ตอนที่ 258 ความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยวของเจิ้งหยิว
แปลโดย เนสยังเฟยเฉียนกลับมาที่สถานีม้าด่วน ยิ่งครุ่นคิดในใจ ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
อาหารมื้อนี้…
ช่างแปลกประหลาดเสียนี่กระไร
ไม่ใช่ว่าอาหารและเหล้าไม่ดี แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองต่างหาก แม้จะดูเป็นมิตรกันดี มีการชนแก้ว เชิญกันทานอาหาร แต่เฟยเฉียนก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติอยู่เสมอ
ตระกูลเจิ้งแห่งอิ๋งหยาง แม้จะไม่ใช่ตระกูลที่โด่งดังระดับประเทศอย่างตระกูลหยางแห่งหงหนง หรือตระกูลหยวนแห่งหรู่หนาน แต่ก็เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงค่อนข้างมากในท้องถิ่น
ตระกูลเจิ้งเองก็เคยมีปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่และขุนนางคนสำคัญในราชสำนักมาแล้วไม่น้อย
นักปราชญ์ชื่อดัง เจิ้งซิง ผู้เชี่ยวชาญตำราจั่วจ้วน เขาและเจี่ยขุย นักปราชญ์อีกท่านหนึ่งในยุคเดียวกัน ได้รับการขนานนามร่วมกันว่า “เจิ้งเจี่ย” และสำนักวิชาการของพวกเขาถูกเรียกว่า “วิชาเจิ้งเจี่ย”
บุตรชายของเจิ้งซิง เจิ้งจ้ง เคยดำรงตำแหน่งนายพลคุ้มครองดินแดนตะวันตก, เจ้าเมืองอู่เวย, และต่อมาได้รับตำแหน่งต้าซือนง มีชื่อเสียงในด้านความซื่อตรงไม่ยอมก้มหัวให้ใคร
ปัจจุบันคนของตระกูลเจิ้งอย่างเจิ้งไท่ ก็กำลังดำรงตำแหน่งซื่ออวี้สื่ออยู่
ดังนั้น สมาชิกของตระกูลเจิ้งที่มีประวัติความเป็นมา มีภูมิหลัง และมีการศึกษาเช่นนี้ กลับแสดงท่าที…
ดูถ่อมตัวจนเกินไป
แม้ว่าในระหว่างงานเลี้ยง เจิ้งหยิวจะมีรอยยิ้มไม่ขาดสาย ยิ่งให้ความสำคัญกับบรรยากาศของงานเลี้ยงทั้งหมด มักจะเล่าเรื่องตลกเพื่อปรับบรรยากาศเวลาที่เงียบเหงา แต่เฟยเฉียนก็ยังรู้สึกเหมือนกับว่า เหมือนเวลาเข้าร่วมงานเลี้ยงของหัวหน้าในยุคหลัง พนักงานที่เข้าร่วมงานก็จะมีรอยยิ้มประดับใบหน้า ไม่ว่าหัวหน้าจะเมาจริงหรือแกล้งเมา จะเจ้าชู้จริงหรือแค่ล้อเล่น ทุกคนก็จะยิ้มแย้มและปรบมือเชียร์อยู่ด้านล่างเสมอ
ในยุคหลัง เฟยเฉียนเคยเข้าร่วมงานเลี้ยงทั้งเล็กและใหญ่มานับไม่ถ้วน มีทั้งพวกที่ชอบฉายเดี่ยว พวกที่ชอบเล่นใหญ่ และพวกที่เป็นแค่ตัวประกอบ มีเยอะแยะมากมายจริงๆ
ใช่ ถูกต้องเลย
เจิ้งหยิวให้ความรู้สึกกับเฟยเฉียนเหมือนกำลังเล่นงิ้วอยู่บนเวที เล่นงิ้วฉากใหญ่ ใบหน้าถูกทาด้วยสีน้ำมันหนาเตอะ แม้แต่รอยยิ้มนั้นก็ดูเหมือนจะถูกวาดขึ้นมา
แต่ทำไมต้องเล่นงิ้วด้วย?
ต่อให้ไม่ใช่ศิษย์ของตระกูลเจิ้งแห่งอิ๋งหยาง เป็นแค่ศิษย์ตระกูลใหญ่ธรรมดา เมื่อมาเจอคนหยาบกระด้างอย่างกัวผู่ คุยกันไม่กี่คำ ก็คงจะหมดเรื่องคุยแล้ว ต่อให้ตำแหน่งของกัวผู่จะสูงแค่ไหน ไม่พอใจก็คือไม่พอใจ แทบจะเป็นคนละประเภทกันเลย คุยกันก็คุยไม่รู้เรื่อง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลาเลย…
ถ้าจะบอกว่าเจิ้งหยิวเป็นคนพลิกแพลงเก่ง เข้าสังคมเก่ง อยากจะใช้กัวผู่เป็นบันไดไต่เต้าแสวงหาอำนาจ ก็ดูจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่
เพราะอย่างไรเสียกัวผู่ก็เป็นแค่นายกองเล็กๆ แม้แต่พี่ชายของเขา กัวซื่อ ในตอนนี้ก็เป็นแค่จงหลางเจี้ยง การประจบกัวผู่หรือกัวซื่อ สู้ไปหาต่งจั๋วหรือหลี่หรูโดยตรงเลยไม่ดีกว่าหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เจิ้งไท่คนของตระกูลเจิ้งก็กำลังวนเวียนอยู่ใต้จมูกต่งจั๋ว ก็ถือว่าเป็นคนที่พอจะพูดคุยกับผู้มีอำนาจได้บ้าง จำเป็นต้องไปใส่ใจสีหน้าและความรู้สึกของกัวผู่ด้วยหรือ?
