You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เผยเฉียนไม่รู้เลยว่า กระดาษทดเลขคณิตของเขาในเวลานี้กำลังถูกดึงรั้งด้วยนิ้วเรียวบางคู่งดงาม

วิธีที่ชัวเอี๋ยมแก้ปัญหาชัวหยงไม่ยอมกินข้าวก็ง่ายนิดเดียว คือการดึงก้นหม้อหนีไฟ เอาต้นเหตุของอาการป่วยไปซ่อนเสีย ชัวหยงแม้จะรู้สึกเสียดาย แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมแพ้ให้แก่บุตรสาวสุดที่รัก จึงได้แต่บอกปัดไปว่า ถ้าชัวเอี๋ยมเข้าใจแล้วต้องมาบอกเขาด้วย

ในเวลานี้ ชัวเอี๋ยมมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน จึงไม่แต่งหน้าทาปาก และมักจะไม่ใส่เครื่องประดับใดๆ เมื่อปราศจากเครื่องประดับตกแต่งเหล่านี้ กลับยิ่งทำให้ความงามของนางดูเป็นธรรมชาติ

คิ้วของชัวเอี๋ยมไม่ได้บางจนเกินไป โค้งเรียวได้รูป ปลายคิ้วตวัดขึ้นเล็กน้อยดูมีชีวิตชีวา ด้วยวัยที่กำลังเบ่งบานที่สุดของหญิงสาว ผิวพรรณละเอียดอ่อน ใบหน้าสีชมพูระเรื่อราวกับดอกท้อที่เปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ ผมสีดำขลับถูกมวยไว้อย่างเรียบง่าย มีปอยผมร่วงหล่นลงมาเล็กน้อย ภายใต้แสงเทียน ยิ่งขับให้รูปร่างดูงดงามน่าทะนุถนอม

ชัวเอี๋ยมกำลังพิจารณากระดาษทดเลขของเผยเฉียนอย่างละเอียด นางไม่ได้เริ่มคำนวณจากบนลงล่างเหมือนชัวหยงผู้เป็นบิดา แต่ลองคำนวณด้วยตัวเองใหม่ทั้งหมด แล้วจึงเริ่มแกะย้อนกลับจากคำตอบ เพื่อวิเคราะห์ความหมายในแต่ละขั้นตอนของเผยเฉียน

ชัวเอี๋ยมได้รับการหล่อหลอมจากชัวหยง ทำให้นางชื่นชอบม้วนตำราต่างๆ เป็นอย่างมาก นางจำได้ว่าตั้งแต่เด็ก ของขวัญที่ได้จากบิดาล้วนมีแต่หนังสือ ส่วนพวกผ้าไหมหรือเครื่องประดับหยกต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นของขวัญจากเพื่อนๆ ของบิดาทั้งสิ้น

นางจำไม่ได้ว่าเริ่มอ่านม้วนตำราตั้งแต่กี่ขวบ จำได้เพียงว่าตอนเด็กๆ มักจะนั่งกอดม้วนตำราหนักๆ อยู่คนเดียวในศาลาหลังบ้าน อาบแดดอุ่นๆ ค่อยๆ แกะตัวหนังสือในม้วนตำราไปทีละตัว…

คนอื่นอาจจะแบ่งหนังสือออกเป็นประเภทที่มีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์ หรือแบ่งตามหมวดหมู่ แต่สำหรับนาง หนังสือมีเพียงสองประเภท คือ ประเภทที่นางเคยอ่านแล้ว กับประเภทที่นางยังไม่เคยอ่าน

ในเวลานี้ ชัวเอี๋ยมรู้สึกว่าสัญลักษณ์ของเผยเฉียนดูคุ้นตา เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นถือโคมไฟเดินตรงไปยังหอตำราในบ้าน

