ตอนที่ 257 มีเงื่อนงำ
แปลโดย เนสยังรอจนกระทั่งเฟยเฉียนได้พบกับนายด่านหานกู่กวน หลังจากการทักทายปราศรัยกัน ถึงได้รู้ว่านายด่านหานกู่กวนผู้นี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเจิ้งเสวียนแห่งตระกูลเจิ้งเมืองเกามี่ แต่เป็นคนของตระกูลเจิ้งเมืองอิ๋งหยาง…
ว่าไปแล้ว ตระกูลเจิ้งแห่งเกามี่และตระกูลเจิ้งแห่งอิ๋งหยางมีความคล้ายคลึงกันเป็นพิเศษอยู่บ้าง
บรรพบุรุษของตระกูลเจิ้งแห่งเกามี่คือเจิ้งกั๋ว ซึ่งไม่ใช่ชื่อประเทศ แต่เป็นชื่อคน เล่าลือกันว่าเป็นหนึ่งในศิษย์เจ็ดสิบสองคนของขงจื่อ ดังนั้นการกล่าวว่าตระกูลเจิ้งแห่งเกามี่สืบทอดความรู้ทางกวีนิพนธ์และตำรามาจึงไม่ถือว่าเกินจริงเลย
ส่วนบรรพบุรุษของตระกูลเจิ้งแห่งอิ๋งหยางก็คือแคว้นเจิ้งเช่นกัน แต่เจิ้งกั๋วนี้เป็นประเทศจริงๆ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประเทศราชในสมัยโจวเซวียนหวัง หลังจากประเทศถูกทำลายก็ยังคงใช้คำว่าเจิ้งเป็นแซ่สืบมา
หากเทียบขนาดของตระกูลเจิ้งทั้งสองแล้ว ตระกูลเจิ้งแห่งอิ๋งหยางดูจะใหญ่กว่าเล็กน้อย
นายด่านหานกู่กวนก็คือคนของตระกูลเจิ้งแห่งอิ๋งหยาง ชื่อว่า เจิ้งหยิว ชื่อรอง จื่อหรง เมื่อได้พบเฟยเฉียนก็มีท่าทีดีใจมาก และยืนกรานอย่างกระตือรือร้นที่จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองเฟยเฉียน ทั้งยังส่งคนไปเชิญนายกองกัวผู่มาร่วมด้วย
เฟยเฉียนไม่อาจปฏิเสธน้ำใจได้ ในเมื่อขัดไม่ได้จึงตอบตกลง และเข้าร่วมโต๊ะอาหารพร้อมกับเจิ้งหยิว ส่วนหวงเฉิงที่ติดตามเฟยเฉียนมานั้น คนรับใช้ของตระกูลเจิ้งได้พาไปยังห้องด้านหลังเพื่อจัดเลี้ยงอีกโต๊ะหนึ่งต่างหาก
หลังจากเฟยเฉียนนั่งลง คนรับใช้ของตระกูลเจิ้งก็เดินขวักไขว่เข้ามา นำของว่างจำพวกน้ำเชื่อมและผลไม้แห้งมาเสิร์ฟ เพื่อเป็นของทานเล่นก่อนอาหารมื้อหลัก
เจิ้งหยิวชี้ไปที่ชามน้ำเชื่อมตรงหน้าแล้วยิ้ม กล่าวว่า “ขอเชิญท่านซื่อหลางเฟย นี่คือซุปหมาจ๋า สืบทอดมาจากยงโจว มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฟยเฉียนจึงก้มมองดูชามของเหลวข้นๆ ตรงหน้า ดูเหมือนจะมีกลิ่นเปรี้ยวลอยออกมาจากน้ำเชื่อม ภายในมีถั่วขนาดเล็กใหญ่ลอยอยู่ และยังมีสิ่งที่ดูเหมือนเมล็ดข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ข้าวฟ่างหางหมา ข้าวเจ้า และอื่นๆ บนผิวน้ำเชื่อมยังมีเมล็ดงาลอยอยู่ประปราย เมื่อดูจากวัตถุดิบแล้วถือว่าค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เลยทีเดียว ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แค่งาก็ถือว่าเป็นของหายากที่คนทั่วไปยากจะหามาได้แล้ว
เฟยเฉียนใช้แขนเสื้อบังไว้เล็กน้อย ยกชามขึ้นจิบคำหนึ่ง
