You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

หอสมุดในจวนตระกูลไช่เป็นอาคารสองชั้นที่สร้างด้วยอิฐและไม้ หากจะพูดให้ถูกก็คือสองชั้นครึ่ง เพราะเพื่อป้องกันไม่ให้ตำราอยู่ใกล้พื้นดินเกินไปจนเกิดความชื้นและเชื้อรา จึงได้ยกพื้นสูงขึ้นประมาณหนึ่งเมตร แล้วโรยปูนขาวไว้ใต้พื้นเพื่อป้องกันแมลงและมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ในการรักษาตำราเป็นอย่างดี

ด้านหน้าหอสมุดมีระเบียงทางเดินสั้นๆ ถัดจากระเบียงทางเดินมีศาลาเล็กๆ หลังหนึ่ง ไช่เหยี่ยนกำลังกอดม้วนตำราอ่านอยู่ในศาลา เมื่อเห็นไช่ยงและเฟยเฉียนเดินมา นางก็ลุกขึ้นยืนอย่างชดช้อย และย่อตัวทำความเคารพเล็กน้อย

ไช่ยงหยุดเดิน หันไปพูดกับเฟยเฉียนว่า “ขาของข้าไม่ค่อยดีนัก ขึ้นบันไดไม่สะดวก ให้ศิษย์พี่ของเจ้าพาขึ้นไปก็แล้วกัน…” จากนั้นก็บอกไช่เหยี่ยนให้พาเฟยเฉียนขึ้นไปดูบนหอสมุด ส่วนตนเองก็เดินเข้าไปนั่งในศาลาเล็กๆ

ดวงตากลมโตของไช่เหยี่ยนกลอกไปมา มุมปากมีรอยยิ้มบางๆ นางกล่าวว่า “ศิษย์น้องเพิ่งจะเคยขึ้นหอสมุดของบ้านข้าเป็นครั้งแรกใช่หรือไม่?” น้ำเสียงและคำพูดของไช่เหยี่ยนฟังดูเป็นกันเองมาก ไม่มีท่าทีเคร่งขรึมหรือมีพิธีรีตองใดๆ ดูเหมือนบรรยากาศสบายๆ ระหว่างเพื่อนฝูงมากกว่า

“ใช่ขอรับ” เฟยเฉียนแหงนหน้ามองหอสมุดที่สูงตระหง่าน ในใจเกิดความรู้สึกนับถือขึ้นมา “หอสมุดที่ใหญ่โตเช่นนี้ ช่างเป็นความใฝ่ฝันของบัณฑิตทั่วหล้าจริงๆ…”

ไช่เหยี่ยนกอดม้วนตำรา เดินนำทางไปพลาง กล่าวไปพลางว่า “เมื่อก่อนก็เก็บไว้ในห้องพัก แต่ต่อมาตำราประเภทต่างๆ เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ไม่มีที่เก็บ ประกอบกับระบายอากาศไม่สะดวกและง่ายต่อการถูกแมลงกัดแทะ ดูแลรักษาลำบาก ก็เลยสร้างหอสมุดหลังนี้ขึ้นมา”

ไช่เหยี่ยนผลักประตูที่แง้มไว้ออกเบาๆ ราวกับการเปิดม้วนตำรา จากนั้นก็ยืนอยู่ข้างประตู ผายมือเชิญ…

“ศิษย์พี่เชิญก่อนขอรับ!”

ไช่เหยี่ยนเม้มปากยิ้ม ไม่ปฏิเสธ เดินเข้าไปในหอสมุดอย่างสง่าผ่าเผย

เฟยเฉียนเดินตามไช่เหยี่ยนเข้าไปในหอสมุด เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็ต้องสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง…

ขนาดนี้มัน น่าทึ่งเกินไปแล้ว!

ต้องเข้าใจว่าตอนนี้คือราชวงศ์ฮั่น ม้วนตำราทุกม้วนล้วนเกิดจากการสลักหรือเขียนด้วยมือทีละตัวอักษร แตกต่างจากการใช้เครื่องพิมพ์ในยุคหลังที่สามารถผลิตหนังสือได้เป็นพันเป็นหมื่นเล่มในพริบตา

ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ตำราหนึ่งเล่มมีค่าดั่งทองคำก็ว่าได้ แต่ในหอสมุดของไช่ยง กลับมีม้วนตำรามากมายมหาศาลขนาดนี้ หากประเมินเป็นมูลค่าในตลาด นี่มันมหาเศรษฐีชัดๆ…