เดิมทีจวนของชัวหยงมีหนังสือสะสมอยู่มากมายมหาศาล อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่ที่มีหนังสือมากที่สุดในเมืองลั่วหยางเลยทีเดียว ห้องหนังสือธรรมดาไม่สามารถเก็บได้หมด จึงต้องสร้างหอตำราขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเก็บรักษา

แต่บัดนี้ภายใต้แสงไฟจากโคมไฟของชัวเอี๋ยม ภายในหอตำราเหลือเพียงชั้นหนังสือที่ว่างเปล่า หนังสือและม้วนตำราที่เคยกองเป็นภูเขาเลากา บัดนี้ไม่มีอยู่อีกแล้ว หอตำราที่เคยแน่นขนัดจึงดูโล่งกว้างขึ้นมาถนัดตา

ชัวเอี๋ยมรู้ดีว่าหนังสือเหล่านั้นถูกส่งออกไปหมดแล้ว

ตอนที่นางแต่งงาน เงินทองสินสอดเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่คือม้วนตำราและหนังสืออันประเมินค่าไม่ได้ ตอนนี้หนังสือเหล่านี้กลายเป็นสมบัติตกทอดของตระกูลเว่ยไปแล้ว ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่มอบให้ตระกูลหวัง เพราะในตอนนั้นมีบัณฑิตตระกูลหวังมาสู่ขอนางเช่นกัน แต่ชัวหยงตัดสินใจให้นางแต่งเข้าตระกูลเว่ย ด้วยความรู้สึกผิด ชัวหยงจึงมอบม้วนตำราและหนังสือให้ตระกูลหวังไปส่วนหนึ่ง

จะโทษใครก็ไม่ได้ ในตอนนั้นชัวหยงคิดว่านางจะได้มีชีวิตที่สุขสบายไปตลอดชีวิต และตัวเขาเองแก่แล้ว มีหนังสือพวกนี้ไปก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร สู้นำไปมอบให้คนที่ต้องการมันจะดีกว่า

ความตั้งใจนั้นดี แต่ความเป็นจริงนั้นช่างโหดร้าย

ตระกูลเว่ยไม่ได้ต้องการสติปัญญาของชัวเอี๋ยม พวกเขาต้องการเพียงการสืบสกุลจากนาง เว่ยจ้งเต้า สามีของนาง เพราะไม่มีลูกด้วยกัน จึงมีข่าวลือและการด่าทอลับหลังมากมายจนชัวเอี๋ยมทนไม่ไหว จึงโกรธจัดและเขียนจดหมายทิ้งไว้ ก่อนจะกลับมาอยู่ที่บ้านตระกูลชัว

หลังจากนั้น ตระกูลเว่ยก็ปล่อยข่าวลือว่าชัวเอี๋ยมเป็นสตรีที่เป็นหมัน เป็นตัวกาลกิณีที่ทำให้สามีตาย อีกทั้งยังหยิ่งยโสไร้มารยาท ไม่เคารพพ่อแม่สามี ไม่รักใคร่ญาติพี่น้อง แล้วก็ส่งหนังสือหย่ามาที่ตระกูลชัว

ส่วนหนังสือและทรัพย์สินที่นางนำไปเป็นสินสอด ตระกูลเว่ยกลับแกล้งลืมไปเสียสนิท

ชัวเอี๋ยมจำได้ว่าตอนที่บิดาได้รับหนังสือหย่า เขาไม่ได้พูดอะไรกับนางเลย แต่นางเห็นชัดว่าเขาแก่ลงไปมากในเวลาเพียงไม่กี่วัน

นางรู้สึกว่านางไม่ได้ทำผิดต่อตระกูลเว่ย นางแค่รู้สึกผิดต่อบิดาของนาง

ตอนนี้ชัวเอี๋ยมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับห้องนอนและหอตำรา ความจำของนางดีมาก หนังสือที่เคยอ่านนางจำได้เกือบหมด นางจึงตั้งใจจะเขียนม้วนตำราและหนังสือที่นางจำได้ ซึ่งถูกส่งออกไปเพราะนาง ทีละเล่มๆ นางหวังว่าในช่วงชีวิตของบิดา หอตำราแห่งนี้จะกลับมาอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของหนังสืออีกครั้ง…

