ตอนที่ 210 ถึงคราวปล่อยมือก็ต้องปล่อย
แปลโดย เนสยังการจะตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
การมีองครักษ์ฝีมือดีอยู่ข้างกาย บางครั้งก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวด ท่านกวนอวี่บุกเดี่ยวไปงานเลี้ยงได้อย่างสบายๆ แต่ลองเปลี่ยนเป็นขงเบ้งบุกเดี่ยวไปสิ จะเป็นอย่างไร?
ดังนั้นการมีหวงจงอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าเฟยเฉียนจะไปที่ใดก็อุ่นใจได้เปราะหนึ่ง แต่ตอนนี้เมื่อต้องสูญเสียความได้เปรียบในจุดนี้ไป เรื่องบางอย่างก็จะยุ่งยากขึ้น
คนเราน่ะนะ เมื่อเคยชินกับความสบายแล้ว พอต้องกลับไปลำบากก็ทำใจได้ยาก
การรู้จักผู้อื่นคือผู้มีปัญญา การรู้จักตนเองคือผู้รู้แจ้ง การรู้หลักการนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะปฏิบัติให้ได้ตลอดเวลากลับไม่ง่ายเลย
แต่จะว่าไปแล้ว การที่หวงจงคุ้มครองเขาเดินทางมาจากจิงเซียงได้อย่างปลอดภัย ก็ถือว่าเป็นกำไรก้อนโตสำหรับเขาแล้ว อย่างไรเสียหวงจงก็ไม่ได้ขึ้นตรงต่อใคร ครึ่งหนึ่งก็เพราะเห็นแก่หน้าของหวงเฉิงเยี่ยน ผู้นำตระกูลหวง อีกครึ่งหนึ่งก็เป็นเพราะเรื่องลูกชายของตน ถึงได้ยอมเดินทางมาจนถึงลั่วหยาง
แม้ว่าตลอดการเดินทางจะไม่ได้ใช้ทักษะการต่อสู้ของหวงจงในการบุกตะลุยฝ่าฟันศัตรู แต่หวงจงก็ช่วยแบ่งเบาภาระของเฟยเฉียนไปได้มาก ทั้งเรื่องการตั้งค่ายพักแรม และการจัดกำลังทหาร เฟยเฉียนแทบจะไม่ต้องกังวลเลย แค่นี้ก็ถือว่าช่วยเฟยเฉียนได้มากแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น หากยังมีทหารอีกแปดร้อยนายอยู่ด้วย การมีหวงจงเพิ่มมาอีกคน ย่อมสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่าหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองอย่างแน่นอน แต่ทหารแปดร้อยนายนั่นได้ติดตามอีจี๋มุ่งหน้าไปทางเหอเป่ยแล้ว…
ไม่ใช่ว่าเฟยเฉียนไม่เคยคิดจะใช้ประโยชน์จากทหารแปดร้อยนายนั้น ตั้งแต่ออกจากจิงเซียง เฟยเฉียนก็คิดหาวิธีที่จะใช้ทหารเหล่านี้ แต่ใครจะไปคิดว่าแผนการจะพลิกผัน หยวนเซ่าไม่ได้มาที่ซวนจ่าวเลย!