ประจบข้าหรือ?
เฟยเฉียนยิ้ม นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ ตัวเขาที่เป็นแค่จั่วสู้ซื่อหลางของราชสำนัก ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันกับนายด่านหานกู่กวนเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ไช่ยงอาจารย์ของเขาก็เป็นที่รู้กันทั่วแผ่นดินว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแบ่งพรรคแบ่งพวก การประจบข้านั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลยจริงๆ
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ หากเจิ้งหยิวเป็นคนช่างประจบประแจงและเข้าสังคมเก่งขนาดนั้น ทำไมถึงต้องมาติดแหงกอยู่ในตำแหน่งนายด่านหานกู่กวนนี้นานถึงสี่ปี?
ไม่ต้องพูดถึงการประเมินผลงานประจำปี แม้แต่การประเมินผลงานครั้งใหญ่ทุกๆ สามปีก็ผ่านไปแล้วนะ!
ปัญหาคือเจิ้งหยิวคนนี้ต้องการจะทำอะไรกันแน่?
กำลังวางแผนเล่นงานข้าหรือ?
ข้ากับเจิ้งหยิวคนนี้ไม่มีความแค้นต่อกัน แถมเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก ไม่น่าจะถึงขนาดนั้นมั้ง?
วางแผนเล่นงานกัวผู่หรือ?
ก็มีความเป็นไปได้อยู่ แต่ตอนนี้เจิ้งหยิวเป็นแค่นายด่านหานกู่กวน อำนาจการสั่งการทหารอยู่ในมือกัวผู่ กองทหารรักษาด่านหานกู่กวนมีทั้งหมดสองพันนาย หนึ่งพันนายเป็นกองทัพเดิม อีกหนึ่งพันนายเป็นกองทัพที่ต่งจั๋วทิ้งไว้ที่นี่ ต่อให้เจิ้งหยิวอยากจะวางแผนเล่นงาน ก็ต้องถามทหารซีเหลียงหนึ่งพันนายใต้บังคับบัญชาของกัวผู่ก่อนว่าจะยอมหรือไม่…
ช่างน่าปวดหัวจริงๆ ช่างเถอะ ตราบใดที่ไม่ได้มุ่งเป้ามาที่ข้า ก็ขี้เกียจไปสนใจเรื่องพวกนี้ พรุ่งนี้รีบออกเดินทางแต่เช้าดีกว่า ผ่านด่านหานกู่กวนไปแล้ว ไปส่งอีกสักระยะหนึ่ง แล้วค่อยหันหลังกลับลั่วหยาง
พอผ่านด่านหานกู่กวนไปก็คือซินอัน แล้วต่อไปทางตะวันตกก็คือหมี่ยนฉือ ตลอดเส้นทางนี้ล้วนอยู่ในเขตอิทธิพลของต่งจั๋ว อีกทั้งต่งจั๋วก็ยังมีกองทัพประจำการอยู่ที่หมี่ยนฉือด้วย เรื่องความปลอดภัยไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
×××××××××××××××
ณ เมืองชั้นในของด่านหานกู่กวน
เจิ้งหยิวทำหน้าบึ้งตึง นำจดหมายในมือไปจุดไฟที่เทียนไข เขาถือมันไว้ตลอดจนกระทั่งไฟเกือบจะลามถึงมือ จึงโยนเศษกระดาษที่เหลือลงในกระถางไฟ เขายืนมองจดหมายนั้นกลายเป็นเถ้าถ่านจนหมดสิ้น จึงละสายตาออกมาโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เพียงแต่กล้ามเนื้อบนแก้มกระตุกไปมาสองครั้ง
ผ่านไปพักใหญ่ เจิ้งหยิวถึงได้กล่าวกับคนส่งสารที่ยืนห้อยมืออยู่ด้านล่างว่า “เจ้าจงกลับไปที่สถานีม้าด่วนเถิด อย่าเพิ่งผลีผลามทำอะไร เพียงแค่จับตาดูให้ดี หากมีความผิดปกติใดๆ ให้รีบมารายงานทันที”
“ขอรับ!” คนส่งสารโค้งคำนับ แล้วถอยออกไป
หลังจากคนส่งสารจากไปแล้ว เจิ้งหยิวก็ทุบโต๊ะอย่างแรง “ไอ้เด็กบ้า! ทำให้เสียการใหญ่!”