แต่เฟยเฉียนก็ทำได้แค่คิดในใจ หากกล้าพูดออกไปล่ะก็ ไม่ต้องพูดถึงว่าม้วนตำราในอ้อมกอดของไช่เหยี่ยนจะลอยมาฟาดหัวเขา ดีไม่ดีไช่ยงอาจจะไล่เขาออกจากสำนักเลยก็ได้…

ในราชวงศ์ฮั่น ความรู้เป็นสิ่งที่ได้รับการเคารพอย่างสูง

ไช่เหยี่ยนคุ้นเคยกับชั้นหนังสือในหอสมุดเป็นอย่างดี นางเดินนำไปพลาง อธิบายไปพลางว่า “ชั้นนี้ส่วนใหญ่เป็นตำราในหมวดซู่ซู่ (คณิตศาสตร์และดาราศาสตร์) และซือฟู่ (กวีนิพนธ์) ส่วนหมวดลิ่วอี้ (ศิลปศาสตร์ทั้งหก) และจูจื่อ (ปรัชญาสำนักต่างๆ) ล้วนอยู่ชั้นบน ส่วนหมวดฟางจี้ (การแพทย์และเวทมนตร์) และปิงซู (พิชัยสงคราม) นั้น…”

ไช่เหยี่ยนพูดพลาง ก้าวเดินอย่างแผ่วเบาไปตามช่องระหว่างชั้นหนังสือ จนมาหยุดที่หน้าชั้นหนังสือตู้หนึ่ง นางวางม้วนตำราในอ้อมกอดลงบนชั้น แล้วกล่าวต่อว่า “…หมวดฟางจี้และปิงซู โดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นของรักของหวงของแต่ละตระกูล ยากที่จะรวบรวมได้ ดังนั้น…”

เฟยเฉียนกวาดสายตานับดูคร่าวๆ ในชั้นนี้มีชั้นหนังสือประมาณห้าสิบถึงหกสิบตู้ แต่ละตู้มีสี่ชั้น แต่ละชั้นมีม้วนตำราและหนังสือวางอยู่มากบ้างน้อยบ้าง เชือกผูกตำราหลากสีสันสั้นยาวไม่เท่ากัน ประดับประดาอยู่บนม้วนตำราที่ส่วนใหญ่เป็นสีดำคล้ำ ดูราวกับภาพวาดนามธรรมที่งดงามและมีสีสัน…

วิธีการจัดหมวดหมู่ตำราของตระกูลไช่ เป็นไปตามวิธีการจัดหมวดหมู่ของทางการ เนื่องจากตั้งแต่ยุคชุนชิวจ้านกั๋วมาจนถึงราชวงศ์ฉิน มีแต่สงครามอยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีโอกาสที่จะรวบรวมและจัดหมวดหมู่ตำราอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งมาถึงราชวงศ์ฮั่น เมื่อสังคมเริ่มสงบสุขลง หลิวเซี่ยงและหลิวซิน สองพ่อลูกจึงได้เป็นแกนนำในการรวบรวมตำราในขณะนั้น และแบ่งออกเป็น 6 หมวดใหญ่ ได้แก่ ลิ่วอี้, จูจื่อ, ปิงซู, ซู่ซู่, ฟางจี้ และซือฟู่ รวมกับหมวดจี๋เลวี่ย (บทสรุป) เรียกรวมกันว่า “ชีเลวี่ย” (7 หมวด) ซึ่งนี่ก็คือวิธีการจัดหมวดหมู่ตำราที่เก่าแก่ที่สุด

ตำราพิชัยสงครามมักจะเป็นความลับที่สืบทอดกันภายในแต่ละตระกูล ไม่ยอมเปิดเผยให้คนนอกเห็นง่ายๆ ส่วนหมวดฟางจี้ก็เป็นรากฐานของวิชาแพทย์ ซึ่งก็ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น จุดมุ่งเน้นการศึกษาของไช่ยงก็อยู่ที่คัมภีร์และประวัติศาสตร์ ดังนั้นการที่เขาไม่มีตำราหมวดฟางจี้และปิงซูก็ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล…

แต่ถึงกระนั้น จำนวนตำราที่มากมายมหาศาลขนาดนี้ก็ยังน่าทึ่งอยู่ดี เฟยเฉียนลองกะดูคร่าวๆ แค่ชั้นนี้ก็มีม้วนตำราและหนังสือประมาณห้าพันกว่าม้วนแล้ว ถ้ารวมสองชั้น จำนวนตำราก็ต้องเป็นหมื่น…

