ตอนที่ 277 ฝ่าวงล้อม
แปลโดย เนสยังผู้คนที่อยู่ใต้กำแพงเมืองรวมถึงเฟยเฉียน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ล้วนแนบชิดกับฐานกำแพง ซุกตัวอยู่ในเงามืด
หวงเฉิงรีบหมอบลงกับพื้น คลานสี่ขาก้าวไปสองก้าว ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเล็กๆ ใต้เชิงเทินฝั่งตรงข้าม ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
บางครั้งสายตาของมนุษย์ก็คล้ายคลึงกับกบ หากไม่ใช่ผู้ที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ ความตื่นตัวต่อสิ่งของที่อยู่นิ่งมักจะต่ำอย่างเห็นได้ชัด แต่จะไวต่อสิ่งของที่เคลื่อนไหวมากกว่า
ในเวลานี้หวงเฉิงสวมเสื้อผ้าสีเขียวอมฟ้าซึ่งค่อนข้างเข้ม ดังนั้นเมื่อหมอบอยู่ในเงามืด แม้จะมีบางส่วนสัมผัสกับแสงสลัวๆ แต่หากไม่สังเกตให้ดี ก็ยากที่จะมองเห็นอะไรได้
ทหารที่เดินโซเซไปมาผู้นั้นเห็นได้ชัดว่าทำแบบขอไปที เมื่อเดินมาได้ไม่กี่ก้าว ก็ไม่ได้เดินเข้าไปจนสุดกำแพงเมืองด้านตะวันตก เดินไปเพียงเล็กน้อย ก็ชูคบเพลิงส่องไปข้างหน้าแบบส่งเดช ก่อนจะเดินโซเซกลับไป
เมื่อหวงเฉิงเห็นทหารเดินจากไปแล้ว จึงรีบแกะเชือกออกจากหอกยาว แล้วนำไปผูกติดกับเชิงเทินที่แข็งแรงกว่าแทน หวงซวี่เป็นคนที่สองที่ปีนขึ้นไป พร้อมกับนำเชือกที่เหลืออีกสองเส้นติดตัวไปด้วย…
เมื่อมีเชือกสามเส้นให้ปีนพร้อมกัน ความเร็วก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก เพียงไม่นานทุกคนรวมทั้งเฟยเฉียนก็ปีนขึ้นไปบนกำแพงเมืองชั้นในได้สำเร็จ
เฟยเฉียนถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อมาถึงขั้นนี้ ก็ถือว่าพ้นขีดอันตรายไปได้ชั่วคราว บัดนี้ก็สามารถพิจารณาเรื่องต่างๆ ได้มากขึ้นแล้ว…
ต้องขอบคุณเจิ้งหยิว ที่ในสถานการณ์ที่คนขาดแคลนอยู่แล้ว ยังดึงทหารจากบนกำแพงเมืองไปค้นหาตามถนนหนทางในเมืองอีก ทหารที่เฝ้ายามอยู่บนกำแพงเมืองจึงลดน้อยลงตามไปด้วย และทหารบนกำแพงเมืองชั้นในก็ยิ่งน้อยลงไปอีก นอกจากทหารยามเดินเท้าที่คอยเดินลาดตระเวนไปมาสองสามคนแล้ว ก็มีเพียงตามทางแยกสำคัญและประตูเมืองเท่านั้นที่มีทหารคอยเฝ้าอยู่
บริเวณด้านในของกำแพงเมืองฝั่งทิศตะวันตก มีทางลาดเชื่อมลงไปยังเมืองชั้นใน แต่ตรงนั้นมีทหารสองนายยืนเฝ้าอยู่ใต้แสงคบเพลิง หากต้องการผ่านไปทางนั้น อย่างแรกก็คือต้องจัดการทหารสองคนนั้นเสียก่อน และทางที่ดีที่สุดก็คือต้องไม่ให้คนอื่นรู้ตัว…
เฟยเฉียนชี้ไปทางนั้น แล้วเอ่ยถามหวงเฉิงว่า “ซูเย่ สามารถจัดการสองคนนั้นโดยไม่ให้คนอื่นรู้ตัวได้หรือไม่?”
หากยังคงใช้วิธีหย่อนเชือกลงไปด้านใน ความเร็วก็จะค่อนข้างช้า หากทหารลาดตระเวนคนนั้นบังเอิญเดินกลับมา คนมากมายขนาดนี้คงไม่มีทางซ่อนตัวได้เหมือนหวงเฉิงคนเดียวอย่างแน่นอน
ดังนั้นมีเพียงวิธีเดียวที่จะรวดเร็วกว่าคือต้องตีฝ่าเส้นทางนั้นไปให้ได้!
