You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ไม่ใช่ว่าเผยเฉียนไม่อยากสร้างฐานอำนาจในเกงจิ๋ว แต่หากจะทำเช่นนั้น อย่างแรกเลยคือหลีกเลี่ยงคนคนหนึ่งไม่พ้น เล่าเปียว

เล่าเปียวเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น เว้นแต่ว่าเผยเฉียนจะมีโอกาสได้แทนที่เขา มิฉะนั้น หากดูจากนิสัยของเล่าเปียวตอนที่อยู่เกงจิ๋ว…

ไม่เช่นนั้น เมื่อพัฒนาไปถึงระดับหนึ่ง ก็ต้องแตกหักกับเล่าเปียวอย่างสิ้นเชิง ท้ายที่สุดแล้วสระน้ำในเกงจิ๋วก็มีขนาดแค่นั้น และการแบ่งแยกเกงจิ๋วเช่นนี้ในประวัติศาสตร์ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น

ตอนที่โจโฉนำทัพลงใต้ เกงจิ๋วที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งเป็นหนึ่งเดียว มีทหารสวมเกราะนับแสนนาย กลับแตกออกเป็นสามส่วนทันที ส่วนหนึ่งไปพึ่งพิงโจโฉ ส่วนหนึ่งติดตามเล่าปี่ และอีกส่วนหนึ่งหนีลงใต้ไปยังกังตั๋ง

เอาจริงๆ ความผิดพลาดนี้ไม่ใช่ของเล่าเปียว และไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของกลุ่มบัณฑิตและตระกูลใหญ่ในเกงจิ๋วทั้งหมด

ตระกูลใหญ่ในเกงจิ๋วมีคนเยอะนี่นา…

ทั้งตระกูลไค ตระกูลชัว ตระกูลบัง ตระกูลปี่ ตระกูลม้า ตระกูลเฮียง ตระกูลอุย ตระกูลไหล ตระกูลบุน ตระกูลลิ ตระกูลจิบ…

ยังมีตระกูลใหญ่จากที่อื่นที่หนีภัยสงครามมาอยู่ที่เกงจิ๋วในภายหลังอีก ที่โด่งดังที่สุดก็คงไม่พ้นตระกูลจูกัด…

ตระกูลใหญ่มากมายมารวมตัวกัน ความบาดหมางทั้งเก่าและใหม่มันช่างซับซ้อน จะให้จัดการง่ายๆ ได้อย่างไร

เล่าเปียวในประวัติศาสตร์ ได้แต่งงานเกี่ยวดองกับตระกูลชัว ยกย่องตระกูลไค ผูกมิตรกับตระกูลอุย แล้วก็พอจะเกี่ยวพันกับตระกูลบังอยู่บ้าง จึงพอกล้อมแกล้มรักษาสมดุลของตระกูลใหญ่ในเกงจิ๋วไว้ได้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีตระกูลใหญ่อีกหลายตระกูลที่ไม่เคยเห็นหัวเล่าเปียวเลยตั้งแต่ต้นจนจบ อย่างเช่นตระกูลม้าที่ไม่เคยมีใครเข้ารับราชการกับเล่าเปียวเลย พอเล่าปี่มาถึง ก็เริ่มส่งสายตาให้กันทันที…

ดังนั้น หากเผยเฉียนกลับไปเกงจิ๋ว สถานการณ์ที่จะต้องเผชิญก็คงไม่ได้ง่ายไปกว่าเล่าเปียวในอดีตนัก ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าเล่าเปียวจะเป็นอย่างไร เขาก็ยังมีสายเลือดเชื้อพระวงศ์ฮั่นที่แท้จริง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดของเล่าปี่ที่ต้องไปพลิกตำราลำดับญาติของตระกูลเล่าจนเปื่อยยุ่ยเพื่อหาความเกี่ยวพัน

และในตอนนั้น เล่าเปียวได้หยั่งรากลึกในเกงจิ๋วมากว่าสิบปีแล้ว ต้องรู้ว่าทหารสวมเกราะนับแสนในเกงจิ๋วของเล่าเปียวนั้น ถูกสร้างขึ้นทีละเล็กทีละน้อยหลังจากที่เขาขี่ม้าตัวเดียวเข้าสู่เกงจิ๋ว การควบคุมกองทัพของเขาย่อมไม่ธรรมดา ถึงขนาดที่ทั้งอ้วนเสี้ยวและอ้วนสุดต่างก็เคยมาดึงตัวเล่าเปียวไปเป็นพวก

เกงจิ๋วก็เหมือนหม้อต้มจับฉ่าย ที่เคี่ยวอย่างไรก็ไม่สุก ไม่เปื่อย…

การเลือกปิงโจว ยังมีเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่ง

เหตุผลนี้ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นสำหรับตัวเขาเอง หรือสำหรับตระกูลเผยแห่งเหอลั่ว การที่เขาอาสาไปป้องกันชายแดนที่ปิงโจว ถือเป็นการให้คำอธิบายที่เหมาะสมทั้งในแง่ของเหตุผลและน้ำใจ

ให้คำอธิบายแก่ใคร?