ห้องสมุดเล็กๆ ในยุคหลังก็คงประมาณนี้แหละ

เฟยเฉียนทึ่งมาก เขาสุ่มหยิบม้วนตำราจากชั้นหนังสือใกล้ตัวมาเปิดดู ก็เห็นข้อความเขียนว่า “…ราชธานีตะวันตกของราชวงศ์ฮั่น ตั้งอยู่ที่ยงโจว นามว่าฉางอัน ด้านซ้ายมีปราการธรรมชาติคือด่านหานกู่และด่านเอ้อเสี้ยว ด้านหน้ามีเทือกเขาไท่หัวและจงหนานเป็นเกราะกำบัง…”

ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ ตอนนี้กำลังจะย้ายเมืองหลวงไปฉางอัน หยิบสุ่มๆ ขึ้นมาก็ดันเป็น “เหลียงตูฟู่” (ลำนำสองนคร) ของปานกู้เสียนี่ เฟยเฉียนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี…

เมื่อเห็นเฟยเฉียนม้วนตำราเก็บแล้ววางกลับคืนบนชั้น ไช่เหยี่ยนก็ยิ้ม แล้วหันหลังเดินนำต่อไป

เมื่อเดินไปถึงหลังชั้นหนังสือตู้หนึ่ง ไช่เหยี่ยนก็หยุดเดิน แล้วเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “บันไดค่อนข้างชัน ศิษย์น้องเดินระวังหน่อยนะ”

ที่แท้เพื่อเป็นการประหยัดพื้นที่ในการวางชั้นหนังสือ บันไดในหอสมุดจึงไม่ได้สร้างอย่างประณีตงดงามเหมือนอาคารทั่วไป แต่เป็นเพียงบันไดไม้ที่ชันและตรงขึ้นไป ดูกะทัดรัดและเดินยาก สำหรับคนอายุมากและขาไม่ค่อยดีอย่างไช่ยง การขึ้นลงแต่ละครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย

เมื่อเฟยเฉียนขึ้นไปถึงชั้นสอง ก็พบว่าบนชั้นนี้ไม่ได้มีม้วนตำราวางแน่นเอี๊ยดเหมือนชั้นล่าง บางตู้ถึงกับว่างเปล่าทั้งตู้ นึกไม่ถึงว่าไช่ยงจะมอบตำราให้คนอื่นไปมากขนาดนี้…

ไช่เหยี่ยนเดินไปที่ตู้หนังสือที่ว่างเปล่าตู้หนึ่ง ใช้มือลูบไล้ไปบนชั้นหนังสือเบาๆ สีหน้าดูเศร้าหมองลงเล็กน้อย นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “…เดิมทีชั้นหนังสือพวกนี้ก็เคยเต็มเหมือนกัน… แต่ตอนนี้… ล้วนกระจัดกระจายไปอยู่ข้างนอกหมดแล้ว…”

แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างชั้นสองเข้ามา ทอดผ่านชั้นหนังสือที่ว่างเปล่า เกิดเป็นแสงเงาตกกระทบลงบนร่างของไช่เหยี่ยน ราวกับกำลังช่วยปลอบประโลมความเศร้าของนาง…

เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งในวินาทีนั้น จู่ๆ เฟยเฉียนก็รู้สึกเหม่อลอย ราวกับได้ย้อนกลับไปสมัยที่เขายังเป็นนักศึกษาและอยู่ในห้องสมุด บรรยากาศช่างเหมือนกับตอนนั้นเหลือเกิน…

ไช่เหยี่ยนยกมือขึ้นทัดปอยผมที่ตกลงมาไว้ทัดหู ยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “ดูมาตั้งนาน ศิษย์น้องคิดไว้หรือยังว่าจะยืมตำราเล่มไหน? ยืมได้ครั้งละไม่เกินสามเล่มนะ ต้องรู้ไว้ว่าอย่าโลภมากเวลาอ่านหนังสือ…”

“ยืมหนังสือ…” เฟยเฉียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น แล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่ ครั้งนี้ข้า… ไม่ได้มายืมหนังสือหรอก แต่… มาขนหนังสือ… แถมยังต้องขนไปให้หมดด้วย…”

“หา?!” ดวงตากลมโตของไช่เหยี่ยนเบิกกว้างขึ้นทันที ในใจเกิดความคิดบ้าๆ ขึ้นมา ศิษย์น้องคนนี้คงไม่ใช่พวกโจรปล้นทรัพย์ปลอมตัวมาหรอกนะ…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note