกเรารออยู่ที่นี่ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ไอ้พวกโง่พวกนี้มาก่อกวนไม่ใช่หรือ? ข้าไม่เชื่อหรอกว่าตระกูลจางจะมีกองทหารสักกี่คน คฤหาสน์โทรมๆ นั่นจะต้านทานเราได้สักกี่วัน?”
หวงซวี่บ่นพึมพำพลางโบกไม้โบกมือ ราวกับจะกวาดล้างคฤหาสน์ตระกูลจางให้ราบคาบในคราวเดียว
ในความคิดของหวงซวี่ เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพราะความโลภของตระกูลจางล้วนๆ เอกสารก็เซ็นไปแล้ว จู่ๆ ก็มาบอกว่าเปลี่ยนใจ ขอเจรจาเรื่องราคาใหม่ ในใต้หล้านี้มีเรื่องดีๆ แบบนี้ที่ไหนกัน?
ในเมื่อพูดด้วยเหตุผลไม่รู้เรื่อง ก็ต้องใช้กำลังคุยกันสิ!
ไม่ใช่ว่าหวงซวี่ไม่รู้จักใช้สมอง แต่เขารู้สึกว่าการกระทำแบบนี้มันคือการยั่วยุกันชัดๆ แล้วจะให้ทนได้อย่างไร?
หากเผยเฉียนไม่ย้ำนักย้ำหนาก่อนออกเดินทาง ว่าให้หวงซวี่ฟังคำสั่งของเจี่ยฉวี ป่านนี้หวงซวี่คงนำกำลังไปล้อมคฤหาสน์ตระกูลจางไปแล้ว
อีกเหตุผลหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของหวงซวี่ก็คือ ในเมื่อเผยเฉียนมอบหมายให้เขาและเจี่ยฉวีดูแลค่ายอันอี้ ก็เท่ากับว่าเขากับเจี่ยฉวีได้เป็นผู้นำทัพแยกออกมาแล้ว แต่ถ้าแค่เรื่องเล็กๆ อย่างตระกูลจางยังจัดการไม่ได้ มันก็เหมือนกับเพิ่งจะก้าวออกจากประตูบ้านก็หกล้มหน้าคะมำแล้วไม่ใช่หรือ?
ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่หวงซวี่ไม่อยากยอมรับเด็ดขาด
แต่สำหรับหวงซวี่ที่ใจร้อนอยากจะพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง เจี่ยฉวีกลับมีท่าทีที่สุขุมรอบคอบและคิดหน้าคิดหลังมากกว่า
เจี่ยฉวีเองก็เป็นคนเหอตง ย่อมรู้ดีว่าตระกูลจางอยู่ในระดับไหน ในมุมมองของเขา การที่ตระกูลจางใช้วิธีการแบบนี้ มันผิดปกติวิสัย
ตระกูลจางไม่ใช่ตระกูลใหญ่ และไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลระดับสูง เป็นเพียงแค่เศรษฐีผู้มีอิทธิพลระดับกลางค่อนไปทางล่างในชนบทเท่านั้น มีองครักษ์แค่เจ็ดแปดร้อยคน เอาความกล้ามาจากไหนถึงมาท้าทาย?
เว้นแต่ว่าจะมีตระกูลเว่ยคอยหนุนหลัง
หากเป็นแค่ตระกูลจางตระกูลเดียว เจี่ยฉวีก็จะคิดเหมือนหวงซวี่ คือจัดการให้เด็ดขาดไปเลย แต่ตอนนี้เมื่อเรื่องไปโยงกับตระกูลเว่ย มันก็ไม่ได้จัดการได้ง่ายๆ แล้ว
ตระกูลเว่ยไม่ได้มีชื่อเสียงแค่ในเหอตง นอกจากที่อันอี้แล้ว ก็ยังมีคฤหาสน์และที่ดินในเหวินซี หลินเฟิน และที่อื่นๆ อีกมากมาย ไม่ต่ำกว่าหกเจ็ดแห่ง คฤหาสน์ใหญ่มีองครักษ์เป็นพัน คฤหาสน์เล็กก็มีหลายร้อย หากนำมาเฉลี่ยๆ กันคฤหาสน์ละพันคน ก็มีคนถึงห้าหกพันคนแล้ว…
หวงซวี่เดินมาหยุดตรงหน้าเจี่ยฉวี โน้มตัวลงจ้องมองเขาแล้วถามว่า “เหลียงเต้า ขอบอกมาคำเดียว ตกลงจะยกทัพไปตีได้ไหม?”