ย่อมต้องเป็นตระกูลใหญ่ระดับแนวหน้าของราชวงศ์ฮั่นทั้งสองตระกูล ตระกูลอ้วนแห่งยีหลำ และตระกูลเอียวแห่งฮองหลง

ไปพังงานของคนอื่นเขา จะให้ทำเหมือนในหนังหรือละครยุคหลัง มานั่งดื่มเหล้ากัน บอกว่าเข้าใจผิด แล้วก็หัวเราะฮ่าๆ เลิกรากันไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ?

จะเป็นไปได้ยังไง!

สัตว์โลกที่เรียกว่าตระกูลใหญ่นี้มันเจ้าคิดเจ้าแค้นนะ แถมความแค้นนี้ยังฝังลึกไปเป็นปีๆ สิบปี หลายสิบปี หรือแม้กระทั่งแค้นข้ามรุ่น…

การที่โจโฉฆ่าเอียวสิ้ว เป็นเพราะเอียวสิ้วพูดคำว่า “ซี่โครงไก่” งั้นหรือ?

ไม่ใช่หรอก เป็นเพราะวีรกรรมก่อนหน้านี้ของเอียวสิ้วถูกจดลงบัญชีหนังหมาไว้เยอะแล้ว การฆ่าคนก็แค่ต้องการข้ออ้างเท่านั้น…

ในสมัยโบราณ โดยเฉพาะกับคนในตระกูลใหญ่ที่รับราชการ มีการลงโทษแบบหนึ่งที่ชนชั้นปกครองยกย่องว่าเป็นการกระทำที่มีความเมตตาปรานี นั่นก็คือ การเนรเทศ

“ไม่อาจตัดใจประหาร จึงเนรเทศไปยังแดนไกล” การกระทำเช่นนี้ได้รับการยกย่องจากลัทธิขงจื๊อ ว่าเป็นการปกครองด้วยความเมตตาและรอบคอบในการลงทัณฑ์ ในสมัยราชวงศ์ฮั่น หลังจากที่ตังจงสูสนับสนุนลัทธิขงจื๊ออย่างเต็มที่ สำหรับผู้มีตำแหน่งในตระกูลใหญ่ที่กระทำผิด ก็ยิ่งนิยมให้เนรเทศแทนการประหารชีวิต

อย่างเช่นตอนที่องค์รัชทายาทหลิวหรง ขัดแย้งกับพระเจ้าฮั่นเกงเต้ จนถูกบีบให้ฆ่าตัวตาย บรรดาผู้ติดตามหลิวหรงก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่ก็ถูกเนรเทศออกไปนอกระเบียงเหอซี…

ก็คือแถบเมืองกิมเสีย บูเวย เตียวเยะ จิ่วเฉวียน และตุนหวง และผู้ที่ถูกเนรเทศเหล่านี้ เมื่อไปอยู่เหลียงโจว นอกจากจะเร่งกระบวนการกลืนชาติของพวกเกี๋ยงหูให้เร็วขึ้นแล้ว ก็มักจะไปช่วยเหลือพวกเกี๋ยงหู เพื่อระบายความแค้นของตัวเอง ด้วยการรุกรานชายแดน

ดินแดนเนรเทศของต้าฮั่น มีเพียงสามทิศทางหลักๆ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือก็คือเขตนอกระเบียงเหอซีที่โด่งดัง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือคือเลียวตั๋ง และอีกแห่งคือหลิ่งหนาน…

พื้นที่ทั้งสามแห่งนี้ หากไม่ใช่ดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ก็เป็นดินแดนอันหนาวเหน็บสิ้นหวัง จึงกลายเป็นดินแดนเนรเทศในอุดมคติของผู้ปกครอง

ดังนั้น ปิงโจวแม้จะไม่สะท้อนคำว่า ‘หนาวเย็น’ ออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยมเหมือนซีเหลียง แต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ดีนัก หนาวเหน็บและยากลำบากพอกัน เพียงแต่ดีกว่าซีเหลียงนิดหน่อยเท่านั้น

การที่เผยเฉียนอาสาออกไปประจำการที่ปิงโจวในตอนนี้ ก็มีความหมายแฝงถึงการเนรเทศตัวเองเช่นกัน

ก่อนที่ความแค้นจะพุ่งสูงปรี๊ด ให้ชิงถอยฉากออกมาก่อนเพื่อลดความตึงเครียด มิฉะนั้นหากถึงเวลาที่ต้องคิดบัญชีกันจริงๆ ถึงตอนนั้นก็ไม่มีทางให้ถอยแล้ว!