ชัวเอี๋ยมหยุดยืนหน้าหีบใบใหญ่ในหอตำรา ค่อยๆ วางโคมไฟไว้ข้างๆ เปิดหีบ หยิบม้วนหนังแกะออกมาหลายม้วน คลี่ออกบนพื้น แล้วพิจารณาดูทีละม้วน

“เอ๊ะ มีลักษณะคล้ายกับตัวอักษรของแคว้นสินธุจริงๆ ด้วย…”

ชัวเอี๋ยมหาเจอม้วนหนังแกะที่มีสัญลักษณ์คล้ายคลึงกับสัญลักษณ์ของเผยเฉียนในที่สุด อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นสว่างไสวราวกับทำให้ทั้งหอตำราสว่างขึ้นในพริบตา…

________________________________________

ดึกดื่นค่อนคืน โจโฉแอบเดินออกทางประตูหลังของจวนซือถูอ้องอุ้นอย่างเงียบเชียบ

บ่าวคนหนึ่งคอยถือโคมไฟนำทางให้โจโฉ แสงไฟวูบวาบสะท้อนใบหน้าของโจโฉให้ดูมืดสว่างสลับกันไป

จากการเจรจากับซือถูอ้องอุ้นจิ้งจอกเฒ่า โจโฉก็ไม่รู้ว่าถือว่าสำเร็จหรือไม่

ในตอนนี้ อำนาจต่อรองของโจโฉลดลงอย่างมากเนื่องจากการตายของแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น และการสังหารหมู่พวกขันทีในวังทั้งเหนือและใต้ ตอนนี้เขาเหลือเพียงกำลังทหารบางส่วนของนายกองทัพกลาง (เตี่ยนจวิน) และทรัพย์สินบางส่วนในลั่วหยางเท่านั้น

แม้ว่าในวังจะยังมีคนของตระกูลโจอยู่บ้าง แต่โจโฉรู้สึกว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผยและเรียกใช้งาน ดังนั้นเขาจึงปิดบังเรื่องนี้ไว้ไม่ให้ซือถูอ้องอุ้นรู้

โจโฉรู้สึกได้ว่า ตำแหน่งนายกองทัพกลางของเขาคงอยู่ได้อีกไม่นาน ลองนึกถึงการจัดสรรบุคลากรในตำแหน่งนายกองทั้งแปดแห่งสวนตะวันตกของฮั่นเลนเต้ดูสิ ชัดเจนว่าเป็นการคานอำนาจกันระหว่างขันที เครือญาติฝ่ายหญิง และบัณฑิต ตอนนี้ความสมดุลถูกทำลายลงแล้ว สถานการณ์จะต้องถูกจัดระเบียบใหม่ในไม่ช้า และผลประโยชน์ก็จะถูกแบ่งปันกันใหม่

แต่เดิมนั้นโจโฉถือว่าได้เปรียบมาก ตระกูลโจของเขามีชาติกำเนิดมาจากขันที จึงได้รับการดูแลจากฝ่ายขันทีอยู่แล้ว แถมเขายังสามารถเข้าหาฝั่งเครือญาติฝ่ายหญิงอย่างแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นได้อีก นอกจากนี้ เขายังฉลาดหลักแหลมในการใช้ความขัดแย้งระหว่างขันที ยืมมือลุงของเกียนสิดทำลายเกียนสิดเอง สร้างชื่อเสียงในหมู่บัณฑิตหน้าใส ยิ่งไปกว่านั้นเขายังฉลาดพอที่จะฝากตัวเป็นศิษย์ของชัวหยงซึ่งเป็นบัณฑิตสายบริสุทธิ์ ทำให้เขาสามารถกอบโกยผลประโยชน์จากฝ่ายบัณฑิตได้ไม่น้อย

