ตอนที่ 242 ก้าวไปข้างหน้าก็คือทิศทางที่ถูกต้อง
แปลโดย เนสยังเมื่อออกจากจวนของหลี่หรู เฟยเฉียนก็ค่อยๆ เดินไปตามถนนมุ่งหน้าไปยังจวนของไช่ยง เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ การไปบอกกล่าวให้ท่านอาจารย์ไช่ยงทราบล่วงหน้าย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า
เฟยเฉียนหยุดยืนอยู่บนถนนในเมืองลั่วหยาง จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหม่อลอย ผู้คนที่เดินผ่านไปมาดูเหมือนจะกลายเป็นเพียงเงาเลือนลาง พาดผ่านร่างของเขาไปราวกับรอยหมึกสีดำอมเขียวที่ตวัดผ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจางหายไป กลายเป็นภาพวาดพู่กันจีนอันงดงามและเรียบง่าย…
ราวกับว่าทั่วทั้งฟ้าดินได้เปลี่ยนเป็นสีดำอมเขียว เฟยเฉียนแหงนหน้ามองท้องฟ้า ก็เห็นว่าแม้แต่สายลมและหมู่เมฆที่ล่องลอยอยู่อย่างอิสระ ก็ยังถูกย้อมด้วยสีเขียวอ่อนๆ ดูเงียบเหงาและหนาวเหน็บ…
ในอดีตก่อนที่จะเดินทางออกจากลั่วหยาง เฟยเฉียนก็เคยยืนอยู่บนถนนในเมืองลั่วหยางเช่นนี้เหมือนกัน แต่ในตอนนั้นลั่วหยางยังคงเต็มไปด้วยสีสันมากมาย ทว่าบัดนี้กลับมองเห็นเพียงแค่สีดำและสีเขียว…
หวังว่าการที่ข้าทำเช่นนี้ จะช่วยให้ดินแดนเหอลั่วแห่งนี้ต้องแปดเปื้อนเลือดน้อยลง และช่วยให้ผู้บริสุทธิ์อีกมากมายได้มีชีวิตอยู่ต่อไป…
“…คุณชายเฟย ท่านมีธุระอันใดที่นี่หรือ? คุณชายเฟย?”
เสียงเรียกสองสามครั้ง เปรียบเสมือนระลอกคลื่นที่แผ่ขยายบนผิวน้ำที่ราบเรียบ ทำลายภาพเบื้องหน้าจนแตกสลาย สีดำและสีเขียวในฟ้าดิน ราวกับจะหลอมรวมกันในชั่วพริบตา กลายเป็นมังกรสองตัวที่กางกรงเล็บแยกเขี้ยว ทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ ก่อนจะพุ่งดิ่งลงมาหาเฟยเฉียนที่กำลังแหงนหน้ามอง!
ร่างของเฟยเฉียนสะดุ้งเฮือก ถอยหลังไปครึ่งก้าว ก่อนจะได้สติกลับมา
“…คุณชายเฟย?”
เฟยเฉียนก้มมองดูตัวเอง ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ เขายังคงสวมชุดคลุมยาวสีดำอมเขียวตัวเดิม ดูเหมือนว่าภาพเมื่อครู่จะเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดขึ้นในหัวของเขาเท่านั้น…
“…ไม่มีอะไรหรอก” เฟยเฉียนหันไปกล่าวกับหวงเฉิงที่กำลังมองเขาด้วยความเป็นห่วง “…ไปกันต่อเถอะ”
ใช่แล้ว เมื่อมาถึงจุดนี้ ก็ทำได้เพียงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้น!
เหมือนกับในตอนแรกสุด ที่หลี่หรูเคยถามเขาเรื่องการเลือกเดินระหว่างทางซ้ายและทางขวา แต่บัดนี้มันกลับกลายเป็นทางเลือกของเขาเองเสียแล้ว
ข้างหน้างั้นหรือ?