เจี่ยฉวีมองหน้าหวงซวี่ แล้วส่ายหน้าอย่างจริงจัง
หวงซวี่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง ร้อง “เฮ้ย” ออกมาคำหนึ่ง กระทืบเท้า สะบัดม่านกระโจม แล้วเดินปึงปังออกไป
แต่เดินออกไปได้ไม่นาน หวงซวี่ก็เปิดม่านพรวดพราดกลับเข้ามาอีกครั้ง ในมือถือจดหมายที่มีตราประทับขี้ผึ้งสีแดงสด
“นี่จดหมายตอบกลับจากนายท่านส่งมาให้ท่าน!” หวงซวี่ยื่นจดหมายให้เจี่ยฉวี แล้วก็ไม่ได้ทำท่าทีจะหลบเลี่ยงไปไหน ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะอ่านด้วย
เจี่ยฉวียิ้ม อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ไม่ต้องปิดบังอะไรอยู่แล้ว เขาตรวจสอบตราประทับขี้ผึ้ง แล้วใช้มีดไม้ไผ่กรีดเปิดจดหมาย…
________________________________________
ณ บนกำแพงเมืองอันอี้ มีทหารนายหนึ่งอยู่บนหอสังเกตการณ์ จ้องมองไปที่ค่ายของเผยเฉียนเป็นเวลานาน เมื่อเห็นว่าภายในค่ายของเผยเฉียนยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีทีท่าว่าจะมีการเคลื่อนไหวของกำลังพลใดๆ และเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลง เขาจึงลงจากหอสังเกตการณ์ เดินเลี้ยวไปตามมุมกำแพง แล้วไปหานายทหารระดับนายกองคนหนึ่ง ที่กำลังนั่งพิงกำแพงอยู่ในห้องพักยาม ขาพาดกระดิกไปมา มือถือขวดน้ำส้มสายชูใบเล็ก ค่อยๆ จิบน้ำส้มสายชูหมักอย่างสบายใจ
“เอ้อเฮย มีความเคลื่อนไหวใดๆ นอกเมืองบ้างไหม?” พอเห็นทหารนายนั้นเดินเข้ามา นายกองก็รีบลดขาลงทันที แล้วเอ่ยถาม
“เอ่อ… เรียนท่านนายกอง ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลยขอรับ… ข้าจ้องมาทั้งวันแล้ว จนตาแทบจะบอดอยู่แล้วฮะ… เอ่อ ข้าว่านะ คงไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรแล้วล่ะมั้ง…” เอ้อเฮยโค้งตัวค้อมหลัง ตอบพลางส่งยิ้มประจบ
“ไอ้เด็กเวร! ไอ้โง่!” นายกองยื่นมือไปตบหัวเอ้อเฮยอย่างไม่ออมแรง “ข้าบอกให้มีเรื่องอะไรค่อยมาบอกข้า! เอ็งจ้องแค่แป๊บเดียวก็เดานั่นเดานี่ ทำไมเอ็งไม่เดาว่าตัวเองจะเหาะขึ้นฟ้าไปเลยล่ะวะ! ไสหัวกลับไปเฝ้าต่อเดี๋ยวนี้เลย!”
เอ้อเฮยยังคงทำหน้ายิ้มประจบ “ได้จ้ะๆ! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละจ้ะ!” ปากก็บอกจะไป แต่ขากลับไม่ยอมขยับ สายตาจดจ้องอยู่ที่ขวดน้ำส้มสายชูในมือนายกองอย่างหิวโหย พลางแลบเลียริมฝีปาก
“ไอ้หน้าโง่!” แม้ปากจะด่า แต่นายกองก็ส่งขวดน้ำส้มสายชูให้เอ้อเฮย แต่พอมองดูเอ้อเฮยกระดกดื่มอึกใหญ่ เขาก็รีบคว้าขวดกลับมาด้วยความเสียดาย “ระวังเปรี้ยวจนตายนะเว้ย ไอ้เด็กเวร!”
หลังจากกลืนน้ำส้มสายชูอึกใหญ่ลงคอ เอ้อเฮยก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ไม่ตายหรอกจ้ะ อร่อยจะตายไป!”
นายกองทำท่าจะเตะ เอ้อเฮยจึงรีบวิ่งหนีกลับไปประจำที่อย่างรวดเร็ว
นายกองหัวเราะฮ่าๆ กลับไปนั่งที่เดิม ขาพาดกระดิกไปมา เขย่าขวดน้ำส้มสายชูใบเล็ก ขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่ายังคงเสียดายอยู่
แต่นั่งไปได้ไม่นาน เอ้อเฮยก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาอีกครั้ง หอบหายใจแฮ่กๆ พลางบอกว่า “…มี… มี… มีความเคลื่อนไหวแล้ว! มีความเคลื่อนไหวแล้ว!”
นายกองผุดลุกขึ้นยืนทันที ศีรษะเกือบจะชนเข้ากับเพดานห้อง เขารีบจับหมวกเกราะที่เบี้ยวให้เข้าที่ “ไป ไปดูกัน!”

0 Comments