ตอนที่ 3 ต่างคนต่างมีแผนการของตน
แปลโดย เนสยัง“อืม… ธนูชั้นดีของข้าไร้ประโยชน์ใด… ซีด…” ชายชราผมหงอกประปรายผู้หนึ่งลูบเคราครุ่นคิด
ชุยโฮ่วยืนนอบน้อม “ขอรับ ท่านพ่อ ข้าเห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่บนโต๊ะของไอ้เด็กนั่น คงจะหยิบมาอ่านบ่อยๆ เป็นแน่ แต่ไอ้เด็กนั่นกลับพาข้าไปดูตำราประวัติศาสตร์ กวี และคัมภีร์อื่นๆ แต่กลับไม่พูดถึงหนังสือเล่มนี้เลย ต้องมีลับลมคมในแน่ ข้ากลัวว่าจะทำให้เขาสงสัยก็เลยขอตัวกลับมาก่อน เพียงแต่ข้านึกไม่ออกจริงๆ ว่าประโยคนี้มาจากที่ใด?”
ชายชรา หรือก็คือพ่อของชุยโฮ่ว นามว่าชุยอี้ แหงนหน้าขึ้น หลับตาลงครึ่งหนึ่ง นิ่งเงียบไปพักใหญ่จึงกล่าวขึ้น “ดูท่าการให้เจ้าไปลองหยั่งเชิงนั้นจะถูกต้องแล้ว เด็กคนนี้มีของดีซ่อนอยู่จริงๆ เจ้าไม่รู้จักหนังสือเล่มนี้ก็ไม่แปลก เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่ในหมวดคัมภีร์ประวัติศาสตร์ ข้าสงสัยว่าประโยคนี้มาจาก…”
ชุยอี้เบิกตากว้างฉับพลัน ปากกลับกดเสียงให้ต่ำลงอย่างมาก ราวกับกลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน “…หู เฟย จื่อ…”
“โอ้ อา!” ชุยโฮ่วตกใจมาก “…หู หูเฟยจื่อหรือ? หรือท่านพ่อหมายถึงหูเฟยจื่อคนนั้น? ถ้าอย่างนั้น ไอ้เด็กนี่ก็ได้รับ”
“เงียบ!” ชุยอี้ถลึงตาใส่
ชุยโฮ่วรู้ตัวว่าเสียกิริยา รีบลดเสียงลงทันที “ถ้าอย่างนั้น ที่ท่านพ่อสงสัยก็อาจจะเป็นจริงน่ะสิ?”
ชุยอี้พยักหน้า “เล่าลือกันว่าหูเฟยจื่อนั้นเก่งกาจด้านการควบคุมสิ่งของ ทิ้งห้าความกล้า เจ็ดช่างฝีมือ สิบแปดเคล็ดวิชาเอาไว้ แต่มักจะสูญหายไปเป็นส่วนใหญ่… เด็กคนนี้ฐานะทางบ้านก็งั้นๆ จู่ๆ ก็เอาของวิเศษที่ประณีตขนาดนี้ออกมาได้ ที่อ้างว่าเป็นของตกทอดจากบรรพบุรุษนั้นน่าจะเป็นแค่ข้ออ้าง… หลิวหลีนั้นแตกหักง่าย แกะสลักยาก แต่ลวดลายบนลูกปัดหลิวหลีของเด็กคนนี้กลับกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่เห็นรอยมีดหรือขวานเลยแม้แต่น้อย…”
“ข้าสงสัยว่าสิบทั้งเก้าเด็กคนนี้คงได้เคล็ดวิชาลับของตระกูลหูมา… อีกสองสามวัน เจ้าก็ลองเชิญเด็กคนนี้มาที่บ้านไร่ดูสิ รอให้ข้าผู้เป็นพ่อเป็นคนทดสอบดูอีกครั้ง หากเป็นเรื่องจริง คงหนีไม่พ้น… หึหึ อีกอย่าง เจ้าไปจัดหาคนที่มีฝีมือดีๆ สักสองสามคน อาศัยจังหวะที่เด็กคนนี้ไม่อยู่บ้าน เข้าไปค้นดูให้ละเอียด ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าให้เขาจับได้เชียว”
“ท่านพ่อหมายความว่า จะให้ตรวจสอบอะไรบ้างหรือ?” ชุยโฮ่วยังไม่ค่อยเข้าใจนัก
ชุยอี้รู้สึกอ่อนใจ ทำไมถึงได้โง่ขนาดนี้นะ แต่ถึงยังไงก็เป็นลูกชายของตัวเอง จึงข่มใจค่อยๆ ชี้แนะไป “…การสร้างสิ่งของย่อมต้องมีเครื่องมือ! ให้ค้นหาตามที่ลับตาคนดูว่ามีสิ่งของผิดปกติหรือไม่ เข้าใจไหม?”