ที่ใดคือข้างหน้ากันเล่า?
ยืดอกเชิดหน้าเข้าไว้ ตราบใดที่ไม่ถูกบดขยี้ ไม่ลังเลที่จะหันหลังกลับ ไม่ว่าจะมุ่งหน้าไปทางทิศใด ตราบใดที่ยังคงก้าวเดินต่อไป นั่นก็คือทิศทางที่ถูกต้อง!
แม้ว่าเส้นทางสายนี้จะทอดยาวไปสู่แห่งหนใด เฟยเฉียนเองก็ไม่มีความมั่นใจมากนัก แม้เขาจะสามารถล่วงรู้ประวัติศาสตร์ของผู้อื่นได้บ้าง แต่กลับมองไม่เห็นประวัติศาสตร์ของตนเองเลย…
เหมือนกับในตอนนี้ การเข้ารับราชการ จะเป็นเรื่องดีหรือร้ายกันแน่?
ต้องยอมรับว่า แม้เฟยเฉียนจะเตรียมตัวมาบ้างแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าหลี่หรูจะมาไม้นี้ ทำให้เฟยเฉียนแทบจะไม่มีโอกาสปฏิเสธได้เลย เพราะหากเขายืนกรานที่จะปฏิเสธ ประการแรกก็คืออย่างที่หลี่หรูกล่าวไว้ ในเมื่อท่านอาจารย์ไช่ยงของเขาดำรงตำแหน่งในราชสำนัก แต่ตัวเขาผู้เป็นศิษย์กลับปฏิเสธการรับตำแหน่งเพียงเพื่อรักษาชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของตนเอง เช่นนี้ก็ไม่เท่ากับเป็นการบอกว่าไช่ยงลุ่มหลงในอำนาจจนสู้ลูกศิษย์ตัวเองไม่ได้หรอกหรือ?
สิ่งที่เฟยเฉียนกังวลอีกประการหนึ่งก็คือ หากเขายืนกรานปฏิเสธ อาจจะทำให้หลี่หรูเกิดความสงสัย จนส่งผลให้แผนการที่ตั้งใจจะช่วยเหลือชาวบ้านในลั่วหยางไม่สามารถดำเนินการได้ หากเป็นเช่นนั้น การที่เฟยเฉียนยอมเสี่ยงอันตรายไปที่จวนของหลี่หรูก็สูญเปล่าไปมิใช่หรือ?
ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้ แม้หลี่หรูจะจัดการให้มีการเสนอชื่อเฟยเฉียนเข้ารับราชการ และในเวลานี้พวกจิ้งจอกเฒ่าแห่งกลุ่มตระกูลใหญ่กวนตงอาจจะกำลังยุ่งอยู่กับการรับมือกับแผนการย้ายเมืองหลวงของหลี่หรู จนไม่มีเวลามาใส่ใจหรือพิจารณาเรื่องนี้ แต่เมื่อใดที่พวกเขามีเวลาว่าง การที่เขาเข้ามารับตำแหน่งในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ย่อมหนีไม่พ้นที่จะทำให้พวกจิ้งจอกเฒ่าเกิดความสงสัยอย่างแน่นอน…
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้กลุ่มตระกูลใหญ่กวนตงจะไม่ทันสังเกตเห็น แต่หากวันดีคืนดีหลี่หรูเกิดปากโป้ง เปิดโปงเฟยเฉียนขึ้นมา กลุ่มตระกูลใหญ่กวนตงที่ทำอะไรหลี่หรูไม่ได้ จะไม่หันมาเล่นงานเฟยเฉียนแทนหรือ?
ดังนั้น นี่จึงเป็นภัยแฝงที่เฟยเฉียนแกว่งเท้าหาเสี้ยนเอง
มันคุ้มค่าหรือไม่?