เย็น
มีรสเปรี้ยวจางๆ ดูเหมือนจะผ่านการหมักมาบ้าง มีรสหวานและรสแอลกอฮอล์เจือปนอยู่เล็กน้อย จากนั้นกลิ่นหอมของธัญพืชก็แผ่ซ่านไปทั่วช่องปาก ถั่วและธัญพืชหลายชนิดผสมผสานกัน มองดูภายนอกเหมือนจะยังเป็นเม็ดสมบูรณ์ แต่แท้จริงแล้วถูกตุ๋นจนเปื่อยยุ่ย ไม่ต้องเคี้ยวเลย เพียงแค่สัมผัสปลายลิ้นก็ละลายแล้ว
ช่างเป็นเครื่องดื่มธรรมชาติบริสุทธิ์จริงๆ
เฟยเฉียนพยักหน้าเอ่ยชมว่า “ดับกระหายชุ่มคอ กลิ่นหอมของธัญพืชอบอวล เป็นของชั้นยอดจริงๆ”
เจิ้งหยิวหัวเราะหึๆ ลูบหนวดเครา เห็นได้ชัดว่าการได้รับคำชื่นชมจากเฟยเฉียน ในฐานะเจ้าบ้านทำให้เขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก จึงยกชามขึ้นมา เชิญเฟยเฉียนดื่มด้วยกันอีกครั้ง
เจิ้งหยิวดื่มไปคำหนึ่ง วางชามลง ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ก็ได้ยินเสียงห้าวหาญดังมาจากนอกห้องโถง “อ๊ะฮ่าๆ นานๆ ทีท่านนายด่านเจิ้งจะเชิญคนหยาบกระด้างอย่างข้า ทำไมวันนี้ถึงมีอารมณ์สุนทรีย์นักล่ะ?”
เจิ้งหยิวแทบจะสำลักน้ำ รีบฝืนยิ้มประสานมือให้เฟยเฉียน กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบามากว่า “ผู้ที่มาคือนายกองกัวผู่ อืม ไม่มีชื่อรอง…”
ทันใดนั้น ก็มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้องโถง รูปร่างเตี้ยล่ำ ไม่ได้สวมชุดเกราะ แม้แต่เสื้อตัวในก็ไม่ได้สวม ดูเหมือนจะสวมเพียงเสื้อคลุมนักรบทับชุดชั้นใน แล้วห่มทับด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์ เดินเข้ามาเช่นนี้เลย…
เมื่อเข้ามาใกล้ นายกองกัวผู่ดูเหมือนเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าภายในห้องโถงมีอีกคนอยู่ด้วย จึงชะงักไปเล็กน้อย
เจิ้งหยิวรีบยิ้มกล่าวว่า “มาๆ ท่านนายกองกัว นี่คือศิษย์ของท่านไช่จงหลาง จั่วสู้ซื่อหลาง เฟยเฉียน เฟยจื่อเยวียน แห่งเหอลั่ว!” จากนั้นก็หันไปกล่าวกับเฟยเฉียนว่า “นี่คือนายกองกัวผู่ น้องชายของท่านกัวจงหลาง…”
เฟยเฉียนรีบประสานมือทำความเคารพกัวผู่
นายกองกัวผู่ร้อง “เอ่อๆ” ออกมาสองคำ ก่อนจะเค้นประโยคหนึ่งออกมาได้ว่า “ท่านซื่อหลางเฟยยังหนุ่มยังแน่นแต่อนุภาพยิ่งใหญ่ ได้ยินชื่อเสียงมานาน ได้ยินชื่อเสียงมานาน…” จากนั้นก็คิดคำพูดไม่ออกอีก
เฟยเฉียนยิ้ม คนที่อยู่ตรงหน้านี้เห็นได้ชัดว่าเป็นคนหยาบกระด้างที่ไม่มีความรู้มากนัก จึงไม่ได้ใส่ใจ กล่าวว่า “ท่านนายกองกัวทำตัวตามสบายเถิด…”
กัวผู่เห็นได้ชัดว่าถอนหายใจอย่างโล่งอก หัวเราะฮ่าๆ แล้วกล่าวว่า “ใช่เลย! ข้าไม่เคยเรียนตำราอะไร จะให้ข้าพูดจาแบบขุนนางข้าก็พูดไม่เป็นหรอก! ขอบคุณท่านซื่อหลางเฟยมาก!”