โชคดีที่ในตอนนี้ เสียงบนถนนยังคงมีความวุ่นวายอยู่บ้าง ความสนใจส่วนใหญ่ของทหารบนกำแพงเมืองเหล่านี้จึงถูกดึงดูดไปที่นั่น
หวงเฉิงเพียงแค่พยักหน้าตอบรับโดยไม่กล่าวสิ่งใด เขาหันหลังกลับไปปลดธนูมาจากร่างของทหารคนหนึ่ง ลองง้างสายเบาๆ เพื่อกะน้ำหนักของคันธนู จากนั้นก็ไปหาทหารอีกคนเพื่อหยิบลูกธนูมาสองดอก ค้อมเอวลง แล้วค่อยๆ คืบคลานไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ
จะว่าไปแล้วทุกคนต่างก็หนีตายออกมาอย่างรีบร้อน อาวุธที่คว้ามาได้ก็มีแต่ของที่อยู่ใกล้มือ ทำให้คนที่อยู่ข้างกายเฟยเฉียนตอนนี้ บางคนถือดาบ บางคนถือหอกยาว บางคนมีแค่คันธนูแต่ไม่มีลูกศร บางคนมีแค่ลูกศรแต่ไม่มีคันธนู และยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่าไม่ได้หยิบมาตั้งแต่แรก หรือทำตกหายระหว่างทาง จึงมีแต่มือเปล่า…
หวงเฉิงไม่ได้นำลูกธนูสองดอกมาพาดสายพร้อมกัน แต่ใช้มือหนีบลูกธนูไว้สองดอก ดอกหนึ่งพาดไว้ที่สายธนู ส่วนอีกลูกหนีบไว้ด้วยนิ้วนางและนิ้วก้อย
“ผึง! ผึง!”
หลังจากหวงเฉิงปล่อยลูกธนูออกไปดอกหนึ่ง เขาก็ตวัดนิ้วแล้วดึงสาย ปล่อยลูกธนูที่สองออกไปในพริบตา เสียงสายธนูดังเบาๆ สองครั้ง ราวกับเชื่อมต่อกันเป็นจังหวะเดียว
เมื่อมองดูทหารสองนายที่กุมลำคอซึ่งถูกยิงด้วยลูกธนูแน่น ไม่สามารถแม้แต่จะร้องออกมาได้ ทำได้เพียงส่งเสียงคร่อกแคร่ก ก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้น เฟยเฉียนก็อดไม่ได้ที่จะลูบลำคอของตัวเอง หวงเฉิงผู้นี้ยังบอกว่าตนเองสู้หวงจงไม่ได้ แล้วฝีมือการยิงธนูของหวงจงจะร้ายกาจขนาดไหนกันเล่า?
ทุกคนผ่านกำแพงเมืองทิศตะวันตกไปอย่างรวดเร็ว เฟยเฉียนสั่งให้คนนำร่างทหารสองนายที่เสียชีวิตไปซ่อนไว้ แม้ว่าจะถูกทหารคนอื่นค้นพบในท้ายที่สุดอย่างแน่นอน แต่การถ่วงเวลาได้อีกสักหน่อยก็ย่อมเป็นเรื่องดี
หากเทียบกับความวุ่นวายบนถนนด้านนอก เมืองชั้นในกลับเงียบสงบราวกับเป็นคนละโลก
เฟยเฉียนเคยมาที่เมืองชั้นในหลายครั้ง จึงคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี ทางทิศตะวันตกของเมืองชั้นในส่วนใหญ่เป็นคลังหลวง ส่วนทางทิศตะวันออกเป็นที่ว่าการของนายด่านและห้องทำงานของเสมียน ไม่ได้ซับซ้อนอะไร
เฟยเฉียนยืนอยู่นอกกำแพงคลังหลวง ไม่ได้จากไปในทันที แต่กลับรู้สึกสับสนเล็กน้อย พูดตามตรง แม้จะวางแผนไว้ตั้งแต่ตอนหนีตายแล้ว แต่พอถึงเวลาจริงๆ เฟยเฉียนก็ยังรู้สึกเสียดาย อย่างไรเสียของเหล่านี้ก็ล้วนหามาด้วยความยากลำบาก เสบียงที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสือ อาจจะช่วยชีวิตคนได้อีกหลายคนให้รอดชีวิตจากลั่วหยางไปถึงฉางอัน…