“ขอรับ!”
ภายในจวนที่โอ่อ่าหรูหราแห่งหนึ่งในเมือง ชายชราในชุดหรูหราอีกคนหนึ่งกำลังสั่งสอนลูกหลานของตนอยู่เช่นกัน แต่คนนี้ไม่ได้มีอารมณ์ดีขนาดนั้น
“โง่เขลา! โง่เขลา!”
ชายชราโกรธจัดกระทืบไม้เท้าลงพื้นด้วยความเดือดดาล บ่าวไพร่ทั้งในและนอกห้องโถงต่างรีบคุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า ไม่กล้าขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“คนโง่เขลา” ผู้นี้ก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นเช่นกัน คลานเข่าไปข้างหน้าสองสามก้าว โขกศีรษะกล่าวว่า “ท่านอาโปรดระงับโทสะด้วย! ท่านอาโปรดระงับโทสะด้วย!”
คนทั้งในและนอกห้องโถงก็ประสานเสียงโขกศีรษะกล่าวว่า “ท่านราชครูโปรดระงับโทสะด้วย! ท่านราชครูโปรดระงับโทสะด้วย!”
ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งห้องโถง ลานบ้าน ต่างเงียบกริบ ทุกคนต่างหวาดกลัวตัวสั่น ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมา
ได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจอย่างรุนแรงของท่านราชครูแห่งราชสำนัก ท่านอ้วนหงุย (หยวนหวั่ย) เท่านั้น
“…เฉาอาหมาน! คำพูดของเฉาอาหมาน! เจ้าแซ่อ้วนหรือแซ่โจกันแน่? เฉาอาหมานบอกให้เจ้ากินขี้เจ้าก็จะกินหรือไง?!”
นี่มันคำพูดทิ่มแทงใจชัดๆ อ้วนเสี้ยวตกใจจนโขกศีรษะลงกับพื้นไม่หยุด “หลานมิกล้า! หลานมีโทษ!”
อ้วนหงุยหอบหายใจสงบลงเล็กน้อย ให้คนรับใช้ทั้งในและนอกห้องโถงถอยออกไปไกลๆ แล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “‘แค่ใช้พัสดีเรือนจำคนเดียวก็พอแล้ว’ ช่างโอหังเสียจริง!… แล้วไอ้คนขายเนื้อนั่นฟังวิธีนี้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง?”
“แม่ทัพใหญ่โฮ… ไอ้คนขายเนื้อโฮนั่น ดูเหมือนจะหวั่นไหวอยู่บ้าง…”
“ดี ดี ดี!” อ้วนหงุยหัวเราะเสียงเย็นสองสามครั้ง จ้องมองอ้วนเสี้ยวที่คุกเข่าอยู่บนพื้นตรงหน้า “แล้วตอนนั้นเจ้าได้เอ่ยปากทัดทานบ้างหรือไม่?”
อ้วนเสี้ยวสะดุ้งเฮือก แม้จะไม่ได้เงยหน้า แต่ก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงสายตาทิ่มแทงของอ้วนหงุย ตอบกลับเสียงเบาว่า “…หลาน หลาน… ไม่ได้เอ่ยปาก… ทัดทาน…”
“โง่เขลา! ไอ้โง่! จะมีเจ้าไว้ทำไม!” อ้วนหงุยโกรธขึ้นมาอีก หยิบไม้เท้าขึ้นมาฟาดลงบนหลังอ้วนเสี้ยวตามสัญชาตญาณ
อ้วนเสี้ยวไม่กล้าแม้แต่จะหลบ ได้แต่กัดฟันทนรับ ปากก็ต้องคอยห้ามไม่หยุด “หลานโง่เขลา หลานมีโทษ! ท่านอาโปรดระงับโทสะ…”
อ้วนหงุยถึงอย่างไรก็แก่ชราแล้ว ตีได้ไม่กี่ทีก็เหนื่อย ด่าทอเสียงดัง “ไอ้เด็กบ้าทำเสียเรื่อง!” แม้จะไม่มีแรงตีแล้ว แต่ก็ยังไม่หายโกรธ เตะอ้วนเสี้ยวล้มกระเด็นไปด้านข้าง “ปกติตัวเจ้ามักจะโอ้อวดว่าฉลาดนักมิใช่หรือ ทำไมเรื่องแผนการเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ถึงมองไม่ออก?”
