ตอนที่ 229 ความยากลำบากในการย้าย
แปลโดย เนสยังหลังจากบรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือรายละเอียดต่างๆ
ไม่มีใครกล้าพูดว่าจะไม่มีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น แต่ก็สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุสุดวิสัยเหล่านั้นได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องขนย้ายตำราจำนวนมากขนาดนี้
เฟยเฉียนกล่าวว่า “การขนย้ายในครั้งนี้ มีจำนวนค่อนข้างมาก จึงไม่ควรขนย้ายไปพร้อมกันทั้งหมด จำเป็นต้องมีการเตรียมการบางอย่าง…”
ตำราไม่ใช่ทองคำหรือเงินทอง ดังนั้นพวกโจรป่าหรือขโมยทั่วไปจึงไม่ได้สนใจของพวกนี้มากนัก ในทางกลับกัน สิ่งที่ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นและตระกูลใหญ่ต่างก็หมายปองก็คือสิ่งเหล่านี้แหละ
ในเขตลั่วหยาง ภายใต้ชื่อเสียงของไช่ยง ตระกูลใหญ่ส่วนใหญ่อาจจะยังไม่กล้าลงมือ เพราะมันได้ไม่คุ้มเสีย อย่างไรเสียผลงานคัมภีร์ศิลาซีผิงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ทำให้ชื่อเสียงของไช่ยงสูงส่งจนน่ากลัว ประกอบกับการที่เขาสอนหนังสืออยู่ที่ไท่เสวียมาอย่างยาวนาน ก็ทำให้มีลูกศิษย์จำนวนมากคอยสนับสนุน หากลงมือแล้วถูกเปิดโปง แทนที่จะได้ตำรามาเพิ่มพูนความรู้ให้ตระกูล กลับจะทำให้ชื่อเสียงอันดีงามของตระกูลที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคนต้องพังทลายลง…
แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ความเสี่ยงในเหอตงและผิงหยางนั้นค่อนข้างสูง
พูดถึงแค่ในเมืองเหอตงแห่งเดียว เดิมทีความสัมพันธ์ระหว่างไช่ยงกับตระกูลเว่ยแห่งเหอตงก็ถือว่าไม่เลว แต่ตั้งแต่ไช่เหยี่ยนถูกหย่า ทั้งสองตระกูลแม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็นศัตรูกัน แต่ความสัมพันธ์ก็ถือว่าย่ำแย่ลงมาก ยิ่งไปกว่านั้น ตำราที่ไช่เหยี่ยนนำไปเป็นสินสอดตอนนั้น ตระกูลเว่ยก็ไม่ได้เอ่ยถึงเลยแม้แต่คำเดียว เมื่อมีประวัติแบบนี้ ย่อมไม่อาจหวังพึ่งให้ตระกูลเว่ยเปิดทางสะดวก หรือจู่ๆ จะเกิดใจดีขึ้นมาได้
และหากขนย้ายตำราจำนวนมากในคราวเดียว ก็ย่อมต้องมีคนหน้ามืดตามัว ยอมเสี่ยงทำเรื่องผิดกฎหมายอย่างแน่นอน
เมืองผิงหยางก็ถือว่าอยู่ติดชายแดน หากมีคนแอบอ้างชื่อพวกเชียงหรือหู มาดักปล้นอย่างเปิดเผย ต่อให้ถูกจับได้ในภายหลัง ก็สามารถอ้างได้ว่าไปซื้อต่อหรือแย่งชิงมาจากพวกเชียงและหูได้…
ดังนั้น เมื่อเลยเมืองเหอตงไปแล้ว ก็จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากชุยจวิน เจ้าเมืองซีเหอ เพียงแค่ให้ชุยจวิน เจ้าเมืองซีเหอ ส่งกองทัพข้ามเขตมาคุ้มกัน โดยอ้างว่าเป็นการยกทัพมาสนับสนุนการต่อต้านต่งจั๋ว เท่านี้ก็ปลอดภัยแล้ว
เนื่องจากกองทัพของชุยจวินเองก็มีหน้าที่ต้องป้องกันการรุกรานจากเผ่าเซียนเปยและพวกเชียงหูทางตอนใต้ การที่มัวแต่เสียเวลาไปกับการป้องกันประเทศ จึงไม่สามารถล่วงล้ำเข้ามาในเขตซือลี่ได้มากนัก อย่างมากที่สุดก็แค่เมืองผิงหยางเท่านั้น มิเช่นนั้น หากเผ่าเซียนเปยบุกลงใต้ การจะถอยทัพกลับไปก็จะยุ่งยาก อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ยิ่งล่วงล้ำเข้ามาในซือลี่ลึกเท่าไหร่ เสบียงที่ต้องใช้ระหว่างทางก็ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย…