ใบหน้ายิ้มแย้มของเจิ้งหยิวดูเหมือนจะไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย เมื่อเห็นเฟยเฉียนและกัวผู่ทักทายกันเสร็จแล้ว จึงเชิญทั้งสองคนนั่งลงที่โต๊ะอาหาร
กัวผู่นั่งลง เหลือบเห็นซุปหมาจ๋าตรงหน้า ก็ดีใจร้องไอหยาออกมา ยกชามขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดเกลี้ยง ยังทำเสียงจั๊บปาก ถอนหายใจยาวๆ เปล่งคำว่า “สะใจ” ออกมาหนึ่งคำ จากนั้นก็หันไปกล่าวกับเจิ้งหยิวว่า “ท่านนายด่านเจิ้ง มีของดีแบบนี้ทำไมไม่รีบเอาออกมา… อา นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ลิ้มรสชาติบ้านเกิด…”
เจิ้งหยิวกล่าวอย่างยิ้มแย้มและเนิบนาบว่า “สิ่งนี้ก็เพิ่งจะได้มาเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง หากท่านนายกองกัวชื่นชอบ จะดื่มอีกสักหน่อยก็ไม่เสียหาย”
“ดี!” กัวผู่ก็ไม่เกรงใจ ร้องเรียกคนรับใช้ของตระกูลเจิ้งที่อยู่ด้านข้าง ให้รินเพิ่มให้อีกชาม แล้วก็ดื่มรวดเดียวหมดไปอีก ทำเช่นนี้จนดื่มไปถึงสามชาม จึงยอมหยุดด้วยความพอใจ
กัวผู่ กัวจงหลาง น้องชายของจงหลางเจี้ยงกัวซื่อ?
เฟยเฉียนมองดูกัวผู่ดื่มซุปหมาจ๋าด้วยความสนใจพลางคิดในใจ ต่งจั๋วต้องการจะเดินทางกลับไปฉางอัน ย่อมต้องผ่านที่นี่ ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางส่งคนจากฝักฝ่ายตระกูลใหญ่กวนตงมาประจำการป้องกันที่นี่แน่ๆ จึงได้ส่งน้องชายของกัวซื่อมาประจำการแทน
เฟยเฉียนเองก็ยกชามซุปหมาจ๋าขึ้นจิบคำหนึ่ง อาศัยแขนเสื้อบังลอบชำเลืองมองเจิ้งหยิวแวบหนึ่ง พบว่าเจิ้งหยิวก้มหน้าลงเล็กน้อย สายตามองจมูก จมูกมองปาก รอยยิ้มที่มุมปากดูเหมือนจะยังคงอยู่เช่นเดิมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ…
จู่ๆ ในใจของเฟยเฉียนก็เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา เรื่องนี้มีอะไรน่าสนใจแฮะ
เริ่มจากเจิ้งหยิวเชิญชวนตนอย่างกระตือรือร้น จากนั้นก็ไปเชิญกัวผู่มาร่วมงานเลี้ยงด้วย ทั้งหมดนี้ขั้นตอนและรายละเอียดต่างๆ ก็ดูสมเหตุสมผลดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่ดูเหมือนว่าตอนที่กัวผู่มาถึงและเห็นตนเอง เขาจะมีอาการชะงักอย่างเห็นได้ชัด จากนิสัยของกัวผู่แล้ว ไม่น่าจะเป็นการแกล้งทำ นั่นก็หมายความว่าตอนที่เจิ้งหยิวไปเชิญ ไม่ได้บอกให้ชัดเจน หรือไม่ก็กัวผู่ฟังไม่ชัดเจน…
สถานที่อย่างด่านหานกู่กวนแห่งนี้ ความสำคัญทางการทหารมีมากกว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นในความเป็นจริงแล้ว กัวผู่ผู้เป็นนายกองจึงมีความสำคัญมากกว่านายด่านเจิ้งหยิวเสียอีก และเจิ้งหยิวที่เป็นชนชั้นสูง จะไม่บอกกล่าวรายละเอียดว่าเชิญมาทำไม และเชิญใครมาบ้าง ได้อย่างไร?