ตามแผนเดิมของเฟยเฉียน หากหยวนเซ่าอยู่ที่ซวนจ่าว ก็คงไม่ต้องดั้นด้นไปไกลถึงเหอเป่ย และการนำทหารเกือบพันนายปะปนไปกับกองทัพพันธมิตรเพื่อหาช่องทางกอบโกยผลประโยชน์ ก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่ แต่เมื่อเฟยเฉียนมาถึงซวนจ่าวจริงๆ และได้เห็นบรรดากลุ่มตระกูลใหญ่ในกวนตงที่มารวมตัวกัน แถมยังต้องรอคอยหยวนเซ่าที่ไม่ยอมมาปรากฏตัว เฟยเฉียนก็รู้ทันทีว่าแผนการใช้ประโยชน์จากทหารแปดร้อยนายของเขาได้พังทลายลงแล้ว
ดังนั้นเฟยเฉียนจึงจำต้องปล่อยให้อีจี๋นำทหารแยกย้ายกันไปทำภารกิจ มิเช่นนั้นแล้ว ต่อให้เขาจะนำทหารเหล่านั้นไปถึงอำเภอเย่ เข้าพบหยวนเซ่าเพื่อปฏิบัติภารกิจทูตจนสำเร็จ อำนาจในการควบคุมทหารแปดร้อยนายนั้นก็ต้องตกไปอยู่ในมือของอีจี๋อยู่ดี เพราะเฟยเฉียนไม่ได้ดำรงตำแหน่งใดๆ ภายใต้หลิวเปี่ยวแห่งจิงเซียงอีกแล้ว
ที่สำคัญที่สุดคือ การเดินทางไปกลับเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหามากมาย แต่ยังสิ้นเปลืองเวลาอันมีค่าซึ่งเฟยเฉียนไม่อาจแบกรับได้ ดังนั้นเมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว เฟยเฉียนจึงยอมสละทหารแปดร้อยนายนั้น เพื่อแลกกับเวลาที่มีมากขึ้น
คนเราต้องก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางการตัดสินใจเลือกอยู่เสมอ ไม่มีช่วงเวลาใดที่ทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบไปเสียหมด แม้ว่าเฟยเฉียนจะอยากรั้งหวงจงเอาไว้ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจให้หวงจงกลับไป
ไม่เพียงแค่นั้น เพื่อความปลอดภัย เฟยเฉียนยังจัดกำลังทหารสิบนายให้หวงจงนำไปเป็นองครักษ์คุ้มครองจางจ้งจิ่งเดินทางกลับจิงเซียงด้วย อย่างไรเสียในครั้งนี้ก็ไม่อาจเดินทางกลับทางตะวันออกด้วยเส้นทางหลักได้โดยตรง และเส้นทางสายตะวันออกเฉียงใต้ก็มีกองทัพของซุนเจียนตั้งค่ายอยู่ การจะผ่านไปก็คงจะยากลำบากไม่น้อย สุดท้ายก็ต้องเดินทางขึ้นเหนือ อ้อมเมืองเฉิงเกา แล้วข้ามแม่น้ำลงใต้ไป จึงจะปลอดภัยกว่า
แน่นอนว่าความปลอดภัยนี้ก็เป็นเพียงความปลอดภัยระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะในบริเวณหงหนงและเหอเน่ย ยังคงมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มกบฏโพกผ้าเหลืองที่หลงเหลืออยู่อย่างกองทัพไป๋ปัว หากไม่มีผู้คุ้มกัน มีเพียงหวงจงและจางจ้งจิ่งแค่สองคน ก็คงจะตกเป็นเหยื่ออันโอชะได้อย่างง่ายดาย ต่อให้หวงจงจะเก่งกาจเพียงใด แต่ถ้าต้องคอยปกป้องจางจ้งจิ่งไปด้วย ก็คงจะพะวักพะวน แม้ว่าทหารสิบนายจะไม่ได้มากมายอะไร แต่หากต้องต่อสู้กันจริงๆ ก็สามารถตั้งกระบวนทัพเล็กๆ เพื่อรับมือกับกองทัพไป๋ปัวที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ย่ำแย่ได้อย่างสบายๆ
หากกองทัพไป๋ปัวไม่จนตรอกจริงๆ พวกเขาก็คงไม่ยอมเอาชีวิตไปทิ้งง่ายๆ หลังจากคำนวณผลได้ผลเสียแล้ว ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ หากหวงจงและพวกไม่ไปหาเรื่องกองทัพไป๋ปัวก่อน กองทัพไป๋ปัวก็คงไม่อยากมาแทะกระดูกชิ้นแข็งๆ ให้ฟันหักเล่นหรอก
แน่นอนว่าสำหรับหวงจงแล้ว การจัดการของเฟยเฉียนถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เดิมทีหวงจงคิดว่าแค่เฟยเฉียนอนุญาตให้เขากลับจิงเซียงไปก่อนก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าเฟยเฉียนไม่เพียงแค่อนุญาตให้หวงจงและจางจ้งจิ่งกลับไปก่อนเท่านั้น แต่ยังจัดกำลังทหารให้ไปคุ้มครองความปลอดภัยระหว่างทางอีกด้วย
