ตอนที่ 301 เข้าเฝ้า
แปลโดย เนสยังเผยเฉียนก้มหน้า รอคอยการเรียกตัวเข้าเฝ้า ข้างกายเขามีเตียวเลี้ยวยืนอยู่
แม้ว่าตอนนี้ฮ่องเต้จะตกอยู่ในสภาพเหมือนถูกตั๋งโต๊ะกักบริเวณ แต่บางครั้งก็ยังถูกนำมาใช้เป็นหุ่นเชิดในพิธีการต่างๆ อย่างเช่นวันนี้
ตอนนี้เผยเฉียนอยู่ภายนอกกำแพงพระราชวังเป่ยกง ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพียงซื่อหลางฝ่ายซ้าย ไม่อาจเข้าออกพระราชวังได้ตามใจชอบ จึงทำได้เพียงรออยู่หน้าประตูวัง
การประชุมขุนนางดำเนินมาได้สักพักแล้ว ไม่รู้ว่าสถานการณ์ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง?
นี่เป็นเพียงการประชุมขุนนางย่อย ไม่ได้ให้ขุนนางทั้งหมดเข้าร่วม อย่างมากก็มีแค่สามเสนาบดีเก้าขุนนางที่เข้าร่วม และในสถานการณ์ปัจจุบัน เก้าขุนนางแทบไม่มีสิทธิ์ออกเสียง ดังนั้นชัวหยงผู้เป็นอาจารย์จึงไม่ได้มา
เรื่องของตนเองเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ด่านหานกู่กวนก่อนหน้านี้ ดังนั้นเขาจึงต้องมารออยู่ที่นี่พร้อมกับเตียวเลี้ยว
เผยเฉียนก้มมองเสื้อผ้าบนร่างตนเอง แล้วเหลือบมองเสื้อผ้าที่เตียวเลี้ยวสวมใส่ จู่ๆ ในใจก็ไม่รู้ทำไมถึงนึกถึงบ๊ะจ่างขึ้นมา…
อะแฮ่ม…
สีชุดขุนนางในสมัยฮั่นไม่ได้มีเพียงสีเดียว แต่จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล กำหนดไว้ห้าสี ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิสีเขียว ฤดูร้อนสีแดงเพลิง ปลายฤดูร้อนสีเหลือง ฤดูใบไม้ร่วงสีขาว และฤดูหนาวสีดำ
เครื่องแต่งกายในสมัยฮั่น แม้จะเริ่มมีเค้าโครงของการแบ่งชนชั้นทางสังคมที่เข้มงวด แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นละเอียดลออแบบโรคจิตเหมือนในยุคหลังที่กำหนดไปถึงเนื้อผ้าทุกลาย ทุกเครื่องประดับ ดังนั้นแม้ตำแหน่งขุนนางจะต่างกัน แต่รูปแบบของชุดขุนนางโดยทั่วไปก็คล้ายคลึงกัน มีจุดเด่นคือหมวกจักจั่น ชุดสีแดง ปกเสื้อทรงเหลี่ยม ป้ายหยก และรองเท้าสีแดง รูปแบบการสวมใส่ของขุนนางและชาวบ้านจึงไม่ต่างกันมากนัก
หากแบ่งตามลักษณะคอเสื้อ จะมีสองประเภท: หนึ่งคือชุดคอไขว้ คือปกเสื้อเฉียงลงมาถึงรักแร้ อีกประเภทคือชุดคอตรง คือปกเสื้อทิ้งตัวตรงลงมา ชุดประเภทนี้เรียกอีกอย่างว่าชุดชานอวี๋ เนื่องจากชุดชานอวี๋นี้ทั้งยาวและกว้าง บางครั้งอาจจะเผลอเปิดเผยสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผยออกมา ดังนั้นในโอกาสเป็นทางการจึงต้องสวมชุดคอไขว้ และยังต้องเผยให้เห็นปกเสื้อตัวในด้วย
เสื้อผ้าเหล่านี้โดยพื้นฐานแล้วใช้ร่วมกันทั้งขุนนางและชาวบ้าน ไม่ว่าตำแหน่งใหญ่หรือเล็ก รูปแบบก็ไม่ต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงระดับชั้นที่ต่างกันอย่างชัดเจนคือวัสดุของผ้า