อ้วนเสี้ยวรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาคุกเข่าใหม่อีกครั้ง ไม่กล้าปริปากแม้แต่คำเดียว
“เจ้ารีบไปคุยกับไอ้คนขายเนื้อนั่นซะ อย่าลืมเรื่องราวเก่าๆ ของต้วนอู่ล่ะ! หากไม่รีบตัดสินใจให้เด็ดขาด จะกลายเป็นภัยแก่ตัว!”
“ขอรับ!” อ้วนเสี้ยวรีบปีนขึ้นมา ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า โค้งตัวลงประหนึ่งคนรับใช้ เดินถอยหลังออกจากประตูไป จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป
เพราะรีบเดิน ตอนถึงประตูเรือนจึงเกือบจะชนกับบ่าวที่คอยรับใช้อยู่หน้าประตู อ้วนเสี้ยวที่กำลังอัดอั้นด้วยความโกรธอยู่เต็มอก ไม่คิดอะไรทั้งนั้น กระโดดถีบบ่าวผู้โชคร้ายคนนั้นเข้าที่กลางลำตัวจนล้มคว่ำ แล้วรีบเดินจากไป
และฉากนี้ก็ถูกคุณชายหนุ่มในชุดหรูหราที่เดินออกมาจากหลังฉากกั้นในห้องโถงมองเห็นเข้า หัวเราะเยาะเบาๆ “ก็เก่งแต่กับบ่าวไพร่เท่านั้นแหละ…”
คุณชายชุดหรูหราเดินไปตรงหน้าอ้วนหงุย ทำความเคารพ “ท่านอา”
อ้วนหงุยพยักหน้า ส่งสัญญาณให้คุณชายชุดหรูหรานั่งลง “สุดเอ๋ย เจ้าเห็นเรื่องนี้เป็นเช่นไร?”
คุณชายชุดหรูหรา หรือก็คือ อ้วนสุด (หยวนซู่) จัดแจงเสื้อผ้า นั่งตัวตรงอย่างสง่าผ่าเผย กล่าวว่า “นี่เป็นเพียงแผนถ่วงเวลาของเฉาอาหมานเท่านั้น ยังไงเสียเฉาอาหมานก็แซ่โจ!” โจโก๋บิดาของโจโฉเป็นบุตรบุญธรรมของมหาขันทีโจเต็ง และมหาขันทีโจเต็งก็เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนความสำเร็จของวงการขันทีเลยทีเดียว รับใช้ฮ่องเต้มาถึงสี่รัชกาล ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเฟ่ยถิงโหว! ขันทีที่เป็นถึงโหว! เรื่องนี้ทำให้บรรดาชนชั้นสูงตระกูลอ้วนที่ยกย่องตัวเองว่าเป็นกระแสน้ำใสสะอาดรับไม่ได้อย่างยิ่ง
ความหมายของอ้วนสุดก็ชัดเจนมาก โจโฉมาจากตระกูลขันที จะมาวางแผนเพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในการกำจัดขันทีด้วยความจริงใจได้อย่างไร?
อ้วนหงุยพยักหน้าช้าๆ สีหน้าฉายแววพึงพอใจเล็กน้อย “คำพูดของสุดเอ๋ยตรงใจข้าพอดี ใช้พัสดีจับกุมมันไม่ยาก แต่เบื้องบนไม่ออกคำสั่ง ใครจะกล้าสั่งการ?”
สำหรับการกำจัดขันที ความคิดของโจโฉเป็นไอเดียที่แย่มาก ขันทีคือใคร? คือกลุ่มคนที่ใกล้ชิดพระวรกายฮ่องเต้มากที่สุด ใครสามารถออกคำสั่งจับกุมและสังหารขันทีได้โดยตรง? มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้น แต่ฮ่องเต้เล่าเปียนในตอนนี้ยังทรงพระเยาว์ เพิ่งขึ้นครองราชย์หมาดๆ จะให้สั่งฆ่าคนสนิทที่เคยรับใช้พระองค์มา มันจะเป็นไปได้หรือ?
ก่อนหน้านี้โฮจิ๋นฆ่าเกียนสิดโดยอ้างชื่อเกียนสิดว่าปลอมแปลงราชโองการขัดต่อพระราชประสงค์ของพระเจ้าฮั่นเลนเต้ ซึ่งยังพอมีข้ออ้างด้านความชอบธรรมอยู่บ้าง ยิ่งไปกว่านั้นคือฆ่าเกียนสิดแค่คนเดียว แต่ตอนนี้ตั้งป้อมจะฆ่าขันทีที่มีอำนาจทั้งหมดโดยไม่ถามไถ่เหตุผล มันจะเป็นสิ่งที่พัสดีเรือนจำคนเดียวจะทำได้หรือ?