ก็น่าจะยังคุ้มค่าอยู่นะ
ในตอนนี้ เฟยเฉียนไม่เพียงแต่ได้รับ “กั๋วสั่ว” สำหรับขนย้ายม้วนตำราของจวนสกุลไช่เท่านั้น แต่ยังสามารถต่อความหวังในการรอดชีวิตให้กับชาวบ้านในดินแดนเหอลั่วได้อีกด้วย…
ในอดีตเฟยเฉียนเคยลั่นวาจาไว้ว่าจะทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อชาวบ้านในลั่วหยางแห่งนี้ บัดนี้เขาก็พอจะทำได้บ้างแล้ว…
×××××××××××××
ในช่วงเวลาที่เฟยเฉียนได้ตัดสินใจ หยวนเซ่าที่อยู่ห่างไกลถึงอำเภอเย่ ก็ได้ทำการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดแล้วเช่นกัน
หยวนเซ่าเลือกที่จะรั้งอยู่ที่อำเภอเย่ต่อไป เพื่อบีบบังคับให้หานฝู ผู้สำเร็จราชการรัฐจี้โจวยอมสละอำนาจในการควบคุมกองทัพ และเพียงแค่ส่งคนไปแจ้งคำสั่งแก่หวังควง เจ้าเมืองเหอเน่ย ให้นำกำลังทหารไปประจำการที่เหอหยาง เพื่อรอคอยโอกาส…
แม้ว่าก่อนหน้านี้ภารกิจหลักที่ไท่ฟู่หยวนเหว่ยมอบหมายให้หยวนเซ่า ก็คือการผูกมิตรกับตระกูลใหญ่ ดึงดูดผู้มีชื่อเสียงทั้งในเหอเป่ยและหนานหยาง เพื่อปูรากฐานสู่อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของตระกูลหยวนในอนาคต
หลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งนายอำเภอผูหยาง หรือการเข้ารับราชการใต้บังคับบัญชาของมหาเสนาบดีเหอจิ้น ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของหยวนเหว่ยทั้งสิ้น และเมื่อใดที่หยวนเซ่าทำเรื่องที่เกินขอบเขตที่กำหนดไว้เพียงเล็กน้อย เขาก็จะถูกหยวนเหว่ยตำหนิและลงโทษ…
ในปีนั้น หยวนเซ่าต้องการจะสร้างชื่อเสียงในหมู่ตระกูลใหญ่ จึงปฏิเสธการเรียกตัวจากราชสำนัก ผลคือจ้าวจง ขันทีผู้ใหญ่ในตอนนั้น ได้กล่าวกับหยวนเหว่ยว่า “หยวนเปิ่นชูสร้างชื่อเสียงจอมปลอม ปฏิเสธการเรียกตัว แต่กลับซ่องสุมผู้กล้า ไม่ทราบว่าเด็กคนนี้คิดจะทำสิ่งใดกันแน่?”
แท้จริงแล้ว ในสมัยราชวงศ์ฮั่น การเรียกตัวใช่ว่าจะปฏิเสธไม่ได้ ในทางกลับกัน ผู้มีชื่อเสียงและบัณฑิตผู้สูงส่งหลายคนมักจะใช้การปฏิเสธการเรียกตัวเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างชื่อเสียง และส่วนใหญ่พวกเขาก็ปลอดภัยไร้กังวล แต่เหตุใดเมื่อเป็นหยวนเซ่าจึงใช้ไม่ได้เล่า?