แน่นอนว่าอาจจะเป็นความสะเพร่าชั่วขณะ
ในเมื่อทั้งแขกและเจ้าภาพก็นั่งลงเรียบร้อยแล้ว งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เวลาผ่านไปไม่นาน คนรับใช้ของตระกูลเจิ้งก็เริ่มเดินเรียงแถวเข้ามา นำซี่โครงแกะย่าง น้ำแกง และผลไม้ผักสดเล็กน้อยมาเสิร์ฟ
เจิ้งหยิวยิ้มแย้มยกจอกเหล้าขึ้น เชิญเฟยเฉียนและกัวผู่ดื่มด้วยกัน เฟยเฉียนและเจิ้งหยิวดื่มไปเพียงครึ่งเดียว แต่กัวผู่กลับดื่มรวดเดียวหมดเกลี้ยง จากนั้นก็ไม่รอให้เจิ้งหยิวเชิญชวน คว้าซี่โครงแกะที่ย่างสุกแล้วขึ้นมาแทะกินทันที
เมื่อเทียบกันแล้ว เจิ้งหยิวและเฟยเฉียนดูสุภาพเรียบร้อยกว่ามาก ทำตามธรรมเนียมของตระกูลใหญ่ โดยใช้มีดเงินเล่มเล็กๆ เฉือนเนื้อบนซี่โครงแกะออกมาก่อน แล้วจึงค่อยรับประทาน
มีดและส้อมพวกนี้ไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ของชาวตะวันตกหรอกนะ อย่างน้อยก็ในสมัยราชวงศ์ฮั่น เฟยเฉียนมักจะใช้พวกมันอยู่เสมอเวลาทานเนื้อสัตว์
เฟยเฉียนยกจอกเหล้าขึ้นเชิญเจิ้งหยิวดื่ม ถามขึ้นลอยๆ ว่า “ท่านนายด่านเจิ้งพำนักอยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ว?”
เจิ้งหยิวก็ยกจอกเหล้าขึ้น จิบไปคำหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ข้าไร้ความสามารถ โชคดีได้มารับตำแหน่งนายด่านหานกู่กวนมาสี่ปีแล้ว”
สี่ปีแล้วหรือ?
ถ้าเป็นเช่นนั้น เจิ้งหยิวก็น่าจะเป็นเจ้าถิ่นของด่านหานกู่กวนแล้ว ส่วนกัวผู่คนนี้น่ะหรือ…
เมื่อคิดได้ดังนี้ เฟยเฉียนก็หันไปเชิญกัวพู่ดื่มบ้าง พร้อมกับกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ก่อนหน้านี้ท่านนายกองกัวก็ประจำการอยู่ที่ด่านหานกู่กวนนี้หรือ?”
กัวผู่กำลังแทะเนื้อบนซี่โครงแกะอย่างเมามัน เมื่อได้ยินดังนั้นก็หยุดชะงัก เคี้ยวเนื้อในปากสองสามที กลืนลงไปแล้วกล่าวว่า “ไม่ใช่หรอก ก่อนหน้านี้ข้าอยู่ในกวนจง เพิ่งจะมาอยู่สถานที่กันดารนกไม่ขี้แบบนี้ได้ไม่นานเอง…”
กันดารนกไม่ขี้…
เอาเถอะ ไม่ต้องสนใจคำพูดนั้น แต่สถานการณ์แบบนี้ มันดูมีเงื่อนงำชอบกล

0 Comments