ตามกฎเกณฑ์ที่รู้กันดีในหมู่ตระกูลใหญ่ เผยเฉียนคือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ด่านหานกู่กวน แม้จะร่วมมือกับเตียวเลี้ยวป้องกันด่านเพื่อรักษาชีวิตรอด ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ยังต้องรับผิดชอบในระดับหนึ่ง

ดังนั้นการที่เผยเฉียนประกาศกลางท้องพระโรงหลังรับรางวัลว่า ขออาสาไปประจำการที่ปิงโจว ก็คือการส่งสัญญาณให้ตระกูลอ้วนและตระกูลเอียวรู้ว่า ข้า เผยเฉียน และตระกูลเผยแห่งเหอลั่ว ไม่ได้มีเจตนาจะเป็นศัตรูกับตระกูลอ้วนและตระกูลเอียว และสำหรับเรื่องที่ด่านหานกู่กวน แม้ว่าข้าจะไม่สามารถปฏิเสธรางวัลจากราชสำนักที่ตั๋งโต๊ะควบคุมอยู่ได้ แต่บัดนี้ข้า เผยเฉียน ก็ขอเนรเทศตัวเองเพื่อเป็นการไถ่โทษต่อตระกูลอ้วนและตระกูลเอียว…

ด้วยเหตุนี้ ตระกูลอ้วนและตระกูลเอียวจึงหมดข้ออ้างที่จะมาหาเรื่องเผยเฉียน หรือตระกูลเผยแห่งเหอลั่วในอนาคต

ตอนที่เผยเฉียนอยู่เกงจิ๋ว ตระกูลไคก็ใช้วิธีนี้ หลังจากลอบแทงข้างหลังเผยเฉียนแล้วพบว่าแทงโดนตอ ก็รีบเปลี่ยนท่าที ยอมลดตัวลงมาขอโทษเผยเฉียน แถมยังป่าวประกาศให้รู้กันทั่วทั้งเมืองซงหยงว่าตระกูลไคได้ขอโทษเผยเฉียนแล้ว…

นี่แหละคือกฎเกณฑ์ที่รู้กันดีของตระกูลใหญ่

ตระกูลอ้วนแห่งยีหลำ และตระกูลเอียวแห่งฮองหลง ต่างก็เป็นตระกูลระดับแนวหน้าของแผ่นดิน ย่อมเป็นผู้รักษากฎเกณฑ์เหล่านี้ เมื่อเผยเฉียนแสดงออกเช่นนี้ พวกเขาก็ต้องแสดงท่าทีตอบรับกลับมาอย่างแน่นอน

มิฉะนั้น หากผู้เป็นหัวหน้าตระกูลใหญ่ยังไม่รักษากฎ แล้วจะหวังให้ตระกูลระดับรองลงมาปฏิบัติตามได้อย่างไร?

การตอบรับนั้นมาถึงอย่างรวดเร็ว

เผยเฉียนนั่งอยู่ที่จวนของเผยหมิ่นได้ไม่นาน ท้องฟ้ายังไม่ทันมืด คนของตระกูลอ้วนก็มาถึง

พ่อบ้านจวนตระกูลอ้วนจูงม้ามาหนึ่งตัว พร้อมอานและบังเหียนครบชุด กล่าวต่อหน้าเผยหมิ่นว่า ราชครูอ้วนซาบซึ้งในความกล้าหาญของเผยเฉียนเผยจื่อเยวียนที่จะไปป้องกันชายแดน จึงขอมอบม้าให้หนึ่งตัว เพื่อเป็นกำลังใจในการเดินทาง…

ตระกูลเอียวก็ส่งคนนำชุดเกราะมามอบให้ชุดหนึ่ง คำพูดอาจจะต่างจากตระกูลอ้วนเล็กน้อย แต่ใจความสำคัญก็คือเรื่องเดียวกัน…

ม้าหนึ่งตัว เกราะหนึ่งชุด แม้ของจะต่างกัน และมูลค่าก็ไม่ได้มากมายนัก แต่ความหมายที่แฝงอยู่คือสิ่งเดียวกัน:

เรื่องด่านหานกู่กวน แม้เผยเฉียนจะผิดที่เข้าไปขัดจังหวะจนแผนพัง แต่เดิมทีตระกูลเผยก็ไม่รู้เรื่องด้วย ในเมื่อตอนนี้เผยเฉียนชิงไถ่โทษด้วยการเนรเทศตัวเองแล้ว ตระกูลอ้วนและตระกูลเอียวของเราก็ไม่ใช่คนใจแคบ เรื่องนี้ถือว่าเลิกรากันไป…

ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลอ้วนและตระกูลเอียวก็ไม่มีเวลามานั่งจับตาดูเผยเฉียนหรือตระกูลเผยแห่งเหอลั่วตลอดเวลาหรอก เพราะตรงหน้าพวกเขามีเรื่องใหญ่และยุ่งยากกว่ารออยู่

หลังจากที่ได้รับม้าและชุดเกราะ ข่าวใหญ่ที่น่าตกใจก็พัดกระหน่ำราวกับพายุเฮอริเคน พัดเอาผู้คนในเมืองลกเอี๋ยงจนเซไปเซมา

กำหนดการย้ายเมืองหลวงได้ถูกกำหนดแล้ว…

วันติงไฮ่ จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ!

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note