ขุนนางระดับสูงจะไม่ใช้ผ้าป่านหยาบ ชาวบ้านทั่วไปก็ไม่อาจใช้ผ้าไหม สิ่งที่ใช้แยกแยะตำแหน่งขุนนางจากรูปลักษณ์ภายนอก ประการแรกคือตราประทับและสายพู่ ประการที่สองคือหมวก
สำหรับตราประทับและสายพู่นั้น ของเตียวเลี้ยวสูงกว่าของเผยเฉียนหนึ่งขั้น ใช้ตราทองแดงสายพู่สีดำ ส่วนที่แขวนอยู่ข้างเอวของเผยเฉียนคือตราทองแดงสายพู่สีเหลือง
ส่วนหมวกนั้น เนื่องจากฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างกัน เตียวเลี้ยวจึงสวมหมวกขนนก ส่วนเผยเฉียนสวมหมวกบัณฑิต
หมวกขนนก ความจริงแล้วก็ไม่ต่างจากหมวกบัณฑิตมากนัก เพียงแต่มีจุดเด่นอย่างหนึ่งคือบนยอดหมวกจะประดับด้วยหางนกเหอสองเส้น มันไม่ได้ยาวเฟื้อยเหมือนในหนังหรือละครทีวี ความยาวก็ประมาณสิบเซนติเมตร สั่นไหวระริกไปมาตามสายลม…
ความจริงหมวกบัณฑิตก็คือหมวกที่เผยเฉียนสวมอยู่เป็นประจำ เพียงแต่รองด้วยผ้าโพกหัว และบนหมวกมีสันนูนหนึ่งเส้น จำนวนสันบนหมวกแสดงถึงตำแหน่งสูงต่ำ ตอนนี้เผยเฉียนมีสันเดียว ถือเป็นหมวกระดับต่ำสุด ระดับสูงสุดคือสามสัน
ดังนั้นตอนนี้เผยเฉียนและเตียวเลี้ยว นอกจากความแตกต่างเล็กน้อยนี้แล้ว ส่วนอื่นส่วนใหญ่ก็เหมือนกันหมด ต่างก็สวมชุดคอไขว้ที่ทำจากผ้าไหมสีเขียว เผยให้เห็นเสื้อตัวในสีขาว ช่างดูเหมือนบ๊ะจ่างไส้ข้าวสีขาวที่ห่อด้วยใบไม้แก่สีเขียวคล้ำ แล้วต้มในน้ำจนใบไม้แตกปริออกมาจริงๆ…
เห็นได้ชัดว่าเตียวเลี้ยวค่อนข้างประหม่า แม้สีหน้าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่ข้างขมับกลับมีเหงื่อซึมออกมาแล้ว
ส่วนตัวเผยเฉียนเอง เมื่อวานนี้ได้ตกลงกับลิยูไว้แล้ว เมื่อเทียบกันแล้วในใจจึงพอจะรู้ทิศทางอยู่บ้าง ไม่ได้ประหม่าขนาดนั้น
ขันทีน้อยคนหนึ่งวิ่งออกมาจากด้านใน ร้องตะโกนเสียงดัง “มีพระราชโองการเบิกตัวนายกองทหารม้าเตียว และซื่อหลางฝ่ายซ้ายเผย เข้าเฝ้าหน้าพระที่นั่ง!”
ทหารองครักษ์โดยรอบก็ตะโกนพร้อมกัน “นายกองทหารม้าเตียว ซื่อหลางฝ่ายซ้ายเผย เข้าเฝ้าหน้าพระที่นั่ง!”
เตียวเลี้ยวและเผยเฉียนรีบเดินตามหลังขันทีน้อยไป ประสานมือซ่อนไว้ในแขนเสื้อ สายตามองตรง ไม่วอกแวก ก้มหน้าลงเล็กน้อย มองเพียงพื้นดินตรงหน้า จัดไหล่และหลังให้ตรง เดินตามเข้าไปอย่างระมัดระวัง
ขณะที่เตียวเลี้ยวและเผยเฉียนค่อยๆ เดินเข้าไปในพระราชวัง ทุกๆ ระยะทางที่เดินผ่าน ทหารองครักษ์ที่เฝ้ายามอยู่สองข้างทางก็จะตะโกนต่อๆ กันไปเป็นทอดๆ “นายกองทหารม้าเตียว ซื่อหลางฝ่ายซ้ายเผย เข้าเฝ้าหน้าพระที่นั่ง!”
ช่างแตกต่างจากการที่เผยเฉียนได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นซื่อหลางฝ่ายซ้ายแล้วต้องไปคุกเข่ากราบไหว้ฮ่องเต้อย่างเงียบๆ ในครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง
ความน่าเกรงขามของราชวงศ์ฮั่นก็เป็นเช่นนี้เอง!