หวงจงประสานมือทำความเคารพเฟยเฉียน พลางกล่าวว่า “ความเมตตาของจื่อเยวียน ข้าจะไม่มีวันลืมเลย!” หวงจงไม่ใช่คนช่างพูดช่างเจรจา เรื่องหลายๆ เรื่องเขาไม่รู้จะแสดงออกอย่างไรให้ดีที่สุด จึงทำได้เพียงเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจ
หวงจงรู้ดีว่าหากไม่มีคำพูดของเฟยเฉียนกับจางจ้งจิ่ง ลำพังแค่คนปากหนักอย่างเขา การจะเกลี้ยกล่อมให้จางจ้งจิ่งไปจิงเซียง คงยากยิ่งกว่าการให้เขาออกไปรบแนวหน้าเป็นพันเท่า ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้จางจ้งจิ่งยอมไป หากเฟยเฉียนจัดคนให้ไปคุ้มครองจางจ้งจิ่งเดินทางไปจิงเซียงเพียงลำพัง แล้วรั้งตัวเขาเอาไว้ ไม่ว่าจะมองในมุมของหน้าที่หรือเรื่องส่วนตัว ก็ถือว่าสมเหตุสมผลทั้งสิ้น
แต่เฟยเฉียนกลับยอมวางความปลอดภัยของตนเองลง แล้วให้หวงจงเดินทางไปจิงเซียงพร้อมกับจางจ้งจิ่ง สำหรับหวงจงแล้ว นี่ถือเป็นน้ำใจอันยิ่งใหญ่ แม้ปากจะไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ในใจก็รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง
เฟยเฉียนประคองแขนหวงจง แล้วกล่าวว่า “ฮั่นเซิง เดินทางปลอดภัยนะ” พลางคิดในใจว่า ควรจะเลียนแบบท่านหลิวเป้ย์ บีบน้ำตาออกมาสักหน่อยเพื่อเพิ่มอรรถรสทางอารมณ์ดีหรือไม่ แต่ก็พบว่าตัวเองไม่สามารถสั่งน้ำตาให้ไหลได้ตามใจนึก จึงต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป
เฟยเฉียนมองแผ่นหลังของหวงจงและพรรคพวกที่เดินห่างออกไป ในตอนนี้เองที่เขาได้เข้าใจการกระทำของท่านหลิวเป้ย์ในอดีตอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาจึงยืนนิ่งมองตรงไปข้างหน้า และเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ในตอนนั้น แม้ท่านหลิวเป้ย์จะมีสถานะเป็นพระปิตุลา แต่ในใจของบรรดาตระกูลใหญ่ส่วนใหญ่ ต่างก็รู้ดีว่าแท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงต้องรอจนกระทั่งฮั่นเซี่ยนตี้ทรงแสร้งทำเป็นตรวจสอบลำดับญาติวงศ์ สถานะพระปิตุลาของท่านหลิวเป้ย์จึงเป็นที่ยอมรับของบรรดาตระกูลใหญ่ในแผ่นดินราชวงศ์ฮั่น
แต่ถึงกระนั้น ท่านหลิวเป้ย์ก็ยังไม่เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาตระกูลใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ดี ทำให้บางคนไม่อาจรั้งไว้ได้ ภายใต้สังกัดของท่านพระปิตุลา ผู้ที่จากไปมีเพียงสวีซู่เพียงคนเดียวเสียที่ไหน?
ยังมีเถียนอวี้ ไท่สื่อฉือ…
ในด้านหนึ่ง การที่ท่านหลิวเป้ย์ปล่อยพวกเขาไป ถือเป็นการแสดงออกถึงความมีเมตตาธรรม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต่อให้ไม่ปล่อยไปแล้วจะทำอย่างไร? หากท่านหลิวเป้ย์กล้าใช้กำลังบังคับรั้งตัวไว้ ก็เท่ากับเป็นการฝังระเบิดเวลาไว้ข้างกาย ซึ่งอาจจะระเบิดจนแหลกละเอียดในชั่วขณะที่สำคัญ…
ดังนั้นสู้แสดงความใจกว้างออกมาเสียดีกว่า อย่างน้อยก็ยังได้ชื่อเสียงที่ดีกลับมาบ้าง
หวงจงนำคณะเดินทางไปไกลพอสมควรแล้ว เมื่อขี่ม้าหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเฟยเฉียนยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับรูปปั้น ดูเหมือนอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างยิ่ง สายตายังคงจับจ้องมองส่งพวกเขาไป…
จู่ๆ หวงจงก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมากระทบใจ เขาจึงดึงสายบังเหียน พลิกตัวลงจากม้า แล้วคุกเข่าทำความเคารพเฟยเฉียนอย่างเป็นทางการจากแดนไกล ก่อนจะกลับขึ้นม้าแล้วควบจากไป

0 Comments