เส้นทางการข้ามแม่น้ำนั้น เดิมทีสามารถใช้ท่าข้ามเหยียนจิน หรือท่าข้ามเสี่ยวผิงจินได้ แต่เพื่อเป็นการสร้างภาพลวงตาให้กับกองทัพของต่งจั๋วในลั่วหยาง ว่าเป็นการย้ายไปฉางอัน จึงจำเป็นต้องอ้อมไปทางเมืองหมี่ยนฉือ ซึ่งยังมีกองทัพของต่งจั๋วบางส่วนประจำการอยู่ แล้วจึงค่อยเปลี่ยนทิศทางไปทางเหนือ ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและแน่นอนกว่า มิเช่นนั้น หากเพิ่งออกจากลั่วหยางก็หันขึ้นเหนือเลย ในขณะที่เมืองหมี่ยนฉือก็ไม่ได้อยู่ห่างจากลั่วหยางมากนัก มักจะมีกองทัพสัญจรไปมา หากถูกตรวจพบเข้าก็คงจะเป็นเรื่องยุ่งยาก
และอีกข้อดีหนึ่งของการเดินทางจากลั่วหยางไปยังเมืองหมี่ยนฉือก็คือ ในช่วงแรก กองทัพของต่งจั๋วเพื่อต้องการเร่งกระบวนการย้ายเมืองหลวงให้เร็วขึ้น จึงมักจะให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่บุคคลอย่างไช่ยง ที่แสดงท่าทีให้ความร่วมมือในการย้ายเมืองหลวง ดังนั้น ความเสี่ยงในช่วงการเดินทางนี้จึงน้อยที่สุด เพราะบางทีกองทัพของต่งจั๋วอาจจะยินดีเข้ามาช่วยดูแลด้วยซ้ำ อาจจะแค่ต้องให้สินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ก็พอ…
ตลอดเส้นทางทั้งหมด จุดที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดและเป็นจุดที่ง่ายต่อการเกิดปัญหาที่สุด ก็คือเส้นทางตั้งแต่ตอนเหนือของเมืองหมี่ยนฉือ ไปจนถึงภายในเขตเมืองเหอตง
ดังนั้น วิธีการขนย้ายจึงทำได้เพียงการแบ่งทยอยขนย้าย และต้องเป็นการแบ่งขนย้ายอย่างมีเทคนิคด้วย
ตำราในหอสมุดของไช่ยง ส่วนใหญ่ยังคงเป็นม้วนไม้ไผ่ จึงสามารถใช้วิธีแยกชิ้นส่วนแล้วแบ่งขนย้ายได้หลายๆ ล็อต หากทำเช่นนี้ ต่อให้มีตำราล็อตใดล็อตหนึ่งถูกแย่งชิงไป ก็ไม่สามารถนำไปประกอบเป็นเล่มได้ ก็เท่ากับว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ม้วนไม้ไผ่ที่ขนย้ายในแต่ละล็อต ก็เท่ากับเป็นเศษซากตำราที่ไม่สมบูรณ์ แถมยังมีจำนวนไม่มากนัก แรงดึงดูดใจสำหรับตระกูลใหญ่และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นจึงลดลงอย่างมาก เปรียบเสมือนรองเท้าข้างซ้ายหนึ่งหมื่นข้าง มูลค่าย่อมเทียบไม่ได้กับรองเท้าที่เข้าคู่กันครบทั้งซ้ายขวาหนึ่งพันคู่…
ขอเพียงแค่ทำหมายเลขกำกับม้วนไม้ไผ่ที่แยกชิ้นส่วนไว้ให้ดี เมื่อไปถึงซีเหอแล้ว ค่อยนำมาประกอบเข้าด้วยกันตามหมายเลข ก็จะได้ม้วนตำราที่สมบูรณ์ดังเดิม
แม้ไช่ยงจะรู้สึกว่าวิธีแยกชิ้นส่วนตำรานี้ จะทำให้เขารู้สึกปวดใจอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดดูแล้ว อย่างไรเสียก็ยังดีกว่าถูกคนอื่นแย่งชิงไปทั้งเล่ม หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายตลบ เขาก็พยักหน้า แล้วกล่าวว่า “วิธีนี้ของจื่อเยวียนช่างแปลกใหม่นัก น่าจะพอลองดูได้”
ชุยโฮ่วก็กล่าวว่า “หากเป็นเช่นนี้ ก็สามารถขนย้ายได้อย่างสบายใจแล้ว” ชุยโฮ่วเป็นคนฉลาด เมื่อฟังวิธีของเฟยเฉียนเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจทันที ไม่ใช่ว่าวิธีแบ่งขนย้ายไม่เคยมีคนใช้มาก่อน แต่ยังไม่มีใครนำมาใช้กับการขนย้ายม้วนตำรา…
เหตุผลหนึ่งก็คือ คนอื่นไม่มีตำรามากมายขนาดนี้เหมือนไช่ยง หากมีแค่ไม่กี่สิบม้วน หรือไม่กี่ร้อยม้วน ใช้รถม้าคันเดียวก็ขนหมดแล้ว จะต้องมานั่งแยกชิ้นส่วนให้เสียเวลาทำไม?