ในยุคนั้นเป็นช่วงเวลาที่การปกครองของราชวงศ์ฮั่นตะวันออกเริ่มดำดิ่งสู่ความมืดมิด อำนาจเผด็จการของขันทีทวีความรุนแรงขึ้น มีการกลั่นแกล้งและเข่นฆ่า “กลุ่มพรรคพวก” ซึ่งมีขุนนาง บัณฑิต และนักศึกษาในไท่เสวียเป็นตัวแทนอย่างโหดเหี้ยม
แม้หยวนเซ่าจะอ้างว่าปลีกวิเวก ภายนอกดูเหมือนไม่ต้อนรับแขกเหรื่อ แต่แท้จริงแล้วเขาแอบคบค้าสมาคมกับกลุ่มพรรคพวกและผู้กล้าผู้ผดุงคุณธรรมอย่างลับๆ เช่น จางเหมี่ยว, เหอยง, สวี่โยว และคนอื่นๆ อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับเฉินฝานและหลี่อิง ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มพรรคพวกอีกด้วย
ในช่วงที่เกิดภัยพรรคพวก หยวนเซ่าถึงกับแอบช่วยเหลือกลุ่มพรรคพวกให้หลบหนีจากการจับกุมของราชสำนักในลั่วหยาง เมื่อทำบ่อยเข้า ย่อมต้องเป็นที่จับตามองของขันทีผู้ใหญ่ จึงได้มาเตือนหยวนเหว่ย
และในเวลานั้น ตระกูลหยวนมีเพียงหยวนเหว่ยที่ยังคงดำรงตำแหน่งระดับสูง อีกทั้งลูกศิษย์ของตระกูลหยวนหลายคนก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภัยพรรคพวก ทำให้รากฐานของตระกูลหยวนสั่นคลอน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการยั่วยุขันทีผู้มีอำนาจล้นฟ้าในขณะนั้น หยวนเหว่ยจึงสั่งให้หยวนเซ่าเข้ารับราชการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยอมจำนนของตระกูลหยวนต่อเหล่าขันที…
ในตอนนั้นหยวนเหว่ยไม่เคยสนใจเลยว่าหยวนเซ่าจะเต็มใจหรือไม่!
เอาเถอะ ก็ใครใช้ให้ตนเองเป็นลูกหลานตระกูลหยวนเล่า การต้องเสียสละบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกติ…
ต่อมาเมื่อเหอจิ้นได้ขึ้นสู่อำนาจ หยวนเหว่ยเห็นว่าหยวนเซ่าใช้เส้นสายของจางจิน ผู้เป็นคนสนิทของเหอจิ้น จนได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยมหาเสนาบดีควบคู่กับซื่ออวี้สื่อ และเลื่อนขั้นเป็นหู่เปินจงหลางเจี้ยง หยวนเหว่ยก็มาหาเขาอีกครั้ง เพื่อขอให้หยวนเซ่าทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลหยวนกับเครือญาติฝ่ายหญิงอย่างเหอจิ้น…
เอาเถอะ ก็ใครใช้ให้ตนเองเป็นลูกหลานตระกูลหยวนเล่า การรับใช้ตระกูลก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว…
ทว่า นึกไม่ถึงเลยว่าการทุ่มเทของตนเอง ไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับความไว้วางใจจากหยวนเหว่ยในท้ายที่สุด แต่ยังเกือบจะถูกวางแผนใส่ร้ายจนต้องแปดเปื้อนไปด้วยมลทินที่อาจจะล้างไม่ออกไปตลอดชีวิต!
เอาเถอะ ก็ใครใช้ให้ตนเองเป็นลูกหลานตระกูลหยวนเล่า เพื่อตระกูลแล้ว ต่อให้ต้องอดสูแค่ไหนก็ต้องทน…
แต่ตอนนี้ เมื่ออำนาจที่แท้จริงของจี้โจวอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ก้าวเดียว จะให้เขาต้องล้มเลิก เสียสละ และอดทนอีกครั้งอย่างนั้นหรือ?
หยวนเซ่าครุ่นคิด ในวันนั้นคำพูดสี่คำของสวี่โยวได้ดังก้องอยู่ในใจของเขา “ไท่ฟู่อายุมากแล้ว”!
เส้นทางที่ข้าต้องก้าวเดินต่อไปยังอีกยาวไกลนัก บัดนี้ ข้าจะขอเดินไปตามเส้นทางที่ข้าเลือกเอง…

0 Comments