“ท่านอาพูดถูกแล้ว เฉาอาหมานเพียงแต่กลัวว่าหากสังหารจนหมดสิ้น จะเป็นการตัดรากถอนโคนของเขาเท่านั้น น่าเสียดายที่พี่ใหญ่กลับมองไม่ออก…”
“ไอ้ลูกเมียน้อยไร้ความสามารถ ไม่ต้องพูดถึงมัน!”
“ขอรับ” อ้วนสุดรับคำ จากนั้นก็ยิ้ม “ท่านอา หลายวันก่อนบังเอิญได้ของล้ำค่าชิ้นหนึ่งมาจากตลาด วันนี้จึงตั้งใจนำมามอบให้ท่านอา”
อ้วนหงุยโบกมือปฏิเสธ ท่าทางดูอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง “มีของวิเศษอะไร เจ้าเก็บไว้เถอะ ท่านอาก็ไม่ได้ขาดแคลนอะไร เจ้ามีน้ำใจแค่นี้ก็พอแล้ว”
“เช่นนั้นท่านอายิ่งไม่ควรปฏิเสธน้ำใจของสุดนะขอรับ!” อ้วนสุดพูดพร้อมรอยยิ้ม หันไปตะโกนเสียงดังออกนอกประตู “เด็กๆ นำของที่ข้าเตรียมมาเข้ามาถวาย!”
อ้วนเสี้ยวนั่งอยู่ในรถม้า ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ชกกำปั้นลงบนรถม้าด้วยความโกรธ ทำเอาองครักษ์ขับรถม้าตกใจจนต้องรีบหยุดรถสอบถาม
อ้วนเสี้ยวตอบเสียงอู้อี้ว่าไม่มีอะไรให้เดินทางต่อ แต่ในใจกลับเดือดปุดๆ เหมือนน้ำเดือด
ความคิดของเฉาอาหมานจะดีหรือร้ายข้าย่อมรู้อยู่แก่ใจ แต่ข้าเอาไปป่าวประกาศแล้วจะได้ประโยชน์อะไร?
เฉาอาหมานพูดถูก จะฆ่าพวกตอนสักคน แค่เรียกพัสดีเรือนจำมาก็พอแล้ว แต่ถ้าจะฆ่าพวกตอนทั้งหมดล่ะ? ใครถึงจะมีสิทธิ์ออกคำสั่งจับกุมและสังหารพวกตอนได้ ก็มีแต่ฮ่องเต้เท่านั้น แต่ปัญหาคือฮ่องเต้จะออกคำสั่งนี้ไหมล่ะ? ตอนนี้ฮ่องเต้ยังเด็ก เชื่อฟังแต่โฮไทเฮา และการที่ตระกูลโฮขึ้นเป็นไทเฮาได้ก็ว่ากันว่าพวกตอนหลายคนออกแรงช่วยไว้ไม่น้อย แล้วแบบนี้จะสั่งฆ่าพวกตอนทั้งหมดได้ยังไง?
ยิ่งไปกว่านั้น หากกำจัดพวกตอนในที่นี้จนหมดสิ้น แล้วในวันหน้าจะไม่มีพวกตอนหน้าใหม่ขึ้นมากุมอำนาจอีกหรือ? ปากก็อ้างคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ บอกว่าทำไปเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง แท้จริงแล้วก็ทำเพื่อความมักมากส่วนตัวทั้งนั้น! ก็แค่ตาแก่พวกนั้นเคยโดนพวกเตียวเหยียงหยามหน้ามาก่อน ตอนนี้ได้ทีขี่แพะไล่ก็เท่านั้นแหละ!