การหาประโยชน์จากทั้งสามฝ่าย การหยิบยืมพลังซึ่งกันและกัน โจโฉเคยเล่นเกมนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมและได้ผลดีมาก

แต่โชคร้ายที่ตอนนี้ขั้วอำนาจที่เขาพึ่งพาต่างก็ล่มสลาย หรือไม่ก็ล้มตายไปหมดแล้ว อำนาจต่อรองของเขาลดลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นในการแบ่งปันผลประโยชน์ครั้งต่อไป ก็แทบจะไม่มีส่วนของเขาเลย

หากเขาต้องการรักษาตำแหน่ง หรือก้าวหน้าไปมากกว่านี้ เขาต้องร่วมมือ หรือไม่ก็ต้องพึ่งพาขั้วอำนาจใดอำนาจหนึ่งเป็นการชั่วคราว

ตั๋งโต๊ะเป็นกลุ่มอิทธิพลจากกวนซี เขาย่อมไม่เข้าร่วมแน่นอน มิฉะนั้นเขาจะสูญเสียที่พึ่งสุดท้าย และถูกกลุ่มอิทธิพลบัณฑิตจากกวนตงกีดกันออกไป

ดังนั้นเขาจึงต้องเลือกขั้วอำนาจใดอำนาจหนึ่งในกลุ่มบัณฑิตกวนตง

เดิมทีโจโฉวางแผนจะพึ่งพาอิทธิพลของตระกูลอ้วน เพราะตระกูลอ้วนเป็นถึงขุนนางระดับซานกงมาสี่ชั่วอายุคน มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แต่ตอนนี้เขามีความขัดแย้งกับทั้งอ้วนเสี้ยวและอ้วนสุด การจะไปประจบสอพลอตระกูลอ้วนในตอนนี้ เขาก็ทำใจยอมรับไม่ได้ เขาจึงต้องถอยมารองลงมา และไปหาตระกูลหวัง

ตระกูลหวังเป็นตระกูลผู้ดีแห่งซานซี หลายชั่วอายุคนได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก ตัวอ้องอุ้นเองก็รับราชการตั้งแต่อายุสิบเก้า ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายแต่ก็ไม่เคยล้มลง จนในที่สุดก็ขึ้นสู่ตำแหน่งซือถู ความสามารถและเล่ห์เหลี่ยมของเขาเห็นได้ชัด

แล้วจิ้งจอกเฒ่าในวงการราชการแบบนี้ จะมายอมเปิดใจให้กับลูกจิ้งจอกอย่างโจโฉได้อย่างไร?

ตอนที่โจโฉเดินออกมาจากจวนตระกูลหวัง นึกย้อนไปถึงคำพูดของอ้องอุ้น ลองคิดดูให้ดี ก็จะพบว่าจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้เหมือนจะพูดดีไปเสียทุกอย่าง เห็นด้วยไปเสียทุกเรื่อง แต่เอาเข้าจริงแล้ว กลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเลยสักอย่าง

โจโฉเกลียดการถูกปั่นหัวแบบนี้ที่สุด แต่ตอนนี้เกลียดแค่ไหนก็ต้องทน อึดอัดจนปวดหัวไปหมด

โจโฉยกมือขึ้นนวดขมับ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าจวนข้างหน้าดูคุ้นตา เพ่งมองดีๆ ถึงรู้ว่าเป็นจวนของชัวหยง จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้มาเยือนจวนตระกูลชัวนานแล้ว

โจโฉหรี่ตาลงเล็กน้อย วันนี้ก็ดึกมากแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยส่งนามบัตรมาขอเข้าพบแล้วกัน จวนตระกูลชัว… ชัวหยง… ชัวเอี๋ยม… บางทีจุดเปลี่ยนอาจจะอยู่ที่นี่ก็ได้…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note