อย่างไรเสียเสบียงที่เก็บไว้ในคลังหลวง ก่อนหน้านี้เฟยเฉียนก็เคยเห็น แม้จะเทียบไม่ได้กับยุ้งฉางขนาดใหญ่ แต่ช่วงนี้ที่มีการส่งมาจากลั่วหยางก็ถือว่ามีจำนวนไม่น้อยเลย และในตอนนี้…
เฟยเฉียนลูบคลำกำแพงคลังหลวงที่อยู่ใกล้ๆ หากจำไม่ผิด ภายในกำแพงบริเวณนี้จะมีกองฟางแห้งกองหนึ่ง ซึ่งถูกนำออกมาจากคลังเพื่ออำนวยความสะดวกให้ม้าศึกของทหารม้าซีเหลียงสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
เฟยเฉียนถอนหายใจเบาๆ เรียกคนสองคนมาให้รออยู่ที่นี่ สั่งการบางอย่าง ก่อนจะนำคนเดินต่อไป…
ไม่นานนัก คนสองคนนั้นก็วิ่งตามเฟยเฉียนและคนอื่นๆ มาทัน และในเวลาเกือบจะพร้อมกันนั้นเอง เปลวเพลิงก็พวยพุ่งขึ้นจากคลังหลวง สว่างจ้าไปทั่วท้องฟ้า!
“ไฟไหม้! ไฟไหม้!” ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนลั่น ดึงดูดความสนใจของทหารบนกำแพงเมือง พวกเขาจึงรีบหิ้วถังตักน้ำ แล้วมุ่งหน้าไปทางคลังหลวงเพื่อช่วยดับไฟ…
พวกของเฟยเฉียนอาศัยจังหวะที่ทหารบนกำแพงเมืองกำลังรีบลงมาช่วยดับไฟ วิ่งตะบึงไปยังปลายกำแพงเมืองฝั่งทิศตะวันออกของด่านหานกู่กวน!
สิ่งที่เหนือความคาดหมายของเฟยเฉียนก็คือ เมื่อมาถึงกำแพงเมืองทิศตะวันออกของเมืองชั้นในในด่านหานกู่กวน หรือแม้แต่ไปจนถึงป้อมวั่งฉีไถและป้อมจีหมิงไถ กลับมีทหารเฝ้ายามอยู่เพียงไม่กี่คน!
เดิมทีเฟยเฉียนคิดว่าคงจะต้องมีการปะทะกับทหารรักษาเมืองฝั่งตะวันออก และต้องอาศัยจังหวะที่ทหารเหล่านี้ตั้งตัวไม่ทันฝ่าวงล้อมออกไป แต่นึกไม่ถึงว่าทหารที่เฝ้ากำแพงเมืองฝั่งตะวันออกจะมีน้อยขนาดนี้ และเมื่อไปช่วยดับไฟแล้ว กำแพงเมืองทั้งแถบก็แทบจะร้างผู้คน!
สิ่งที่เฟยเฉียนไม่รู้ก็คือ ก่อนหน้านี้นายกองที่รับผิดชอบเฝ้าป้อมวั่งฉีไถและป้อมจีหมิงไถ คนหนึ่งคือนายกองเฉิน อีกคนคือนายกองหลี่จากซีเหลียง แต่ตอนนี้นายกองเฉินที่นำคนมาล้อมสถานีม้าด่วนกลับตายด้วยน้ำมือของหวงเฉิงไปแล้ว ส่วนนายกองหลี่ก็ถูกเจิ้งหยิวจับขังคุกไป ในเวลาเดียวกัน เจิ้งหยิวก็ได้ย้ายทหารซีเหลียงที่เคยประจำการอยู่บนกำแพงเมืองฝั่งทิศตะวันออกกลับไปที่ลานประลองทิศใต้ทั้งหมด และให้คนคอยเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารซีเหลียงเกิดเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้เมื่อรู้เรื่องราวบางอย่าง…
เจิ้งหยิวเดิมทีก็คิดว่าขอเพียงผ่านพ้นคืนนี้ไปได้ พอทหารจากฝั่งตะวันตกเข้าด่านมา ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนในการป้องกันได้แล้ว แต่คาดไม่ถึงเลยว่าการกระทำเช่นนี้ จะทำให้เฟยเฉียนได้เผชิญกับช่วงเวลาที่กำลังคนทางฝั่งตะวันออกอ่อนแอที่สุดพอดี…

0 Comments