แม้เกียนสิดที่เป็นนายทหารรักษาพระองค์แห่งสวนตะวันตกจะถูกประหารชีวิตไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรพวกตอนก็สั่งสมอำนาจมาหลายปี ลูกศิษย์และอดีตผู้ใต้บังคับบัญชามีมากมายนับไม่ถ้วน หากฆ่าพวกตอนจนหมดสิ้นจะต้องเกิดความวุ่นวายอย่างแน่นอน ดังนั้นตาแก่จึงเรียกตั๋งโต๊ะจากกวนซีเข้าเมืองหลวงเพื่อใช้ถ่วงดุลอำนาจ ป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
อ้วนเสี้ยวถอนหายใจลึกๆ เฉาอาหมาน ครั้งนี้ข้าคงช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว ดูท่าตาแก่จะตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสู้รบตบมือกับพวกขันทีให้ตายกันไปข้างหนึ่ง
สำหรับอ้วนเสี้ยว ความปรารถนาที่จะกำจัดขันทีนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความปรารถนาที่จะตักตวงผลประโยชน์ให้ตัวเอง เขาไม่เคยเผชิญกับภัยพรรคพวกต้องห้ามในช่วงที่ขันทีเรืองอำนาจ จึงไม่มีความรู้สึกเกลียดชังขันทีเข้ากระดูกดำเหมือนกับอ้วนหงุยผู้เป็นอา
อ้วนเสี้ยวคนนี้อยู่ในบ้านก็ไม่ได้มีหน้ามีตาเหมือนตอนอยู่ข้างนอกเลย เขาเป็นแค่หุ่นเชิดที่สวมเสื้อคลุมของฐานะหลานชายคนโต แต่ในบ้าน สถานะของเขาก็ยังคงเป็นแค่ลูกเมียน้อย คนที่เป็นที่โปรดปรานจริงๆ คืออ้วนสุด ลูกเมียหลวงซึ่งเป็นน้องชายของเขาต่างหาก
งานหนักงานสกปรกมีส่วนเอี่ยวเสมอ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับกลับน้อยนิดน่าสงสาร! อย่างตระกูลอ้วนที่หยิ่งยโส คิดว่าตัวเองสูงส่ง ไม่อยากข้องแวะกับโฮจิ๋นที่มาจากครอบครัวคนขายเนื้อมากนัก เพราะคิดว่าจะทำให้ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของตระกูลอ้วนต้องแปดเปื้อน แต่ในยามที่จำใจต้องร่วมมือกัน หรือแม้แต่ต้องการความช่วยเหลือจากโฮจิ๋น ก็กลับส่งอ้วนเสี้ยวไปเป็นลูกน้องรับใช้โฮจิ๋น และเก็บอ้วนสุดที่เป็นคนโปรดไว้ข้างกาย
อ้วนเสี้ยวแทบจะไม่เคยสัมผัสถึงความอบอุ่นจากครอบครัวเลย มีเพียงทางฝั่งของเฉาอาหมานเท่านั้นที่ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงมิตรภาพฉันเพื่อนบ้างไม่มากก็น้อย นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาไม่ได้เปิดโปงเฉาอาหมาน
การสังหารเกียนสิด สนับสนุนเล่าเหียบขึ้นครองราชย์ และเรียกตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนมีร่องรอยการชักใยของกลุ่มกระแสน้ำใสสะอาดที่นำโดยตระกูลอ้วนทั้งสิ้น อ้วนเสี้ยวเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ถูกผลักออกมาอยู่เบื้องหน้าเท่านั้น
แต่ถึงอย่างไรความคิดเหล่านี้ ภายนอกดูเหมือนเป็นคำพูดของเขา หากวันหน้าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น คนที่ต้องรับเคราะห์กรรมแทนก็ต้องเป็นอ้วนเสี้ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อ้วนเสี้ยวรู้ดีแก่ใจ แต่ก็ไร้หนทาง เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปฏิเสธ หากเขาไม่ถูกผลักออกมาเป็นหุ่นเชิด เขาก็คงไม่มีสิทธิ์เสวยสุขกับเปลือกนอกอันสวยหรูของตระกูลอ้วนเลยด้วยซ้ำ
นี่แหละคือความน่าเศร้าของลูกเมียน้อย
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นแล้วจะทำไมล่ะ!
อ้วนเสี้ยวกำหมัดแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งอยู่ในใจ
ข้า อ้วนเสี้ยว อ้วนปุนโช (หยวนเปิ่นชู) หนทางเดียวของข้าคือต้องคว้าทุกโอกาส ก้าวขึ้นไป ก้าวขึ้นไป!
ข้า อ้วนเสี้ยว อ้วนปุนโช จะต้องสลัดกรงขังนี้ทิ้งไปให้ได้ และสร้างโลกที่เป็นของข้าขึ้นมา!
ข้า อ้วนเสี้ยว อ้วนปุนโช ถึงวันนั้นจะทำให้คนทั้งใต้หล้ารู้จักชื่อของข้า จะทำให้คนที่รังแกข้า ดูถูกข้า และจะทำให้โลกใบนี้ต้องมาสยบอยู่แทบเท้าของข้า!

0 Comments