พอมาถึงหน้าประตูเต๋อหยางด้านนอกโถงเต๋อหยาง ขันทีน้อยก็หยุดฝีเท้า ทหารองครักษ์หน้าโถงเดินเข้ามาตรวจสอบตราประทับและสายพู่ของเตียวเลี้ยวและเผยเฉียนอีกครั้ง
จากนั้นทหารยามหน้าประตูเต๋อหยางจึงหลีกทางให้เล็กน้อย เพื่อให้เตียวเลี้ยวและเผยเฉียนเดินเข้าไป
โถงเต๋อหยางคือตำหนักใหญ่ของวังเป่ยกง หน้าโถงมีประตูเต๋อหยาง ระหว่างโถงเต๋อหยางและประตูเต๋อหยางมีศาลาตะวันออกและศาลาตะวันตก
ขันทีน้อยเดินนำหน้า เตียวเลี้ยวเดินตรงกลาง เผยเฉียนเดินรั้งท้ายสุด มุ่งหน้าเข้าไปด้านใน
โถงเต๋อหยางเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวังเป่ยกง ดูโอ่อ่าตระการตามาก แม้เผยเฉียนจะไม่สามารถชะเง้อคอหันมองซ้ายขวาได้ แต่ก็ยังแอบกลอกตามองได้…
โถงเต๋อหยางตั้งอยู่บนแท่นยกสูง บันไดสูงสองจ้าง ตรงกลางมีแท่นหินแกะสลักลวดลายขนาดใหญ่ บันไดทำจากหินหยกขาว เสาที่ดูเหมือนจะหุ้มด้วยแผ่นทองคำเปล่งประกายสีทองอร่ามจนแสบตา
ด้านหน้าบันไดยังมีสะพานชัก ไม่รู้ว่าดึงน้ำมาจากไหนให้ไหลลงมาใต้โถง เสียงน้ำไหลซู่ๆ ยิ่งเพิ่มบรรยากาศความศักดิ์สิทธิ์และเงียบขรึมของราชวงศ์
เมื่อเดินขึ้นสะพานชัก เผยเฉียนก็รีบเก็บสายตา เริ่มทำตัวเป็นเด็กดีอย่างจริงจัง ท้ายที่สุดตั้งแต่จุดนี้เป็นต้นไป ทั้งสองข้างทางล้วนมีทหารองครักษ์สวมเกราะสว่างไสว แถมยังยืนอยู่ใกล้กันมาก ทุกๆ สิบกว่าก้าวก็มีหนึ่งคน ทอดยาวไปจนถึงภายในตำหนักใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น ที่ด้านข้างประตูตำหนักใหญ่ ยังมีขุนนางฝ่ายพิธีการยืนอยู่คนหนึ่ง สายตาจดจ้องอย่างดุดัน มีหน้าที่ตรวจสอบมารยาทของผู้มาเข้าเฝ้าโดยเฉพาะ หากถูกจับผิดได้แม้แต่น้อย ก็จะโดนข้อหาเสียมารยาทหน้าพระที่นั่งทันที
เมื่อถึงหน้าประตูตำหนักใหญ่ หน้าที่ของขันทีน้อยที่นำทางมาก็ถือว่าสิ้นสุดลง ต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของอีกคนที่จะเข้าไปรายงานด้านใน…
ไม่นานนัก ก็มีเสียงเรียกให้เข้าเฝ้าดังออกมาจากด้านใน การเข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการได้เริ่มต้นขึ้น
ขุนนางฝ่ายพิธีการหน้าประตูตำหนักใหญ่ลากเสียงยาวตะโกนลั่น “เข้า…~”
เตียวเลี้ยวและเผยเฉียนก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง เมื่อถึงหน้าประตูตำหนักใหญ่ ก็ได้ยินขุนนางฝ่ายพิธีการตะโกนว่า “ยืน…~”
ทั้งสองรีบยืนตัวตรง
“คำนับ…~”
เผยเฉียนไม่สนแล้วว่าเตียวเลี้ยวจะทำอย่างไร ตัวเขารีบทำตามคำสั่งของขุนนางฝ่ายพิธีการ ยกมือขึ้นจรดหน้าผาก โค้งตัวลงเก้าสิบองศา หยุดค้างไว้ครู่หนึ่ง แล้วจึงยืดตัวขึ้น…
“กราบ…~”
ยกมือขึ้นระดับคิ้วอีกครั้ง จากนั้นคุกเข่าลงพร้อมกันทั้งสองข้าง ค่อยๆ หมอบกราบลง ฝ่ามือแนบพื้น หน้าผากแตะลงบนฝ่ามือ แล้วจึงยืดตัวขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นระดับคิ้ว…
“กราบอีกครั้ง…~”
ทำท่ากราบก่อนหน้านี้ซ้ำอีกครั้ง…
“ลุกขึ้น…~”
ยกมือขึ้นระดับคิ้ว ลุกขึ้นยืน ตัวตรงแล้วจึงเอามือลง
ตอนนี้เองที่เผยเฉียนได้ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ขุนนางผู้น้อยก็แบบนี้แหละ การเข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างเป็นทางการช่างยุ่งยากจุกจิกเสียจริง
พระเจ้าหลิวเสียประทับอยู่บนบัลลังก์ ทอดพระเนตรมองเผยเฉียนที่กำลังทำความเคารพอยู่ไกลๆ ที่หน้าประตูตำหนัก ดูเหมือนจะคุ้นตาอยู่บ้าง…

0 Comments