เดิมทีกัวผู่ก็อยู่ในด่าน การจะทำอะไรก็มีข้อจำกัดอยู่แล้ว อุตส่าห์เตรียมการไว้เป็นอย่างดี แต่กลับถูกเฟยเฉียนทำลายแผนการจนหมดสิ้น
ในยุคราชวงศ์ฮั่น ขั้นตอนการสั่งการทหารนั้นค่อนข้างยุ่งยาก แต่หากจำนวนคนน้อยกว่า 50 คน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ป้ายคำสั่ง ดังนั้นเพื่อจะรวบรวมคนให้ได้ประมาณหนึ่งร้อยคน เจิ้งหยิวต้องหาข้ออ้างหลายอย่าง และต้องทุ่มเทอย่างมากเพื่อไม่ให้กัวผู่สงสัย
การลอบโจมตีขบวนรถเสบียง เดิมทีก็เพื่อจะตัดเส้นทางขนส่งจากลั่วหยางเป็นการชั่วคราว เพราะไม่ว่าจะรายงานไปที่กู่เฉิงหรือลั่วหยาง ใครก็ตามที่รู้เรื่องนี้ ก็ต้องส่งทหารมาจัดการกับ “โจรโพกผ้าเหลือง” ที่อยู่บนเส้นทางขนส่งให้เรียบร้อยเสียก่อน รอจนกว่าจะแน่ใจว่าเส้นทางปลอดภัยแล้ว ถึงจะเริ่มขนส่งกันใหม่…
การทำเช่นนี้ ก็จะทำให้เจิ้งหยิวมีเวลาเตรียมการเพียงพอ และการลอบโจมตีขบวนรถก็ยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือสามารถใช้วิธีสวมรอย ขนของบางอย่างเข้ามาในด่านได้อย่างเปิดเผย
แต่นึกไม่ถึงว่าจะถูกเฟยเฉียนทำลายแผนการไปเสียหมด
ตอนนี้คงต้องหาวิธีอื่นแทน ของที่ซ่อนอยู่ข้างนอกก็ต้องหาทางขนเข้ามาให้ได้…
สถานการณ์ในเมืองลั่วหยางตึงเครียดขึ้นทุกวัน หากทางนี้ยังไม่สามารถลงมือได้สำเร็จ ราชวงศ์ฮั่นก็คงต้องถูกพวกขุนศึกหยาบกระด้างทำลายจนย่อยยับเป็นแน่!
เจิ้งหยิวกำหมัดแน่น กล้ามเนื้อบนแก้มกระตุกอย่างรุนแรง…
ใต้หล้านี้คือใต้หล้าของบัณฑิต เมื่อไหร่กันที่พวกขุนศึกหยาบกระด้างจะมามีสิทธิ์มีเสียงชี้แนะ!
ราชวงศ์ฮั่นมีอายุยืนยาวมาถึงสี่ร้อยปี จะมาล่มสลายเพียงเพราะการปกครองที่โหดร้ายได้อย่างไร?
ย้ายเมืองหลวงหรือ?!
เหลวไหลสิ้นดี!
เส้นทางการย้ายเมืองหลวงนี้ จะมีผู้คนต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดกี่คน? จะมีผู้บริสุทธิ์ต้องล้มตายไปกี่คน?
เพียงเพื่อความปรารถนาส่วนตัวของขุนศึกเพียงคนเดียว!
ยอมไม่ได้เด็ดขาด!
ในจดหมายกล่าวไว้อย่างชัดเจนแล้ว ขอเพียงแค่ถ่วงเวลาไว้อีกประมาณหนึ่งเดือน กองทัพพันธมิตรกวนตงก็จะสามารถยกทัพมาถึงหน้าประตูเมืองลั่วหยางได้อย่างแน่นอน!
เมื่อถึงเวลานั้น ไอ้พวกขุนศึกซีเหลียงพวกนี้ ไม่ว่าหน้าไหน ก็ต้องตายสถานเดียว!
เจิ้งหยิวสูดหายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ คลายมือที่กำแน่นจนซีดเซียว กล้ามเนื้อบนใบหน้าก็ค่อยๆ คลายลง แต่แววตาของเขากลับยิ่งมุ่งมั่นและแน่วแน่ขึ้นเรื่อยๆ…
ข้าเจิ้งหยิวได้รับเบี้ยหวัดจากราชวงศ์ฮั่นมาหลายปี วันนี้ต่อให้ต้องร่างแหลกเหลวเป็นผุยผง ก็จะถ่วงเวลาการย้ายเมืองหลวงไว้ให้ได้อย่างน้อยหนึ่งเดือน!

0 Comments