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ คนในสมัยราชวงศ์ฮั่นให้ความเคารพและหวงแหนตำรามาก ม้วนตำราทุกม้วนเปรียบเสมือนของล้ำค่า จะมีใครกล้าปฏิบัติกับม้วนตำราราวกับเป็นเครื่องมือเหมือนที่เฟยเฉียนทำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความกล้าที่จะแกะเชือกผูกตำราออกเพื่อทำหมายเลขแล้วแบ่งขนย้าย…
××××××××××××
ทางด้านเฟยเฉียนถือว่าแก้ปัญหาไปได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ทางด้านหลี่หรูกลับกำลังเผชิญกับปัญหาที่ยุ่งยากใจ
หลังจากที่มีการเสนอเรื่องย้ายเมืองหลวง บรรดาขุนนางในลั่วหยาง โดยเฉพาะขุนนางระดับล่างหลายคน แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ใช้การลาออกเป็นการประท้วง ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินในตอนนี้เกิดความติดขัดอย่างกะทันหัน
ปัญหาที่ซ่อนอยู่ หลี่หรูก็ย่อมรู้ดีว่าเกิดจากอะไร…
ปัญหาคือ แม้ทหารซีเหลียงจะมีจำนวนไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงแม่ทัพนายกอง
การให้ทหารเหล่านี้ไปเดินทัพทำศึกสงคราม ล้วนไม่มีปัญหาอะไร บางครั้งต่อให้เจอความยากลำบากเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องรายงานมาถึงหลี่หรู พวกทหารผ่านศึกเหล่านี้ก็สามารถจัดการได้อย่างหมดจด แต่หากจะให้พวกคนหยาบกระด้างเหล่านี้มาช่วยจัดการเรื่องการย้ายเมืองหลวง อย่างมากก็ทำได้แค่ใช้กำลังบังคับ ส่วนเรื่องงานเอกสารที่ต้องคอยจัดการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลต่างๆ หลี่หรูก็คงต้องเป็นคนแบกรับภาระหนักนี้ไว้เพียงคนเดียว!
ยิ่งไปกว่านั้น การย้ายเมืองหลวงในครั้งนี้ เดิมทีตระกูลใหญ่ในเหอลั่วก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ดังนั้นหากจะให้ขุนนางจากตระกูลใหญ่เหล่านี้มาช่วยดำเนินการ ก็มีเพียงผลลัพธ์เดียว คือเรื่องการย้ายเมืองหลวงก็จะถูกประวิงเวลาออกไปให้นานที่สุด ดีไม่ดีลากยาวไปหลายปีก็ยังไม่เสร็จ…
แต่การย้ายเมืองหลวงในครั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการแย่งชิงเวลา หากต้องยืดเยื้อไปหลายปีถึงจะเสร็จ แล้วมันจะไปมีความหมายอะไรในทางยุทธศาสตร์?
และในขั้นตอนการย้ายเมืองหลวง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็มีเพียงสองอย่าง หนึ่งคือทรัพย์สิน และอีกอย่างคือประชากร หากนำสองอย่างนี้มาเปรียบเทียบกัน ประชากรย่อมมีความสำคัญมากกว่า
แต่เรื่องประชากรก็เป็นเรื่องที่ซับซ้อนที่สุด และมีผลกระทบตามมามากที่สุด…
สาเหตุสำคัญที่สุดก็คือ การที่ตระกูลใหญ่ในท้องถิ่นเข้ายึดครองที่ดิน กอปรกับชาวนาที่เข้ามาพึ่งพิงด้วยความสมัครใจ ได้กลายมาเป็นสัตว์ประหลาดที่ฝังรากลึกอยู่ในชุมชน หากต้องการย้ายประชากรในเขตเหอลั่ว สิ่งที่ต้องเผชิญหน้าโดยตรงก็คือตระกูลใหญ่ในท้องถิ่นเหล่านี้นี่แหละ
และวิธีเดียวที่จะจัดการกับตระกูลใหญ่ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในป้อมปราการน้อยใหญ่เหล่านี้ ก็คือการทุบกระดองเต่าที่พวกเขาคิดว่าแข็งแกร่งนักหนาให้แตกละเอียด…
แต่การทุบกระดองเต่าให้แตกนั้นไม่ยาก สิ่งที่ยากคือการจะเคลื่อนย้ายประชากรที่อยู่ภายในกระดองเต่านั้นไปยังฉางอันต่างหาก…

0 Comments